สลับชะตา ชายามือสังหาร - ตอนที่ 493 อยากแต่งนางเป็นภรรยา
เป่ยกงอ้าวสีหน้าแปรเปลี่ยนเล็กน้อย ลืมไปว่าซือหม่าโยวเย่ว์ก็เป็นนักหลอมยาเช่นกัน จึงรีบยิ้มแล้วพูดว่า “เป็นไปได้ว่ามีคนกำลังหลอมยาอยู่ในละแวกใกล้ๆ นี้กระมัง”
“นั่นสินะ ตระกูลนักหลอมยาย่อมมีคนหลอมยาไปทั่วทุกที่” ซือหม่าโยวเย่ว์ยิ้มออกมา ไม่ถามซักไซ้ต่ออีก ซึ่งทำให้เป่ยกงอ้าวผ่อนลมหายใจออกมา
เมื่อมาถึงที่พักของพวกซือหม่าโยวเย่ว์ เป่ยกงอ้าวก็รีบจากไปอย่างรวดเร็ว วาจาที่ซือหม่าโยวเย่ว์พูดออกมาอย่างเจตนาบ้างไม่เจตนาบ้างเหล่านั้นทำให้เขาเกิดความรู้สึกไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนอยู่บ้าง คิดว่าอีกฝ่ายค้นพบอะไรเข้าเสียแล้ว แต่การแสดงออกของซือหม่าโยเย่ว์นั้นกลับเป็นความรู้สึกอีกอย่างหนึ่ง
ซือหม่าโยวเย่ว์มองเงาหลังของเป่ยกงอ้าว เมื่อนึกถึงวาจาที่เขาพูดเมื่อครู่ ในใจก็เกิดความคลื่นเหียนขึ้นมา อยู่ในระดับเดียวกันกับเป่ยกงเอ๋อร์เลยทีเดียว
คนเป็นเช่นไรก็สอนบุตรสาวเช่นนั้นออกมาจริงๆ ด้วย!
เธอเข้าไปในเรือน ตามหาราชาพิราบอินทรี ให้เขาแสร้งทำเป็นส่งคนผู้หนึ่งกลับไป ทำท่าทีเหมือนว่าไปเก็บดอกบัวเทพยดา
ราชาพิราบอินทรีส่งสายตาให้คนผู้หนึ่ง คนผู้นั้นก็ออกไปแล้วแปลงเป็นร่างเดิมบินมุ่งออกไปนอกเมือง คนตระกูลเป่ยกงเห็นว่ามีพิราบอินทรีออกไปก็คิดว่าจะต้องไปเก็บดอกบัวเทพยดาอย่างแน่นอน จึงเชื่อเรื่องการหลอมยาของซือหม่าโยวเย่ว์อย่างสนิทใจไร้ข้อกังขายิ่งขึ้น
หลังจากซือหม่าโยวเย่ว์อธิบายให้อูหลิงอวี่และราชาพิราบอินทรีฟังเรียบร้อยแล้ว ตนก็หาม้านั่งตัวหนึ่งมานั่งลงแล้วหยิบผลไม้ทิพย์ออกมากัด
ราชาพิราบอินทรีเห็นท่าทีไม่เร่งไม่รีบของเธอจึงเอ่ยถามว่า “เจ้ามอบตำรับยาพื้นบ้านให้ตระกูลเป่ยกงแล้วจริงหรือ”
“ให้ไปแล้วล่ะ” ซือหม่าโยวเย่ว์พยักหน้า
“เจ้าช่างตัดใจได้เก่งเสียจริง”
“ข้ามิได้บอกว่าข้ามอบของจริงให้เสียหน่อย”
“ที่เจ้ามอบให้ไปเป็นของปลอมอย่างนั้นหรือ” ราชาพิราบอินทรีมองซือหม่าโยเย่ว์อย่างประหลาดใจ “พวกเราก็อยู่ด้วยตอนที่เจ้ามอบตำรับยาพื้นบ้านนั่นให้เขา ดูผิวเผินนั้นไม่เหมือนกับข้าวของในปัจจุบันเลย มองแล้วก็คิดว่าเป็นของโบราณ”
“ของพรรค์นั้นทำปลอมขึ้นมาได้” ซือหม่าโยวเย่ว์พูด “แต่ตำรับยาพื้นบ้านนั้นแทบจะแยกของจริงของปลอมไม่ออกเลย ไม่อย่างนั้นจะหลอกตาเฒ่าเหล่านั้นได้อย่างไรกัน ข้าก็แค่แก้ไขภายในนั้นเล็กน้อย ความต่างเพียงคืบเดียวสร้างความเสียหายนับพันลี้ พวกเขาจะทำได้เพียงแค่จ้องมองตำรับยาพื้นบ้านนั่นด้วยความเป็นกังวลไปตลอดกาล”
ราชาพิราบอินทรีมองซือหม่าโยวเย่ว์อย่างจนคำพูด ผ่านไปครู่หนึ่งจึงเอ่ยว่า “ว่ากันว่ามนุษย์นั้นแสนเจ้าเล่ห์ ตอนนี้ดูเหมือนว่าจะเป็นเช่นนั้นจริงๆ เสียด้วย”
“ผิดแล้ว” มือของซือหม่าโยวเย่ว์ที่ถือผลไม้ทิพย์อยู่ชูนิ้วชี้ขึ้นแกว่งไปมาแล้วพูดว่า “มนุษย์มิได้เจ้าเล่ห์ไปเสียทุกคนหรอก มีบางคนที่เจ้าเล่ห์ มีบางคนที่ใสซื่อบริสุทธิ์ มีบางคนที่บางเวลาก็ใสซื่อ บางเวลาก็เจ้าเล่ห์”
ราชาพิราบอินทรีพยักหน้า “มนุษย์นี่ช่างซับซ้อนเสียจริง”
“ตรงนี้ท่านพูดถูกแล้ว” ซือหม่าโยวเย่ว์กัดผลไม้ทิพย์คำหนึ่ง “เทียบกับความโหดเหี้ยมและเรียบง่ายของสัตว์อสูรวิเศษแล้ว มนุษย์นั้นซับซ้อนกว่ามาก แต่ถ้าหากเจ้าคลุกคลีกับมนุษย์มากพอก็จะพบว่าความจริงแล้วมนุษย์นั้นน่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง”
ราชาพิราบอินทรีส่ายหน้า มิได้เห็นด้วยกับวาจาของซือหม่าโยวเย่ว์เลย แค่คลุกคลีกับซือหม่าโยเย่ว์ก็เพียงพอที่จะรู้ถึงความเจ้าเล่ห์ของมนุษย์แล้ว เขาจึงไม่มีความคิดที่จะคลุกคลีกับมนุษย์อีกต่อไป พอเรื่องนี้สิ้นสุดลงแล้วเขาก็จะพาพวกกลับไป
ซือหม่าโยวเย่ว์เห็นท่าทีของราชาพิราบอินทรีก็รู้แล้วว่าเขามิได้มีความคิดเช่นนี้ แต่ตนเพียงแค่มาที่นี่เพื่อเสาะหาความช่วยเหลือเท่านั้น ที่ผู้อื่นยอมช่วยตนนั้น ถึงแม้จะเป็นเพราะเห็นแก่หน้าเจ้าวิหคน้อย แต่ก็เป็นน้ำใจไมตรีอย่างหนึ่ง เธอจึงมิอาจบีบบังคับผู้อื่นได้
“ใช่แล้ว หลังจากเรื่องราวเสร็จสิ้น พวกท่านก็อย่าเพิ่งกลับกันไปก่อนล่ะ รั้งอยู่สักระยะหนึ่งก่อนเถิด” เธอพูด
ราชาพิราบอินทรีพยักหน้า เขาได้ฟังการวิเคราะห์ของซือหม่าโยวเย่ว์ก่อนหน้านี้แล้ว เรื่องนี้อาจเกี่ยวพันถึงสามขุมอำนาจใหญ่แห่งเมืองชิวเย่ว์ ถึงเวลานั้นถ้าหากเกิดการต่อสู้ขึ้น ตนก็ยังต้องออกหน้าปกป้องความปลอดภัยของพวกเขา
ยามราตรี ซือหม่าโยวเย่ว์ได้ให้เจ้าคำรามน้อยไปยังห้องขังอีกครั้ง เพื่อให้แน่ใจในสถานการณ์ของอิ่นหลานและเป่ยกงหัง ระหว่างนั้นก็บอกพวกเขาด้วยว่าวันรุ่งขึ้นเป่ยกงถังจะมาบอกที่ตระกูลว่าต้องการตัวคน นางจะพาพวกเขาออกไปให้ได้ ให้พวกเขาเตรียมตัวเอาไว้ให้ดี
เอาละ อันที่จริงแล้วพวกเขาก็มิได้มีสิ่งใดที่จำเป็นต้องเตรียม แค่เตรียมใจให้พร้อมก็ใช้ได้แล้ว
หลังจากเจ้าคำรามน้อยถ่ายทอดคำพูดแล้วก็จากไป ทิ้งคู่แม่ลูกที่ตื่นเต้นไม่น้อยเอาไว้
และในขณะนี้เอง ในเรือนใหญ่อีกแห่งของตระกูลเป่ยกง เป่ยกงเอ๋อร์กำลังปรึกษาธุระอยู่กับบิดามารดาของตน
กู่อวิ๋นเอ๋อร์ขมวดคิ้วมองบุตรสาวของตนพลางเอ่ยว่า “เจ้าอยากจะอยู่ร่วมกับเขาจริงๆ น่ะหรือ”
เป่ยกงเอ๋อร์พยักหน้าอย่างแน่ใจ “ท่านแม่ ท่านคิดดูสิว่าเขาเป็นถึงคนที่มาจากแดนศูนย์กลาง ถ้าหากข้าติดตามเขาไปได้จริง ข้าก็ตามเขาไปยังแดนศูนย์กลางพร้อมกันได้แล้วมิใช่หรือ ส่วนพวกท่านก็เชื่อมสัมพันธ์กับทางนั้นได้ด้วย ท่านแม่ นี่เป็นโอกาสอันดีเชียวนะ! นอกจากนี้เขายังมีบุคลิกโดดเด่นนิสัยอ่อนโยน อยู่ร่วมกับคนเช่นนี้ได้ก็เป็นสิ่งที่ข้ากระหายแม้ในความฝันแล้วมิใช่หรือ”
“แต่ว่าถ้าหากเจ้าไปไกลถึงเพียงนั้น แม่อยากจะพบเจ้าสักคราก็คงเป็นเรื่องยากนัก” กู่อวิ๋นเอ๋อร์มองบุตรสาวตนอย่างมิอาจตัดใจ
เป่ยกงเอ๋อร์เผยสีหน้าไม่พอใจ “ท่านแม่ ระหว่างการพบข้าได้บ่อยๆ กับการที่ให้ข้าเดินไปได้ไกลขึ้น ท่านคิดว่าจุดใดสำคัญกว่ากันเล่า ท่านแม่ ท่านมิอาจฉุดรั้งความสุขชั่วชีวิตของบุตรสาวท่านเพียงเพราะท่านตัดใจไม่ลงหรอกนะ ค่อยว่ากันเถิด ข้าจากไปแล้วก็ยังมีน้องชายอยู่อีกมิใช่หรือ เขาอยู่เป็นเพื่อนข้างกายท่านก็มิได้แตกต่างกันหรอก”
“ลูกอยากจะไปก็ให้นางไปเถิดน่า” เป่ยกงอ้าวคอยช่วยอยู่ข้างๆ เขาเอ่ยว่า “ลูกชอบพอทั้งที ข้าว่าซือเย่ว์ก็ดูไม่เลวเลยนะ คู่ควรกับเสี่ยวเอ๋อร์ของพวกเรา ค่อยว่ากันเถิด ถ้าหากสร้างสัมพันธ์กับแดนศูนย์กลางได้ สถานะของพวกเราตระกูลเป่ยกงก็จะยิ่งสูงขึ้นไปอีก เจ้าดูสิว่าแม้วังคุนหยวนและตระกูลเป่ยกงจะอยู่ด้วยกันมาตั้งนานแล้ว เหตุใดตลอดมาจึงยังไม่ลงมือกับตระกูลอิ่นเสียทีเล่า ก็เพราะพวกเขามีความสัมพันธ์กับขุมอำนาจของแดนศูนย์กลาง ถ้าหากพวกเรามีความสัมพันธ์กับทางนั้นได้ด้วยเช่นกัน ก็ล้างผลาญตระกูลอิ่นได้ นี่มิใช่ความปรารถนาของมารดาเจ้าเช่นเดียวกันหรือ”
“ก็ใช่อยู่หรอก ท่านแม่ ท่านดูสิว่าท่านพ่อเข้าใจเรื่องราวดีกว่าเยอะเลย” เป่ยกงเอ๋อร์ได้ฟังวาจาของเป่ยกงอ้าวแล้วจึงพูดด้วยรอยยิ้ม
“เฮ้อ ในเมื่อพวกเจ้าคิดเช่นนี้กันทั้งคู่ เช่นนั้นก็ตามใจพวกเจ้าแล้วกัน” กู่อวิ๋นเอ๋อร์พูดอย่างจนใจ
“เช่นนั้นพรุ่งนี้พ่อจะไปถามหยั่งเชิงซือเย่ว์ผู้นั้นให้ ดูว่าเขามีความคิดในทางนี้บ้างหรือไม่” เป่ยกงอ้าวเอ่ย
“ขอบคุณท่านพ่อ เช่นนั้นข้าขอตัวกลับก่อนนะ” เป่ยกงเอ๋อร์จากไปอย่างเบิกบานใจ
ไม่ว่าซือเย่ว์จะมีความคิดมาในทางนี้หรือไม่ นางก็จะต้องกลายเป็นผู้หญิงของเขาให้จงได้ ถ้าเขาเต็มใจก็ดีไป แต่ถ้าหากไม่ยอม นางก็จะสร้างโอกาสให้เขาไม่แต่งงานกับตนไม่ได้
“เข้ามานี่ที”
“เจ้าค่ะ คุณหนู”
“ไปหาตัวท่านยายซุนให้ข้าที บอกว่าข้าต้องการยาอย่างว่า ให้นางเตรียมเอาไว้ให้ข้าสองเม็ด…”
เช้าวันรุ่งขึ้น เป่ยกงอ้าวก็มาพบซือหม่าโยวเย่ว์ ให้คนมาเชิญเธอไปดื่มน้ำชา
ซือหม่าโยวเย่ว์ไม่รู้ว่าเป่ยกงอ้าวผู้นี้คิดอะไรอยู่ จึงได้ตามผู้ที่มาเรียกตัวไป
“คุณชายซือเย่ว์ เชิญนั่ง” เป่ยกงอ้าวผายมือเชิญซือหม่าโยวเย่ว์ให้นั่งลงยังที่นั่งฝั่งตรงข้ามตน
ซือหม่าโยวเย่ว์นั่งลงอย่างไม่เกรงใจพลางเอ่ยว่า “ไม่ทราบว่าคุณชายเป่ยกงเรียกข้ามาทำไมหรือ”
“ฮ่าๆ ก็ไม่มีอะไรหรอก ก็แค่ท่านพ่อและท่านปู่ข้ามอบหมายให้ข้าสร้างไมตรีระหว่างดินแดนให้มากเท่าที่จะมากได้ ข้าเองคิดว่าค่อนข้างถูกชะตากับคุณชายซือเย่ว์ ก็เลยอยากจะเชิญท่านมาดื่มชาสักหน่อย” เป่ยกงอ้าวพูดด้วยรอยยิ้ม “นี่คือชาโสมมังกรหยกภูเขาหิมะที่ซื้อมาจากแดนศูนย์กลาง คุณชายซือเย่ว์ลองชิมดูสิ”
“คุณชายเป่ยกงเกรงใจเกินไปแล้ว ถึงแม้ว่าชาโสมมังกรหยกภูเขาหิมะนี้จะมิใช่โสมคนที่แท้จริง แต่มีชื่อเสียงเพราะเติบโตอยู่ในละแวกเดียวกันกับโสมคน ทั่วทั้งภูเขาหิมะปีหนึ่งมิได้มีมากมายสักเท่าใดนัก คิดไม่ถึงว่าจะได้มาดื่มที่นี่” เธอพูดพลางดื่มชาอึกหนึ่งแล้วเอ่ยชมว่า “ชาชั้นยอด!”
เป่ยกงอ้าวได้ยินซือหม่าโยเย่ว์พูดเช่นนี้ก็ยิ้มอย่างมีความสุขยิ่งขึ้น ชาโสมมังกรหยกภูเขาหิมะนี้ คนทั่วไปได้ยินชื่อแล้วต่างต้องคิดว่าเป็นโสมคนแน่ มีเพียงแค่คนของแดนศูนย์กลางเท่านั้นที่จะรู้ถึงเนื้อแท้ของมัน อีกฝ่ายพูดออกมาได้อย่างคล่องปาก ดูเหมือนว่าจะออกมาจากแดนศูนย์กลางจริงๆ