สลับชะตา ชายามือสังหาร - ตอนที่ 490 อยากพบท่านลุง
อูหลิงอวี่เห็นสายตาไม่พอใจของซือหม่าโยวเย่ว์จึงเดินไปข้างหน้าแล้วเอื้อมมือมาขยี้หน้าผากนาง พลางเอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า “มาดูกันว่าคราวหน้าเจ้าจะยังใจลอยเช่นนี้อยู่อีกหรือไม่”
ซือหม่าโยวเย่ว์กลอกตาใส่เขาก่อนจะหมุนกายเดินต่อไป คร้านจะไปสนใจเขา
อูหลิงอวี่เรียกท่าทีโกรธเคืองแกมดูถูกเมื่อครู่กลับคืนมา รู้สึกหัวใจพองโต เมื่อเห็นนางเดินไปไกลแล้วจึงรีบติดตามไป เดินเคียงไหล่กับนาง
“เจ้ารู้จักคนเมื่อครู่นี้ด้วยหรือ”
เมื่อพูดถึงคนเมื่อครู่ สีหน้าของซือหม่าโยวเย่ว์ก็โศกเศร้าอยู่บ้าง เธอส่ายหน้าแล้วเอ่ยว่า “อาจจะรู้จัก หรืออาจจะไม่รู้จักก็ได้ ความเป็นไปได้ที่ไม่รู้จักมากกว่าอยู่นิดหน่อยกระมัง”
สถานการณ์ในตอนนั้นวิกฤติอย่างยิ่ง เขาจะยังมีชีวิตอยู่ได้อย่างไรกันเล่า
แต่ความรู้สึกแรกที่เห็นเขา สายตาอันคุ้นเคยคู่นั้น ขี้แมลงวันใต้คิ้วเม็ดนั้นทำให้ในใจเธอเกิดความหวังสายหนึ่งขึ้นมา ถ้าหากเขายังมีชีวิตอยู่เล่า
เช่นนี้แล้วกัน เธอหวังว่าคนผู้นั้นจะใช่เขา แต่กลับรู้สึกว่าเป็นไปไม่ได้ จิตใจพัวพันอยู่ระหว่างความหวังและความเป็นจริง
อูหลิงอวี่รู้สึกว่าตั้งแต่เด็กสาวผู้นี้เลื่อนระดับไปถึงระดับเทพก็เปลี่ยนไปเป็นอย่างมาก แววอาฆาตและเศร้าโศกในดวงตานั้นเป็นสิ่งที่ไม่เคยมีมาก่อนในอดีต นอกจากนี้จิตสังหารของนางก็ยังเข้มข้นกว่าเมื่อก่อนอีกด้วย
“ใช่แล้ว ท่านยังไม่ได้บอกว่าท่านมาที่นี่ทำไมเลยนี่นา!” ซือหม่าโยวเย่ว์ถาม
“ปลีกวิเวกไปรอบหนึ่ง พอออกมาแล้วพบว่าเจ้าอยู่ที่นี่ ก็เลยมาน่ะสิ” อูหลิงอวี่พูด “เข็มทิศแยกโลกที่ข้าให้เจ้านั้นตรงไปยังหุบเขามารเทพเลย แล้วเจ้ามาอยู่ที่เขตรอบนอกได้อย่างไรกัน ถ้ารู้ก่อนก็คงให้รอข้ามาพาเจ้าไปแล้ว”
เมื่อพูดมาถึงตรงนี้ ซือหม่าโยวเย่ว์จึงยิ้มอย่างจนใจ “อย่าคิดว่าข้าไม่รู้นะ ตอนนี้วิญญาณของท่านไม่เสถียร เดินไปทั่วดินแดนโบราณตามอำเภอใจ อยากจะไปที่ดินแดนเบื้องล่างนั่นมิใช่เรื่องง่ายถึงเพียงนั้นหรอกนะ คงจะทำให้ท่านได้รับบาดเจ็บไม่น้อยเลยทีเดียว ค่อยว่ากันเถิด ข้าก็อยากใช้เข็มทิศแยกโลกตรงไปยังหุบเขามารเทพเลยเหมือนกันนั่นแหละ ไม่ได้อยากจะรบกวนท่านอีกเสียหน่อย คิดดูสิว่าพบการต่อสู้ครั้งใหญ่ตอนอยู่ในอุโมงค์ทางเดินห้วงมิติ ส่งผลกระทบต่อห้วงอากาศ จนทำลายอุโมงค์ทางเดินของข้า ยังไม่ทันถึงหุบเขามารเทพก็มาถึงที่นี่เสียแล้ว”
หลังจากฟื้นฟูความทรงจำเธอจึงระลึกขึ้นมาได้ว่าดินแดนระดับล่างได้รับการคุ้มครองจากกฎเกณฑ์ อุโมงค์ทางเดินห้วงมิติที่จะสร้างไปนั้นยากเย็นกว่ามากนัก โดยเฉพาะดินแดนอี้หลินที่เป็นแดนพันธนาการ ระดับขั้นต่ำที่สุด ข้อจำกัดของกฎเกณฑ์แข็งแกร่งที่สุด การคุ้มกันก็มากที่สุด ในขณะเดียวกันก็มีแรงกดดันมากด้วย ส่วนวิญญาณของอูหลิงอวี่นั้นยังไม่สมบูรณ์ ไปที่นั่นก็ต้องใช้พลังพอสมควร
หากใช้การอุปมา การเคลื่อนย้ายไปยังดินแดนระดับเดียวกันก็เหมือนกับการผ่าแตงโม ส่วนการแยกโลกไปยังดินแดนเบื้องล่างก็เหมือนกับใช้มีดเล่มเดียวกันผ่ากะโหลก ความยากเพิ่มขึ้นไม่ใช่น้อยเลย
นอกจากนี้เธอก็คิดว่าเข็มทิศห้วงมิตินี้จะตรงไปยังหุบเขามารเทพได้เลย จึงยิ่งไม่อยากรบกวนเขา ตนเองไปเองก็ใช้ได้แล้ว จะไปรู้เสียที่ไหนกันว่าตนจะต้องมาทุกข์ยากเช่นนี้ ประสบกับเรื่องที่ไม่เกิดขึ้นตลอดร้อยวันพันปีเสียได้
อูหลิงอวี่ไม่รู้ว่านางรู้เรื่องเหล่านี้ได้อย่างไร แต่ดูท่าทางที่นางปฏิเสธตนในตอนนั้นก็คงเป็นเพราะเกรงใจตนนั่นเอง
“เช่นนั้นเจ้าจะไปที่หุบเขามารเทพตอนนี้เลยหรือไม่”
“ตอนนี้ไม่ได้หรอก” ซือหม่าโยวเย่ว์ส่ายหน้า “เรื่องของเป่ยกงยังจัดการไม่เรียบร้อยเลย เสร็จแล้วพวกเรายังอยากไปเข้าร่วมงานประมูลของหอเซวียนหยวนด้วย ได้ยินว่าอีกไม่กี่วันจะเป็นเวลารับสมัครเข้าสำนักวิชาเทียนฝู พวกเราอยากจะไปลองดูด้วย”
เดิมทีในตอนแรกเธอเพียงแค่คิดจะไปศึกษาตำแหน่งที่ตั้งของห้วงมิติสักหน่อย ต่อมาจึงค่อยๆ เข้าใจในความร้ายกาจของสำนักวิชาเทียนฝู จึงเกิดความคิดที่จะไปทดสอบดูสักหน่อย
“สำนักวิชาเทียนฝูเป็นสถานที่ที่ไม่เลวเลยจริงๆ ถึงแม้ว่าจะอยู่ที่เขตรอบนอก แต่สถานะกลับไม่ต่ำไปกว่าหุบเขามารเทพเลย ภายในก็มีอาจารย์ที่ร้ายกาจอยู่มากมาย ไปอยู่ก็มีประโยชน์นะ ตอนที่ข้ากลับไปยังหุบเขามารเทพ ท่านอาจารย์ได้รู้ว่าเจ้าอยู่ที่แดนชั้นกลาง ก็พูดอยู่เหมือนกันว่าถ้าหากมีโอกาสก็ไปอยู่ที่สำนักวิชาเทียนฝู ตาเฒ่าที่อยู่ที่นั่นจำนวนไม่น้อยมีไมตรีอันดีกับหุบเขามารเทพ” อูหลิงอวี่พูด
“ถ้าหากข้าไม่บอกว่าจะไปสำนักวิชาเทียนฝู ท่านก็จะให้ข้าไปอยู่ดีสินะ” ซือหม่าโยวเย่ว์คิดไม่ถึงว่ามารเฒ่าก็จะแนะนำให้พวกเธอไปที่สำนักวิชาเทียนฝูเช่นเดียวกัน
“เช่นนี้ก็สะดวกดีมิใช่หรือ” อูหลิงอวี่พูด “ถ้าหากเจ้าตรงไปถึงหุบเขามารเทพเลยก็ย่อมไม่จำเป็นต้องมาที่นี่อีก แต่ในเมื่อตอนนี้อยู่ที่นี่แล้ว ไปเปิดโลกทัศน์สักหน่อยก็มีประโยชน์ต่อการพัฒนาของเจ้าเองนะ”
ซือหม่าโยวเย่ว์กลอกตาใส่เขา เธอรู้ว่าพลังยุทธ์ของเธอในตอนนี้ต่ำต้อยเป็นอย่างยิ่ง แต่ด้วยวัยเท่านี้เธอก็มาได้ถึงขนาดนี้แล้ว เธอมิได้คุยโว ระดับราชาเทพขั้นกลางวัยยี่สิบกว่าปี นอกจากพวกที่สูงส่งมาตั้งแต่เกิด เธอก็นับได้ว่าเป็นผู้ที่ร้ายกาจอย่างยิ่งแล้ว!
แต่แม้กระทั่งมารเฒ่าก็ยังประเมินสำนักวิชาเทียนฝูสูงส่งถึงเพียงนี้ ดูเหมือนว่าที่นั่นจะควรค่าให้เธอไปศึกษาจริงๆ
ทั้งสองคนไปยังโรงเตี๊ยมที่พักอาศัยกันก่อนหน้านี้ พวกเป่ยกงถังเห็นซือหม่าโยวเย่ว์กลับมาแล้วก็พากันตกใจอยู่บ้าง แต่เมื่อเห็นอูหลิงอวี่ที่อยู่ด้านหลังเธอจึงเข้าใจขึ้นมา
“ตอนแรกยังบอกว่าจะให้จือฉีเป็นคนปลอมตัวไปส่งเครื่องยา ตอนนี้ศิษย์พี่มาแล้ว จือฉีก็ไม่ต้องไปแล้ว” ซือหม่าโยวเย่ว์พูด “พรุ่งนี้ข้ากับศิษย์พี่จะไปที่ตระกูลเป่ยกง หลังจากนั้นเจ้าจงไปบอกอย่างตรงไปตรงมาว่าต้องการตัวคน จะให้ดีที่สุดก็โน้มน้าวคนที่ประมุขตระกูลเป่ยกงต้องการไปด้วยให้หมดเลย ถ้าหากพวกเขาไม่ยอมรับ พวกเราก็พาตัวพวกนางแม่ลูกออกมาต่อหน้าธารกำนัลเลย แต่มีอยู่จุดหนึ่ง พวกเจ้าจะเข้าไปในตระกูลเป่ยกงไม่ได้ อยู่ได้เพียงแค่หน้าประตูใหญ่เท่านั้น เมื่อใดที่เข้าไป ก็ไม่รู้ว่าตระกูลเป่ยกงจะใช้วิธีการเหี้ยมโหดแบบใดในการล้างผลาญพวกเรา ดีร้ายอย่างไรข้างนอกก็มีผู้คนมามุงดูอยู่ ตระกูลเป่ยกงคงไม่กล้าลงมืออย่างโอหังตอนกลางวันแสกๆ หรอก”
“ดี” เป่ยกงถังพยักหน้ารับ “ใช่แล้ว วันนี้ตอนที่พวกเราออกไป ได้พบคนของตระกูลอิ่นด้วย”
“เกิดการปะทะกันหรือ” ซือหม่าโยวเย่ว์ขมวดคิ้ว ถ้าหากปะทะกับตระกูลอิ่นในตอนนี้คงมิใช่เรื่องดีนัก
“เปล่าหรอก” เป่ยกงถังส่ายหน้า “แต่พวกเราได้ยินพวกเขาพูดว่าท่านลุงของข้ากลับมาแล้ว ข้าว่าถ้าหากมีโอกาสได้พบหน้าเขาไม่แน่ว่าอาจจะช่วยอะไรได้บ้าง แต่ก็กลัวว่าจะขัดกันกับแผนการของเจ้า ดังนั้นจึงอยากจะบอกกับเจ้าสักรอบหนึ่งก่อน”
“เช่นนั้นคนอื่นๆ ในตระกูลอิ่นเล่า เจ้าวางแผนจะทำเช่นไร”
“เรื่องนี้ รอหลังจากช่วยท่านแม่กับน้องชายออกมาแล้วค่อยว่ากันเถิด” สำหรับตะกูลใหญ่อย่างตระกูลอิ่น ตนไม่เคยสัมผัสมาก่อนเลย จะมีหรือไม่มีก็ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องอะไรกัน พอถึงตอนนั้นค่อยดูว่าท่านแม่จะว่าอย่างไร
“ท่านลุงผู้นั้นของเจ้าคงจะใส่ใจท่านแม่เจ้ามากจริงๆ ถ้าหากให้เขาช่วยออกหน้ากดดันตระกูลเป่ยกงให้ คงจะเป็นประโยชน์ไม่น้อยเลยทีเดียว” ซือหม่าโยวเย่ว์พูด “เช่นนั้นวันนี้พวกเราหาเวลาไปพบเขากันสักหน่อยดีกว่า”
“ดี” เป่ยกงถังรับคำด้วยรอยยิ้ม
ยามราตรี เป่ยกงถังและซือหม่าโยวเย่ว์ รวมทั้งอูหลิงอวี่ออกไปจากโรงเตี๊ยมด้วยกัน ตรงไปยังตระกูลอิ่นที่อยู่ทางตอนเหนือของเมือง
อิ่นฮ่าวกำลังฝึกยุทธ์อยู่ภายในห้อง ทันใดนั้นก็รู้สึกว่าภายในห้องมีลำแสงสายหนึ่งพุ่งมาทางตน ไร้ซึ่งแววสังหาร
เขาลืมตาก็เห็นสัตว์อสูรวิเศษที่ดูเหมือนลูกกลมสีดำลูกหนึ่งลอยคว้างอยู่กลางอากาศเพื่อสำรวจตน
เขาได้ติดตั้งข่ายมนตร์เอาไว้ภายในห้องก่อนเริ่มต้นฝึกยุทธ์แล้ว แล้วเจ้าตัวน้อยนี่เข้ามาได้อย่างไรกัน
“ท่านคืออิ่นฮ่าวใช่หรือไม่” เจ้าคำรามน้อยถาม
“เจ้าเข้ามาห้องข้าถึงขนาดนี้แล้ว ยังต้องถามคำถามนี้อีกหรือ” อิ่นฮ่าวมองเจ้าคำรามน้อยอย่างไร้ซึ่งความกระวนกระวาย มั่นใจว่ามันทำร้ายตนไม่ได้อย่างแน่นอน
“มีคนอยากพบเจ้าน่ะ” เจ้าคำรามน้อยพูด
“ใครกัน”
“คนที่ท่านเห็นแล้วต้องดีใจ หากไม่ได้พบต้องนึกเสียใจแน่” เจ้าคำรามน้อยพูดจบก็หมุนกายเหาะทะยานออกไปด้านนอก
อิ่นฮ่าวเห็นได้อย่างชัดเจนว่าตอนที่มันเผชิญกับข่ายมนตร์ ข่ายมนตร์นั้นเพียงแค่กระเพื่อมไหวคราหนึ่ง มันก็ออกไปเสียแล้ว คิดไปคิดมา เขาก็ตามมันออกไปในที่สุด
………………..…………………