สลับชะตา ชายามือสังหาร - ตอนที่ 495 เรื่องของตระกูลเป่ยกง (1)
พวกเขามาถึงบริเวณทางออกอย่างรวดเร็ว ซือหม่าโยวเย่ว์หายตัวออกไปก่อน หลังจากนั้นจึงแยกร่างกับเจ้าคำรามน้อยก่อนจะถอยไปด้านข้าง เจ้าคำรามน้อยวิ่งไปถึงบริเวณทางออกแล้วยื่นอุ้งเท้าไปวางบนข่ายมนตร์ ข่ายมนตร์นั้นก็กลายเป็นรัศมีหมุนวนสีฟ้า
“ท่านป้า พวกท่านขึ้นมาได้แล้ว”
อิ่นหลานรู้ว่าที่นี่มีข่ายมนตร์อยู่ ก่อนหน้านี้ยังคิดอยู่เลยว่าจะใช้วิธีใดออกมาจากข่ายมนตร์ คิดไม่ถึงว่าเจ้าคำรามน้อยเพียงแค่แตะเบาๆ ข่ายมนตร์ก็ไร้ประโยชน์เสียแล้ว
เพราะถูกขังอยู่ใต้ดินมาโดยตลอด ดังนั้นตอนที่ออกมาซือหม่าโยวเย่ว์จึงให้พวกเขาหลับตาพร้อมหยิบผ้าแถบสองเส้นออกมาให้พวกเขาคาดตาด้วย
“ตอนนี้เป่ยกงอยู่ที่ประตูใหญ่ พวกเราออกไปกันเดี๋ยวนี้เลย” ซือหม่าโยวเย่ว์พูด
ถึงแม้ว่าทั้งสองคนจะหลับตาอยู่ แต่สติรับรู้ของอิ่นหลานนั้นแข็งแกร่ง นางนำเป่ยกงหังตามซือหม่าโยวเย่ว์ไปอย่างไร้ซึ่งอุปสรรคใดๆ
พวกเขาเดินไปถึงด้านนอกเรือนก็เห็นอูหลิงอวี่และราชาพิราบอินทรีรอพวกเขาอยู่ที่ด้านนอก บนพื้นมีคนตระกูลเป่ยกงนอนอยู่หลายคน
ซือหม่าโยวเย่ว์แย้มยิ้ม “ขอบคุณพวกท่านมาก”
“ไปกันเถิด ข้างนอกวุ่นวายจะแย่อยู่แล้ว” อูหลิงอวี่พูด
ประตูใหญ่ตระกูลเป่ยกงครึกครื้นเป็นอย่างยิ่งตั้งแต่ครึ่งชั่วโมงก่อน ผู้คนที่ดูละครอยู่รอบๆ มีความสุขกับการได้รู้เรื่องอื้อฉาวของตระกูลเป่ยกงเมื่อครู่ ทำให้ตระกูลเป่ยกงเสียหน้าจนหมดสิ้น
หลังจากที่เป่ยกงถังเตรียมการกับทุกคนเสร็จเรียบร้อยเมื่อเช้า นางก็มาถามหาคนที่ตระกูลเป่ยกงก่อนตามที่ซือหม่าโยวเย่ว์บอก คนกลุ่มหนึ่งมาออกันที่ประตูทางเข้าตระกูลเป่ยกงอย่างแน่นขนัด
เป่ยกงถังยืนอยู่หน้าประตูใหญ่พลางมองดูอักษรตัวโตสองตัวที่เขียนว่าเป่ยกง ความคิดนับร้อยพันแล่นผ่านอยู่ชั่วขณะหนึ่ง
นางเดินผ่านประตูใหญ่นี้น้อยครั้งจนนับนิ้วได้ ก่อนอายุสามขวบตอนที่มารดาของตนยังเป็นภรรยาของเป่ยกงอ้าวเคยพาตนเดินผ่านสองครั้ง หลังจากที่กู่อวิ๋นเอ๋อร์เข้าบ้านมาแล้วนางก็ไม่เคยเหยียบย่างออกจากที่นี่อีกเลย ส่วนตอนที่หลบหนีนั้นนางออกไปทางภูเขาด้านหลัง
บ้าน เป็นคำที่อบอุ่น แต่ที่นี่กลับไม่เคยให้ความอบอุ่นแก่นางเลย
ยามรักษาการณ์เห็นกลุ่มพวกเขายืนอยู่ที่หน้าประตูใหญ่ จึงเอ่ยถามด้วยสีหน้าเย็นชาว่า “พวกเจ้าเป็นใครกัน”
เป่ยกงถังเก็บงำความรู้สึกของตนแล้วพูดกับยามรักษาการณ์ว่า “ข้าต้องการพบเป่ยกงอ้าว!”
“เจ้าเป็นใครกัน นามของคุณชายอ้าวเป็นสิ่งที่เจ้าเรียกได้อย่างนั้นหรือ” ยามรักษาการณ์ผู้นั้นตวาดใส่เป่ยกงถัง
“ข้าเป็นใครนั้นไม่ต้องให้พวกเจ้ามาถามหรอก รีบไสหัวไปรายงานให้ข้าเสีย ถ้าหากสิบนาทีแล้วยังไม่มีการตอบรับ ข้าก็จะทำลายสิงโตหินนั่นของพวกเจ้าเสีย” เป่ยกงถังเหลือบมองสิงโตหินสองตัวที่อยู่หน้าประตูใหญ่
“เจ้าคนโอหัง ถึงกับกล้ามาเกะกะระรานที่หน้าประตูบ้านตระกูลเป่ยกง มานี่ มาจับตัวพวกเขาที!” ยามรักษาการณ์หนึ่งในนั้นตะโกน
ยามเฝ้าประตูมิได้มีพลังยุทธ์แข็งแกร่งมากนักอยู่แล้ว ต่างก็เป็นเพียงแค่บุคคลระดับราชาเทพขั้นต้นเท่านั้น ยังไม่ถึงสองนาที คนหกคนก็ถูกโจมตีจนนอนเกลื่อนกลาดบนพื้น
เมื่อได้ยินความเคลื่อนไหวด้านนอก ก็มีคนหลายคนวิ่งออกมาจากประตูใหญ่แล้วปะทะกับพวกเป่ยกงถัง
“มีเรื่องอันใดกันน่ะ” ชายที่ดูอายุอยู่ในวัยกลางคนผู้หนึ่งเดินออกมาจากประตูใหญ่ เมื่อเห็นยามรักษาการณ์ถูกโจมตีจนนอนเกลื่อนพื้น จึงขมวดคิ้วหมายจะด่าทออีกฝ่าย แต่ในขณะที่เห็นเป่ยกงถังก็ตกตะลึงไป “คุณหนูถังหรือ”
ผู้ที่ออกมาก็คือพ่อบ้านของตระกูลเป่ยกง ย่อมต้องรู้จักเป่ยกงถังอยู่แล้ว ตอนที่นางหนีไปนั้นอายุได้สิบกว่าปีแล้ว รูปลักษณ์จึงค่อนข้างเหมือนเดิม ตอนนี้เครื่องหน้าขยายออก แต่ก็ยังมิได้แตกต่างไปจากตอนที่หนีไปมากนัก
“พ่อบ้านว่าน ท่านมาพอดีเลย รบกวนท่านช่วยรายงานเป่ยกงอ้าวให้ทีว่าข้าเป่ยกงถังกลับมาแล้ว ข้าต้องการพาตัวท่านแม่และน้องชายข้าไป” เป่ยกงถังพูด
“คุณหนูถังหรือ” เดิมทีผู้คนที่มุงดูความวุ่นวายอยู่รอบๆ คิดว่าจะต้องถูกทำร้ายจนเละเสียแล้ว แต่ตอนนี้ดูเหมือนจะไม่ใช่เสียแล้ว!
พ่อบ้านว่าน ออกคำสั่งกับคนข้างๆ คนผู้นั้นรีบเข้าไปรายงาน เขาประสานมือคารวะเป่ยกงถังแล้วเอ่ยว่า “คิดไม่ถึงว่าคุณหนูถังจะยังมีชีวิตอยู่ ในเมื่อกลับมาบ้านแล้ว เหตุใดจึงยังมัวอยู่ข้างนอกเล่า โปรดตามข้าเข้าไปดีกว่า พวกท่านพ่อของท่านคิดถึงท่านยิ่งนักตลอดหลายปีมานี้”
เป่ยกงถังหัวเราะอย่างเย้ยหยันแล้วเอ่ยว่า “พวกเขาคิดถึงข้ามากจริงๆ สินะ เพียงแต่ความคิดถึงนี้เป็นความรู้สึกชนิดใด เกรงว่าคงจะมีเพียงพวกท่านเท่านั้นที่รู้ ในเมื่อตอนนั้นข้าหลบหนีออกมา ก็ไม่คิดจะเหยียบย่างเข้าไปในประตูใหญ่บานนี้อีกแล้ว”
“คุณหนูถัง ตัดกระดูกก็ยังเหลือเส้นเอ็น ถึงอย่างไรท่านก็เป็นคุณหนูของตระกูลเป่ยกงอยู่ดี ถึงแม้ว่าตอนนั้นจะทำเรื่องไม่ดีเอาไว้มาก แต่ตระกูลก็ไม่มีทางตำหนิท่าน ยังคงเต็มใจให้ท่านกลับมา ท่านมาก่อความวุ่นวายอยู่ตรงนี้เช่นนี้ เคยนึกถึงตระกูลบ้างหรือไม่” พ่อบ้านว่านพูด
“หึๆ…” เป่ยกงถังมองพ่อบ้านว่าน “พ่อบ้านว่าน ปากนี้จะพูดอะไรก็พูดได้ทั้งนั้นแหละ ความสามารถในการพูดกลับดำเป็นขาว กลับแดงเป็นเขียวมิได้ลดน้อยถอยลงไปจากตอนนั้นเลยสักนิดเดียว ข้าก็ไม่อยากเปลืองน้ำลายกับท่านหรอก เป้าหมายที่ข้ามาในวันนี้ก็เพื่อมาพาตัวท่านแม่และน้องชายข้าไป”
“คุณหนูถัง เรื่องนี้เกรงว่าคงจะไม่ได้จริงๆ มารดาและน้องชายท่านตายไปตั้งแต่เมื่อหลายปีก่อนแล้ว” พ่อบ้านว่าพูดอย่างเศร้าสร้อย “ก่อนที่พวกเขาจะตายยังได้บอกกับคุณชายอ้าวเอาไว้ว่าถ้าหากมีวันใดที่ท่านกลับมา จะต้องดูแลท่านเป็นอย่างดี วันนี้ท่านกลับมาแล้ว จะไม่เข้ามาในบ้านได้อย่างไรกัน”
ถ้าหากมิใช่เพราะรู้อยู่ก่อนแล้วว่าพวกอิ่นหลานยังมีชีวิตอยู่ เห็นท่าทีเศร้าโศกเช่นนั้นของเขา ไม่แน่ว่าเป่ยกงถังอาจจะเชื่อคำพูดของเขาจริงๆ ก็ได้ ถึงจะไม่เป็นเช่นนั้น ผู้คนที่มาดูความคึกคักเหล่านั้นก็เชื่อไปแล้ว
“คุณหนูถัง คงจะมิใช่เป่ยกงถังบุตรสาวที่คุณหนูตระกูลอิ่นให้กำเนิดหลังจากแต่งงานกับเป่ยกงอ้าวหรอกกระมัง ได้ยินว่าทำเรื่องชั่วช้าแล้วไม่อยากรับการลงโทษจึงแอบหลบหนีไปหรอกหรือ เหตุใดวันนี้จึงกลับมาเสียแล้วเล่า”
“เจ้าไม่ได้ยินว่านางมารับตัวมารดาและน้องชายหรอกหรือ เฮ้อ น่าเสียดายที่คนตายไปหมดแล้ว ตอนนี้กลับมาก็ไม่มีประโยชน์แต่อย่างใด”
“ถ้าหากกลับมาก่อนหน้านี้สักหลายปี ไม่แน่ว่าอาจยังได้พบหน้ากันสักคราหนึ่ง”
เป่ยกงถังยืนอยู่ตรงตำแหน่งห่างจากประตูใหญ่ตระกูลเป่ยกงสิบเมตร ปล่อยให้พ่อบ้านว่านพูดไป นางก็ยังไม่ขยับตัว ไม่ยอมเข้าไปในบ้าน ทำให้พ่อบ้านว่านเกิดเพลิงโทสะลุกโชนในใจ
เขาคิดไม่ถึงว่าเป่ยกงถังหนีไปหลายปีถึงเพียงนี้แล้วจะยังกลับมาอีก อีกทั้งยังวางท่าใหญ่โตว่าต้องการตัวคนด้วย เดิมทีคิดว่าเป็นเพียงแค่เด็กสาวผู้หนึ่งเท่านั้น ขอเพียงแค่หลอกล่อให้เข้ามาในประตูได้ จะจัดการเช่นไรก็ขึ้นอยู่กับพวกเขาแล้วมิใช่หรือ จะทำให้พิการ ฆ่าทิ้ง หรือคุมขัง พวกเขาจะพูดเช่นไรโลกภายนอกก็ย่อมเชื่อตามนั้น แต่นางไม่ยอมเข้าประตูมา ทำให้แผนการของเขาต้องหยุดพักเอาไว้ก่อน
ผ่านไปครู่หนึ่งก็มีคนเดินออกมาจากตระกูลเป่ยกงหลายคน เมื่อเห็นว่าด้านนอกเต็มไปด้วยผู้คนที่กำลังชี้มือชี้ไม้ไปทางตระกูลเป่ยกง เป่ยกงสยงที่นำทางมาก็มีสีหน้าไม่น่าดูอย่างยิ่ง
“ทำบ้าอะไรกันอยู่ที่หน้าประตูน่ะ เข้ามาคุยกันข้างให้หมด!”
เป่ยกงถังมองเป่ยกงสยง หลายปีผ่านไป ผู้ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นท่านปู่ผู้นี้มิได้เปลี่ยนแปลงไปเลยสักนิดเดียว ยังคงวางอำนาจ เอาแต่ตนเป็นที่ตั้ง สำหรับคำพูดเมื่อครู่ของเขา นางก็ทำเป็นหูทวนลม ไม่ตอบสนองเลยแม้แต่น้อย
“เป่ยกงถังเป็นถึงคุณหนูรุ่นสี่ของตระกูล หากเจ้ายังเป็นเช่นนี้อีกก็จงระวังกฎของตระกูลเอาไว้ให้ดี!”ผู้อาวุโสผู้นั้นตะคอก
“ข้ามิได้ถูกพวกท่านลบชื่อออกจากตระกูลตั้งนานแล้วหรือ ตอนนี้ข้ามิใช่คุณหนูของตระกูลพวกท่านแล้ว ยังคิดจะใช้กฎตระกูลกับข้าอีกหรือ” เป่ยกงถังเผชิญหน้ากับพวกเขาโดยไม่หวั่นกลัวเลยแม้แต่น้อย พลางพูดช้าๆ ชัดๆ ทีละคำว่า “ข้าบอกแล้วว่าหลังจากที่ข้าหนีออกจากตระกูลเป่ยกงก็ไม่คิดจะเหยียบย่างเข้าไปในประตูใหญ่ตระกูลเป่ยกงอีก วันนี้ข้ามาหาท่านแม่และน้องชายข้า พวกท่านมอบตัวพวกเขาออกมาเสียจะเป็นการดีที่สุด ไม่อย่างนั้นต่อให้ต้องสูญเสียอย่างหนักทั้งสองฝ่าย ข้าก็จะต้องทำให้ตระกูลเป่ยกงย่อยยับให้ได้!”
…………………………………….