สลับชะตา ชายามือสังหาร - ตอนที่ 483 บุญคุณความแค้นทั้งหลายในตอนนั้น
เมืองชิวเย่ว์เป็นเมืองที่มิได้นับว่าก้าวหน้ามากนักในแดนชั้นกลาง แต่กลับมีสถานะอันสูงส่งไม่น้อยในแดนชั้นกลาง เพราะที่นี่มีตระกูลหลอมยาวิเศษอยู่สองตระกูลอยู่ทางตอนเหนือและตอนใต้ของเมือง ทั้งสองตระกูลมีผู้มีพรสวรรค์อยู่ไม่น้อย ก่อนหน้านี้มีความสัมพันธ์อันดียิ่งต่อกัน แต่หลายปีให้หลังมานี้ความสัมพันธ์กลับกลายเป็นลดลงอย่างฉับพลัน มีแนวโน้มที่จะไม่ตายไม่เลิกรา
ตระกูลทางตอนใต้แซ่เป่ยกง ส่วนตระกูลทางตอนเหนือแซ่อิ่น ตระกูลอิ่นเหนือกว่าตระกูลเป่ยกงทางด้านความสามารถ เพราะพวกเขามีเคล็ดวิชาลับอยู่ ซึ่งวิธีการนี้ยกระดับยาวิเศษให้สูงขึ้นได้
ยาวิเศษระดับขั้นเดียวกัน ของตระกูลอิ่นจะมีผลลัพธ์ที่ดีกว่าของตระกูลเป่ยกงอยู่เล็กน้อย
เจ้าบ้านของตระกูลเป่ยกงในตอนนี้มีชื่อว่าเป่ยกงสยง ซึ่งนับได้ว่าเป็นปู่ทวดของเป่ยกงถัง เป็นท่านปู่ของเป่ยกงอ้าวผู้เป็นบิดาของนาง
ตระกูลเป่ยกงมีความสนใจในเคล็ดวิชาลับนั้นของตระกูลอิ่นเป็นอันมาก แต่ตระกูลอิ่นกลับรักษาความลับเอาไว้อย่างแน่นหนา ตั้งแต่การไม่เผยแพร่สู่ภายนอก หรือแม้กระทั่งดูการหลอมยาวิเศษของพวกเขาก็ยังมองไม่ออกว่าแตกต่างกันตรงจุดใด
หลังจากนั้นเมื่อพวกเขาอายุได้ยี่สิบกว่าปีก็วางแผนให้อิ่นหลานผู้เป็นมารดาของเป่ยกงถังไปชอบพอกับเป่ยกงอ้าว ไม่สนใจว่าคนในครอบครัวจะปฏิเสธการแต่งงานให้กับเขา ผ่านไปไม่กี่ปีก็ให้กำเนิดเป่ยกงถังและเป่ยกงหังผู้เป็นน้องชายออกมา
แต่ถึงแม้จะเป็นเช่นนี้ อิ่นหลานก็ยังมิได้เปิดเผยเคล็ดวิชาลับตระกูลอิ่นออกไป
เป่ยกงอ้าวมิได้ชมชอบอิ่นหลานตั้งแต่แรกอยู่แล้ว หากแต่ชอบพอกู่อวิ๋นเอ๋อร์ผู้เป็นบุตรสาวของประมุขวังคุนหยวน ทั้งสองคนจิตใจชอบพอซึ่งกันและกันถึงขั้นเจรจาเรื่องการแต่งงานกันแล้ว แต่เพราะอิ่นหลานมีสถานะอันสูงส่งไม่น้อยในตระกูลอิ่น ก่อนจะแต่งกับนางจึงมิอาจมีสตรีอื่นได้อีก ดังนั้นจึงมิได้แต่งงานกับกู่อวิ๋นเอ๋อร์มาโดยตลอด
ผ่านไปหลายปีก็ยังไม่ได้เคล็ดวิชาลับตระกูลอิ่นมาเสียที และความอดทนของเป่ยกงอ้าวก็หมดสิ้นลงแล้ว หลังจากการถกเถียงกันครั้งหนึ่ง เขาจึงหันกลับไปหากู่อวิ๋นเอ๋อร์แทนและได้ให้กำเนิดเป่ยกงเอ๋อร์ บุตรสาวคนหนึ่งในปลายปีนั้นเอง
วังคุนหยวนเป็นสำนักวิชาที่ใหญ่ที่สุดในเมืองชิวเย่ว์ กู่อวิ๋นเอ๋อร์เป็นบุตรสาวของประมุขวัง หลังจากมาถึงตระกูลเป่ยกงแล้วจึงย่อมมีสถานะที่แตกต่างกัน บวกกับเป่ยกงเอ๋อร์มีพรสวรรค์ในการหลอมยาไม่เลว ตระกูลเป่ยกงจึงดูแลราวกับสมบัติล้ำค่า
กู่อวิ๋นเอ๋อร์ไม่พอใจเรื่องที่เป่ยกงอ้าวแต่งงานกับอิ่นหลานตั้งแต่ต้น ดังนั้นจึงบีบนางออกจากตำแหน่งภรรยาหลวง ทั้งยังข่มเหงรังแกพวกนางสามแม่ลูกสารพัด
ด้วยเหตุนี้คนตระกูลเป่ยกงจึงหลับตาข้างหนึ่งลืมตาข้างหนึ่ง เพราะไม่ได้เคล็ดวิชาลับตระกูลอิ่นมาครอบครอง และสถานะของอิ่นหลานกับกู่อวิ๋นเอ๋อร์ก็ยังต่างกันราวฟ้ากับดินอีกด้วย
ส่วนอิ่นหลานที่แต่งงานเข้าตระกูลเป่ยกงก็ไม่ได้รับการสนับสนุนจากตระกูลตั้งแต่แรกอยู่แล้ว ดังนั้นต่อให้ตระกูลเป่ยกงได้รับความทุกข์โศก ก็ไม่มีทางบ่นว่าตระกูลได้
คิดไม่ถึงว่าต่อมา กู่อวิ๋นเอ๋อร์จะยกระดับการรังแกพวกเขากลายมาเป็นการกักบริเวณ ก็เพื่อป้องกันไม่ให้พวกนางไปรายงานตระกูลอิ่น มาหาเรื่องตระกูลเป่ยกง ตระกูลอิ่นก็เป็นตระกูลใหญ่ตระกูลหนึ่งเช่นกัน ถ้าหากเกิดปัญหาขึ้นมาจริงๆ ก็คงมิอาจจัดการได้โดยง่าย
ต่อมาเป่ยกงถังหนีออกมาได้ด้วยความช่วยเหลือจากท่านอาเล็ก หลังจากนั้นจึงหนีมาถึงดินแดนอี้หลินได้ภายใต้ความช่วยเหลือของเมิ่งจี ส่วนเมิ่งจีก็เข้าสู่การนิทรา
เมื่อพูดถึงท่านอาเล็กของตน น้ำเสียงของเป่ยกงถังก็อ่อนโยนเป็นที่สุด เขาเป็นเพียงคนเดียวที่ดีต่อพวกนางแม่ลูก เขานั่นเองที่เป็นผู้ลอบส่งเมิ่งจีมาให้ แต่เมื่อนึกถึงว่าตอนนั้นเขาเองก็ได้รับบาดเจ็บตอนที่ช่วยให้ตนหนี ไม่รู้ว่าตอนนี้เป็นเช่นไรบ้างแล้ว
ภายในโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่งของเมืองชิวเย่ว์ ทุกคนต่างพากันออกมาหมด เมื่อได้ฟังเรื่องเล่าของเป่ยกงถังจนจบแล้วทุกคนต่างก็รู้สึกลำบากลำบนแทนนาง
“ชีวิตของข้าก่อนหน้านี้อยู่ภายในเรือนด้านหลังของตระกูลเป่ยกงทั้งสิ้น พวกเราถูกคนเฝ้าตลอดทั้งวันทั้งคืน ดังนั้นผู้ที่ข้ารู้จักข้างนอกจึงมีเพียงแค่พวกเป่ยกงอ้าวเท่านั้น ในตอนนั้นแม้แต่ลานด้านหน้าบ้านตระกูลเป่ยกงข้าก็ยังไม่เคยไปเลย นอกจากนี้เพราะผู้อื่นถือกำเนิดขึ้นมาอย่างต่ำที่สุดก็เป็นระดับบรรพวิญญาณแล้ว ส่วนข้าเป็นเพียงแค่ผู้ฝึกวิญญาณคนหนึ่ง ดังนั้นจึงถูกปฏิบัติดังเช่นคนไร้ค่าคนหนึ่งมาโดยตลอด”
“เจ้าเพียงแค่เกิดมาต่ำต้อยกว่าผู้อื่นเล็กน้อยเท่านั้นเอง แต่พรสวรรค์ของเจ้ายอดเยี่ยมเป็นอย่างยิ่ง ข้าเชื่อว่าตอนนี้เจ้าต้องร้ายกาจกว่าเป่ยกงเอ๋อร์ผู้นั้นอย่างแน่นอน” เจ้าอ้วนชวีพูด
ตลอดเวลาที่ผ่านมา เป่ยกงถังพูดเกี่ยวกับชาติกำเนิดของตนน้อยมาก ถึงแม้พวกเขาจะรู้ว่านางหนีออกมา แต่กลับไม่รู้เลยว่าก่อนหน้านี้นางผ่านความทุกข์ทนถึงเพียงนั้นมา
“เจ้าจากมาตั้งสิบกว่าปีแล้ว สถานการณ์ของที่นี่เป็นเช่นไรบ้าง พวกเรามิอาจล่วงรู้ได้เลย เจ้าก็อยู่ที่นี่ต่อไปก่อน พวกเราจะออกไปสืบหาข่าวดูสักหน่อย แล้วค่อยกลับมาบอกเจ้า” เว่ยจือฉีพูด
“เป่ยกง เจ้าเคยคิดจะตามหาตระกูลอิ่นบ้างหรือไม่” ซือหม่าโยวเย่ว์ถาม
เป่ยกงถังส่ายหน้าแล้วเอ่ยว่า “ตระกูลอิ่นและตระกูลเป่ยกงอยู่ในเมืองเดียวกัน ต่อให้ตระกูลเป่ยกงเจตนาปกปิดเรื่องพวกเรา ขอเพียงแค่ตระกูลอิ่นมีใจก็สืบพบได้ แต่พวกเขาไม่มี แสดงว่าพวกเขาไม่เห็นพวกเราเป็นญาติใกล้ชิดอีกแล้ว ตอนนั้นท่านแม่มิได้ขอความช่วยเหลือไปทางตระกูลอิ่น ข้าก็ไม่มีทางไปแสดงตัวกับพวกเขาได้อยู่แล้ว”
“ถ้าเผื่อพวกเขาถูกปิดบังข่าวสารเหมือนกับตระกูลเหลียนในตอนนั้นเล่า” ซือหม่าโยวเล่อถาม
เป่ยกงถังสะดุ้ง เห็นได้ชัดว่าไม่เคยคิดถึงความเป็นไปได้นี้มาก่อน ในการรับรู้ของนางเต็มไปด้วยความชิงชังต่อตระกูลอิ่น ไม่เคยคิดถึงความเป็นไปได้นี้มาก่อนเลย
“สถานการณ์ของเหลียนหงไม่เหมือนกับข้า บิดาของเขาถูกขับไล่ออกจากตระกูล นอกจากนี้ยังจากไปไกลแสนไกลด้วย แต่ตระกูลอิ่นและตระกูลเป่ยกงอยู่ในเมืองเดียวกัน เพียงแค่มีใจเท่านั้น แล้วจะเป็นเช่นนี้ไปได้อย่างไร”
ทุกคนครุ่นคิด สิ่งที่นางพูดก็มีเหตุผล จึงมิได้พูดอะไรอีก
ซางมู่อวี่เข้าไปโอบกอดเป่ยกงถังเอาไว้พลางเอ่ยว่า “เจ้าเป็นเด็กดี มารดาและน้องชายเจ้าจะต้องมีชีวิตอยู่อย่างแน่นอน กำลังรอคอยให้เจ้ากลับมาช่วยเหลือพวกเขาอยู่”
“ท่านป้า รบกวนท่านช่วยอยู่เป็นเพื่อนเป่ยกงที่นี่หน่อย พวกเราจะกระจายตัวกันไปสืบสถานการณ์ปัจจุบันของตระกูลเป่ยกงข้างนอกสักหน่อย” ซือหม่าโยวเย่ว์พูด “เสี่ยวถู เจ้าก็อยู่เป็นเพื่อนเป่ยกงที่นี่ด้วย”
“ได้เลย เจ้าไปเถิด” ซางมู่อวี่กล่าว
เสี่ยวถูก็พยักหน้าอย่างจริงจังแล้วเอ่ยว่า “พี่ชาย ท่านวางใจได้เลย ข้าจะอยู่คุ้มครองพี่เป่ยกงเอง”
“เอาละ เช่นนั้นพวกเราออกไปกันเถิด” ซือหม่าโยวเย่ว์บอกกับทุกคน
พอออกมาจากโรงเตี๊ยมแล้วทุกคนก็กระจายตัวกันไปหลายเส้นทาง ไปสืบหาข่าวในสถานที่แตกต่างกัน เพราะตระกูลเป่ยกง ตระกูลอิ่น และวังคุนหยวนเป็นสามหัวมังกรใหญ่ของสถานที่แห่งนี้ ดังนั้นเรื่องราวของพวกเขาจึงเป็นเรื่องสนุกปากของผู้คนมาโดยตลอด อยากรู้ข่าวคราวของพวกเขาจึงมิใช่เรื่องยากแต่อย่างใดเลย
แน่นอนว่ามีข่าวคราวบางอย่างที่ถูกทำเป็นพื้นที่ต้องห้าม ทุกคนเก็บข่าวพรรค์นั้นเอาไว้เป็นความลับที่ลึกที่สุด
ซึ่งข่าวของอิ่นหลานและเป่ยกงถังนั้นอยู่ในส่วนนี้ เมื่อผู้คนจำนวนมากมายได้ยินชื่อของพวกอิ่นหลานแล้วก็ไม่พูดอะไรอีก
ออกไปวนเวียนรอบหนึ่ง ทุกคนก็ไม่ได้รับข่าวที่เป็นสาระสำคัญแต่อย่างใดเลย
ซือหม่าโยวเย่ว์ปล่อยผึ้งแดงหลายร้อยตัวออกไป ให้พวกมันจำแลงร่างเป็นผึ้งธรรมดา ตรงไปสืบหาข่าวคราวตามสถานที่ต่างๆ โดยไปยังสามขุมอำนาจใหญ่มากที่สุด
ยามราตรี ซือหม่าโยวเย่ว์กำลังพูดคุยกับเป่ยกงถัง ทันใดนั้นร่างกายก็สั่นสะท้าน นัยน์ตาฉายแววไม่อยากจะเชื่อ เงียบงันไปครู่หนึ่งจึงมองเป่ยกงถังอย่างเศร้าสร้อย
“เกิดเรื่องกับพวกท่านแม่ข้าใช่หรือไม่” เป่ยกงถังเห็นท่าทีของซือหม่าโยวเย่ว์แล้วหัวใจจมดิ่งลง
ซือหม่าโยวเย่ว์ไม่รู้ว่าจะพูดออกจากปากเช่นไรดี ขณะนี้คล้ายกับว่าไม่มีแม้แต่ความกล้าที่จะพูดออกไปเลยเสียด้วยซ้ำ
“โยวเย่ว์ เจ้าพูดมาเถิด ข้ารับได้ทั้งนั้นแหละ” ถึงแม้ว่าเป่ยกงถังจะพูดเช่นนี้ แต่มือที่ถือถ้วยอยู่นั้นกลับสั่นระริก
“เป่ยกง ท่าน… ท่านอาเล็กของเจ้าตายไปหลังจากช่วยเจ้าออกมาในตอนนั้น ส่วนท่านแม่กับน้องชายเจ้า… ก็ตายไปตั้งแต่เมื่อหลายปีก่อนแล้ว”
เป่ยกงถังสีหน้าทึบทึมราวกับเถ้าธุลี น้ำชาที่เพิ่งจะรินเต็มถ้วยหกใส่มือแล้วก็ยังไม่รู้สึกตัว
ซือหม่าโยวเย่ว์เห็นท่าทีเช่นนั้นของเป่ยกงถังจึงเอ่ยขึ้นอย่างร้อนรนว่า “เป่ยกง นี่เป็นเพียงแค่ข่าวที่ได้รับมาจากในตระกูลอิ่นเท่านั้น บางทีนี่อาจเป็นข่าวลือที่ตระกูลเป่ยกงจงใจปล่อยออกมาก็ได้นะ”
………………………………………