สลับชะตา ชายามือสังหาร - ตอนที่ 477 เขม่าดินปืนกลับมาอีกครั้ง
พวกซือหม่าโยวเย่ว์พักอยู่ในโรงเตี๊ยมหลายวัน ก็ไม่มีใครมารบกวนเลย จึงค่อยๆ ลืมเลือนเรื่องนี้ไป รอให้ถึงวันที่จะใช้ค่ายกลนำส่งอย่างเงียบๆ
ในวันนี้เอง พวกเขากำลังดื่มน้ำชาอยู่ที่ชั้นล่างของโรงเตี๊ยม คนระดับสำนักเทพขั้นสูงคนหนึ่งและระดับราชาเทพขั้นสูงอีกคนก็เดินเข้ามา
“นายน้อยเซี่ย วันนี้พวกท่านมีเวลาว่างมาหาพวกเราที่นี่ได้อย่างไรกัน คงมิได้คิดจะพักที่นี่หรอกนะขอรับ” เสี่ยวเอ้อร์เข้าไปพูดด้วยรอยยิ้ม
บุรุษผู้สวมอาภรณ์สีเหลืองเชิดคางขึ้นสูงแล้วเอ่ยว่า “นายท่านจะมีเวลามาพักค้างอ้างแรมกับพวกเจ้าที่นี่ได้อย่างไรกัน วันนี้ที่นายท่านมาเพราะมีธุระต้องทำต่างหากเล่า”
“นายน้อยเซี่ยมีธุระอันใดหรือขอรับ”
“ไป ไปเรียกตัวซือหม่าโยวเย่ว์ เป่ยกงถัง โอวหยางเฟย และซือหม่าโยวหลินมาให้นายท่านที”
“นายท่านหาตัวพวกเขา มีธุระอันใดหรือไม่ขอรับ”
“ธุระน่ะ ย่อมมีอยู่แล้วสิ” บุรุษอาภรณ์สีเหลืองพูด “กล้าทำร้ายลูกพี่ลูกน้องของข้าเซี่ยชิ่งเหริน คนพวกนี้อยู่ดีไม่ว่าดีเสียแล้ว วันนี้นายท่านจะมาหาจุดยืนให้ลูกพี่ลูกน้องข้า! เจ้ารีบไปเรียกคนมาให้นายท่านเร็วเข้า ถ้าหากปล่อยให้นายท่านรอนาน นายท่านอาจจะยิ่งโกรธเข้าไปใหญ่นะ!”
เดิมทีพวกโยวเย่ว์ทั้งสี่คนมิได้สนใจผู้มาเยือนเลย แต่หลังจากที่ได้ยินวาจาของคนผู้นั้นแล้วต่างก็พากันขมวดคิ้วเล็กน้อย
ลูกพี่ลูกน้องของเซี่ยอิ๋งอิ๋งอย่างนั้นหรือ
มิน่าเล่าจึงมิได้มาหาเรื่องพวกตนตลอดหลายวันนี้ ที่แท้ก็หาผู้ช่วยอยู่นี่เอง
เซี่ยชิ่งเหรินเห็นเสี่ยวเอ้อร์ไม่ขยับตัว จึงตะคอกด้วยสีหน้าถมึงทึงว่า “ยังไม่รีบไปอีกหรือ อยากให้นายท่านพังที่นี่หรืออย่างไร”
เสี่ยวเอ้อร์ชี้ไปที่มุมหนึ่งของห้องโถงใหญ่พลางเอ่ยว่า “นายน้อยเซี่ย พวกเขาอยู่ที่นั่นขอรับ”
เซี่ยชิ่งเหรินมองตามมือเสี่ยวเอ้อร์ไป ก็เห็นคนสี่คนนั่งดื่มชากันอยู่ที่โต๊ะสี่เหลี่ยมตัวหนึ่ง จึงเอ่ยว่า “พวกเจ้าสี่คนมาพบนายท่านเดี๋ยวนี้!”
ไร้ซึ่งการตอบสนอง
“นายท่านให้พวกเจ้ามาพบ ได้ยินหรือไม่!” เซี่ยชิ่งเหรินตวาด
“ป่วยน่ะ” เป่ยกงถังตอบอย่างเรื่อยเปื่อยประโยคหนึ่ง อย่างไม่เห็นเขาอยู่ในสายตาเลยแม้แต่น้อย
“พวกเจ้าหมายความว่าอย่างไรกัน ฟังคำพูดของนายท่านไม่เข้าใจหรือไร”
โอวหยางเฟยยกถ้วยชาขึ้นจิบอีกหนึ่ง “ไม่เพียงแต่ป่วยเท่านั้น แต่ยังโง่งมด้วย”
“ความโง่งมนี้ก็เป็นอาการป่วยชนิดหนึ่งมิใช่หรือไร” ซือหม่าโยวหลินเอ่ย
“ถูกต้อง” ซือหม่าโยวเย่ว์ชูถ้วยน้ำชาไปทางซือหม่าโยวหลิน
“พวกเจ้าทั้งหลายไม่เห็นนายท่านอยู่ในสายตาเกินไปแล้ว เมื่อนายท่านโมโหมาก ผลที่ตามมาย่อมสาหัสอย่างยิ่ง…”
“คนผู้นี้ไม่เพียงแค่โง่งมเท่านั้น แต่ยังโง่งงมอย่างแสนสาหัสอีกด้วย” เป่ยกงถังพูด
ไอเยียบเย็นบนร่างของเซี่ยชิ่งเหรินแทบจะทำให้อุณหภูมิทั่วทั้งห้องลดต่ำลงอยู่แล้ว แต่ทั้งสี่คนทางด้านนั้นกลับมิได้มีปฏิกิริยาตอบสนองแต่อย่างใด ทำราวกับเขาเป็นอากาศธาตุอย่างไรอย่างนั้น
“เซี่ยต้า เจ้าไปฆ่าพวกมันเสียให้หมดให้พวกเราที! เดิมทีคิดจะตัดแขนตัดขาพวกมันคนละข้างเท่านั้น ไว้ชีวิตให้พวกมันทำได้แค่แค่ดิ้นรนกระเสือกกระสน แต่ตอนนี้นายท่านไม่อยากเห็นพวกมันอีกแล้ว!”
เขารู้ว่าซือหม่าโยวเย่ว์มีสัตว์อสูรเหนือเทพขั้นสามอยู่ตนหนึ่ง แต่เซี่ยต้านั้นนอกจากตัวจะเป็นระดับสำนักเทพขั้นสูงแล้วก็มีสัตว์อสูรผูกพันธสัญญาที่มีระดับพลังยุทธ์เท่าเทียมกันอยู่ ดังนั้นจึงมากเกินพอสำหรับจัดการพวกเขา
เซี่ยต้านั้นเป็นคนเงียบขรึม ตอนเดินเข้ามาก็โยนลูกพลังวิญญาณลูกหนึ่งตรงเข้ามาด้วย แต่ลูกพลังวิญญาณนั้นกลับถูกสะกดนิ่งเอาไว้กลางอากาศ ก่อนจะสลายตัวไปที่กลางเวหานั้นเอง
เซี่ยชิ่งเหรินและคนอื่นเห็นฉากนี้แล้วต่างตกใจจนสะดุ้ง เหตุใดลูกพลังวิญญาณนี้ยังไม่ทันสัมผัสถูกพวกเขาก็ถูกสะกดนิ่งเอาไว้เสียแล้วเล่า
หรือจะมีบุคคลผู้สูงส่งคอยปกป้องพวกเขาอยู่กันหนอ
แต่ทุกคนก็ไม่เห็นจะสัมผัสถึงกลิ่นอายของคนอื่นๆ ได้เลย!
“ใช้พลังห้วงมิติเป็นครั้งแรก คิดไม่ถึงว่าผลลัพธ์จะไม่เลวเลยทีเดียว” ซือหม่าโยวเย่ว์พูดอย่างเรียบเรื่อย
“ปิดผนึกมิติได้โดยอาศัยเพียงแค่ความคิด พลังห้วงมิติของเจ้ายิ่งอยู่นานไปก็ยิ่งเปี่ยมทักษะขึ้นเรื่อยๆ เสียแล้ว” ซือหม่าโยวหลินเอ่ย
“เจ้าก็พอๆ กันมิใช่หรือ” ซือหม่าโยวเย่ว์พูด
พลังห้วงมิติของซือหม่าโยวหลินก็ไม่เลว ผนึกห้วงมิติที่จำกัดได้แล้วเช่นกัน
“เจ้าเป็นปรมาจารย์ค่ายกลหรือ” เซี่ยต้ามองซือหม่าโยวเย่ว์อย่างตกตะลึง มีเพียงปรมาจารย์ค่ายกลเท่านั้นที่ใช้งานพลังห้วงมิติได้
“ถูกต้อง”
เซี่ยต้าหันหน้ามา ด้วยความอยากเห็นสีหน้าท่าทางของนายน้อยบ้านตน
“ปรมาจารย์ค่ายกลหรือ” เซี่ยชิ่งเหรินขมวดคิ้ว นี่ออกจะจัดการได้ยากอยู่สักหน่อยแล้ว ท่านลุงไม่เห็นจะบอกเลยว่าอีกฝ่ายเป็นปรมาจารย์ค่ายกล นอกจากนี้เมื่อดูจากรูปการณ์แล้ว ยังมีปรมาจารย์ค่ายกลถึงสองคนด้วย
แต่เมื่อนึกถึงว่าตอนนี้ญาติผู้น้องของตนกำลังถูกคุมขังอยู่ เขาจึงสลัดความวิตกกังวลนั้นทิ้งไปแล้วพูดพึมพำว่า “ปรมาจารย์ค่ายกลแล้วอย่างไร มิใช่ว่านายท่านไม่เคยพบเจอปรมาจารย์ค่ายกลมาก่อนเสียหน่อย เจ้าคิดว่าเขาจะตกใจหรืออย่างไรกัน เซี่ยต้า จัดการต่อสิ”
เซี่ยต้าพยักหน้าแล้วเรียกสัตว์อสูรผูกพันธสัญญาของตนออกมา สัตว์อสูรเหนือเทพขั้นสามตนหนึ่ง พลังการต่อสู้ของปรมาจารย์ค่ายกลนั้นแข็งแกร่งเป็นอย่างยิ่ง ต่อให้ตนระดับขั้นสูงกว่านี้อีกหนึ่งระดับขั้นใหญ่ก็ยังไม่กล้าเบาใจอยู่ดี
ซือหม่าโยวเย่ว์ก็เรียกเจ้าไก่ฟ้าออกมาเช่นกัน ด้วยพลังยุทธ์ของเขา การจัดการกับคนสองคนนี้ย่อมไม่มีปัญหาอย่างแน่นอน ใครใช้ให้เขาเป็นสัตว์อสูรวิเศษธาตุว่างเปล่ากันเล่า แค่จุดนี้ก็แทบจะเทียบกับปรมาจารย์ค่ายกลได้แล้ว
“เจ้าไก่ฟ้า จับโยนออกไปให้หมดเลย” ซือหม่าโยวเย่ว์ออกคำสั่ง “นายน้อยตระกูลเซี่ยใช่หรือไม่ ถ้าหากเจ้ายังต้องการชีวิตน้อยๆ ของเจ้าก็อย่ามาปรากฏตัวต่อหน้าข้าอีกเลยจะเป็นการดีที่สุด ไม่อย่างนั้นหากสัตว์อสูรวิเศษของข้าไม่ระวังสังหารเจ้าทิ้ง ก็คงได้แต่บอกว่าซวยแล้วละนะ”
“พี่สาว ข้าอยากออกไป” เสี่ยวเมิ่งเอ่ยปากออกมาอย่างกะทันหัน
ซือหม่าโยวเย่ว์ไม่รู้ว่าเสี่ยวเมิ่งคิดจะทำอะไร แต่หลังจากที่นางมาถึงดินแดนแห่งนี้แล้ว น้อยครั้งนักที่จะออกมา อยากออกมาตอนนี้ นางก็เติมเต็มความต้องการของเธอได้พอดี
เด็กน้อยผิวขาวอมชมพูในอาภรณ์สีดำคนหนึ่งปรากฏตัวขึ้นต่อหน้าทุกคน ดูจากท่าทางของนางแล้วยังคิดว่าเป็นเด็กมนุษย์ผู้หนึ่ง แต่เมื่อสัมผัสกลิ่นอายของนางแล้วถึงได้รู้ว่าเป็นสัตว์อสูรวิเศษ
หลังจากที่เสี่ยวเมิ่งออกมาแล้วก็ไม่ได้ทำอะไร เพียงแต่ถลึงตาใส่พวกเขาหลายคราตอนที่เซี่ยชิ่งเหรินและเซี่ยต้ามองนาง หลังจากนั้นจึงพูดพลางยิ้มตาหยีว่า “เจ้านาย”
ซือหม่าโยวเย่ว์รู้ว่าเมื่อครู่เสี่ยวเมิ่งทำอะไร จึงยิ้มพลางลูบศีรษะนาง
การเคลื่อนไหวของเจ้าไก่ฟ้าคล่องแคล่วว่องไวเป็นอย่างยิ่ง เริ่มจากการปิดผนึกมิติ ตามด้วยการเตะคนละทีจนกระเด็น เพื่อลดปัญหา เขาจึงเตะมนุษย์สองคนและสัตว์อสูรหนึ่งตนกระเด็นไปยังถนนสองสาย
ผู้คนที่มาดูความคึกคักเหล่านั้นเห็นเขาร้ายกาจถึงเพียงนี้ จึงพากันมองซือหม่าโยวเย่ว์ด้วยสายตาที่แปรเปลี่ยนไป
ซือหม่าโยวเย่ว์ใช้มือหนึ่งจับปลายคางพลางมองเจ้าไก่ฟ้า แล้วเอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า “เจ้าไก่ฟ้า เจ้าร้ายกาจขึ้นเรื่อยๆ แล้วนะ”
“ข้าเป็นเช่นนี้มาตลอดอยู่แล้ว” เจ้าไก่ฟ้าออกมาแล้วก็คร้านจะกลับเข้าไปอีก จึงนั่งลงข้างกายซือหม่าโยวหลิน
“เสี่ยวเมิ่ง เมื่อครู่เจ้าทำอะไรน่ะ” เป่ยกงถังถามอย่างใคร่รู้
“ก็ไม่ได้ทำอะไรหรอก ก็แค่ให้พวกเขากลับไปแล้วฝันร้ายไปตลอดเท่านั้นเอง” เสี่ยวเมิ่งพูดอย่างชาญฉลาด
“เจ้าตัวร้าย ใครเสี้ยมสอนเจ้ากันนะ” ซือหม่าโยวเย่ว์ดึงจมูกนาง
“พวกพี่อ้วนน่ะสิ พวกเขาบอกว่าคนเหล่านั้นน่ารังเกียจยิ่งนัก แต่ตอนนี้ท่านยังมิอาจล้างผลาญพวกเขาได้ ดังนั้นก็ให้ข้าทำให้พวกเขาลำบากสักหน่อยก็แล้วกัน” เสี่ยวเมิ่งพูดอย่างจริงจัง “เสี่ยวเมิ่งก็ปกป้องเจ้านายได้เช่นกัน”
“เสี่ยวเมิ่งช่างเฉลียวฉลาดนัก” ซือหม่าโยวเย่ว์พูดด้วยรอยยิ้ม
เธอเชื่อว่าเซี่ยชิ่งเหรินและเซี่ยเทียนสองคนนั้นจะต้องมีอนาคตที่ “ยอดเยี่ยม” อย่างแน่นอน
“เสี่ยวเอ้อร์ เจ้ามานี่ทีสิ” โอวหยางเฟยกวักมือเรียกเสี่ยวเอ้อร์
เสี่ยวเอ้อร์เดินตัวสั่นงันงกเข้ามาหาพวกเขา เมื่อครู่คนเหล่านี้ถีบผู้แข็งแกร่งระดับสำนักเทพจนลอยกระเด็นได้ภายในฝีเท้าเดียว ช่างเป็นคนอำมหิตยิ่งนัก
“นายท่าน มีเรื่องอันใดหรือไม่”
“เซี่ยชิ่งเหรินผู้นั้นมีความเป็นมาอย่างไรกัน ที่แท้แล้วมีความสัมพันธ์เช่นไรกับเซี่ยอิ๋งอิ๋งผู้นั้นกันแน่” โอวหยางเฟยถาม
“ตระกูลเซี่ยเป็นตระกูลที่ค่อนข้างใหญ่ของเมืองว่านชิง เพราะเซี่ยจงซึ่งเป็นบิดาของเซี่ยอิ๋งอิ๋งเป็นเจ้าตำหนักคนหนึ่ง ดังนั้นตระกูลเซี่ยจึงได้ทำตัวเหิมเกริมในเมืองว่านชิงมาโดยตลอด ส่วนเซี่ยจงผู้นี้เป็นพี่น้องท้องเดียวกันกับบิดาของเซี่ยชิ่งเหริน”
ซือหม่าโยวเย่ว์ลูบคาง พี่น้องท้องเดียวกันอย่างนั้นสินะ…
ในขณะนี้เอง น้ำเสียงอันคุ้นเคยเสียงหนึ่งก็ลอยมาจากทางประตู “โยวเย่ว์หรือ ที่แท้พวกเจ้าก็อยู่ที่นี่เอง!”