สลับชะตา ชายามือสังหาร - ตอนที่ 480 สอนเสี่ยวเมิ่งให้ทำเรื่องร้าย
ซือหม่าโยวเย่ว์รับเอาป้ายมาดูแล้วถามว่า “ข้าขอลองดูหน่อยได้หรือไม่”
“เจ้าเข้าไปแล้วก็ต้องออกมาทันที สัตว์ร้ายภายในนั้นร้ายกาจจะตายไป” เหลียนเจ๋อมิได้ปฏิเสธ
“ได้สิ” ซือหม่าโยวเย่ว์หยิบเอาป้ายคำสั่งมาแล้วเดินไปข้างหน้าต่อ ผลปรากฏว่าข่ายมนตร์นั้นมิได้ขัดขวางเธอเอาไว้อีกต่อไป
เธอเดินไปสองก้าวแล้วออกมาก่อนจะคืนป้ายคำสั่งนั้นให้แก่เขาพลางเอ่ยว่า “ของสิ่งนี้แปลกประหลาดจริงๆ ด้วย”
“เจ้าตำหนักหาคนมาทำของสิ่งนี้ด้วยตนเอง บอกว่าเหมือนกันกับข่ายมนตร์อีกมากมายในตำหนักว่านชิง” เหลียนเจ๋อเก็บป้ายคำสั่งขึ้นมา “พวกเราไปดูอีกสองแห่งที่เหลือกันดีกว่า”
“ได้สิ”
เหลียนเจ๋อมิได้พาพวกเขาเข้าไปใกล้อีกสองแห่งสุดท้าย เพียงแค่มองดูอยู่ห่างๆ แล้วจากไป ดูเหมือนว่าสถานที่สองแห่งนี้จะมีความลับที่มิอาจบอกกล่าวได้
แต่สำนักใหญ่แห่งใดบ้างเล่าที่จะไม่มีสถานที่แห่งความลับมากมาย ตำหนักว่านชิงนี้ก็นับได้ว่าน้อยแล้ว
“ดูมาเนิ่นนานถึงเพียงนี้ เดินกันจนเหนื่อยแล้ว ท้องฟ้าก็เริ่มมืดแล้วด้วย พวกเรากลับตำหนักเมฆทะยานกันดีกว่านะ” เหลียนเจ๋อพูด
“ดี”
หลังจากพวกเขากลับไปแล้ว พวกซือหม่าโยวเย่ว์ก็อยู่ในห้องรับแขก ส่วนเหลียนเจ๋อนั้นถูกคนเรียกตัวไป
“โยวเย่ว์ เหตุใดเจ้าจึงอยากไปดูพื้นที่ต้องห้ามเหล่านั้นเล่า” ตอนอยู่ข้างนอกพวกเป่ยกงถังมิอาจตั้งคำถามกับการกระทำและคำพูดของเธอได้ แต่ตอนที่ไม่มีคนนอกอยู่ พวกเขาก็ยังถามได้ เพราะพวกเขารู้ว่าโยวเย่ว์ไม่มีทางทำเรื่องเหล่านี้โดยไม่มีเหตุมีผลแน่
“เมื่อตอนบ่ายตอนที่พวกเราเพิ่งมาถึง ก็ปล่อยผึ้งแดงออกไปกันตั้งหลายตัวมิใช่หรือ” ซือหม่าโยวเย่ว์พูด
“อืม เหมือนจะเห็นเจ้าเคลื่อนไหวอยู่ครั้งหนึ่งนะ” ซือหม่าโยวหลินกล่าว “ไปได้ยินข่าวอะไรมาเล่า”
“ข้าให้พวกมันไปหาสถานที่ของพวกเซี่ยจงดูหน่อย แล้วไปได้ยินเขากับภรรยาเขาวางแผนล่อพวกเราไปยังพื้นที่ต้องห้ามเข้าพอดี หลังจากนั้นก็จะให้คนของตำหนักว่านชิงลงโทษพวกเรา แน่นอนว่าถ้าหากพวกเราตายอยู่ภายในนั้นได้ ก็จะยิ่งทำให้พวกเขาสมความปรารถนา” ซือหม่าโยวเย่ว์พูด
“เซี่ยจงผู้นี้พาคนตระกูลเซี่ยมา ดูเหมือนว่าจะมิได้มาหาประโยชน์อันใด คิดไม่ถึงว่าจะยังไม่หยุดคิดชั่วอีก” เป่ยกงถังเอ่ย
“มีบิดามารดาเช่นนี้ ไม่แปลกใจเลยที่สั่งสอนบุตรสาวพรรค์นี้ออกมาได้” โอวหยางเฟยพูด “ดูเหมือนว่าจะต้องสั่งสอนพวกเขาสักคราหนึ่งเสียแล้ว ไม่อย่างนั้นคงไม่มีทางหลุดพ้นจากความคิดในใจนี้แน่”
“ราตรีนี้เสี่ยวเมิ่งจะทำให้พวกเขาได้สนุกสุขใจแน่” ซือหม่าโยวเย่ว์พูด
“เสี่ยวเมิ่ง เจ้าจะต้องลงโทษพวกเขาให้ดีๆ ล่ะ” เป่ยกงถังลูบศีรษะเสี่ยวเมิ่งแล้วเอ่ยว่า “พวกเรามิอาจล้างผลาญพวกเขาโดยตรงได้เพราะพลังยุทธ์เป็นเหตุ ทั้งยังมิอาจก่อความวุ่นวายใหญ่โตจนเกินไปได้ ดังนั้นจึงมิอาจกำจัดคนแก่สองคนนั้นซึ่งหน้าได้ ตอนนี้จึงได้แต่ฝากความหวังเอาไว้ที่เจ้าแล้วละนะ”
“ท่านวางใจเถิด ข้ารู้น่าว่าต้องทำอย่างไร” เสี่ยวเมิ่งพยักหน้าอย่างจริงจัง
ตอนที่นางอยู่ภายในเจดีย์วิญญาณก็โมโหกับการกลั่นแกล้งของพวกเซี่ยอิ๋งอิ๋งเป็นอย่างยิ่ง จนแทบอดใจออกมาจัดการกับพวกเขาสักยกหนึ่งมิได้ เว่ยจือฉีและซือหม่าโยวหรานก็ให้นางวิเคราะห์สถานการณ์ปัจจุบันของโยวเย่ว์ ห้ามมิให้นางเพิ่มเรื่องวุ่นวายให้กับซือหม่าโยวเย่ว์ หลังจากนั้นจึงสอนนางว่าต้องทำเช่นไรจึงจะแก้แค้นให้กับโยวเย่ว์ได้อย่างแนบเนียน
นางเป็นสัตว์มารที่ค่อนข้างพิเศษ โจมตีจิตใจของคนได้ ให้อีกฝ่ายติดอยู่ท่ามกลางฝันร้าย หรือสร้างสภาวะแวดล้อมที่ทำให้คนติดอยู่ในภาพลวง
การโจมตีพรรค์นี้มิได้เปิดเผยอย่างโจ่งแจ้ง คนทั่วไปไม่เคยสัมผัสมาก่อน ถึงขนาดที่ไม่ล่วงรู้ถึงการมีอยู่ของสัตว์อสูรแห่งฝันร้ายเลย ดังนั้นจึงเป็นการยากอย่างยิ่งที่จะมีใครสังเกตพบ
“เจ้าก็ระวังหน่อยล่ะ” ซือหม่าโยวเย่ว์พูด “ตำหนักว่านชิงเป็นสำนักวิชาที่ใหญ่โตถึงเพียงนี้ จะต้องมีคนที่ร้ายกาจอย่างยิ่งอยู่แน่นอน ถึงตอนนั้นถ้าหากพบเข้าก็คงจะยุ่งยากไม่น้อยเลย”
“ข้าเข้าใจ” เสี่ยวเมิ่งพูด “แต่ตอนนี้พลังยุทธ์ของคนเหล่านั้นก็ไม่สูงนัก ในความทรงจำที่ข้ารับสืบทอดมาบอกว่า ขอเพียงแค่อีกฝ่ายยังมิได้บรรลุระดับจ้าวก็ไม่มีทางเกิดปัญหาแน่”
เหนือกว่าระดับวิญญาณคือระดับเทพ เหนือกว่าระดับเทพคือระดับจ้าว เหนือกว่าระดับจ้าวคือระดับจักรพรรดิ และทั้งดินแดนก็ยังไม่เคยมีคนระดับจักรพรรดิปรากฏออกมาเลย ดังนั้นการลงมือของนางในครั้งนี้จึงไม่มีทางถูกใครค้นพบแน่
ซือหม่าโยวเย่ว์ได้ยินนางพูดเช่นนี้จึงพยักหน้าแล้วเอ่ยว่า “ในเมื่อเป็นเช่นนี้เจ้าก็ลงมือให้หนักหน่อยแล้วกัน”
“ได้สิ” เสี่ยวเมิ่งรับปากด้วยรอยยิ้ม ไม่ต้องให้เจ้านายบอก นางก็จะทำเช่นนี้อยู่แล้ว
“เอาละ ทุกคนกลับห้องกันได้แล้ว” ซือหม่าโยวเย่ว์พูด “ต้องถึงวันพรุ่งนี้พวกเขาจึงจะลงมือ”
และในขณะเดียวกันนั้นเอง เหลียนเจ๋อก็ไปยังตำหนักหลัก
“คารวะท่านเจ้าตำหนักและท่านรองเจ้าตำหนักขอรับ” เหลียนเจ๋อคารวะชายชราผู้หนึ่งบนที่นั่งประธาน
อาภรณ์ขาว หนวดเคราขาว ซึ่งก็คือชายชราที่พบในพื้นที่ต้องห้ามแห่งแรกผู้นั้นนั่นเอง
“เหลียนเจ๋อ คนเหล่านั้นที่พบในวันนี้เป็นใครกัน” เจ้าตำหนักชิงหยวนถาม
“เป็นคนที่ข้ารู้จักตอนอยู่ที่ตระกูลเหลียนน่ะขอรับ…” เหลียนเจ๋อเล่าเรื่องของพวกซือหม่าโยวเย่ว์ให้ชิงหยวนฟังรอบหนึ่ง
“เจ้านายของราชาวิหค คิดไม่ถึงว่าความเป็นมาของเขาจะไม่ใช่ย่อยเลย” ชิงหยวนพูด “พวกเขาก็คือผู้ที่มีเรื่องขัดแย้งกับพวกเซี่ยอิ๋งอิ๋งน่ะหรือ”
“ใช่แล้วขอรับ” เหลียนเจ๋อรับคำ
“เดิมทียังคิดว่าจะให้พวกเขามาเข้าร่วมตำหนักว่านชิงเราได้หรือไม่อยู่เลย ตอนนี้ดูเหมือนว่าคงจะไม่ได้แล้วสินะ” ชิงหยวนกล่าว “เรื่องของเซี่ยอิ๋งอิ๋งนั้น ทางด้านหอระลึกจันทร์ก็ดูจะไม่พอใจอยู่บ้าง ต่อไปยังต้องส่งคนไปขอขมาลาโทษให้ดีๆ ด้วย”
“เจ้าตำหนักโปรดอภัยที่ข้าพูดตรงๆ คนรุ่นเยาว์ในปัจจุบันยโสโอหังกันเกินไปแล้วจริงๆ พวกเขาอาศัยชื่อตำหนักว่านชิงไปข่มเหงรังแกผู้คนข้างนอก มีผู้คนจำนวนไม่น้อยเริ่มตำหนิพวกเรา เรื่องของเซี่ยอิ๋งอิ๋งนี้ยังดีที่พวกโยวเย่ว์นิสัยดี ถ้าหากไปพบพวกที่คุยด้วยยาก พาเผ่าพันธุ์วิหคสี่ปีกมาทวงความยุติธรรม ต่อให้มิได้รุนแรงเช่นการผลาญสำนัก แต่ราคาที่ต้องจ่ายย่อมหนักหนาสาหัสเลยทีเดียว”
“อืม ตอนนี้คนรุ่นเยาว์ไม่ดีอยู่บ้างก็จริง ตอนที่ข้านั่งสมาธิอยู่ข้างบนพื้นที่ต้องห้ามแห่งแรกก็ได้ยินพวกเขาด่าทออยู่ข้างล่าง สิ่งที่พวกเขาคิดนั้นมิใช่ตนทำผิดตรงไหน หากแต่เป็นหลังจากออกมาแล้วจะแก้แค้นอย่างไรดี ความแค้นภายในใจต่างหากที่เป็นแรงผลักดันให้พวกเขาอดทนอยู่ได้” ชิงหยวนกล่าว “ในจุดนี้ พวกเขาสู้การตระหนักรู้ของซือหม่าโยวเย่ว์ไม่ได้เลย”
“หลายปีมานี้สำนักของพวกเราพัฒนาอย่างรวดเร็ว ผู้คนมากมายต่างหลงลืมว่ามีอันตรายซ่อนอยู่ท่ามกลางความสงบ ปรากฏการณ์นี้มิใช่เรื่องดีเอาเสียเลย”
รองเจ้าตำหนักก็ขมวดคิ้วแล้วเอ่ยว่า “อนาคตของตำหนักว่านชิงก็ต้องยกให้กับคนรุ่นเยาว์แล้ว ถ้าหากพวกเขาพัฒนาไปได้ไม่ดี กลัวแต่ว่าในภายหน้าตำหนักว่านชิงเราคงจะยุ่งยากเสียแล้ว ต้องเดินไปสู่จุดตกต่ำเป็นแน่”
“ถึงเวลาต้องปรับปรุงบรรยากาศภายในสำนักแล้วสินะ” ชิงหยวนพูด “เรื่องนี้ยกให้พวกเจ้าสองคนไปจัดการก็แล้วกัน”
“ขอรับ ท่านเจ้าตำหนัก” ทั้งสองคนขานรับพร้อมกัน
“งานประมูลในอีกสองเดือนข้างหน้า พวกเราได้รับเทียบเชิญทั้งที เช่นนั้นก็ไปดูกันสักหน่อยแล้วกัน ต้องไว้หน้าหอเซวียนหยวนสักหน่อย” ชิงหยวนเอ่ย
“เช่นนั้นจะส่งใครไปดีเล่า” รองเจ้าตำหนักถาม
“ข้าจะไปด้วยตัวเอง นอกนั้นก็พาคนไปด้วยอีกหน่อยก็พอแล้ว” ชิงหยวนพูด “ไม่อย่างนั้นเหลียนเจ๋อก็อย่าเพิ่งสนใจเรื่องปรับปรุงบรรยากาศ เจ้าเลือกคนอื่นมาทำแทนดีกว่า เหลียนเจ๋อ เจ้าไปเข้าร่วมงานประมูลกับข้าแล้วกัน”
“ขอรับ ท่านเจ้าตำหนัก”
“ข้าคิดว่าพาคนรุ่นเยาว์ที่มีหน้าที่รับผิดชอบเหล่านั้นไปเปิดหูเปิดตาด้วยก็ได้” รองเจ้าตำหนักพูด
“อืม พวกเขาคือเสาหลักของตำหนักว่านชิง ออกไปเปิดหูเปิดตาสักหน่อยก็ดีเหมือนกัน…”
เช้าวันรุ่งขึ้น สาวใช้คนหนึ่งก็มายังเรือนของพวกซือหม่าโยวเย่ว์ หลังจากที่สาวใช้ผู้นั้นมาถึงแล้วจึงคารวะพวกซือหม่าโยวเย่ว์ก่อนจะเอ่ยว่า “แขกทุกท่านเจ้าคะ ท่านเจ้าตำหนักเชิญเจ้าค่ะ”
ซือหม่าโยวเย่ว์เลิกคิ้วพลางประสานสายตากับพวกเป่ยกงถังปราดหนึ่ง “ในเมื่อท่านเจ้าตำหนักเชิญพวกเรา พวกเราก็ไปคารวะกันสักคราหนึ่งเถิด”