สลับชะตา ชายามือสังหาร - ตอนที่ 496 เรื่องของตระกูลเป่ยกง (2)
สีหน้าของเป่ยกงสยงไม่น่าดูยิ่งกว่าเดิม นานปีถึงเพียงนี้ยังไม่มีใครกล้าพูดเช่นนี้กับเขามาก่อนเลย! โดยเฉพาะบรรดาเด็กรุ่นหลังแต่ละคนเมื่ออยู่ต่อหน้าเขาต่างก็แสดงความว่าง่ายเชื่อฟัง เขาเพิ่งเคยเห็นคนที่ต่อล้อต่อเถียงหรือแม้กระทั่งข่มขู่อย่างนางเป็นคนแรก!
ก่อนหน้านี้เขาเคยเห็นเด็กสาวผู้นี้มาก่อนแล้ว ถึงแม้ว่าจะมีอุปนิสัยดื้อดึงแต่ก็มิได้แข็งกร้าวเช่นนี้ หนีออกไปตั้งหลายปีก็ยังเปลี่ยนไปบ้างเล็กน้อย
แต่เขาไม่ชอบจุดนี้เลยสักนิด!
“พ่อบ้านว่านบอกเจ้าแล้วว่าท่านแม่และน้องชายเจ้าตายไปตั้งแต่เมื่อหลายปีก่อนแล้ว เจ้าตอแยต่อไปอีกก็ไม่มีประโยชน์หรอก! ถ้าหากเจ้ายังอยากเป็นคนตระกูลเป่ยกงก็จงเข้ามาเสีย อย่าทำให้ข้าขายขี้หน้าผู้คนอยู่ข้างนอกนั่นอีก!” เขาตำหนิ
“ข่าวที่ท่านแม่ข้าตายนั้นเป็นเพียงแค่ข้ออ้างที่พวกท่านนำมาหลอกท่านลุงข้าเมื่อหลายปีก่อนเท่านั้นมิใช่หรือ ท่านคิดว่าข้าจะเชื่อหรือไร” เป่ยกงถังมองเป่ยกงสยง “ท่านว่าคำพูดนี้ ตัวท่านเองเชื่อหรือไม่เล่า”
“นั่นคือเรื่องจริง!”
“เรื่องจริงหรือ เรื่องจริงก็คือตอนนั้นพวกท่านวางแผนชั่วต่อท่านแม่ข้า ให้นางแต่งงานกับเป่ยกงอ้าว พยายามเค้นเคล็ดลับการหลอมยาของตระกูลอิ่นจากนาง น่าเสียดายที่ท่านแม่ข้ารู้ทันหัวใจจิ้งจอกของพวกท่าน ตลอดมาจึงไม่เคยมอบเคล็ดวิชาลับให้กับพวกท่านเลย ดังนั้นจึงถูกพวกท่านทรมานด่าว่ากดดันมาตลอดหลายปีนี้” เป่ยกงถังพูดด้วยรอยยิ้มเย็น “ผ่านไปหลายปีพวกท่านก็พบว่าไม่มีทางได้เคล็ดวิชาลับจากท่านแม่ข้ามาครองแน่ จึงให้เป่ยกงอ้าวไปแต่งกู่อวิ๋นเอ๋อร์บุตรสาวของประมุขวังคุนหยวนมา นับแต่นั้นชีวิตของพวกเราสามแม่ลูกก็ยิ่งยากลำบาก ได้รับคำด่าทอราวกับอาหารประจำวัน ได้รับบาดเจ็บเป็นเรื่องสม่ำเสมอ อย่าพูดเรื่องพวกนี้อีกเลย ประมุขตระกูลเป่ยกงของพวกเจ้าจะไม่รู้เรื่องพวกนี้อย่างนั้นหรือ!”
“เจ้า…นางหญิงแพศยา ข้าจะสังหารเจ้า!” เป่ยกงอ้าวมาถึงก็ได้ยินวาจาของนาง จึงโมโหจนฟาดฝ่ามือหนึ่งโจมตีเข้าใส่นาง เผิงหรงมาที่ข้างกายเป่ยกงถังอย่างรวดเร็วแล้วโบกมือคราหนึ่ง การโจมตีนั้นจึงสลายตัวไป
เป่ยกงถังมองเผิงหรงอย่างซาบซึ้ง ตอนซือหม่าโยวเย่ว์จากไปได้ทิ้งเผิงจิ่วเอ๋อร์กับเผิงหรงเอาไว้ปกป้องพวกเขาด้วย
“ทำไมเล่า ไม่อยากให้ข้าประจานเรื่องฉาวโฉ่ของพวกท่านออกสู่สาธารณะอย่างนั้นสินะ ถึงได้รีบฆ่าคนปิดปากน่ะ” นางมองเป่ยกงอ้าวที่ออกมาแล้วลงมือสังหารนางในทันใดพลางเอ่ยอย่างเย็นชาว่า “เสือร้ายยังไม่กินลูก ตอนนั้นท่านมองดูกู่อวิ๋นเอ๋อร์และเป่ยกงเอ๋อร์ลงมือสังหารข้าอย่างทองไม่รู้ร้อน วันนี้พอเห็นข้าก็ลงมือสังหารข้าทันที พูดให้ชัดเจนได้เพียงแค่ว่าท่านยังสู้สัตว์เดรัจฉานไม่ได้เลยจริงๆ!”
“นางหญิงแพศยา! ข้าให้กำเนิดนางหญิงแพศยาเช่นเจ้าออกมาได้อย่างไรกัน!” เป่ยกงอ้าวด่าทอ โมโหจนสีหน้าแดงก่ำ
“ให้กำเนิดได้อย่างไร เกรงว่าเรื่องนี้คงจะต้องถามท่านว่าตอนนั้นวางแผนจนได้ท่านแม่ข้ามาครองได้อย่างไรต่างหาก! นี่เป็นเรื่องที่ท่านรู้กระจ่างดีที่สุดมิใช่หรือ” เป่ยกงถังพูดถากถาง เมื่อเห็นใบหน้าแดงก่ำเพราะความโมโหของเป่ยกงอ้าว นางจึงแย้มยิ้มสว่างสดใส “ทำไมหรือ เห็นท่าทางโมโหเช่นนี้ของท่าน ตอนนี้นึกเสียใจที่ตอนนั้นมิอาจตัดรากถอนโคนข้าได้ใช่หรือไม่เล่า”
“ข้าจะสังหารญาติผดุงความยุติธรรมวันนี้ก็ยังไม่สายหรอก! ข้าจะทำเหมือนว่าไม่เคยให้กำเนิดนางหญิงแพศยาเช่นเจ้าออกมาเลย!”
พอพูดจบเป่ยกงอ้าวก็คิดจะลงมือสังหารเป่ยกงถังอีกครั้ง
เผิงหรงยืนอยู่ตรงหน้าเป่ยกงถัง การเคลื่อนไหวของมือเป่ยกงอ้าวชะงักค้างไปในทันใด
เพียงแค่สายตาของอีกฝ่ายก็ทำให้เขามิอาจขยับเขยื้อนได้อย่างสมบูรณ์แบบแล้ว!
“เผ่าพันธุ์วิหคสี่ปีกแห่งแคว้นหนึ่งตอนใต้” เป่ยกงสยงมองเผิงจิ่วเอ๋อร์แล้วกล่าวขึ้น
“เต่าล้านปีนี่ใช้ชีวิตอยู่มานาน ทัศนคติจึงต่างออกไปสินะ ถูกหรือไม่ จือฉี” พวกเจ้าอ้วนชวีมองดูอย่างสงบปากสงบคำมาตลอด เพิ่งจะมาส่งเสียงในตอนนี้เอง
“พรืด…” คนที่มามุงดูหัวเราะสั้นๆ กับวาจานี้ของเขา
เป่ยกงสยงมองเห็นเผิงหรงจึงเอ่ยว่า “พวกเจ้าแคว้นหนึ่งตอนใต้ช่างยื่นมือมาสอดได้ไกลเสียเหลือเกินนะ ถึงกับมาเสนอหน้าที่แดนชั้นกลางเลยทีเดียว!”
“พวกข้าบอกแล้วว่าจะสนับสนุนคุณหนูเป่ยกงให้กลับมาช่วยมารดาอย่างสุดความสามารถ” เผิงหรงพูดอย่างเย็นชา มิได้เห็นตระกูลเป่ยกงอยู่ในสายตาเลย
น้ำเสียงดูแคลนนั้นทำให้คนตระกูลเป่ยกงสีหน้าไม่น่าดูกันไปหมด ถึงแม้ว่าเผ่าพันธุ์วิหคสี่ปีกนี้จะอยู่ที่แคว้นหนึ่งตอนใต้แต่พวกเขามีพลังยุทธ์แกร่งกล้า คนทั่วไปไม่ปรารถนาจะต่อกรกับพวกเขา เคยมีคนในเจ็ดแคว้นเหนือล่วงเกินพวกเขา ผลปรากฏว่าพวกเขาโผล่มาจากทุกหนทุกแห่ง ทั้งเผ่าพันธุ์ไปยังเจ็ดแคว้นเหนือพร้อมกัน ทำเอาตระกูลของอีกฝ่ายพลิกผัน นับแต่นั้นมาชื่อเสียงของเผ่าพันธุ์วิหคสี่ปีกจึงได้เลื่องลือไปไกล
“พวกเราบอกแล้วว่าท่านแม่ของนางตายไปแล้ว พวกเจ้าต้องการคนตอนนี้ พวกเราก็มอบให้ไม่ได้อยู่ดีนั่นแหละ”
“จริงหรือ แต่ข้าได้ข่าวมาว่าพวกน้องสาวข้ายังมีชีวิตอยู่ แต่ถูกพวกเจ้าคุมขังเอาไว้ในคุกใต้ดินมานานหลายปีแล้ว” เสียงหนึ่งดังขึ้นมาจากด้านหลังฝูงชน ทุกคนจึงเปิดทางเดินให้ อิ่นฮ่าวพาคนกลุ่มหนึ่งเดินมาจากด้านหลังฝูงชน
“อิ่นฮ่าว เจ้ามาทำอะไรที่นี่!” เป่ยกงอ้าวถลึงตาใส่ผู้ที่เดินมา
“ข้าได้ยินว่าหลานสาวข้ากลับมาแล้ว มารับตัวน้องสาวข้า ข้าย่อมต้องมาดูสักหน่อยว่ามีเรื่องอันใดต้องการให้ข้าช่วยหรือไม่น่ะสิ” อิ่นฮ่าวพูด “ตอนนั้นข้าร้องขอว่าอยากจะพบน้องสาวข้า แต่พวกท่านกลับบอกว่านางตายไปแล้ว ดูเหมือนว่าตอนนั้นพวกนางคงจะถูกรังแกไม่น้อยเลยสินะ! ถึงแม้ว่าตระกูลจะโมโหที่น้องสาวข้าแต่งงานกับเป่ยกงอ้าว แต่ดีร้ายอย่างไรนางก็ยังเป็นคุณหนูของตระกูลอิ่นเรา พวกท่านควรจะอธิบายให้พวกเราฟังสักหน่อยมิใช่หรือ นอกจากนี้จงบอกมาว่าที่แท้แล้วน้องสาวข้ายังมีชีวิตอยู่หรือสิ้นลมไปแล้วกันแน่”
“ท่านลุง” เป่ยกงถังตะโกนเรียกอิ่นฮ่าว
“ดี ตาแก่หนังเหนียวตระกูลอิ่นที่คอยวุ่นวายมาตลอดหลายปีผู้นั้น ในที่สุดวันนี้ก็เลิกวุ่นวายเสียที อยากจะทำอะไรก็ปล่อยให้ทำเลย ไม่ต้องกลัวนะ มีลุงคอยประคับประคองเจ้าอยู่!” อิ่นฮ่าวตบศีรษะเป่ยกงถัง
เป่ยกงถังเกิดความรู้สึกแปลกประหลาดอย่างหนึ่งขึ้นมาในหัวใจ ไม่เหมือนกับความอบอุ่นที่ได้รับยามอยู่กับพวกโยวเย่ว์ นั่นคือความรักใคร่อาทรที่นอกจากมารดาและน้องชายแล้ว ตนรู้สึกได้ถึงความรักใคร่อาทรอีกอย่างหนึ่ง
“อิ่นฮ่าว อย่าคิดว่าเจ้าเป็นคนของขุมอำนาจแห่งหนึ่งในแดนศูนย์กลางแล้วจะมาวางท่าใหญ่โตที่นี่ได้นะ ตระกูลเป่ยกงมิได้ทำเรื่องที่ผิดต่อพวกนางแม่ลูกเสียหน่อย” คนผู้หนึ่งในตระกูลเป่ยกงตะคอก
“ใช่แล้ว เจ้าพาคนมาที่นี่ คิดจะประกาศสงครามกับพวกเราตระกูลเป่ยกงอย่างนั้นหรือ” ผู้อาวุโสคนหนึ่งพูด “กลัวแต่ว่าหากนายท่านตระกูลอิ่นทราบเข้าแล้วจะขับเจ้าออกมาจากตระกูลมาด้วยน่ะสิ!”
อิ่นฮ่าวหยิบป้ายคำสั่งอันหนึ่งออกมาแล้วพูดว่า “ข้ามาในฐานะตัวแทนตระกูลอิ่น คำพูดของข้าก็คือคำพูดของตระกูลอิ่น ผู้อาวุโสในตระกูลบอกไว้แล้วว่าถ้าหากวันนี้รับตัวน้องสาวข้ากลับไปไม่ได้ก็ให้ข้าถือป้ายคำสั่งนี้มาทุบหัวจนตายไปเสียให้สิ้นเรื่อง”
“ท่านลุง?” เป่ยกงถังมองอิ่นฮ่าวอย่างตกใจ นี่ไม่เหมือนกับที่หารือกันเอาไว้เลยนี่!
“ตอนกลับไปข้าได้พบกับผู้อาวุโสเข้า จึงได้เล่าเรื่องนี้ให้ฟัง บางทีเขาอาจจะคิดจนทะลุปรุโปร่งแล้ว และใช้ชีวิตมาจนเกิดมโนธรรมแล้ว จึงให้ข้ามารับพวกเจ้ากลับบ้าน”
กลับบ้าน… เป่ยกงถังทบทวนสองคำนี้ เป็นสองคำที่เรียบง่ายและอบอุ่นอย่างยิ่ง แต่นางกลับไม่เคยได้รู้สึกถึงมันมาก่อนเลย
“พวกเราบอกไปแล้วว่าคนตายไปแล้ว ถ้าหากพวกเจ้าไม่เชื่อ จะไปค้นหาข้างในเองก็ได้นะ” เป่ยกงสยงเอ่ยปากพูด
“พวกท่านซ่อนเอาไว้อย่างลึกลับเช่นนั้น พวกเราเข้าไปหาก็หาไม่พบหรอก แต่พวกเราได้ส่งคนไปช่วยพวกเขาออกมาแล้ว รอให้คนออกมาแล้วก็จะไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆ กับตระกูลเป่ยกงของพวกท่านอีก!” เป่ยกงถังพูด “นับจากนี้ไป พวกเรากับพวกท่านตระกูลเป่ยกงขาดกัน!”
“แกว๊กๆ…”
คล้ายกับจะเสริมคำพูดของนาง เสียงนกอินทรีร้องเสียงหนึ่งดังขึ้นมาจากบ้านตระกูลเป่ยกง จากนั้นพิราบอินทรีตนหนึ่งก็บินจากทิศทางของภูเขาด้านหลังตรงมายังประตูใหญ่ เมื่อเห็นคนที่นั่งอยู่บนนั้น พวกเป่ยกงสยงก็ม่านตาหดเล็กลงในทันใด
………………………………….