สลับชะตา ชายามือสังหาร - ตอนที่ 482 จิ้งจอกน้อย
ผ่านไปครู่หนึ่ง ดอกไม้ไฟดอกหนึ่งก็กระจายตัวเหนือท้องฟ้าของพื้นที่ต้องห้ามแห่งที่สาม เมื่อคนในตำหนักแต่ละแห่งของตำหนักว่านชิงได้เห็นดอกไม้ไฟแล้วต่างพากันไปรายงานเจ้าตำหนักของตน
“มีการจุดดอกไม้ไฟขึ้นเหนือท้องฟ้าพื้นที่ต้องห้ามแห่งที่สามอย่างนั้นหรือ”
ถึงแม้ว่าเจ้าตำหนักแต่ละแห่งจะเกิดความสงสัยขึ้นในใจ แต่ขอเพียงแค่เป็นคนที่มิได้ปลีกวิเวก ก็มุ่งหน้าไปยังพื้นที่ต้องห้ามแห่งที่สามทั้งสิ้น
ดอกไม้ไฟสีฟ้าก็คือสัญญาณเรียกรวมตัวเจ้าตำหนักแต่ละแห่งนั่นเอง
บรรดาเจ้าตำหนักเหล่านั้นรีบไปยังพื้นที่ต้องห้ามแห่งที่สาม เมื่อเห็นรองเจ้าตำหนักไปถึงก่อนแล้ว ทั้งยังมีเหลียนเจ๋อและเซี่ยจงอยู่ด้วย ส่วนฝั่งตรงข้ามพวกเขานั้นมีคนแปลกหน้าหลายคนกำลังอยู่ภายในพื้นที่ต้องห้ามแห่งที่สาม
เจ้าตำหนักทั้งหลายเดือดดาลเป็นอย่างยิ่งแล้วตวาดว่า “ใครกันที่กล้าบุกรุกพื้นที่ต้องห้าม!”
“เอาละ เจ้าตำหนักที่มาได้ต่างมากันหมดแล้ว” เหลียนเจ๋อพูด
“เหลียนเจ๋อ นี่มันเรื่องอันใดกัน” รองเจ้าตำหนักถาม “พวกเจ้ามาอยู่ที่นี่ทำไมกัน”
“เรียนรองเจ้าตำหนัก เซี่ยจงคิดวางแผนทำร้ายโยวเย่ว์และสหาย ให้คนพาพวกเขาเข้ามายังพื้นที่ต้องห้าม คิดจะให้สัตว์ร้ายสังหารพวกเขาเสีย ถ้าหากพวกเขาโชคดีรอดชีวิตไปได้ ก็จะให้ตำหนักว่านชิงลงโทษที่พวกเขาบุกรุกพื้นที่ต้องห้าม” เหลียนเจ๋อกล่าว
รองเจ้าตำหนักมองเซี่ยจงพลางเอ่ยว่า “เช่นนี้เองหรือ”
“รองเจ้าตำหนัก เมื่อเช้าข้าให้สาวใช้ของเฉียวเฉี่ยวถือป้ายคำสั่งของข้าไปทำธุระ แต่กลับเห็นว่าเนิ่นช้าไปมากแล้วนางก็ยังไม่กลับมา จึงได้ติดตามกลิ่นอายของป้ายคำสั่งหามาจนถึงที่นี่ คิดไม่ถึงว่าข้าเพิ่งมาถึงก็เห็นพวกเขาบีบบังคับสาวใช้ของข้า เข้าไปภายในพื้นที่ต้องห้ามเสียแล้ว” เซี่ยจงพูดแก้ตัว
นี่คือข้อแก้ตัวที่อู๋เฉียวเฉี่ยวบอกเขาเอาไว้ตั้งแต่แรกแล้ว เหตุผลก็เพื่อรับมือกับสถานการณ์พรรค์นี้นี่เอง
รองเจ้าตำหนักมองซือหม่าโยวเย่ว์และคนอื่นๆ หนึ่งในบรรดาพวกเขาคือเจ้านายของราชาวิหคอย่างนั้นหรือ
“พวกเจ้าจะว่าอย่างไรเล่า” เขามองพวกเขาพลางเอ่ยถาม
“พวกเขาจะต้องบอกข้อแก้ตัวกับเจ้าตำหนักเหลียนอย่างแน่นอน พวกเขาร่วมทางกันมาตั้งแต่แรกอยู่แล้ว” เซี่ยจงกล่าว
บรรดาเจ้าตำหนักที่ตามมาเหล่านั้นมีบางคนเห็นด้วยกับเหลียนเจ๋อ มีบางคนที่เชื่อเซี่ยจง ทัศนคติที่มีต่อพวกซือหม่าโยวเย่ว์จึงย่อมแตกต่างกัน
“รองเจ้าตำหนัก ข้าขอถามสักหน่อยก่อนจะตอบคำถามของท่าน ถ้าหากเป็นดังเช่นที่เจ้าตำหนักเหลียนพูดจริงๆ แล้วเจ้าตำหนักเซี่ยจะเป็นเช่นไรหรือ ถ้าหากเป็นเช่นที่เจ้าตำหนักเซี่ยพูดจริง แล้วพวกเราจะเป็นเช่นไร” ซือหม่าโยวเย่ว์ถาม
ครึ่งชั่วโมงก่อน เหลียนเจ๋อหาที่นี่จนพบ หลังจากนั้นเธอจึงเข้ามาภายในพื้นที่ต้องห้ามตอนที่เซี่ยจงไม่ทันสังเกต ก่อนจะคืนสู่รูปลักษณ์เดิมของตน ส่วนเป่ยกงถังก็ลุกขึ้นเดินกลับมา เซี่ยจงถึงได้ค้นพบว่าผู้ที่นอนอยู่บนพื้นคือสาวใช้ของอู๋เฉียวเฉี่ยว
หลังจากนั้นเธอจึงขอให้เหลียนเจ๋อเรียกรวมตัวคนของตำหนักว่านชิง แล้วหลังจากนั้นก็มิได้พูดอะไรอีก
รองเจ้าตำหนักพูดอย่างไม่ลังเลเลยแม้แต่น้อยว่า “ถ้าหากสิ่งที่เจ้าตำหนักเหลียนพูดเป็นความจริง เจ้าตำหนักเซี่ยวางแผนทำร้ายแขก ก็ไม่เหมาะสมกับการเป็นเจ้าตำหนักอีกต่อไป ถ้าหากสิ่งที่เจ้าตำหนักเซี่ยพูดเป็นความจริง เช่นนั้นพวกเจ้าก็ต้องได้รับโทษของตำหนักว่านชิงเรา สำหรับบทลงโทษที่แน่ชัดนั้นต้องหารือกันอีกที”
ซือหม่าโยวเย่ว์พยักหน้าพลางเอ่ยว่า “ในเมื่อทุกคนอยู่กันครบหมดแล้ว คิดว่าตำหนักว่านชิงต้องไม่เล่นพรรคเล่นพวกแน่ เป่ยกง เจ้ามานี่”
เป่ยกงถังหยิบหินเสียงก้อนหนึ่งออกมาแล้วใส่พลังวิญญาณเข้าไป วาจาที่เซี่ยจงพูดกับพวกเขาเมื่อครู่ถูกบันทึกเอาไว้อย่างชัดเจน
สีหน้าของรองเจ้าตำหนักเข้มขึ้นเรื่อยๆ ส่วนสีหน้าของเซี่ยจงก็ซีดขาวขึ้นเรื่อยๆ เช่นกัน
“รองเจ้าตำหนัก ข้าคิดว่าด้วยหลักฐานเช่นนี้ คงไม่จำเป็นต้องให้พวกเราพูดอะไรอีกแล้วกระมัง” ซือหม่าโยวเย่ว์พูด “เจ้าวิหคน้อย เจ้าว่าพวกเราต้องขยายเรื่องนี้ให้ใหญ่โตออกไปหรือไม่”
เจ้าวิหคน้อยปรากฏตัวขึ้นตรงหน้าทุกคน วิหคยักษ์ปีกทอง ถึงแม้ว่าทุกคนจะไม่เคยเห็นมาก่อน แต่ก็เคยได้ยินข่าวลือมาบ้าง
“เขาก็คือเจ้านายของวิหคยักษ์ปีกทองนั่นน่ะหรือ”
“ความวุ่นวายภายในเผ่าพันธุ์นกเมื่อเร็วๆ นี้สิ้นสุดลงแล้ว เผ่าพันธุ์นกทั้งหมดต่างตกอยู่ภายใต้การปกครองของวิหคยักษ์ปีกทอง ถ้าหากพวกเขาเริ่มเข้าโจมตีพวกเรา เช่นนั้นพวกเราจะไม่ตกอยู่ในอันตรายหรอกหรือ!”
“เซี่ยจงไปยั่วยุบุคคลเช่นนี้เข้าได้อย่างไรกัน!”
เจ้าวิหคน้อยแปลงเป็นร่างมนุษย์ยืนอยู่ข้างกายซือหม่าโยวเย่ว์พลางมองคนของตำหนักว่านชิงด้วยสายตาเย็นชา “กล้าแตะต้องเจ้านายของข้า ตำหนักว่านชิงช่างแสนดีเสียจริง! ถ้าหากวันนี้ไม่ยอมบอกข้อแก้ตัวที่น่าพอใจแก่พวกเรา ข้าก็ไม่รังเกียจที่จะทำลายข้อตกลงระหว่างเผ่าพันธุ์มนุษย์กับเผ่าพันธุ์สัตว์อสูรหรอกนะ ข้าจะให้เผ่าพันธุ์นกออกมาจากรังให้หมดเลย! ไม่อย่างนั้นใครๆ ก็คงพากันคิดว่าจะรังแกเจ้านายของข้าได้ง่ายๆ!”
เจ้าวิหคน้อยพูดด้วยความจริงจังอย่างยิ่ง เขามิได้แสร้งทำท่าทีไปอย่างนั้น ถึงแม้เขาจะรู้ว่าซือหม่าโยวเย่ว์มิได้นึกอยากใช้กำลังของเผ่าพันธุ์นกเลย แต่เขากลับไม่อยากให้นางได้รับความเศร้าเสียใจเลยแม้แต่นิดเดียว
ชายชราเคราขาวผู้หนึ่งทะยานเข้ามาแล้วร่อนลงเบื้องหน้าทุกคน เขาก็คือชิงหยวนนั่นเอง
“คารวะท่านเจ้าตำหนัก” ทุกคนทำความเคารพชิงหยวน
“เซี่ยจงวางแผนทำร้ายแขกคนสำคัญ คิดจะเอาชีวิตคนเพียงเพราะเรื่องเล็กน้อย อุปนิสัยกลับกลายเป็นเลวร้าย ไม่เหมาะสมกับการเป็นเจ้าตำหนักแห่งตำหนักธารแดงอีกต่อไป” ชิงหยวนเอ่ย “ถอดถอนออกจากตำแหน่งเจ้าตำหนักนับตั้งแต่วันนี้ คุมขังเอาไว้ในคุก รอการตัดสินโทษ”
บรรดาเจ้าตำหนักเหล่านั้นคิดไม่ถึงว่าบอกว่าจะถอดถอนก็ถอดถอนจริงๆ ทำเอาพวกเขาตะลึงลานกันไปหมด
ชิงหยวนมองซือหม่าโยวเย่ว์พลางถามว่า “เช่นนี้เจ้าพอใจหรือไม่”
ซือหม่าโยวเย่ว์คิดไม่ถึงว่าชายชราหน้าตาท่าทางอ่อนโยนผู้นั้นจะเป็นเจ้าตำหนักว่านชิง จึงเลิกคิ้วเอ่ยว่า “จะทำเช่นไรกับเซี่ยจงผู้นี้ก็เป็นเรื่องภายในตำหนักว่านชิงของท่าน แต่สำหรับข้าแล้ว ข้ามาเป็นแขกที่ตำหนักว่านชิงของท่านแต่แทบต้องเอาชีวิตมาทิ้งเอาไว้…”
“พวกเราจะต้องชดเชยให้พวกเจ้าแน่” ชิงหยวนเคราสั่นสะท้าน
“ในเมื่อเป็นเช่นนี้ก็จงนำของชดเชยของพวกท่านออกมาให้พวกเราดูสักหน่อยก่อนสิ ถ้าหากเจ้าวิหคน้อยไม่พอใจ ข้าก็หมดหนทาง” ซือหม่าโยวเย่ว์แบมือด้วยท่าทางเหมือนว่าไม่เกี่ยวอะไรกับตนเลย
“สิ่งชดเชยนี้จะต้องทำให้พวกเจ้าพอใจอย่างแน่นอน” ชิงหยวนกล่าว “แต่ถ้าหากพวกเจ้ายังอยู่ที่นี่กันต่อไป เมื่อสัตว์ร้ายภายในนั้นออกมา พวกเจ้าจะเป็นอันตรายได้นะ”
ซือหม่าโยวเย่ว์ครุ่นคิด ถึงอย่างไรนี่ก็อยู่ในอาณาเขตของผู้อื่น ถ้าหากทำเกินไป ไม่แน่ว่าอาจจะได้ไม่คุ้มเสีย ถึงอย่างไรตำหนักว่านชิงแห่งนี้ก็เป็นสำนักวิชาใหญ่หาใดเทียม ถ้าหากปะทะกันขึ้นมาจริงๆ พวกเขาอาจจะมิได้รอดออกไปอย่างครบถ้วนสมบูรณ์
“เช่นนั้นก็ได้ ข้าจะเชื่อท่านสักคราหนึ่งก็แล้วกัน”
พอพูดจบเธอก็หยิบป้ายคำสั่งของเซี่ยจงออกมาแล้วพาทุกคนออกไป
“เช่นนั้นพวกเราไปที่ตำหนักหลัก หารือเรื่องสิ่งชดเชยกันดีกว่านะ” ชิงหยวนกล่าว
ขณะนี้เองซือหม่าโยวเย่ว์ก็ยิ้มออกมาแล้วพูดว่า “ข้ากับเจ้าตำหนักเหลียนก็นับได้ว่าเป็นสหายกัน จะต้องการสิ่งชดเชยของพวกท่านจริงๆ ได้อย่างไรกันเล่า วันนี้พวกเราก็ได้รับความตระหนกตกใจมาไม่น้อย ถ้าหากไม่มีอะไรแล้ว พวกเราก็อยากขอตัวกลับไปพักผ่อนกันก่อน”
เคราของชิงหยวนแกว่งไกวอีกครั้ง เจ้าคนผู้นี้ถึงกับใช้วิธีการถอยเพื่อรุกเลยทีเดียว ถึงแม้จะบอกว่าไม่ต้องหารือ แต่พวกเขากลับยิ่งไม่กล้าดูเบา ของที่เป็นสิ่งชดเชยนี้ยังต้องส่งไปให้มากขึ้นอีกจึงจะใช้ได้ ถ้าหากส่งไปแล้วพวกเขาไม่พอใจ แล้วจะไม่มาสร้างความยุ่งยากให้กับตำหนักว่านชิงอีกหรือไร
จิ้งจอกน้อย!
หลังจากพวกซือหม่าโยวเย่ว์กลับไปยังตำหนักเมฆทะยานได้ไม่นาน รองเจ้าตำหนักก็ถือของกำนัลมาด้วยตนเอง เขาพูดวาจารื่นหูชุดหนึ่ง หลังจากนั้นจึงส่งแหวนเก็บวัตถุวงหนึ่งให้ถึงมือเธอ
ซือหม่าโยวเย่ว์ก็มิได้ดูสิ่งของภายในต่อหน้า รอจนส่งรองเจ้าตำหนักจากไปแล้วเธอจึงค่อยส่งสติรับรู้สายหนึ่งเข้าไปข้างใน เมื่อเห็นสิ่งของที่อยู่ภายในนั้นแล้วจึงยิ้มออกมาอย่างพึงพอใจ หลังจากนั้นจึงมอบแหวนเก็บวัตถุให้กับพวกเป่ยกงถัง
เมื่อเห็นสิ่งของภายในนั้นพวกเขาก็ยิ้มออกมาเช่นกัน
วันรุ่งขึ้น เหลียนเจ๋อเข้ามาบอกว่าค่ายกลนำส่งใช้การได้แล้ว
พวกซือหม่าโยวเย่ว์ตัดสินใจออกเดินทางในทันที โฉวเซี่ยวเทียนบอกว่าจะไปกับพวกเขาด้วยแต่กลับถูกโยวเย่ว์ปฏิเสธ
พวกเขาไปทางนั้น ก็จะต้องเรียกคนอื่นๆ ออกมาด้วยอย่างแน่นอน ถ้าหากถึงตอนนั้นแล้วเห็นพวกเจ้าอ้วนชวีเข้า เรื่องของเจดีย์วิญญาณก็ต้องถูกเปิดเผยออกมาจนหมดสิ้น
จากนั้นพวกเขาจึงเหยียบย่างขึ้นไปบนค่ายกลนำส่งสู่แดนชั้นกลางท่ามกลางสายตาเศร้าสร้อยของโฉวเซี่ยวเทียน
………………………………….