สลับชะตา ชายามือสังหาร - ตอนที่ 478 งานประมูลอันโอ่อ่าที่กำลังจะมาถึง
พวกโยวเย่ว์มองไปทางประตู โฉวเซี่ยวเทียนและเหลียนเจ๋อเดินเข้ามาจากภายนอก
“พวกท่านมาได้อย่างไรกัน”
“ตอนที่พวกเราเดินผ่านข้างนอก ได้ยินว่ามีคนพูดถึงชื่อพวกเจ้าเลยอยากจะมาดูสักหน่อยว่าพวกเจ้าอยู่หรือไม่ คิดไม่ถึงว่าจะเป็นพวกเจ้าจริงๆ ด้วย” โฉวเซี่ยวเทียนพูดพลางเดินเข้ามา
“พี่ใหญ่โฉว ท่านยังไม่กลับแคว้นกลางอีกหรือ” โอวหยางเฟยถาม
“น้องเหลียนเจ๋อเชิญข้าไปเป็นแขกที่ตำหนักว่านชิงเสียหลายวัน ดังนั้นการเดินทางนี้จึงถูกพักเอาไว้ก่อนน่ะ” โฉวเซี่ยวเทียนเอ่ย “แต่ข้าคงยังไม่กลับไปที่แคว้นกลางในเร็ววันนี้หรอก”
“เพราะเหตุใดเล่า”
“อีกสองเดือนข้างหน้าหอเซวียนหยวนจะจัดงานประมูลใหญ่ขึ้นที่แดนชั้นกลาง เมื่อวานข้าติดต่อกับท่านอาจารย์ของข้า เขาให้ข้าไปรวมตัวกับเขาที่แดนชั้นกลาง” โฉวเซี่ยวเทียนพูด “พวกเจ้าจะไปที่แดนชั้นกลางกันเมื่อไหร่หรือ ถ้าหากไปเร็วก็ไปด้วยกันได้นะ”
เป่ยกงถังหยิบบัตรหมายเลขออกมาดูแล้วพูดว่า “พวกเรายังเหลืออีกยี่สิบวันเลย”
“พวกเจ้ายังจะไปต่อแถวอีกหรือ” เหลียนเจ๋อมองป้ายหมายเลขอันคุ้นเคยแล้วพูดว่า “ไม่ได้บอกไปแล้วหรือว่าหากมาที่นี่ให้มาหาข้า ข้าจะจัดการให้พวกเจ้าเอง พวกเจ้ามาถึงที่นี่กันนานแค่ไหนแล้ว”
“หลายวันแล้วล่ะ” โยวเย่ว์พูด “ประตูตำหนักว่านชิงของพวกเจ้าสูงเกินไป พวกเราไปแล้วแต่มองไม่เห็นเจ้าเลย”
“ทัศนคติที่พวกเจ้ามีต่อตำหนักว่านชิงช่างยิ่งใหญ่เหลือเกินนะ!” โฉวเซี่ยวเทียนพูดยิ้มๆ
“ก็แค่พูดไปตามความเป็นจริงเท่านั้นเอง” โยวเย่ว์ยักไหล่ “นอกจากนี้พวกเรายังไปยั่วยุคนตำหนักว่านชิงของเจ้าเข้า ถ้าหากไปหาตัวเจ้าอีก กลัวแต่ว่าจะเป็นการหาเรื่องใส่ตัวเสียเปล่าๆ”
“พวกเจ้าเกิดเรื่องขัดแย้งกับพวกเซี่ยอิ๋งอิ๋งหรือ” เหลียนเจ๋อดึงม้านั่งจากโต๊ะตัวข้างๆ มานั่งลง
“ถูกต้อง เมื่อครู่พวกเจ้าไม่เห็นหรือว่าคนตระกูลเซี่ยมาหาถึงที่เลย” โยวเย่ว์เสียดสี
“เรื่องนี้น่าจะเป็นฝีมือของเซี่ยจงและอู๋เฉียวเฉี่ยว” เหลียนเจ๋อกล่าว “รองเจ้าตำหนักของพวกเราจับตัวพวกเซี่ยอิ๋งอิ๋งไปคุมขังทั้งหมด ดังนั้นตำหนักว่านชิงของพวกเราก็ยังผดุงความยุติธรรมอยู่”
“ข้าก็ได้ยินมาเหมือนกัน ทั้งยังได้ยินว่าเซี่ยจงผู้นั้นไปหารองเจ้าตำหนัก ผลปรากฏว่าถูกตำหนิอย่างรุนแรงเลยทีเดียว!” หลายวันมานี้โฉวเซี่ยวเทียนอยู่ที่ตำหนักว่านชิงมาโดยตลอด จึงล่วงรู้ข่าวคราวที่แพร่สะพัดไปทั่วเหล่านั้นอยู่บ้าง
พวกเซี่ยอิ๋งอิ๋งถูกคุมตัวอย่างนั้นหรือ โยวเย่ว์ขมวดคิ้ว นี่เป็นเรื่องที่เธอคิดไม่ถึงเลยจริงๆ
“รองเจ้าตำหนักตวาดใส่เซี่ยจงว่าไม่อนุญาตให้คนของตำหนักว่านชิงมาก่อเรื่อง ดังนั้นนี่น่าจะเป็นการกระทำของเซี่ยจงเพียงคนเดียว เจ้าจะมาโบ้ยใส่พวกเราเพราะเรื่องนี้ไม่ได้หรอกนะ” เหลียนเจ๋อแสร้งทำเป็นมองซือหม่าโยวเย่ว์อย่างเศร้าใจ
“ต่อให้รองเจ้าตำหนักผู้นั้นของพวกเจ้ายังนับว่ารู้ความ แต่รุ่นเยาว์อย่างพวกเจ้าก็ทำให้ชื่อเสียงของพวกเจ้าเสื่อมเสีย คนในของพวกเจ้ารู้ว่าพวกเจ้าเป็นเช่นไรแต่สิ่งที่ทุกคนเห็นก็คือสิ่งที่คนรุ่นเยาว์อย่างพวกเจ้าแสดงออกต่อภายนอก” ซือหม่าโยวหลินพูด
“จุดนี้ไม่ดีจริงๆ นั่นแหละ คนที่เติบโตในตำหนักว่านชิงตั้งแต่ยังเล็กเหล่านั้นมีอุปนิสัยเย่อหยิ่งจองหองอยู่ในสายเลือดจริงๆ แต่นั่นเป็นเพียงแค่ส่วนน้อยเท่านั้น คนรุ่นเยาว์ส่วนใหญ่ก็ยังเติบโตขึ้นมาได้ค่อนข้างดีทีเดียว” เหลียนเจ๋อกล่าว
ซือหม่าโยวเย่ว์ยักไหล่ ไม่แสดงความเห็นใด ถึงอย่างไรเรื่องนี้ก็มิได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับพวกตนแต่อย่างใด พวกเขาก็ไม่จำเป็นต้องวิพากษ์วิจารณ์อะไรกับเรื่องนี้
ส่วนผู้คนภายในโรงเตี๊ยมก็รู้สึกว่าโลกนี้ช่างมหัศจรรย์นัก เหลียนเจ๋อเป็นถึงเจ้าตำหนักแห่งหนึ่ง ใครบ้างที่จะไม่รู้จักตำหนักว่านชิง แต่เมื่อดูจากบทสนทนาของพวกเขาเมื่อครู่ เหลียนเจ๋อก็คอยแก้ตัวให้กับตำหนักว่านชิงอยู่ตลอด เหมือนกับไม่อยากให้อีกฝ่ายรังเกียจสำนักวิชาของตนอย่างไรอย่างนั้น
สิ่งนี้ยิ่งทำให้ทุกคนอยากรู้อยากเห็นเกี่ยวกับตัวตนของซือหม่าโยเย่ว์มากขึ้น และยิ่งคิดรวมกับสัตว์อสูรผูกพันธสัญญาของเธอ สัตว์อสูรเหนือเทพถึงสามตนเชียวนะ ต่อให้เป็นบุตรีแห่งความภาคภูมิใจอย่างพวกเซี่ยอิ๋งอิ๋งก็ยังไม่มีสิทธิ์ได้ครอบครอง ทั้งยังไม่มีความสามารถพอจะครอบครองอีกด้วย!
“พี่ใหญ่โฉว งานประมูลที่ท่านพูดถึงนั้นคงใหญ่โตมากเลยสินะ ถึงขนาดที่แม้แต่พวกท่านอาจารย์ของท่านยังต้องไป เช่นนั้นคนของดินแดนอื่นก็ต้องไปด้วยกระมัง” ซือหม่าโยวเย่ว์ถาม
“ว่ากันว่าไม่มีงานที่ยิ่งใหญ่ขนาดนี้มาหลายปีมากแล้ว สิ่งของประมูลก็มีระดับขั้นสูงส่งเป็นอย่างยิ่ง อย่างเช่นอาวุธวิญญาณ อย่างต่ำที่สุดต่างก็เป็นระดับเทพทั้งสิ้น นอกจากนี้ยังมีหลากหลายประเภทอีกด้วย ทั้งยังมีสิ่งของหายากอีกมากมาย” เหลียนเจ๋อเล่า “น่าจะมีคนไปจากทุกแคว้น ตำหนักว่านชิงเราก็ได้รับเทียบเชิญเช่นกัน ผู้ที่ไม่มีเทียบเชิญย่อมมิอาจไปได้”
“เหตุใดจึงไม่จัดงานประมูลนี้ที่แดนศูนย์กลาง แต่กลับจัดขึ้นที่เขตรอบนอกเล่า” ซือหม่าโยวเย่ว์ไม่เข้าใจอยู่บ้าง
“ว่ากันว่าเพื่อฝึกปรือคนรุ่นเยาว์เหล่านั้นกระมัง คราวนี้เป็นเด็กรุ่นเยาว์รับผิดชอบจัดการทั้งหมด คล้ายจะเชื่อมโยงถึงผู้ปกครองหอเซวียนหยวนในอนาคตได้” เหลียนเจ๋อพูด “ว่ากันว่าชนรุ่นหลังเหล่านั้นต่างจัดการดูแลภารกิจอยู่ที่เขตรอบนอกกันทั้งสิ้น”
“โยวเย่ว์ พวกเจ้าจะไปเข้าร่วมงานประมูลหรือไม่” โฉวเซี่ยวเทียนถาม
“ไม่แน่ใจเหมือนกัน ต้องดูก่อนว่ามีเวลาพอหรือไม่” ซือหม่าโยวเย่ว์พูด
งานประมูลที่เชื้อเชิญคนจากแต่ละแคว้นให้ไปเข้าร่วมได้จะต้องดึงดูดใจคนเป็นอย่างมากแน่นอน แต่หลังจากที่พวกเธอไปที่นั่นแล้วจะต้องไปช่วยคนก่อน สถานการณ์จะเป็นเช่นไร เธอก็ยังมิอาจพูดให้แน่ชัดได้ในตอนนี้
ถ้าหากมีเวลามากพอ ไปดูสักหน่อยก็ไม่เลวเหมือนกัน
“ถ้าหากสถานการณ์ค่อนข้างซับซ้อน พวกเราไปเข้าร่วมงานประมูลกันก่อนแล้วค่อยกลับไปก็ได้” เป่ยกงถังพูด “ถึงอย่างไรก็รอมานานปีถึงเพียงนี้แล้ว แค่สองเดือนนี้ก็ไม่ต้องรีบร้อนไปหรอก”
นางมองความสนใจที่โยวเย่ว์มีต่องานประมูลออก จึงไม่อยากทำให้ซือหม่าโยเย่ว์ต้องพลาดสิ่งนี้ไปเพราะเรื่องของตน
“พวกเราคอยดูสถานการณ์กันก่อนค่อยตัดสินใจเถิด” ซือหม่าโยวเย่ว์พูด
“ได้สิ”
“พวกเจ้ากำลังพูดเรื่องอะไรกันหรือ” โฉวเซี่ยวเทียนไม่เข้าใจ
“พูดไปท่านก็ไม่รู้เรื่องหรอก” ซือหม่าโยวเย่ว์ส่งสายตาที่บอกว่าท่านไม่รู้เรื่องรู้ราวไปให้ หลังจากนั้นจึงพูดกับเหลียนเจ๋อว่า “ถ้าหากพวกเราอยากไปจากที่นี่ตอนนี้เลย เจ้าพอจะช่วยเหลือพวกเราได้หรือไม่”
“ได้แน่นอนอยู่แล้ว” เหลียนเจ๋อพูดด้วยรอยยิ้ม “ไปตอนนี้เลยก็ได้”
“ข้าไปจ่ายเงินก่อน” โอวหยางเฟยลุกขึ้นไปคิดค่าห้องพักของหลายวันที่ผ่านมานี้ที่โต๊ะชำระเงิน
หมาหลิวผู้เป็นเถ้าแก่คิดบัญชีให้พวกเขาเสร็จแล้วจึงเอ่ยว่า “ที่พวกท่านพักกันคือห้องพักชั้นฟ้าสี่ห้อง หนึ่งห้องราคาสิบห้ามณีผลึกขั้นกลางต่อวัน อาศัยอยู่เก้าวัน ราคารวมทั้งสิ้นห้าร้อยสี่สิบมณีผลึกขั้นกลางขอรับ”
“เอ้านี่” โอวหยางเฟยหยิบมณีผลึกขั้นกลางออกมาห้าร้อยสี่สิบก้อน โดยไม่ขยับคิ้วเลยแม้แต่น้อย
ข้าวของของพวกเขานั้นต่างคนต่างแบกมากันเอง ภายในห้องไม่มีอะไรเลยสักอย่าง จากนั้นทุกคนจึงตรงออกไปจากโรงเตี๊ยม มุ่งหน้าไปยังบริเวณที่ค่ายกลนำส่งตั้งอยู่
ค่ายกลนำส่งนั้นอยู่ภายในเมือง มิได้อยู่ไกลจากบริเวณที่พวกเขาพักอาศัยอยู่มากนัก ทุกคนเดินกันอยู่ครึ่งชั่วโมงก็ถึงแล้ว
“เจ้าตำหนักเหลียน ท่านมาสังเกตการณ์หรือ” เมื่อผู้ดูแลผู้หนึ่งเห็นเหลียนเจ๋อจึงรีบวิ่งเข้ามา
ตำหนักว่านชิงส่งคนมาดูแลค่ายกลนำส่งนี้โดยตรง มิได้ขึ้นกับจวนเจ้าเมือง
“ไม่ใช่” เหลียนเจ๋อกล่าว “ข้าพาสหายมาหลายคน พวกเขาต้องการไปที่แดนชั้นกลาง”
“ท่านเจ้าตำหนักเหลียน เรื่องนี้คงช่วยไม่ได้หรอกขอรับ” ผู้ดูแลพูด “ค่ายกลนำส่งพังไปตั้งแต่ตอนเช้าของวันนี้แล้ว กำลังไปเรียกตัวปรมาจารย์ห่าวให้มาซ่อมแซมขอรับ”
“พังอย่างนั้นหรือ แล้วปรมาจารย์ห่าวว่าอย่างไรเล่า”
“ปรมาจารย์ห่าวบอกว่าต้องใช้เวลาอย่างน้อยสามวันจึงจะซ่อมเสร็จได้ขอรับ” ผู้ดูแลเอ่ยตอบ
เหลียนเจ๋อหมุนกายมาพูดกับพวกซือหม่าโยวเย่ว์ว่า “ปรมาจารย์ห่าวเป็นปรมาจารย์ค่ายกล เขาบอกว่าสามวัน ก็คงต้องเป็นไปตามนั้นแล้ว ในเมื่อพวกเจ้าคืนห้องไปเรียบร้อยแล้ว มิสู้ไปพักที่ตำหนักว่านชิงสักสองวันสิ”
เสี่ยวเมิ่งดึงมือซือหม่าโยวเย่ว์แล้วบีบเบาๆ ซือหม่าโยวเย่ว์ก้มหน้าลงมองนางปราดหนึ่งพลางพยักหน้าเอ่ยว่า “ก็ได้ เช่นนั้นคงต้องรบกวนเจ้าตำหนักเหลียนแล้ว”
“โยวเย่ว์ เจ้าก็เป็นปรมาจารย์ค่ายกลนี่ ไม่อยากไปดูปัญหาของค่ายกลนำส่งนั่นสักหน่อยหรือ” โฉวเซี่ยวเทียนถาม