สลับชะตา ชายามือสังหาร - ตอนที่ 491 เจ้าเป็นใคร
อิ่นฮ่าวตามเจ้าคำรามน้อยมาถึงตรอกร้างที่อยู่บริเวณใกล้ๆ ตระกูลอิ่น พอเข้าไปก็พบว่าข้างในมีคนยืนอยู่สามคน มีคนหนึ่งในนั้นที่ตนรู้จัก ก็คือผู้วิเศษแห่งตำหนักผู้วิเศษนั่นเอง
อีกสองคนที่เหลือนั้นเขาไม่รู้จัก ดูอายุอานามยังเด็กกว่ามากนัก น่าจะไม่รู้จักตน หรือว่าคนที่อยากพบตนจะเป็นอูหลิงอวี่กันเล่า
“พวกเจ้าตามหาข้า มีเรื่องอันใดหรือ”
“พวกเรามาแจ้งข่าวหนึ่งแก่ท่าน ตอนนี้อิ่นหลานยังมีชีวิตอยู่ เพียงแต่ถูกคุมขังเอาไว้เท่านั้นเอง” ซือหม่าโยวเย่ว์มองอิ่นฮ่าวพลางสังเกตสีหน้าของเขาอย่างละเอียด ก็เห็นแววพรั่นพรึงและยินดีบนใบหน้าของเขา รู้ว่าเขาตื่นเต้นดีใจจริงๆ ความวิตกกังวลเหล่านั้นจึงสลายหายไป
“สิ่งที่พวกเจ้าพูดเป็นความจริงหรือ” อิ่นฮ่าวมองพวกเขา หลังความดีใจผ่านพ้นไปแล้วก็กลับมานิ่งสงบดังเดิม เขามองคนทั้งสามอย่างระแวดระวัง “เหตุใดพวกเจ้าจึงต้องมาบอกข้าเรื่องนี้ด้วยเล่า”
“เพราะพวกเราต้องการความช่วยเหลือจากท่านน่ะสิ” ซือหม่าโยวเย่ว์พูด
“ถึงแม้ว่าพวกเจ้าจะอยู่กับผู้วิเศษแห่งตำหนักผู้วิเศษ แต่ข้าจะเชื่อได้อย่างไรว่าสิ่งที่พวกเจ้าพูดเป็นความจริง” อิ่นฮ่าวกล่าว
“ท่านน่าจะทราบว่าตอนนั้นอิ่นหลานให้กำเนิดบุตรสาวและบุตรชายอย่างละคน บุตรสาวหนีออกไปจากตระกูลเป่ยกงด้วยความช่วยเหลือของผู้อื่น” ซือหม่าโยวเย่ว์พูด
อิ่นฮ่าวขมวดคิ้ว ซือหม่าโยวเย่ว์รู้แม้แต่เรื่องนี้ ถ้าหากมิได้รู้จักพวกอิ่นหลานจริงๆ เช่นนั้นเขาก็อันตรายเกินไปแล้ว!
ซือหม่าโยวเย่ว์มองเป่ยกงถังพลางเอ่ยว่า “เจ้ายังไม่เปิดเผยตัวตนกับเขาอีกหรือ”
เป่ยกงถังสูดลมหายใจแล้วพูดว่า “ข้าก็คือบุตรสาวของอิ่นหลานที่หนีไปในตอนนั้น”
“เจ้าคือเสี่ยวถังอย่างนั้นหรือ เจ้ากับอิ่นหลานรูปโฉมไม่เหมือนกันเลย แล้วจะพิสูจน์ได้อย่างไรเล่า” อิ่นฮ่าวพูดอย่างระแวง
เป่ยกงถังลูบใบหน้าของตน ดวงตาฉายแววรังเกียจอย่างไม่ปิดบัง เพราะเธอกับบุรุษผู้นั้นคล้ายคลึงกันเป็นอย่างยิ่ง
“ท่านแม่เคยบอกข้าว่าที่ตระกูลอิ่น นางมีความสัมพันธ์อันดีกับท่านมากที่สุด ในอดีตท่านเคยพานางไปเที่ยวเล่นตามที่ต่างๆ อยู่เสมอ มีครั้งหนึ่งที่พวกท่านวิ่งเข้าไปในภูเขาแล้วถูกงูตัวหนึ่งฉกเข้า ท่านแม่เป็นผู้ขับพิษออกมาให้กับท่านด้วยตนเอง กลัวว่าจะถูกผู้อาวุโสลงโทษ พวกท่านทั้งสองจึงได้ปกปิดเรื่องนี้เอาไว้ ยังมีอีก ตอนที่พวกท่านทั้งสองยังเล็กเห็นในตระกูลเลี้ยงนกแก้วเอาไว้ตัวหนึ่ง จึงจับมาย่างกินเป็นอาหาร ซึ่งนั่นเป็นนกแก้วที่ท่านปู่น้อยของพวกท่านชอบมาก เรื่องนี้มีเพียงพวกท่านสองคนเท่านั้นที่รู้…”
“พอแล้ว!” อิ่นฮ่าวมองเป่ยกงถังอย่างตื่นเต้น เห็นนัยน์ตาของนางที่คล้ายคลึงกับนัยน์ตาคู่นั้นของน้องสาวตนจึงเข้าไปกอดนางเอาไว้อย่างดีใจ “ปีนั้นตอนที่ข้ากลับมา คนตระกูลเป่ยกงบอกว่าเจ้าหายสาบสูญไปตอนออกไปเดินเล่น ท่านแม่กับน้องชายเจ้าก็ตายไปแล้ว ตอนนั้นข้าก็เดาได้แล้วว่าพวกเจ้ามิได้มีชีวิตที่ดีในตระกูลเป่ยกง ต่อมาเมื่อสืบดูถึงได้รู้เรื่องเหล่านั้น แย่นักที่ลุงมิอาจกลับมาให้เร็วหน่อยได้ ทำให้เจ้าต้องได้รับความทุกข์ยากมากมายถึงเพียงนั้น”
“ท่านลุง ท่านแม่ยังมีชีวิตอยู่ เพียงแต่ตอนนั้นกลัวว่าท่านจะตามเกาะแกะไม่เลิกรา ดังนั้นจึงได้บอกว่าท่านแม่กับน้องชายตายไปแล้ว” ตั้งแต่เล็กจนโต นอกจากมารดาแล้วเป่ยกงถังก็ไม่เคยถูกใครกอดเช่นนี้มาก่อนเลย จึงเอ่ยอย่างเคอะเขินอยู่บ้าง
“สิ่งที่เจ้าพูดเป็นความจริงหรือ ท่านแม่เจ้ายังมีชีวิตอยู่จริงๆ หรือ”
“พวกเราตรวจสอบอย่างชัดเจนแล้ว เจ้าคำรามน้อยพบท่านแม่แล้ว จึงแน่ใจว่าพวกเขายังมีชีวิตอยู่” เป่ยกงถังพูด
“พวกเราไปที่ตระกูลเป่ยกงกันตอนนี้เลย จะต้องให้พวกเขามอบตัวคนออกมาให้ได้!” อิ่นฮ่าวลากตัวเป่ยกงถังหมายจะเดินออกไป
“ท่านลุง ท่านอย่ารีบร้อนไป พวกเราไปกันเช่นนี้ พวกเขาไม่มีทางยอมรับอย่างแน่นอน” เป่ยกงถังพูด
“แต่ท่านแม่กับน้องชายเจ้ายังอยู่ที่ตระกูลเป่ยกง…”
“พวกเราคิดหาวิธีเรียบร้อยแล้ว จะต้องช่วยท่านแม่และน้องชายออกมาได้อย่างแน่นอน” เป่ยกงถังพูด “วันนี้มาพบท่านลุงก็เพราะอยากให้ท่านลุงช่วยเหลือพวกเราเรื่องหนึ่ง”
“มีสิ่งใดต้องการให้ข้าทำ พวกเจ้าจงบอกมาได้เลย…”
ผ่านไปครึ่งชั่วโมง อิ่นฮ่าวก็กลับไปยังตระกูลอิ่น ทั้งสามคนเดินทางมุ่งไปยังตอนใต้ของเมือง ต้องขอบคุณซือหม่าโยวเย่ว์ที่ตระหนักรู้วิธีการย่อแผ่นดินให้เหลือเพียงนิ้วเดียว ไม่อย่างนั้นจากตอนใต้ของเมืองไปยังตอนเหนือของเมือง หากไม่ขี่สัตว์อสูรบินได้ ย่อมไม่มีทางไปกลับได้ภายในคืนเดียวอย่างแน่นอน
ซือหม่าโยวเย่ว์ดึงตัวคนเอาไว้ด้วยมือข้างละคน เป่ยกงถังและอูหลิงอวี่ย่อมต้องมีความเร็วเท่ากันกับเธอ ถึงแม้ว่าการย่อแผ่นดินให้เหลือเพียงนิ้วเดียวนี้ยังอยู่ในขั้นเริ่มต้น แต่ระยะเวลาไปกลับรวมกับระยะเวลาที่พูดคุยกับอิ่นฮ่าวแล้วยังไม่ถึงหนึ่งคืนเลยด้วยซ้ำ
ซือหม่าโยวเย่ว์เคยเห็นคำแนะนำเกี่ยวกับการย่อแผ่นดินให้เหลือเพียงนิ้วเดียวในตำราหยั่งรู้ห้วงอากาศเล่มหนึ่ง ซึ่งอันที่จริงแล้วก็คือการวิวัฒน์จากการเคลื่อนย้ายในชั่วพริบตา ในตอนนั้นยังมิได้รู้สึกว่าล้ำเลิศสักเท่าใดนัก วันนี้ได้มาทดสอบด้วยตัวเองคราหนึ่ง จึงได้ค้นพบความร้ายกาจของมัน
เธอเพิ่งจะก้าวเข้ามาก็เดินทางในยามราตรีได้หลายพันกิโลเมตรแล้ว ถ้าหากในภายหน้าวรยุทธ์กล้าแกร่งขึ้น เช่นนั้นฟ้าดินนี้ก็คงเล็กลงไปมากแล้วสำหรับเธอ
เมื่อไปถึงตอนใต้ของเมืองแล้ว ซือหม่าโยวเย่ว์จึงปล่อยคนทั้งสองแล้วเอ่ยว่า “พวกท่านกลับไปก่อนเถิด”
“โยวเย่ว์ เจ้าไม่กลับไปพร้อมกันกับพวกเรา จะไปที่ไหนหรือ” เป่ยกงถังถาม
“ข้ามีธุระส่วนตัวต้องไปจัดการน่ะ” ซือหม่าโยวเย่ว์พูดจบก็ใช้การย่อแผ่นดินให้เหลือเพียงนิ้วเดียวจากไปอีกครั้ง
เป่ยกงถังเห็นอูหลิงอวี่มองเงาหลังของซือหม่าโยวเย่ว์ที่จากไปด้วยความเข้าใจ จึงเอ่ยว่า “ท่านรู้ว่านางจะไปที่ใดอย่างนั้นหรือ”
“รู้สิ” อูหลิงอวี่เอ่ยตอบอย่างเรียบเรื่อย
“เช่นนั้นเหตุใดท่านจึงไม่อยู่กับนางเล่า”
“นางก็บอกแล้วว่าจะไปเอง ต่อให้ข้าพูดนางก็ไม่ให้ข้าไปด้วยหรอก” อูหลิงอวี่พูดจบก็เข้าไปภายในโรงเตี๊ยม ไปยังห้องเดิมของซือหม่าโยวเย่ว์
เขาไม่ถามเรื่องเหล่านั้น เพราะเขาเชื่อว่าจะต้องมีสักวันที่นางจะบอกตน
ซือหม่าโยวเย่ว์มาถึงยังเบื้องหน้าโรงเตี๊ยมอีกแห่งที่อยู่ห่างออกไปหลายช่วงถนน พลางมองห้องติดถนนที่จุดตะเกียงสว่างห้องหนึ่งอย่างเงียบเชียบไม่เอ่ยวาจา
“เฟิงเอ๋อร์…” เธอมองเงาร่างบนหน้าต่างพลางส่งเสียงพึมพำ
“เย่ว์เย่ว์ คนผู้นั้นใช่เฟิงจริงๆ หรือไม่” เจ้าคำรามน้อยยังคงมีขนดำขลับ เย่ว์เย่ว์บอกว่าก่อนที่เรื่องราวจะเสร็จสิ้นลง มันจะต้องมีสภาพเช่นนี้ไปตลอด
สภาพเช่นนี้ช่างน่าเกลียดนัก ไม่น่าอภิรมย์เลยแม้แต่น้อย มันก็ยังชอบสภาพขาวสะอาดของตนมากกว่าอยู่ดี
แต่มันยังไม่กล้าเอ่ยถึงเรื่องนี้กับซือหม่าโยวเย่ว์ในตอนนี้ เพราะมันเข้าใจดีว่าตอนนี้เธอมีความรู้สึกเช่นไร
“เจ้าได้กลิ่นเฟิงเอ๋อร์แล้วหรือยัง”
เจ้าคำรามน้อยส่ายหน้า แต่สภาพดำเมี่ยมนั้นทำให้มองไม่เห็นหัวของมันในความมืดแล้ว
“กลิ่นอายก็ไม่เหมือนกันด้วย…” ซือหม่าโยวเย่ว์เงยหน้าขึ้นมองเงาร่างนั้นอีกครั้ง นัยน์ตาฉายแววผิดหวัง
คนผู้หนึ่งเปลี่ยนแปลงรูปลักษณ์ได้ เปลี่ยนเสียงได้ แต่ยากนักที่จะเปลี่ยนแปลงกลิ่นอายได้
“บางทีเขาอาจจะพกสิ่งของที่เปลี่ยนแปลงกลิ่นอายได้เหมือนเจ้าก็ได้นะ” เจ้าคำรามน้อยเอ่ยโน้มน้าว
ซือหม่าโยวเย่ว์ชะงักไปแล้วจึงค่อยนึกขึ้นมาได้ว่าแหวนที่อูหลิงอวี่มอบให้ตนนั้นก็เปลี่ยนแปลงกลิ่นอายของตนได้เช่นกัน บางทีอีกฝ่ายก็อาจจะเปลี่ยนแปลงกลิ่นอายเช่นเดียวกัน ทำให้เจ้าคำรามน้อยจำเขาไม่ได้
“เอี๊ยด…”
หน้าต่างถูกผลักเปิดออกในทันใด ชายหนุ่มสวมหน้ากากจึงได้เผชิญหน้ากับเธออีกครั้งในตอนนี้เอง
เขารู้นานแล้วว่าเธออยู่ข้างนอก แต่ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดเขาจึงเกิดความรู้สึกอันบอกไม่ถูกกับคนข้างนอกผู้นี้ ดังนั้นเขาจึงมิได้มีความเคลื่อนไหวใดๆ อย่างฉับพลัน
“เฟิงเอ๋อร์…ใช่เจ้าหรือไม่” ซือหม่าโยวเย่ว์กระซิบพึมพำกับตนเอง
ชายหนุ่มสวมหน้ากากร่างกายสั่นเทิ้ม ทันใดนั้นแววตาก็แปรเปลี่ยนไป เขาทะยานตรงลงมาจากหน้าต่าง มายังข้างกายซือหม่าโยวเย่ว์ แล้วคว้าลำคอเธอมาบีบเอาไว้ อุณหภูมิหนาวเหน็บราวกับน้ำแข็งหมื่นปีก็มิปาน
“เจ้าเป็นใคร” น้ำเสียงแหบพร่าของเขาส่งคำถามที่ราวกับมาจากอเวจีออกมา
……………………………………