สลับชะตา ชายามือสังหาร - ตอนที่ 484 สืบเสาะอย่างลึกซึ้ง
เป่ยกงถังคว้ามือของซือหม่าโยวเย่ว์เอาไว้ หยาดน้ำตาบนใบหน้าไหลรินอย่างห้ามไม่อยู่ “สิ่งที่เจ้าพูดเป็นความจริงหรือ พวกท่านแม่ข้ายังมีชีวิตอยู่สินะ”
ซือหม่าโยวเย่ว์เห็นท่าทีของนางแล้วไม่รู้ว่าควรจะตอบนางอย่างไรดี
“เป่ยกง โยวเย่ว์บอกว่าข่าวนี้แพร่มาจากตระกูลอิ่น ไม่แน่ว่าอาจเป็นข่าวที่ตระกูลเป่ยกงเจตนาปล่อยออกมา พวกเรารอข่าวจากสถานที่อีกสองแห่งกลับมาก่อนแล้วค่อยมาสรุปกันเถิดนะ” เว่ยจือฉีกล่าว
ถ้าหากพบข้อมูลอื่นที่สถานที่อีกสองแห่ง เช่นนั้นก็เป็นไปได้ว่าพวกเขาอาจยังมีชีวิตอยู่ ถ้าหากอีกสองแห่งที่เหลือก็เป็นเช่นนี้ด้วย แสดงว่าข่าวนี้เป็นความจริงแล้ว เช่นนั้นเป่ยกงถังก็มีระยะเวลาให้เตรียมใจอีกนานพอสมควร
หลังจากนั้นซือหม่าโยวเย่ว์ก็เรียกผึ้งแดงออกมาอีกเกือบพันตัว ให้พวกมันสืบหาข่าวคราวโดยละเอียดต่อไป โดยใส่ใจกับสถานที่ผิดปกติของตระกูลเป่ยกงเป็นพิเศษ
ผึ้งแดงเหล่านี้ต่างเข้าใจความรู้สึกของนาง จึงตั้งใจสืบหาข่าวคราวกันเป็นอย่างยิ่ง ทั้งยังเพียรพยายามอย่างยิ่งยวด ดูอย่างละเอียดว่าตระกูลเป่ยกงมีสถานที่พิเศษอยู่บ้างหรือไม่
คิดไม่ถึงว่าในท้ายที่สุดแล้วพวกเขาก็ค้นพบเบาะแสเข้าจริงๆ
“เป่ยกง สถานที่ที่พวกเจ้าอาศัยอยู่ก่อนหน้านี้คือเรือนเล็กอันทรุดโทรมที่อยู่ใกล้กับภูเขาด้านหลัง ด้านขวาของเรือนมีต้นดอกท้ออยู่ต้นหนึ่งใช่หรือไม่” ซือหม่าโยวเย่ว์ถาม
“อืม” เป่ยกงถังมองเธอ “หามารดาและน้องชายข้าพบแล้วใช่หรือไม่”
“เจ้าอย่าได้ร้อนรนไปเลย พวกมันมิได้พบตัวพวกท่านแม่เจ้าหรอก” ซือหม่าโยวเย่ว์พูด “แต่พวกมันบอกว่าเรือนนั้นมีความแปลกประหลาดอยู่บ้าง”
“ความแปลกประหลาดอันใดกันหรือ” เป่ยกงถังไม่เข้าใจ “เรือนนั้นเรียบง่ายยิ่งนัก นอกจากห้องสามห้องกับลานบ้านแห่งหนึ่งแล้วก็ไม่มีสิ่งอื่นใดอยู่อีก”
“ผึ้งแดงบอกว่าภายในเรือนนั้นไม่มีคนอาศัยอยู่ แต่กลับมีกลิ่นหอมของยาโชยออกมา”
“กลิ่นยาหรือ” เป่ยกงถังสะดุ้ง “ก่อนหน้านี้เป่ยกงอ้าวบังคับให้ท่านแม่ข้าหลอมยาอยู่เป็นประจำ ดังนั้นเรือนแห่งนั้นของพวกเราย่อมมีกลิ่นยาโชยออกมาเป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว”
“แต่ข่าวที่ได้รับมาจากทางด้านตระกูลอิ่นกลับบอกว่าท่านแม้เจ้าสิ้นลมไปตั้งแต่เมื่อหลายปีก่อนแล้ว เช่นนั้นตอนนี้จะยังมีกลิ่นยาอยู่อีกได้อย่างไรเล่า” ซือหม่าโยวเย่ว์พูด
“เจ้าจะบอกว่าท่านแม่ข้ายังมีชีวิตอยู่อย่างนั้นหรือ” เป่ยกงถังมองเธออย่างเต็มเปี่ยมไปด้วยความหวัง
“พูดได้เพียงว่ามีความเป็นไปได้เท่านั้น” ซือหม่าโยวเย่ว์พูด “ข้าให้พวกมันไปสืบหาดูที่นั่นอีกครั้งแล้ว พวกเรารอสักสองวันก่อนแล้วค่อยว่ากัน”
“ได้สิ” เป่ยกงถังประสานมือทั้งสองเข้าด้วยกัน แสดงถึงความวิตกกังวลของนางในตอนนี้ได้อย่างชัดเจน
ซือหม่าโยวเย่ว์ยื่นมือออกมากุมมือทั้งสองของนางเอาไว้ “ถ้าหากเกิดเรื่องขึ้นกับพวกท่านแม่ของเจ้าจริง พวกเราจะต้องทำให้ตระกูลเป่ยกงและวังคุนหยวนได้ชดใช้แน่นอน! ไม่ว่าจะต้องใช้กำลังของเจ้าวิหคน้อยหรือของหุบเขามารเทพก็จะต้องพลิกฟ้าพลิกดินของพวกนั้นให้จงได้!”
“ใช่แล้ว โยวเย่ว์พูดได้ถูกต้อง” เจ้าอ้วนชวีพูดเอออออยู่ด้านข้าง “ไม่ว่าจะเกิดเรื่องอันใดขึ้น พวกเราก็จะอยู่เป็นเพื่อนเคียงข้างเจ้าเอง”
“ขอบใจพวกเจ้านะ” เป่ยกงถังมองเธอ มุมปากฝืนยกเป็นรอยยิ้ม หมายจะบอกทุกคนว่านางไม่เป็นไร ไม่ต้องกังวล
หลังรอคอยอย่างกระวนกระวายอยู่สองวัน ในที่สุดก็มีข่าวดีส่งมาจากทางนั้นว่ามีความเป็นไปได้อย่างยิ่งที่อิ่นหลานและเป่ยกงหังจะยังมีชีวิตอยู่ แต่ก็เป็นไปได้ที่จะถูกคุมขังอย่างสิ้นเชิง
เมื่อได้รับข่าวนี้ เป่ยกงถังทั้งยินดีและกังวล สิ่งที่ยินดีก็คือมีความเป็นไปได้ที่มารดาและน้องชายของตนยังมีชีวิตอยู่ ส่วนสิ่งที่กังวลก็คือพวกเขาเผชิญกับสิ่งใดบ้างตลอดหลายปีที่ตนไม่อยู่ เหตุใดตระกูลเป่ยกงจึงบอกตระกูลอิ่นว่าพวกเขาตายไปแล้วเล่า
ผ่านไปอีกหลายวันข่าวสารจึงกระจ่างแจ้งทั้งหมด อิ่นหลานและเป่ยกงหังยังมีชีวิตอยู่ แต่ถูกกักขังเอาไว้ในคุกใต้ดินเบื้องล่างเรือนหลังเล็ก
เป่ยกงถังไม่รู้ว่าเรือนหลังนั้นมีคุกใต้ดินตั้งแต่เมื่อใด แต่เมื่อแน่ใจแล้วว่ามารดาและน้องชายของตนยังมีชีวิตอยู่ นางก็ยังตื่นเต้นเป็นอย่างยิ่ง
“แล้วเหตุใตระกูลเป่ยกงจึงต้องบอกว่าพวกท่านแม่ข้าตายไปแล้วด้วยเล่า”
“เรื่องนี้ทางพวกตระกูลอิ่นก็เพิ่งส่งข่าวมาว่า เมื่อหลายปีก่อนท่านลุงคนหนึ่งของเจ้ากลับมา เขาได้รู้ว่าท่านแม่เจ้าแต่งงานไปยังตระกูลเป่ยกง จึงไปยังตระกูลเป่ยกงแล้วบอกว่าต้องการพบท่านแม่เจ้า ตระกูลเป่ยกงยังไม่ได้เคล็ดวิชาลับตระกูลอิ่นมาครอง ถ้าหากท่านลุงเจ้าล่วงรู้สถานการณ์ของพวกท่านแม่เจ้าจะต้องเกิดความยุ่งยากขึ้นอย่างแน่นอน จึงได้บอกพวกเขาว่าพวกท่านแม่เจ้าตายไปหมดแล้ว” ซือหม่าโยวเย่ว์พูด
“อันที่จริงข้าเคยได้ยินท่านแม่เอ่ยถึงมาก่อนว่ามีท่านลุงผู้หนึ่งที่มีความสัมพันธ์อันดียิ่งต่อนาง ทั้งยังมีพรสวรรค์อันล้ำเลิศ ออกไปจากบ้านได้หลายปีแล้ว บอกว่าไปเข้าตาขุมอำนาจแห่งหนึ่งของแดนศูนย์กลางเข้า หลังจากนั้นจึงถูกพาตัวไป” เป่ยกงถังพูด
“ตอนนี้พวกเราจะต้องคิดหาวิธีช่วยเหลือท่านแม่และน้องชายเจ้าออกมา” เจ้าอ้วนชวีพูด
“แต่ถ้าหากพวกเราเข้าไปบอกว่าต้องการตัวคนตรงๆ เช่นนี้ ตระกูลเป่ยกงจะต้องปฏิเสธแน่นอน” โอวหยางเฟยพูด
“พวกเราจะต้องหาตัวคนออกมาก่อน ทำให้ตระกูลเป่ยกงมิอาจปฏิเสธได้” ซือหม่าโยวหลินกล่าว
“ต้องหาตัวคนให้ได้ก่อนจริงๆ แต่ตระกูลเป่ยกงมีการคุ้มกันแน่นหนา ด้านนอกเรือนแห่งนั้นดูเหมือนจะไม่มีคนอยู่ เป็นเรือนเล็กอันรกร้างแห่งหนึ่ง แต่กลับมียามรักษาการณ์จำนวนไม่น้อยคอยแอบจับตาดูอยู่” ซือหม่าโยวเย่ว์บอกข่าวที่ผึ้งแดงส่งมา “ข้าให้ผึ้งแดงหาตำแหน่งที่แน่นอนให้ได้ก่อนแล้วค่อยว่ากัน”
“ดี”
ผ่านไปอีกหนึ่งวัน นางพญาผึ้งแดงจึงบอกว่าไม่มีวิธีสืบทราบสถานการณ์อันแน่ชัดของห้องใต้ดินได้ เพราะมีข่ายมนตร์กั้นขวางอยู่ ทำให้พวกมันมิอาจเข้าไปได้
“คราวนี้ยุ่งยากเสียแล้วสิ” ซือหม่าโยวหมิงกล่าว
หาตัวคนไม่พบ พวกเขาก็ไม่มีทางจะไปถามหาตัวคนจากตระกูลเป่ยกงได้
“ตอนนี้คงมีแต่การเข้าไปหาในตระกูลเป่ยกงเท่านั้นแล้วล่ะ” ซือหม่าโยวเย่ว์พูด
“แต่เจ้าก็บอกเองว่าที่นั่นมีคนจำนวนไม่น้อยคอยแอบจับตาดูอยู่ ต่อให้ไปก็อาจถูกพบตัวเข้าอยู่ดี ถึงตอนนั้นก็ยังอันตรายเป็นอย่างยิ่ง” เจ้าอ้วนชวีพูด
“ดังนั้นพวกเราก็ต้องคำนึงถึงความปลอดภัยด้วย…”
หลายวันต่อมา คนกลุ่มหนึ่งก็ไปยังตระกูลเป่ยกงแล้วถูกพาตัวไปยังห้องโถงหลักของตระกูลเป่ยกงโดยได้รับการดูแลจากตัวประมุขตระกูลเอง
“ไม่ทราบว่าราชาพิราบอินทรีมาเยือน ขออภัยที่มิได้ไปต้อนรับที่หน้าประตู ขอเชิญราชาพิราบอินทรีผู้เกรียงไกรนั่งลงรับชาก่อนขอรับ” เป่ยกงสยงพูดกับบุรุษที่เป็นผู้นำ
“ประมุขตระกูลเป่ยกงเกรงใจเกินไปแล้ว” ราชาพิราบอินทรีประสานหมัดคารวะเป่ยกงสยงก่อนจะนั่งลงบนที่นั่งแขก คนที่ติดตามเขามาต่างนั่งลงบนที่นั่งเบื้องล่าง
สาวใช้ยกน้ำชาขึ้นมาอย่างรวดเร็ว
“ไม่ทราบว่าราชาพิราบอินทรีจะมาด้วยตนเอง ว่าแต่มีเรื่องอันใดหรือขอรับ” เป่ยกงสยงถาม
ณ ทิวเขาห่างจากเมืองชิวเย่ว์ออกไปหนึ่งแสนลี้เป็นที่อยู่อาศัยของเผ่าพันธุ์พิราบอินทรี แต่ตลอดมาพวกเขาไม่เคยมีปฏิสัมพันธ์กับมนุษย์เลย ราชาพิราบอินทรียิ่งแทบจะไม่เคยปรากฏตัวในโลกมนุษย์มาก่อน ดังนั้นตอนที่ยามรักษาการณ์มาบอกว่าราชาพิราบอินทรีมาเยี่ยมเยือนด้วยตนเอง ทั้งตระกูลเป่ยกงจึงรู้สึกเหนือความคาดหมายอยู่บ้าง
“เรื่องเป็นเช่นนี้ คนผู้นี้เป็นสหายของเผ่าพันธุ์พิราบอินทรีเรา เพราะเคยช่วยเหลือสมาชิกตระกูลข้าเอาไว้ ดังนั้นพวกเราจึงรับปากเขาเอาไว้ว่าจะช่วยเหลือเขาครั้งหนึ่ง” ราชาพิราบอินทรีชี้บุรุษอาภรณ์ขาวที่อยู่ด้านล่างคนหนึ่งแล้วพูดว่า “เขามาที่เผ่าพันธุ์เราเมื่อหลายเดือนก่อนแล้วถามหาดอกบัวเทพยดา เครื่องยาอันเป็นสมบัติล้ำค่าของพวกเรา บอกว่าต้องการหลอมยาวิเศษชนิดหนึ่ง ข้าเห็นว่าดอกบัวเทพยดานั้นช่างสูงส่งล้ำค่า เกรงว่าจะถูกคนช่วงชิงไประหว่างทาง จึงได้ติดตามไปด้วยกัน ส่วนที่เหตุใดจึงเลือกตระกูลเป่ยกงของเจ้านั้น ก็เป็นเพราะว่าพวกเราเข้ามาจากประตูทางทิศใต้พอดี แล้วคฤหาสน์ของพวกเจ้าอยู่ใกล้กว่าเท่านั้นเอง ถ้าหากพวกเจ้าหลอมยาที่เขาต้องการออกมามิได้ พวกเราค่อยไปที่ตระกูลทางทิศเหนือก็แล้วกัน”
เป่ยกงสยงมองบุรุษอาภรณ์ขาวผู้นั้น คิ้วตาช่างดูงามพิสุทธิ์ ดูแล้วยังเยาว์วัย คิดไม่ถึงว่าจะมีสายสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นถึงเพียงนี้กับเผ่าพันธุ์พิราบอินทรี
…………………………………….