สลับชะตา ชายามือสังหาร - ตอนที่ 489
นี่คิดจะมอมเหล้าเธอเพื่อสืบหาข่าวอย่างนั้นหรือ
ซือหม่าโยวเย่ว์ยิ้มเย็นชาอยู่ภายในใจ แสร้งทำท่าทีเลอะเลือนเหมือนคนเมาสุรา แล้วพูดอย่างเลื่อนลอยว่า “บ้านข้าหรือ บ้านข้าไม่ได้อยู่ที่นี่ บ้านข้าอยู่ไกลแสนไกลเลย!”
“ข้ารู้ ท่านบอกว่ามิได้อยู่ที่แดนชั้นกลางนี่นา” เป่ยกงเอ๋อร์กล่าว
“ยิ่งกว่าแดนชั้นกลาง ไม่ได้อยู่ที่เขตรอบนอก” ซือหม่าโยวเย่ว์พูด “เฮ้อ ตระกูลของพวกเรามีกฎอยู่ว่าหากอยู่นอกบ้าน ไม่อนุญาตให้ใช้ชื่อตระกูลมาข่มเหงผู้อื่น ดังนั้นยามปกติเมื่อพวกเราออกจากบ้านจึงไม่ได้รับอนุญาตให้บอกที่ตั้งของตระกูลน่ะสิ”
เป่ยกงเอ๋อร์ได้ยินเธอพูดเช่นนี้จึงยินดีอยู่ในใจ พวกเขาเดาเอาไว้ตั้งแต่แรกแล้วว่าสถานะของคนผู้นี้้คงไม่ธรรมดา ไม่อย่างนั้นคงมิอาจทำให้ราชาพิราบอินทรีมาส่งด้วยตัวเองได้ แต่คิดไม่ถึงว่าพวกเขาจะถึงขั้นมาจากแดนศูนย์กลาง
ถ้าหากสร้างสัมพันธ์อันดีกับตระกูลพวกเขาได้ เช่นนั้นในภายหน้าพวกเขาตระกูลเป่ยกงจะไม่สยายปีกบินทะยานเลยหรือ ถ้าหากตนกลายเป็นผู้หญิงของเขา เช่นนั้นตนก็จะไปใช้ชีวิตอยู่ที่แดนศูนย์กลางได้ในอนาคตแล้ว!
เมื่อนึกถึงตรงนี้นางจึงดีใจอย่างยิ่ง วางแผนอยู่ในใจ ยกกาสุราขึ้นเติมใส่จอกให้ซือหม่าโยวเย่ว์พลางเอ่ยว่า “คุณชายซือเย่ว์ สุรานี่ไม่เลวเลยสินะ”
“ไม่เลวๆ รสชาติยอดเยี่ยมนัก” ซือหม่าโยวเย่ว์พูดพลางดื่มสุรานั้นหมดในจอกเดียว
เป่ยกงเอ๋อร์เติมให้อีกครั้ง พลางเอ่ยด้วยสีหน้าเขินอายว่า “สุรานี้งดงาม หรือว่าคนตรงหน้างดงามกว่าเล่า”
“อ๊อก…”
ซือหม่าโยวเย่ว์หันไปอีกทางแล้วอาเจียนออกมา วาจานี้ช่างน่าสะอิดสะเอียนเกินไปแล้ว ทำให้เธออดที่จะอาเจียนออกมาไม่ได้จริงๆ
หลังอาเจียนออกมาแล้วเธอก็ดูเหมือนจะได้สติขึ้นมาเล็กน้อย จึงเอ่ยว่า “ขอโทษด้วย ข้าคออ่อนจริงๆ…”
เป่ยกงเอ๋อร์เห็นซือหม่าโยวเย่ว์ถึงกับอาเจียนออกมา สีหน้าจึงดำทะมึน แต่อีกฝ่ายบอกว่าดื่มสุราจนอาเจียน ก็คงจะเป็นเช่นนี้ น่าเสียดายเพียงแค่ว่าหลังจากอาเจียนแล้วก็มิอาจถามต่อไปได้อีก กลิ่นเหม็นเปรี้ยวนั้นช่างยากจะดมได้จริงๆ!
“ดูเหมือนว่าการที่ข้าน้อยให้คุณชายซือเย่ว์ดื่มสุราช่างเป็นการทำให้ท่านลำบากจริงๆ เช่นนั้นมิสู้พวกเรารีบกลับไปแต่เช้าหน่อยดีกว่า”
“ดีสิๆ” ซือหม่าโยวเย่ว์ลุกขึ้นยืนอย่างโงนเงน ก่อนจะเดินโซซัดโซเซออกไปข้างนอก
เป่ยกงเอ๋อร์เอื้อมมือมาประคองเอาไว้ ซือหม่าโยเย่ว์สะบัดมือนางออกไปอย่างไม่ตั้งใจ หลังจากนั้นจึงเปิดประตูแล้วเดินเซออกไป
พอลงบันไดมา ผู้จัดการเห็นพวกเขาจึงหัวเราะหึๆ พลางเอ่ยว่า “คุณหนูเป่ยกง รับประทานเสร็จอย่างรวดเร็วถึงเพียงนี้เชียวหรือขอรับ”
“อืม สหายข้าไม่ถนัดดื่มสุรา เจ้าช่วยหารถเทียมสัตว์อสูรให้พวกเราสักคันสิ” เป่ยกงเอ๋อร์พูดพลางชี้ไปที่ซือหม่าโยวเย่ว์
“ได้ขอรับ เสี่ยวเอ้อร์ ไปเตรียมรถเทียมสัตว์อสูรคันหนึ่งให้คุณหนูเป่ยกงที” ผู้จัดการมองซือหม่าโยวเย่ว์อย่างไม่มีสิ่งใดแอบแฝง “คุณชายผู้นี้ดื่มจนเมาเสียแล้ว อีกประเดี๋ยวต้องพยุงต่อไปหน่อย”
“ได้ขอรับ…” เสี่ยวเอ้อร์พาดผ้าขี้ริ้วในมือเอาไว้บนบ่าก่อนจะออกไป
ซือหม่าโยวเย่ว์แสร้งเมาจับราวบันได รู้สึกอยู่ตลอดว่าสายตาที่ผู้จัดการมองตนนั้นแปลกประหลาดอยู่บ้าง แต่คิดๆ ดูแล้ว ตนเพิ่งเคยมาที่นี่เป็นครั้งแรก คงจะไม่มีอะไรหรอกกระมัง
“คุณชายซือเย่ว์ ข้าประคองท่านออกไปเองแล้วกัน” เป่ยกงเอ๋อร์พูดพลางก้าวไปขัางหน้า
“ไม่ต้อง ข้าเดินเองได้” ซือหม่าโยวเย่ว์เดินโซซัดโซเซตรงไปยังประตูใหญ่ต่อไป แล้วชนเข้ากับอ้อมอกของคนที่เข้ามาจากภายนอก
“ขอโท…” เมื่อเธอได้กลิ่นนี้ก็รู้ว่ามีความผิดปกติบางอย่าง กลิ่นนี้ช่างคุ้นเคยเป็นอย่างยิ่ง เธอเงยหน้าขึ้นมอง ผลปรากฏว่าได้เห็นใบหน้าอันคุ้นเคย “ศิษย์… ศิษย์พี่ ท่านมาได้อย่างไรกัน”
“ข้ามาส่งของให้เจ้าน่ะสิ” อูหลิงอวี่โอบซือหม่าโยวเย่ว์เอาไว้แล้วพูดกับเป่ยกงเอ๋อร์ว่า “ข้าพาเขาไปก่อนล่ะนะ”
พอพูดจบเขาก็อุ้มซือหม่าโยวเย่ว์ออกไปโดยไม่รอให้เป่ยกงเอ๋อร์พูดจา เป่ยกงเอ๋อร์อยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่กลับถูกคนละเลยเสียอย่างนั้น
ตอนที่ผู้จัดการผู้นั้นมองเห็นอูหลิงอวี่ก็มิได้พูดอะไร เขาก้มศีรษะลงต่ำไม่ให้อูหลิงอวี่เห็นสายตาของตน
หน้าต่างห้องส่วนตัวชั้นสองฝั่งติดถนนเปิดออก หนึ่งชายหนึ่งหญิงนั่งอยู่ตรงหน้าต่าง บนใบหน้าของชายหนุ่มสวมหน้ากากเอาไว้ เขามองคนทั้งสองที่เดินมาถึงถนนใหญ่ แล้วหญิงผู้นั้นก็เอ่ยว่า “คนผู้นั้นคืออูหลิงอวี่ ผู้วิเศษแห่งตำหนักผู้วิเศษกระมัง เขามาที่นี่ได้อย่างไรกัน หรือว่าจะมาเข้าร่วมงานประมูลนั่นด้วย”
“ไม่รู้สิ แต่ในเมื่อเขาเป็นคนของตำหนักผู้วิเศษ ก็นับว่าเป็นเป้าหมายในคราวนี้ด้วยสิ” บุรุษสวมหน้ากากมองคนทั้งสองด้วยสายตาเยียบเย็นดุจน้ำแข็ง
“แต่คนนอกไม่เคยรู้พลังยุทธ์ของอูหลิงอวี่แน่ชัดเลย ว่ากันว่าผู้ที่ไปหาเรื่องเขา ไม่เคยมีใครรอดชีวิตเลยสักคน ถ้าหากเจ้าปะทะกับเขาจะอันตรายเกินไปหรือไม่” หญิงสาวพูดอย่างกังวลใจ
“อายุขัยข้าเหลือไม่มากแล้ว สังหารได้มากขึ้นคนหนึ่งก็แก้แค้นเพิ่มได้คนหนึ่งแล้ว”
“เจ้า…เฮ้อ…” หญิงสาวถอนหายใจ เมื่อเห็นซือหม่าโยวเย่ว์จึงถามว่า “เมื่อครู่เขาเรียกอูหลิงอวี่ว่าศิษย์พี่ เช่นนั้นเขาเล่า ก็ต้องสังหารด้วยหรือไม่”
บุรุษสวมหน้ากากมองเงาแผ่นหลังของซือหม่าโยวเย่ว์ ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดจึงได้เกิดความรู้สึกคุ้นเคยขึ้นมา
ซือหม่าโยวเย่ว์สัมผัสได้ถึงสายตาด้านหลัง จึงหันกลับไปโดยไม่ตั้งใจ สายตาของทั้งคู่สอดประสานกันพอดี
“ปัง…” ซือหม่าโยวเย่ว์รู้สึกราวกับว่าสักแห่งหนึ่งในหัวใจพังทลายลงอย่างฉับพลัน เธอจ้องมองบุรุษสวมหน้ากากผู้นั้นตรงๆ โลกโดยรอบดูคล้ายจะสงบเงียบลง เหลือเพียงแค่เธอกับเขาเท่านั้น
เมื่อเห็นสายตาที่ซือหม่าโยวเย่ว์มองตน บุรุษสวมหน้ากากก็ขมวดคิ้ว ขี้แมลงวันที่อยู่ใต้คิ้วก็ขยับไปด้วย
อูหลิงอวี่สังเกตเห็นความผิดปกติของซือหม่าโยวเย่ว์จึงมองตามสายตาเธอไป เมื่อเห็นว่าเธอจ้องมองชายหนุ่มคนอื่น ภายในใจก็เดือดพล่านขึ้นมา
เขายังไม่ได้คิดบัญชีกับนางเลย ตอนนี้ยังจะมามองบุรุษอื่นต่อหน้าต่อตาเขาอีกหรือ
ซือหม่าโยวเย่ว์มองบุรุษสวมหน้ากาก ดวงตาแดงก่ำ ริมฝีปากสั่นไหว นึกอยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่น้ำตากลับหยาดหยดลงมาเสียก่อนแล้ว
“เป็นอะไรไปหรือ” อูหลิงอวี่เห็นซือหม่าโยวเย่ว์หลั่งน้ำตาจึงเอ่ยถามเสียงเบา
ซือหม่าโยวเย่ว์จึงค่อยได้สติกลับคืนมา เมื่อเห็นเป่ยกงเอ๋อร์ออกมาจากภายในโรงเตี๊ยมจึงยกมือขึ้นเช็ดน้ำตาที่หางตาพลางเอ่ยว่า “ไม่เป็นไร พวกเราไปกันเถิด”
ในขณะที่หมุนตัวนั้นเอง เธอคล้ายจะได้ยินน้ำเสียงอันคุ้นเคยดังแว่วมาจากในความทรงจำว่า “พี่หญิง วันนี้พวกเรากินกระต่ายทิพย์ย่างกันนะ!”
“พี่หญิง ท่านรีบหนีไปเร็วเข้า ท่านจะต้องมีชีวิตอยู่ต่อไปให้ได้ แล้วแก้แค้นให้ข้านะ!”
เธอหลับตาลง หยาดน้ำตาหลั่งรินลงมาอีกครั้งอย่างห้ามไม่อยู่ ในขณะที่เลี้ยวตรงมุมถนนนั้นเอง เธอก็เรียกผึ้งแดงออกมาหลายตัว ให้พวกมันบินกลับไป
“สายตาที่คนผู้นั้นมองเจ้าช่างแปลกประหลาดนัก”
บุรุษสวมหน้ากากมองเงาหลังของซือหม่าโยวเย่ว์ ความคิดยังจ่อมจมอยู่กับสายตาเมื่อครู่นี้
แววตานั้น ความรู้สึกนั้นช่างคล้ายคลึงกับยามที่พี่หญิงมองตนยิ่งนัก แต่ในตอนนั้นแววตาของพี่หญิงมีเพียงแค่ความรักใคร่ทะนุถนอมเท่านั้น ไม่มีความรู้สึกผิดอันหนักหนาเช่นนี้อยู่เลย
“เจ้าไม่เป็นไรใช่หรือไม่” หญิงสาวเอื้อมมือมาโบกไปมาตรงหน้าเขา ทำลายการระลึกความทรงจำของเขาไป
“ข้าไม่เป็นไร” บุรุษสวมหน้ากากปรับอารมณ์ของตนอยู่ครู่หนึ่งแล้วพูดว่า “ไม่รู้ว่าคนผู้นั้นเป็นใคร”
คนผู้นั้นไม่ใช่พี่หญิง พี่หญิงตายไปแล้ว ต่อให้แววตาเหมือนกันยิ่งกว่านี้ก็ไม่มีทางที่จะเป็นนางไปได้
“นั่นไม่ธรรมดาเลย ข้าให้คนไปสืบหาครู่เดียวก็รู้แล้ว” หญิงสาวพูดพลางหยิบนกกระดาษตัวหนึ่งออกมา หลังจากใส่พลังวิญญาณเข้าไปแล้วก็ดึงสติรับรู้สายหนึ่งออกมาใส่เข้าไป หลังจากนั้นนกกระดาษจึงสยายปีกบินออกไป
อารมณ์ของซือหม่าโยวเย่ว์ในเวลาต่อมาไม่สู้ดีนัก เดินไปพลาง นิ่งค้างไปพลาง ทั้งสองคนเดินอยู่บนถนน อูหลิงอวี่ก็มิได้ไปยุ่งกับนาง มองดูนางเดินชนเข้ากับต้นไม้ต้นหนึ่งริมขอบทาง
“โอ๊ย…”
ซือหม่าโยวเย่ว์ถูกกระแทกจนเจ็บแล้วได้สติกลับคืนมา จึงค่อยเห็นว่าตนเดินลงมาที่ริมทาง ด้านหลังมีเสียงหัวเราะของอูหลิงอวี่ดังลอยมา เธอหันไปถลึงตาใส่เขา แต่กลับเห็นเขาหัวเราะอย่างสดใสยิ่ง
……………………………….