สลับชะตา ชายามือสังหาร - ตอนที่ 492 ปฏิเสธว่ารู้จักกัน
ซือหม่าโยวเย่ว์หลุบสายตาลงมองมือที่เต็มไปด้วยบาดแผล คล้ายกับว่ามือนี้มิได้กำลังบีบคอตนอยู่ มิได้เป็นผู้ที่กุมความเป็นความตายของตนเอาไว้
“เจ้าเป็นใคร” ชายหนุ่มสวมหน้ากากถามซ้ำอีกครั้ง มือออกแรงมากขึ้นอีกจนซือหม่าโยวเย่ว์หายใจไม่ออกอยู่บ้าง
“ซีเหมินเฟิง…” เธอพ่นออกมาสามพยางค์อย่างยากลำบาก กลิ่นอายของอีกฝ่ายแปรเปลี่ยนไปในทันที ระเบิดความบ้าคลั่งออกมา
“เจ้าเป็นใครกัน ใครเป็นคนส่งเจ้ามา หากเจ้าไม่บอก ข้าจะฆ่าเจ้าแล้วนะ!”
“ปล่อยเย่ว์เย่ว์นะ!” เจ้าคำรามน้อยเห็นว่าอีกฝ่ายเอาจริง คอของซือหม่าโยวเย่ว์แทบจะถูกเขาบีบจนหักอยู่แล้ว ขาเล็กป้อมเตะทีหนึ่งแล้วพุ่งเข้าโจมตีอีกฝ่าย
“ปัง…”
คนผู้นั้นโบกมือคราหนึ่ง เจ้าคำรามน้อยไม่เพียงแต่จะทำร้ายเขาไม่ได้เท่านั้น แต่กลับถูกเขาโยนออกไปไกลแล้วกระแทกลงบนกำแพงอย่างแรง กำแพงนั้นถูกกระแทกแรงเสียจนเกิดเป็นรูขนาดเท่ากำปั้น
“เจ้าคำรามน้อย!” ซือหม่าโยวเย่ว์เห็นเจ้าคำรามน้อยถูกทำร้ายจนลอยออกไป จึงร้องอย่างเป็นกังวลออกมา สองมือคว้ามือของคนผู้นั้นเอาไว้แล้วอาศัยชั่วขณะที่เขาตกตะลึงอยู่ ร่างกายขยับอย่างชาญฉลาดแล้วขยับออกมาจากการพันธนาการของเขา
“เย่ว์เย่ว์… เจ้าคำรามน้อย…” ชายหนุ่มถอยหลังไปสองก้าวอย่างไม่ตั้งใจพลางมองซือหม่าโยวเย่ว์อย่างไม่อยากจะเชื่อ
“โฮก…”
เจ้าคำรามน้อยวิ่งกลับมาในชั่วพริบตา มันแปลงร่างกลับเป็นร่างจริงแล้วคำรามใส่ชายหนุ่มสวมหน้ากากก่อนจะพุ่งเข้าใส่อย่างรวดเร็ว
เมื่อชายหนุ่มผู้นั้นเห็นร่างจริงของเจ้าคำรามน้อยแล้วก็ตกตะลึงจนลืมเคลื่อนไหว จนกระทั่งมันมาถึงตรงหน้าจึงยื่นมือข้างหนึ่งมาคว้าตัวมันเอาไว้ แต่คราวนี้มิได้โยนมันออกไปอีกแล้ว
“สภาพอย่างเจ้าในตอนนี้ย่อมมิใช่คู่ต่อสู้ของข้าอยู่แล้ว” เขาพูดด้วยน้ำเสียงแหบพร่า
“ต่อให้มิใช่คู่ต่อสู้ของเจ้า ข้าก็ต้องปกป้องเย่ว์เย่ว์อยู่ดี!” เจ้าคำรามน้อยพยายามขยับตัว แต่จนใจที่พลังยุทธ์ของอีกฝ่ายแข็งแกร่งเกินไป ต่อให้เป็นตอนที่มันสมบูรณ์ดีก็ยังมิใช่คู่ต่อสู้ของเขาอยู่ดี ยิ่งไม่ต้องพูดถึงตอนนี้ที่ได้รับบาดเจ็บแล้วยังมิได้ฟื้นฟูอย่างสมบูรณ์เลย
“พวกเจ้าไปเถิด” ชายหนุ่มสวมหน้ากากเก็บพลังของตนกลับมา พอพูดกับซือหม่าโยวเย่ว์จบแล้วก็จากไป
“ซีเหมินเฟิง เจ้าจำข้าได้แล้ว เหตุใดจึงไม่ยอมรับข้าเล่า” ซือหม่าโยวเย่ว์ตะคอก
ชายหนุ่มสวมหน้ากากฝีเท้าหยุดชะงัก เขาพูดอย่างเรียบเรื่อยโดยไม่หันมาว่า “เจ้าพูดอะไรของเจ้า ข้าไม่รู้จักเจ้า เจ้าก็อย่ามาหาข้าอีกเลยนะ”
“ทุกครั้งที่เจ้าพูดโกหก เจ้าจะใช้นิ้วหัวแม่มือขวาไปกดนิ้วนางเอาไว้” ซือหม่าโยวเย่ว์พูด “แม้จะผ่านมานานปีถึงเพียงนี้แล้ว ความเคยชินนี้ของเจ้าก็ยังคงไม่เปลี่ยนแปลงไปเลยนะ”
มือของชายหนุ่มสวมหน้ากากหยุดชะงัก รีบคลายนิ้วหัวแม่มือที่กดนิ้วนางเอาไว้พลางรีบเดินต่อไปข้างหน้าก้าวใหญ่
“พี่หญิง เป็นท่านที่คอยปกป้องข้ามาโดยตลอด คราวนี้ขอสลับเป็นข้าปกป้องท่านบ้าง ท่านไปก่อนเถิด ข้าจะรอให้อาการบาดเจ็บของท่านหายดีก่อนแล้วกลับมาหาข้า พี่หญิง ข้าจะรอท่านนะ… ท่านจะต้องมีชีวิตอยู่ต่อไปนะ พี่หญิง ข้าจะรอท่าน ชาติหน้าข้าก็จะยังเป็นน้องชายท่านอีก…” ซือหม่าโยวเย่ว์พูดพลางหลั่งน้ำตา “วันนี้ข้ากลับมาแล้ว เหตุใดเจ้าจึงต้องแกล้งทำเป็นไม่รู้จักข้าด้วยเล่า”
ขณะนี้ใบหน้าภายใต้หน้ากากก็หลั่งน้ำตาเต็มหน้าเช่นกัน มือทั้งสองของเขากำแล้วคลาย คลายแล้วกำอยู่หลายครั้ง ในท้ายที่สุดก็ยังเดินไปโดยไม่หันหน้ากลับมา
ซือหม่าโยวเย่ว์เห็นเขาจากไปจึงหลับตาลงอย่างยากจะทนรับไหว
เธอคุ้นเคยกับเขาดีเกินไป การกระทำเล็กๆ น้อยๆ ของร่างกายเขาได้เปิดเผยตัวตนของเขาไปตั้งนานแล้ว แต่เขาไม่ยอมรับตน เขาไม่ยอมรับตน…
“เย่ว์เย่ว์” เจ้าคำรามน้อยมาที่ข้างกายซือหม่าโยวเย่ว์แล้วลูบหลังเธอ
ซือหม่าโยวเย่ว์นิ่งค้างอยู่ที่เดิมครู่หนึ่งก่อนจะพลิกตัวมานั่งบนร่างของเจ้าคำรามน้อยแล้วพูดว่า “พวกเรากลับกันเถิด ไม่ต้องเร็วมากก็ได้ ค่อยๆ เดินกลับไปก็ใช้ได้แล้ว”
“ได้สิ” เจ้าคำรามน้อยไม่พูดไม่จาอย่างหาได้ยากยิ่ง มันพาซือหม่าโยวเย่ว์เดินมุ่งหน้าไปยังโรงเตี๊ยม
พอพวกเธอกลับไปแล้ว เสียงหนึ่งก็ดังมาจากตรงหัวมุมทางเลี้ยวพร้อมกับจ้องนิ่งไปยังเงาหลังของพวกเธอ
“พี่หญิง ขอโทษด้วย…”
“ในเมื่อนางคือพี่หญิงของเจ้า แล้วเหตุใดเจ้าจึงไม่ยอมรับนางเล่า” เสียงหนึ่งดังมาจากด้านหลัง ซีเหมินเฟิงหมุนตัวมา คงเซียงอี๋ยืนมองเขาอยู่ห่างออกไปไม่ไกล
ซีเหมินเฟิงหัวเราะขมขื่นอย่างไร้เสียง “สภาพเช่นข้าจะไปแสดงความรู้จักกับนางได้อย่างไรกัน ถ้าหากถูกกำหนดเอาไว้ให้ต้องตายอีกครั้งในเวลาอีกไม่นาน เช่นนั้นสู้ไม่ต้องรู้จักกันเลยดีกว่า”
พอพูดจบเขาก็เดินผ่านคงเซียงอี๋กลับไปยังโรงเตี๊ยม
คงเซียงอี๋มองเงาหลังของซีเหมินเฟิงพลางกำหมัดแน่น “ข้าไม่มีทางปล่อยให้เจ้าตายแน่นอน ไม่มีทาง!”
ตอนที่ซือหม่าโยวเย่ว์กลับไปถึงโรงเตี๊ยมก็เป็นเวลาใกล้ฟ้าสางแล้ว ทุกคนต่างตื่นรอเธออยู่ เมื่อเห็นเธอเข้ามาด้วยสภาพที่เพิ่งผ่านการร้องไห้อย่างเห็นได้ชัด จึงพากันกังวลใจ
“โยวเย่ว์…”
ซือหม่าโยวเย่ว์โบกมือให้เจ้าอ้วนชวีไม่ต้องพูด ไม่ต้องถาม หลังจากนั้นจึงพูดกับเป่ยกงถังว่า “ข้าจะกลับไปเดี๋ยวนี้ เจ้าอยู่รอฟังข่าวจากข้าตลอดเวลาล่ะ”
“ได้เลย” เป่ยกงถังรู้ว่าซือหม่าโยเย่ว์อารมณ์ไม่ดีจึงพยักหน้า “เจ้าไปคนเดียวหรือ ให้ศิษย์พี่เจ้าไปเป็นเพื่อนเจ้ามิดีกว่าหรือ”
“เขาน่ะหรือ” ซือหม่าโยวเย่ว์สะดุ้ง คล้ายกับว่าลืมอูหลิงอวี่ไปเสียแล้ว “ข้าจะลองไปถามเขาดูว่าเขาอยากจะไปกับข้าหรือไม่”
ประตูห้องของเธอเปิดออก อูหลิงอวี่ออกมาจากด้านในแล้วเอ่ยว่า “ข้าจะไปกับเจ้าด้วย พวกเราไปกันเถิด”
ทั้งสองคนเดินเคียงบ่ากันออกไป เพื่อช่วยเหลือแม่ลูกอิ่นหลาน เธอจึงระงับความรู้สึกภายในใจเอาไว้ชั่วคราว ตอนที่เธอไปถึงตระกูลเป่ยกง หัวใจก็สงบลงแล้วกลับมาเป็นซือเย่ว์อีกครั้ง
“คุณชายซือ เชิญขอรับ” ยามเฝ้าประตูได้รับคำสั่งมาก่อนแล้วว่าถ้าเห็นซือหม่าโยวเย่ว์เดินมาก็ให้พาไปยังห้องโถงหลัก
ตอนที่ไปนั้นเป่ยกงสยงกำลังสนทนาอยู่กับผู้อาวุโสทั้งหลายของตระกูล เมื่อได้รับรายงานว่าพวกซือหม่าโยวเย่ว์มาแล้วจึงให้คนพาเข้ามาทันที
ซือหม่าโยวเย่ว์เห็นเป่ยกงสยงจึงถามอย่างกระตือรือร้นว่า “ผู้อาวุโสตระกูลเป่ยกง เครื่องยาถูกส่งมาแล้ว พวกเราจะเริ่มหลอมยากันเมื่อใดหรือ”
“ฮ่าๆ เมื่อวานได้ยินเสี่ยวเอ๋อร์บอกว่ามีคนมาตามหาตัวคุณชายซือเย่ว์ ข้าจึงคาดเดาว่าน่าจะเป็นคนในครอบครัวของพวกท่านมาพบ” เป่ยกงสยงพูดด้วยรอยยิ้ม “ข้าได้ออกคำสั่งกับนักหลอมยาเหล่านั้นไปแล้วว่าให้พวกเขารออยู่ในห้องหลอมยา”
สายตาที่เป่ยกงสยงมองซือหม่าโยวเย่ว์นั้นร้อนระอุ เพราะวันนี้เป่ยกงเอ๋อร์นำข่าวของซือหม่าโยวเย่ว์กลับมาอย่างเหนือความคาดหมายของทุกคน
ตอนที่ได้รู้ว่าพวกเธอมาจากแดนศูนย์กลาง คนตระกูลเป่ยกงต่างก็ตื่นเต้นกันเป็นอย่างยิ่ง และยิ่งให้ความสนใจกับการหลอมยาในคราวนี้ ถ้าหากสำเร็จ ไม่แน่ว่าพวกเขาอาจได้ข้องเกี่ยวกับขุมอำนาจของแดนศูนย์กลาง
“วันนี้ยังไม่ได้” ซือหม่าโยวเย่ว์พูด “ดอกบัวเทพยดายังมาไม่ถึง ไปเก็บวันนี้ ก็ต้องเป็นวันพรุ่งนี้จึงจะมาถึง”
“เช่นนั้นพวกเรารอกันอีกวันก็ได้” เป่ยกงสยงกล่าว
“ได้ เช่นนั้นกำหนดเป็นเช้าวันมะรืนแล้วกัน” ซือหม่าโยวเย่ว์พูด “ข้าหวังว่าจะเริ่มได้ตอนเช้าวันมะรืน หวังว่าตระกูลเป่ยกงจะช่วยบอกเหล่าปรมาจารย์ให้หน่อย”
“เรื่องนี้ไม่มีปัญหาเลย” เป่ยกงสยงรับคำ “เช่นนั้นตอนนี้ข้าส่งคนพาพวกท่านไปพักผ่อนก่อนดีกว่านะ”
“ดี”
เป่ยกงอ้าวก็อยู่ที่นั่นด้วยพอดี เป่ยกงสยงจึงให้เขาส่งพวกซือหม่าโยเย่ว์ไปพักผ่อน
ซือหม่าโยวเย่ว์มิได้พูดจามากมายตลอดทาง ตอนที่ผ่านเรือนร้างหลังนั้น ซือหม่าโยวเย่ว์ก็หยุดลงแล้วเอ่ยว่า “นี่คือเรือนร้างอย่างนั้นหรือ”
“ใช่แล้ว”
“ตระกูลเป่ยกงถึงกับมีเรือนร้างเช่นนี้อยู่ด้วย ดูแล้วช่างขัดหูขัดตาเสียจริง! เพราะเหตุใดจึงไม่ทุบมันแล้วสร้างเรือนใหม่เสียเล่า”
“นี่คือสถานที่ที่ภรรยาผู้ล่วงลับของข้าเคยอาศัยตอนยังมีชีวิตอยู่ หลังจากนางตายไปแล้วข้าก็เสียใจไม่น้อยจนไม่กล้ามาที่นี่ และทำใจขจัดการมีตัวตนของนางไม่ได้ด้วย ดังนั้นจึงได้ตั้งเอาไว้ต่อไปเช่นนี้ คิดไม่ถึงว่าตอนนี้จะมามีสภาพทรุดโทรมเช่นนี้ เฮ้อ หัวใจข้า…”
“คุณชายเป่ยกงกับฮูหยินคนก่อนช่างเป็นคู่สามีภรรยาที่รักใคร่กันลึกซึ้งนัก!” ซือหม่าโยวเย่ว์พูดอย่างคลุมเครือประโยคหนึ่ง “แต่เหตุใดข้าจึงได้กลิ่นหอมของยาเล่า”
…………………………………..