สลับชะตา ชายามือสังหาร - ตอนที่ 494 สะอิดสะเอียนจะแย่แล้ว
วัตถุประสงค์หนึ่งที่เขานำชาโสมมังกรหยกภูเขาหิมะออกมาในวันนี้ก็คืออยากจะพิสูจน์ว่าซือหม่าโยวเย่ว์ใช่คนของแดนศูนย์กลางหรือไม่ ถ้าหากว่าใช่ ก็ไม่มีทางที่จะไม่รู้ความแตกต่างข้อนี้
“คุณชายซือเย่ว์ดูเยาว์วัยยิ่งนัก ไม่ทราบว่าอายุอานามเท่าใดแล้วหรือ”
ซือหม่าโยวเย่ว์ก้มหน้าดื่มชา นัยน์ตากะพริบวาบ ถามอายุเธออย่างนั้นหรือ เจ้าชายโสมมผู้นี้คิดจะทำอะไรหรือ คงมิได้คิดจะยกบุตรสาวให้แต่งงานกับตนหรอกกระมัง
นึกถึงประโยคที่ถามตอนนั้นว่าสุราหรือเสี่ยวเอ๋อร์กันแน่ที่งดงาม ร่างกายเธอก็สั่นสะท้านโดยไม่รู้ตัว
“ยี่สิบห้าแล้ว”
“ยี่สิบห้าหรือ” เป่ยกงอ้าวมองซือหม่าโยวเย่ว์ อายุยี่สิบห้าปีก็กล้าขึ้นเหนือล่องใต้เช่นนี้แล้ว ในภายหน้าจะต้องเป็นบุคคลผู้ยิ่งใหญ่อย่างแน่นอน “ปีนี้บุตรสาวคนเล็กข้าก็อายุได้ยี่สิบสาม จะว่าไปแล้วอายุของพวกท่านก็ไม่ได้ต่างกันมากนัก”
“แหะๆ…” เธอไม่อยากรับปาก จึงได้แต่หัวเราะ
“ไม่ทราบว่าคุณชายซือเย่ว์แต่งงานแล้วหรือยัง” เป่ยกงอ้าวถามอีกครั้ง
ซือหม่าโยวเย่ว์สะอิดสะเอียนจนแทบไม่ไหว พึมพำอยู่ในใจว่าเหตุใดพวกเป่ยกงถังจึงยังไม่มากันสักที
“ข้ายังไม่ได้แต่งงานหรอก” ซือหม่าโยวเย่ว์พูด “บิดามารดาข้าบอกไว้ว่าข้ายังเยาว์วัยอยู่ จิตใจยังไม่แน่วแน่ เรื่องการแต่งงานนั้นยังเร็วเกินไป สำหรับผู้ฝึกยุทธ์อย่างพวกเรา แต่งงานตอนอายุร้อยปีก็ยังเร็วเกินไปเลย ข้ายังไม่อยากให้หญิงสาวสักคนมาเกาะแกะข้าเร็วถึงเพียงนั้น อยู่คนเดียวอย่างอิสระดีกว่า!”
เป่ยกงอ้าวก็มิใช่คนโง่ รู้ว่าซือหม่าโยวเย่ว์ผู้นี้กำลังปฏิเสธตนอยู่ แต่เมื่อเห็นเป่ยกงเอ๋อร์ที่อยู่ชั้นบนฝั่งตรงข้ามไม่พอใจจึงได้แต่ยิ้มแล้วพูดว่า “โบราณกล่าวไว้ว่าจะสร้างครอบครัว ต้องสร้างครอบครัวก่อนแล้วค่อยสร้างกิจการ สำหรับบุรุษน่ะ ไม่ต้องพูดถึงเรื่องช้าเร็วหรอกนะ”
“ในบ้านยังมีผู้ที่สูงวัยกว่าตั้งหลายคน พวกเขายังไม่รีบเลย ข้าก็ยิ่งไม่ต้องรีบ ข้ายังอยากอาศัยโอกาสตอนที่ยังเยาว์วัยเดินทางไปทั่วทุกหนแห่งในใต้หล้า!” ซือหม่าโยวเย่ว์พูด
“แหะๆ…” เป่ยกงอ้าวก็ไม่รู้ว่าจะพูดกับซือหม่าโยวเย่ว์เช่นไรดีแล้ว เขาพูดเสียจนชัดแจ้งถึงเพียงนี้แล้วตนจะตามตอแยต่อไปได้อีกหรือ
เขามองสีหน้าบุตรสาวปราดหนึ่งแล้วลอบถอนหายใจอยู่ในใจก่อนจะพูดต่อไปด้วยรอยยิ้มว่า “ความจริงแล้วที่เชิญท่านมาดื่มน้ำชาในวันนี้ ข้าก็มีเรื่องอยากจะปรึกษากับคุณชายสักเล็กน้อย”
ซือหม่าโยวเย่ว์เลิกคิ้ว “เรื่องการหลอมยาเกิดปัญหาใดขึ้นอย่างนั้นหรือ”
“มิใช่ มิใช่” เป่ยกงอ้าวเงยหน้าขึ้นแล้วพูดว่า “เรื่องเป็นเช่นนี้ บุตรสาวคนเล็กของข้าถูกใจคุณชายตั้งแต่แรกพบ ข้าจึงได้ทำหน้าหนามาถามความเห็นของท่านสักเล็กน้อย”
ซือหม่าโยวเย่ว์เบิกตาโต เขาอยากจะมาเสนอเรื่องการแต่งงานกับตนจริงๆ เสียด้วย! น่าสะอิดสะเอียนจะตายอยู่แล้ว!
“แค่กๆ ข้าได้ยินมาว่าคุณชายเป่ยกงมีบุตรสาวสองคน คนหนึ่งชื่อเป่ยกงถัง อีกคนชื่อเป่ยกงเอ๋อร์ ไม่ทราบว่าข้าได้รับความพิศวาสจากคุณหนูคนใดหรือ”
เป่ยกงอ้าวได้ยินชื่อเป่ยกงถังแล้วชะงักไป จากนั้นก็ขมวดคิ้ว อีกฝ่ายรู้เรื่องของเป่ยกงถังได้อย่างไร จะต้องมีคนคอยเป็นพรายกระซิบอยู่เบื้องหลังอย่างแน่นอน! ดูท่าทางจะต้องสะสางกับคนที่อยู่เรือนด้านหลังสักหน่อยแล้ว
ซือหม่าโยวเย่ว์พูดต่อไปโดยไม่รอให้เขาตอบ “แต่ไม่ว่าจะเป็นใคร ข้าก็ไม่อยากแต่งด้วยทั้งสิ้น คงต้องผิดต่อความรักของคุณหนูเสียแล้ว”
“บุตรสาวคนเล็ก…” เป่ยกงอ้าวคิดจะพยายามเพื่อบุตรสาวของตนอีกสักหน่อย จะชื่นชมว่าบุตรสาวของตนล้ำเลิศเพียงใด แต่ยังไม่ทันได้พูด ยามรักษาการณ์ผู้หนึ่งก็วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาแล้วกระซิบวาจาหลายประโยคข้างหูเขา
“อะไรนะ สิ่งที่เจ้าพูดเป็นความจริงหรือ” เป่ยกงอ้าวมองยามรักษาการณ์อย่างพรั่นพรึง
“ใช่ขอรับ ตอนนี้มาออกันอยู่ที่หน้าประตูแล้ว ท่านประมุขตระกูลบอกให้คุณชายรีบไปขอรับ” ยามรักษาการณ์เอ่ยตอบ
“คุณชายซือเย่ว์…”
“ในเมื่อคุณชายเป่ยกงมีธุระ ข้าก็ขอกลับก่อนละนะ” ซือหม่าโยวเย่ว์ลุกขึ้นพูด
“ได้ ข้าจะให้คนไปส่งท่านกลับ” เป่ยกงอ้าวโบกมือ สาวใช้ผู้หนึ่งก็เดินเข้ามานำทางซือหม่าโยวเย่ว์จากไป
เป่ยกงเอ๋อร์ที่อยู่ชั้นบนได้ยินคำปฏิเสธของซือหม่าโยวเย่ว์ก็เกิดเพลิงโทสะขึ้นในใจ นึกถึงยาที่สาวใช้ของตนนำกลับมาเมื่อวานขึ้นมาจึงพูดว่า “เดิมทีมิได้คิดจะใช้ไม้นี้กับท่าน ท่านบีบบังคับข้าเองนะ!”
“คุณหนู แย่แล้วเจ้าค่ะ แย่แล้วเจ้าค่ะ!” สาวใช้ข้างกายเป่ยกงเอ๋อร์กระวีกระวาดวิ่งขึ้นมาข้างบนพลางร้องตะโกนอย่างตื่นตระหนก
“หุบปาก ข้ารู้น่าว่าแย่แล้ว!” เป่ยกงเอ๋อร์ตะคอกใส่สาวใช้
สาวใช้ชะงักค้างอยู่ตรงนั้นครู่หนึ่ง คุณหนูรู้เรื่องที่เกิดขึ้นข้างนอกนั่นแล้วหรือ แต่คุณหนูอยู่ที่เรือนด้านหลังตลอดแล้วรู้เรื่องที่เกิดขึ้นข้างหน้าได้อย่างไรเล่า
เป่ยกงเอ๋อร์เห็นสาวใช้นิ่งค้างไม่พูดจา จึงตะคอกใส่ว่า “มัวนิ่งอยู่ตรงนั้นทำไมกันเล่า ยังไม่รีบยกน้ำมาให้คุณหนูเช่นข้าอีกหรือ!”
“เจ้าค่ะๆๆ บ่าวจะไปเดี๋ยวนี้เลยเจ้าค่ะ!” สาวใช้รีบออกจากห้องไปต้มน้ำชา
ผ่านไปครู่หนึ่งสาวใช้ก็ยกน้ำชาถ้วยหนึ่งเข้ามาก่อนจะวางลงบนโต๊ะแล้วเอ่ยว่า “คุณหนู เชิญดื่มชาเจ้าค่ะ”
เป่ยกงเอ๋อร์ยกถ้วยน้ำชาขึ้นมาแล้วใช้ฝาถ้วยกวาดใบชาสองรอบพลางเอ่ยว่า “ท่านพ่อออกไปอย่างลุกลี้ลุกลน เกิดเรื่องอันใดขึ้นอย่างนั้นหรือ”
“คุณหนูมิได้ทราบแล้วหรอกหรือเจ้าคะ” สาวใช้กล่าว
“คุณหนูเช่นข้ามิได้ออกไป แล้วจะรู้ได้อย่างไรเล่า” เป่ยกงเอ๋อร์ด่าทอ
“แต่เมื่อครู่ตอนบ่าวเข้ามาบอกว่าแย่แล้ว คุณหนูบอกว่าท่านรู้แล้วว่าเกิดเรื่องแย่ขึ้น…” สาวใช้พูดอย่างเสียใจ
“ยังจะมีหน้ามาเถียงอีกหรือ” เป่ยกงเอ๋อร์ยื่นมือข้างหนึ่งมาบีบแขนของสาวใช้เอาไว้พลางออกแรงบิด “พูดมาสิว่าเรื่องอะไร”
“เจ้าค่ะ เจ้าค่ะ เป่ยกงถังกลับมาแล้ว บอกว่าจะมาพาตัวมารดาและน้องชายของนางไป โวยวายอยู่หน้าประตูใหญ่น่ะเจ้าค่ะ!” สาวใช้พูด
“เพล้ง…” เป่ยกงเอ๋อร์ขว้างถ้วยน้ำชาร้อนระอุในมือใส่ร่างสาวใช้แล้วลุกขึ้นตะโกนว่า “เรื่องสำคัญถึงเพียงนี้ เหตุใดเจ้าจึงไม่รีบพูดมาเสียตั้งแต่เนิ่นๆ เล่า นางคนไร้ประโยชน์!”
พอพูดจบนางจึงรีบออกไป
สาวใช้เปลี่ยนเสื้อผ้าไม่ทัน จึงได้แต่ใช้พลังวิญญาณทำให้เสื้อผ้าที่เปียกชื้นบนตัวแห้งแล้วรีบออกไป
ยังดีที่ทุกคนเป็นผู้ฝึกยุทธ์ทั้งหมด แผลน้ำร้อนลวกแค่นี้ไม่ถือว่าสาหัส
ซือหม่าโยวเย่ว์เดินตามสาวใช้ผู้นั้นไปยังที่พัก ในตอนที่เดินผ่านเรือนร้างหลังเล็ก เธอก็เดินมาด้านหลังสาวใช้แล้วหยิบยาวิเศษออกมา สาวใช้ผู้นั้นได้กลิ่นหอมอย่างหนึ่ง ยังไม่ทันคิดให้ละเอียดลออก็ล้มลงหมดสติไปเสียแล้ว
ซือหม่าโยวเย่ว์เก็บร่างสาวใช้ผู้นั้นเข้าไปภายในเจดีย์วิญญาณ หลังจากนั้นจึงหยิบหินแม่ลูกออกมาติดต่อกับอูหลิงอวี่แล้วเรียกเจ้าคำรามน้อยออกมาผสานร่างกับมันก่อนจะหายตัวเข้าไปภายในเรือน
ซือหม่าโยวเย่ว์เดินเข้าไปภายในลานบ้านแล้วเรียกตัวผึ้งแดงที่เฝ้าอยู่ที่นี่กลับมา หลังจากนั้นจึงเข้าไปในเรือน หาอุโมงค์ทางเดินใต้ดินจนพบแล้วเดินเข้าไปอย่างราบรื่น
อุโมงค์ทางเดินมืดเกินไป เธอจึงจุดไฟขึ้นกองหนึ่ง ให้มันเบิกทางอยู่ข้างหน้า ตรงไปยังด้านข้างห้องขังทั้งสองนั้น
อิ่นหลานและเป่ยกงหังได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวมาก่อนแล้ว เมื่อเห็นซือหม่าโยวเย่ว์เข้ามาโดยใช้เปลวเพลิงนำ ก็พากันลุกขึ้นยืน
“ท่านป้า ข้ามาช่วยพวกท่านออกไป ตอนนี้ข้าจะทำลายโซ่ตรวน พวกท่านถอยไปก่อน” ซือหม่าโยวเย่ว์พูดพลางรวบรวมพลังวิญญาณออกมาแล้วโจมตีเข้าใส่โซ่ตรวน แต่นอกจากจะเกิดร่องรอยเพียงเล็กน้อยแล้วโซ่ตรวนนั้นก็มิได้พังทลายลงแต่อย่างใด
“พวกเขาสร้างห้องขังนี้ขึ้นโดยใช้เหล็กน้ำแข็งกาฬหมื่นปี คนทั่วไปย่อมมิอาจทำลายได้อยู่แล้ว แม้แต่ข้าก็ไม่ได้เช่นกัน” อิ่นหลานพูด “ข้าลืมเรื่องนี้ไปได้อย่างไรกัน มิอาจทำลายโซ่ตรวนนี้ได้ พวกเราก็ออกไปไม่ได้”
“ไม่เป็นไร” ซือหม่าโยวเย่ว์พูดพลางจุดเปลวเพลิงของเพลิงชาดขึ้นมาแล้วเผาที่ด้านล่างของโซ่ตรวน ไม่นานนักโซ่ตรวนนั้นก็หลอมละลาย
“เคร้ง…”
เธอถอดโซ่ตรวนออกแล้วเปิดประตูพลางเอ่ยว่า “ท่านป้า ท่านออกไปก่อนเถิด” พอพูดจบเธอจึงไปเผาโซ่ตรวนของเป่ยกงหังด้วย
อิ่นหลานไม่รู้ว่าเปลวเพลิงของซือหม่าโยวเย่ว์นั้นคือเปลวเพลิงอะไร นางรวบรวมสติแล้วออกมาจากประตู
หลังจากช่วยคนทั้งสองออกมาแล้ว เธอก็พาพวกเขาวิ่งตรงไปยังทางออก
………………………………….