สลับชะตา ชายามือสังหาร - ตอนที่ 479 คิดทำชั่ว
“โยวเย่ว์ยังเป็นปรมาจารย์ค่ายกลด้วยหรือ” เหลียนเจ๋อพูดอย่างตกใจอยู่พอสมควร
“พอรู้เรื่องอยู่บ้างน่ะ” ซือหม่าโยวเย่ว์พูด
“เช่นนั้นเจ้าอยากไปดูสักหน่อยหรือไม่เล่า”
“ได้หรือไม่ล่ะ” หัวใจของซือหม่าโยวเย่ว์ก็คันยุบยิบเช่นกัน
เหลียนเจ๋อยังไม่ทันบอกว่าได้ ผู้ดูแลที่อยู่ข้างๆ ผู้นั้นก็ชิงเอ่ยปากพูดออกมาเสียก่อนว่า “ท่านเจ้าตำหนักเหลียน ปรมาจารย์ห่าวไม่ชอบให้มีคนดูตอนกำลังติดตั้งค่ายกลขอรับ”
เหลียนเจ๋อก็นึกถึงปัญหานี้ขึ้นมาได้เช่นกัน จึงพูดอย่างขอโทษขอโพยอยู่บ้างว่า “ปรมาจารย์ห่าวผู้นั้นมีบุคลิกค่อนข้างแปลกพิกล ต่อให้เป็นพวกเราเองก็ยังไม่กล้าไปยั่วยุเขา…”
“เช่นนั้นก็ช่างเถิด” ซือหม่าโยวเย่ว์แย้มยิ้ม
ถึงอย่างไรเธอก็จะได้เห็นค่ายกลนั้นในภายหลังอยู่ดี จึงไม่จำเป็นต้องรีบไปดูในตอนนี้
“เช่นนั้นพวกเราไปที่ตำหนักว่านชิงกันก่อนดีกว่านะ” เหลียนเจ๋อรู้สึกผิดอยู่บ้าง
“ดี”
พวกเขาไปยังเมืองว่านชิง หลังจากได้รู้ว่าเหลียนเจ๋อพาพวกซือหม่าโยวเย่ว์มาแล้ว คนของตำหนักว่านชิงต่างตกอกตกใจกันเป็นอย่างมาก ต่อมาเมื่อได้รู้ว่าเหลียนเจ๋อถึงขนาดพาพวกเขามาดูแลในฐานะแขกผู้ทรงเกียรติ ก็พากันอยากรู้อยากเห็นว่าที่แท้แล้วพวกเขามีตัวตนเช่นไรกันแน่
ณ ตำหนักธารแดงอันห่างไกลจากตำหนักเมฆทะยาน เซี่ยจงและอู๋เฉียวเฉี่ยวได้ฟังคำรายงานของศิษย์แล้วก็โมโหจนขบกรามกรอด
พวกเขาเพิ่งจะได้ทราบข่าวที่พวกเซี่ยชิ่งเหรินถูกทำร้าย เพียงพริบตาก็ได้รู้ว่าพวกเขาถึงขั้นถูกเชิญมาเป็นแขกผู้ทรงเกียรติที่ตำหนักว่านชิง นี่มิใช่การเพิ่มความทุกข์ใจให้พวกเขาหรอกหรือ!
“เหลียนเจ๋อผู้นี้ รู้อยู่แก่ใจดีว่าคนพวกนี้ไม่ลงรอยกับพวกเรา แต่ยังจะเชิญมาที่ตำหนักว่านชิงอีก ช่างน่ารังเกียจเสียจริง!” เซี่ยจงพูดอย่างชิงชัง
“ตำหนักเมฆทะยานแห่งนี้เป็นอริกับตำหนักธารแดงเรามาโดยตลอด คราวนี้จะเชิญคนเหล่านั้นมาก็มิใช่เรื่องเหนือความคาดหมายเลย พวกเจ้าถอยไปก่อน!” อู๋เฉียวเฉี่ยวโบกมือไล่สาวใช้ภายในตำหนักทั้งหมดไป หลังจากที่ทุกคนออกไปหมดแล้วนางจึงค่อยพูดต่อไปว่า “ตอนนี้เป็นโอกาสแล้ว”
“โอกาสอะไรหรือ” เซี่ยจงสะดุ้ง ยังคิดไม่ทันเข้าใจว่าเหตุใดนางจึงให้คนออกไป ภรรยาผู้ยิ่งใหญ่ของตนทางนี้ก็พูดขึ้นมาอย่างมีลับลมคมในเสียแล้ว
“ช่างเป็นตาแก่หัวทึบโดยแท้!” อู๋เฉียวเฉี่ยวถลึงตาใส่เขา “ตอนนี้พวกเขามิได้มาหาพวกเราถึงที่แล้วหรือ พวกเราจะคิดหาวิธีสั่งสอนพวกเขาให้ดีๆ สักรอบหนึ่งก็ย่อมได้!”
ถึงแม้ว่าเซี่ยจงผู้นี้จะมีอุปนิสัยใช้ได้ แต่เป็นคนปากกับใจตรงกัน ไม่เหมือนกับอู๋เฉียวเฉี่ยวที่ลึกลับซับซ้อนเช่นนี้
ตอนนี้เมื่อได้ยินภรรยาของตนพูดเช่นนี้จึงค่อยเข้าใจขึ้นมา แล้วเอ่ยว่า “ฮูหยิน เจ้ามีความคิดดีๆ อะไรบ้างหรือไม่”
“พวกเรามิได้มีพื้นที่ต้องห้ามกันอยู่แล้วหรือไร พอถึงตอนนั้นก็ให้คนหลอกล่อพวกเขาเข้าไปในนั้น บุกรุกพื้นที่ต้องห้าม คอยดูว่าพวกเขาจะทำเช่นไร!” อู๋เฉียวเฉี่ยวพูดอย่างเย็นชา “รังแกบุตรสาวข้า จะให้ปล่อยไปเช่นนี้ได้อย่างไรกัน!”
“ความคิดนี้ของฮูหยินยอดเยี่ยมเป็นที่สุด แต่พวกเราจะหลอกล่อพวกเขาไปยังพื้นที่ต้องห้ามแห่งใดดีเล่า”
“ไปยังพื้นที่ต้องห้ามแห่งที่สามก็แล้วกัน ที่นั่นฆ่าคนตายไม่ได้ แต่พวกเขาก็มิอาจออกมาได้โดยง่าย!” อู๋เฉียวเฉี่ยวพูด “เจ้าไปจัดการที คราวนี้อย่าทำให้ข้าเสียงานอีกล่ะ ไม่อย่างนั้นข้าคงเสียใจที่แต่งงานกับคนโง่งมเช่นเจ้าคนนี้!”
“ฮูหยินวางใจเถิด คราวนี้ข้าจะไม่ทำพังแน่นอน” เซี่ยจงพูดเอาใจ “ข้าจะไปจัดการเดี๋ยวนี้แหละ”
“รีบไปสิ ถ้าหากทำไม่เรียบร้อยก็อย่ากลับมาอีกนะ!”
“ฮูหยิน เจ้ารอฟังข่าวดีจากข้าได้เลย”
เซี่ยจงพูดแล้วออกไป ผู้คนภายในห้องต่างมิได้สังเกตเห็นว่าบนฝ้าเพดานมีผึ้งเกาะอยู่สองตัว
และที่อีกด้านหนึ่ง พวกซือหม่าโยวเย่ว์ทั้งสี่คนกำลังชมทิวทัศน์ของตำหนักว่านชิงภายใต้การนำทางของเหลียนเจ๋อ เมื่อได้รับการรายงานจากนางพญาผึ้งแดง มุมปากเธอจึงยกเป็นรอยยิ้มจางๆ
“ท่านเจ้าตำหนักเหลียน ตำหนักว่านชิงของพวกเจ้ากว้างใหญ่ถึงเพียงนี้ จะต้องมีพื้นที่ต้องห้ามอะไรอยู่บ้างกระมัง”
“มีสิ ที่นี่มีพื้นที่ต้องห้ามอยู่ห้าแห่ง พื้นที่ต้องห้ามสามแห่งแรกนั้นห้ามเข้าไปหากไม่ได้รับอนุญาต ส่วนพื้นที่ต้องห้ามสองแห่งหลังนั้นผู้ที่มีพลังยุทธ์ต่ำต้อยได้แต่เดินตัวตรงเข้าไป แต่ต้องนอนราบออกมา” เหลียนเจ๋อกล่าว
“เช่นนั้นเจ้าพาพวกเราไปดูด้านนอกบริเวณพื้นที่ต้องห้ามสักหน่อยได้หรือไม่” ซือหม่าโยวเย่ว์พูดยิ้มๆ “เผื่อว่าพวกเราเข้าไปในพื้นที่ต้องห้ามโดยไม่ระวังก็คงไม่ใช่เรื่องดี”
เหลียนเจ๋อครุ่นคิดก่อนจะพยักหน้าแล้วเอ่ยว่า “พวกเราไปเดินบริเวณด้านนอกพื้นที่ต้องห้ามสักหน่อยก็ได้”
เขาพูดพลางพาพวกเขาเปลี่ยนเส้นทางไปจากเดิม เดินตรงไปยังพื้นที่ต้องห้ามของตำหนักว่านชิง
พื้นที่ต้องห้ามแห่งแรกเป็นหุบเขาแห่งหนึ่ง พวกเขายืนอยู่ที่ด้านล่างของหุบเขา เหลียนเจ๋อชี้ไปยังด้านล่างพลางพูดว่า “ที่นี่คือผากลับใจของพวกเรา ผู้ที่กระทำความผิดเหล่านั้นต่างถูกคุมขังเอาไว้ที่นี่”
“เหตุใดจึงต้องเป็นที่นี่ด้วยเล่า”
“ถึงแม้ว่าหุบเขานี้จะดูไม่ยาวนัก แต่เบื้องล่างกลับลึกถึงหมื่นจั้ง หนาวเหน็บหาใดเปรียบ เมื่อผู้คนที่ถูกคุมขังเหล่านั้นอยู่ข้างล่างก็จะสำแดงได้เพียงแค่พลังยุทธ์ระดับต่ำกว่าระดับเทพลงไปเท่านั้น คิดอยากอาศัยพลังวิญญาณขจัดความหนาวเหน็บนั้นย่อมไม่มีทางเพียงพอเลย นี่ก็นับเป็นการลงโทษอย่างหนึ่งเช่นกัน” เหลียนเจ๋อพูด
“บอกว่าเป็นการลงโทษ แต่แท้ที่จริงแล้วก็เป็นการฝึกฝนอย่างหนึ่งสินะ” ซือหม่าโยวเย่ว์พูด
ภายในสภาวะแวดล้อมเช่นนี้ ถ้าหากใช้ให้ดีๆ คนเหล่านั้นก็อาจได้รับประโยชน์ไม่น้อยเลยทีเดียว
ชายชราชุดขาวที่นั่งสมาธิอยู่บนก้อนหินขนาดใหญ่ตรงข้ามหน้าผาได้ยินคำพูดของเธอแล้ว เปลือกตาทั้งสองที่ปิดสนิทอยู่ก็ขยับเล็กน้อย ก่อนจะลืมตาขึ้นมองเธอ
เหลียนเจ๋ออยากพูดอะไรบางอย่าง แต่ถูกสายตาของชายชราปรามเอาไว้
“เหตุใดเจ้าจึงรู้สึกว่านี่คือการฝึกฝนอย่างหนึ่งเล่า” ชายชราผู้นั้นเอ่ยปากถาม
พวกเขาเห็นชายชราผู้นี้ตั้งแต่ตอนมาถึงแล้ว แต่ซือหม่าโยวเย่ว์มิได้ถามถึงตัวตนของเขา นั่งสมาธิอยู่ในสถานที่แห่งนี้ คาดว่าคงเป็นผู้อารักขาที่นี่หรืออะไรสักอย่างกระมัง
“เบื้องล่างนี้อุณหภูมิต่ำ และผู้ที่ถูกคุมขังเอาไว้ที่นี่ก็ใช้ได้เพียงแค่พลังยุทธ์ระดับต่ำกว่าระดับเทพเท่านั้น ถ้าหากพวกเขาอยากจะขจัดความหนาว ก็มีเพียงแค่การใช้พลังวิญญาณอย่างต่อเนื่อง ใช้ประโยชน์ของพลังวิญญาณจนถึงระดับสูงสุด เช่นนี้ก็ช่วยให้พวกเขาควบคุมพลังยุทธ์ของตนเองได้” เธอเอ่ยตอบ “นอกจากนี้ข้าคิดว่าหากต้องการขจัดความหนาวเหน็บอย่างต่อเนื่อง ก็จำเป็นต้องให้ความสนใจกับสภาวะของพลังจิตตลอดเวลา หากทำเช่นนี้ไปตลอด ก็เป็นการยกระดับพลังจิตอย่างหนึ่ง”
ชายชราผู้นั้นลูบเคราขาวยาวของตนพลางพยักหน้าน้อยๆ แล้วเอ่ยว่า “การตระหนักรู้ของเจ้าไม่เลวเลย สถานที่แห่งนี้มีประโยชน์เช่นนี้จริงๆ นั่นแหละ น่าเสียดายที่คนผู้กระทำความผิดเหล่านั้นเห็นว่าสถานที่แห่งนี้คือบทลงโทษ มิใช่การฝึกฝนมาโดยตลอด”
ซือหม่าโยวเย่ว์ยิ้มให้ชายชรา หลังจากนั้นจึงพูดกับเหลียนเจ๋อว่า “พวกเราไปดูพื้นที่ต้องห้ามอื่นๆ กันดีกว่า”
เหลียนเจ๋อมองชายชราที่อยู่ฝั่งตรงข้ามปราดหนึ่ง เมื่อเห็นว่าเขามิได้เอ่ยวาจา จึงพยักหน้าน้อยๆ แล้วพูดว่า “เช่นนั้นพวกเราไปที่พื้นที่ต้องห้ามแห่งที่สองกันเถิด”
พื้นที่ต้องห้ามแห่งที่สองคือเรือนแห่งหนึ่ง กำแพงสูงลิบที่โอบล้อมอยู่บดบังด้านในเอาไว้ให้พ้นจากสายตา เหลียนเจ๋อมิได้พูดอย่างชัดเจนว่าภายในคือสิ่งใด คาดว่าคงเป็นเรือนที่มีประโยชน์ใช้สอยพิเศษของตำหนักว่านชิง
จากนั้นพวกเขาจึงไปยังพื้นที่ต้องห้ามแห่งที่สาม คิดไม่ถึงว่าพื้นที่ต้องห้ามแห่งที่สามนี้จะเป็นหุบเขาแห่งหนึ่ง
“พื้นที่ต้องห้ามแห่งที่สามนี้ก็ไม่เห็นจะมีอะไร เหตุใดจึงเป็นพื้นที่ต้องห้ามได้เล่า” ซือหม่าโยวเย่ว์ถาม
“อันที่จริงแล้วภายในคือสัตว์อสูรวิเศษจำนวนหนึ่งที่สำนักวิชาเลี้ยงเอาไว้ หรือบรรดาสัตว์ร้ายที่พบเจอแล้วทำใจสังหารไม่ได้ ก็ขังเอาไว้ที่นี่แหละ” เหลียนเจ๋อกล่าว
ซือหม่าโยวเย่ว์มองดูทางเข้าหุบเขาที่เงียบสงบไร้ซึ่งความผิดปกติแล้วเอ่ยว่า “ที่นี่มีข่ายมนตร์อยู่หรือ”
“ใช่แล้ว”
ซือหม่าโยวเย่ว์เดินไปข้างหน้าสองก้าว ข่ายมนตร์อันหนึ่งก็ปรากฏขึ้นอย่างสั่นคลอน สกัดเธอเอาไว้ด้านนอก
“เช่นนั้นใครกันที่จะเข้าไปในนี้ได้” เธอแสร้งถามขึ้นอย่างไม่เจตนา
“เจ้าตำหนักแต่ละแห่งล้วนเข้าไปได้ทั้งสิ้น เจ้าตำหนักของพวกเรามีป้ายที่เป็นตัวแทนสถานะอยู่ หากมีมันอยู่ก็จะเข้าออกได้อย่างอิสระ” เหลียนเจ๋อพูดพลางหยิบเอาป้ายสีทองอันหนึ่งออกมา ฝั่งด้านบนสลักภาพตำหนักแห่งหนึ่งเอาไว้ ด้านหนึ่งเขียนเอาไว้ว่าตำหนักเมฆทะยาน
………………………………