สลับชะตา ชายามือสังหาร - ตอนที่ 497 เรื่องของตระกูลเป่ยกง (3)
เมื่อเห็นคนที่อยู่บนหลังพิราบอินทรี สีหน้าของเป่ยกงเอ๋อร์ก็เปลี่ยนแล้วเปลี่ยนอีก ส่วนเป่ยกงถังนั้นหยาดน้ำตาคลอเบ้า
ซือหม่าโยวเย่ว์และคนอื่นๆ มายังทางเข้าประตูใหญ่ เมื่อเห็นคนที่มามุงดูอยู่เกือบหมื่นคนจึงยิ้มแล้วพูดว่า “เป่ยกง พวกเราพามารดาเจ้ากลับมาแล้ว”
พิราบอินทรีวางตัวพวกเขาลงบนพื้น จากนั้นจึงจำแลงกายเป็นมนุษย์ยืนอยู่ด้านหลังราชาพิราบอินทรี
“ท่านแม่!” เป่ยกงถังโผเข้าสู่อ้อมกอดของมารดาตนในทันใด
ถึงแม้ว่าบนใบหน้าของอิ่นหลานจะยังมีผ้าปิดตาคาดไว้ ถึงแม้ว่าพวกนางจะมิได้พบหน้ากันมาเนิ่นนานถึงเพียงนี้แล้ว แต่นางก็ยังจำได้ในทันที
สติรับรู้ของอิ่นหลานมาถึงระดับที่ทดแทนดวงตาได้แล้ว แต่เมื่อได้สัมผัสกับอุณหภูมิที่แท้จริงของบุตรสาวที่คิดถึงคะนึงหาอยู่ทุกวันคืน ได้ยินเสียงเรียกท่านแม่ ที่ห่างหายไปนาน นางก็ยังอดที่จะดึงผ้าปิดตาออกมามิได้
ไม่เห็นแสงตะวันมานานเกินไป ถึงแม้ว่าเมื่อครู่จะปรับตัวอยู่คู่หนึ่งแล้ว แต่ชั่วขณะที่ถอดผ้าปิดตานั้นนางก็ยังคงรู้สึกว่าแสงสว่างจ้าทิ่มแทงดวงตา จึงหรี่ตาลงตามสัญชาตญาณ
“ท่านแม่ ท่านมิได้เห็นแสงตะวันมานานปีถึงเพียงนี้ แล้วถอดผ้าปิดตาออกมาทำไมกัน” เป่ยกงถังหยิบผ้าปิดตาขึ้นมาจะปิดให้นาง
“แม่ไม่เป็นไรหรอก แสงแค่นี้ยังทนได้ แม่อยากจะเห็นหน้าเจ้าน่ะ” อิ่นหลานโคจรพลังวิญญาณขึ้นมาให้ค่อยๆ ลืมตาขึ้นมาได้อย่างช้าๆ เมื่อเห็นหน้าเป่ยกงถัง นางก็อดที่จะขอบตาแดงก่ำมิได้แล้วยื่นมือมาลูบใบหน้านางพลางเอ่ยอย่างตื่นเต้นว่า “ดี ดีมาก ในที่สุดแม่ก็ยังมีชีวิตอยู่มาจนได้เห็นหน้าเจ้า”
เป่ยกงถังยื่นมือมาแตะบนหลังมือของอิ่นหลานพร้อมกับถูใบหน้าไปมาในอุ้งมือนางพลางเอ่ยว่า “ท่านแม่ ลูกกลับมาแล้ว”
“พี่หญิง” พลังยุทธ์ของเป่ยกงหังย่ำแย่กว่ามาก ดังนั้นจึงยังไม่กล้าปลดผ้าปิดตาบนใบหน้า แต่สติรับรู้ของเขาก้าวหน้าขึ้นมาไม่น้อยตลอดหลายปีที่ถูกคุมขังนี้ ดังนั้นจึงล่วงรู้สถานการณ์ของเป่ยกงถังในตอนนี้ได้ เพียงแต่ว่ามิได้สมจริงเช่นเดียวกับที่เห็นได้ด้วยตา
เป่ยกงถังออกมาจากอ้อมกอดของอิ่นหลานแล้วโอบกอดเป่ยกงหังพลางเอ่ยว่า “น้องพี่ ลำบากเจ้าแล้ว”
ปีนั้นตอนที่ท่านอาเล็กมาหา บอกว่าพาตัวไปได้เพียงแค่คนเดียวเท่านั้น นางคิดจะให้เป่ยกงหังไป แต่ในที่สุดกลับถูกเป่ยกงหังผลักส่งไปข้างกายท่านอาเล็ก และตอนนั้นสถานการณ์ก็คับขัน ท่านอาเล็กจึงคว้าตัวนางไว้แล้วรีบหนีไป
“ข้าเชื่อมั่นอยู่ตลอดว่าพี่หญิงจะต้องกลับมาช่วยพวกเราได้แน่” เป่ยกงหังยิ้มอย่างใสซื่อ
“อืม พี่หญิงกลับมาแล้ว ในภายหน้าหากมีเรื่องอันใดก็จงยกให้พี่หญิงจัดการทั้งหมด” เป่ยกงถังปล่อยตัวเป่ยกงหัง ตบบ่าเขาด้วยรอยยิ้มที่คลอด้วยหยาดน้ำตา
ซือหม่าโยวเย่ว์ได้ฟังวาจาของเป่ยกงถังแล้วรสขมปร่าก็แผ่ซ่านในปาก เธอเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย ไม่ให้เผยอารมณ์ออกมา
เธอเองก็อยากจะพูดกับเขาเช่นกันว่าพี่หญิงกลับมาแล้ว ในภายหน้ามีเรื่องอันใดก็จงยกให้พี่หญิงจัดการ
อิ่นฮ่าวเห็นอิ่นหลานและเป่ยกงหังยังมีชีวิตอยู่ก็ตื่นเต้นเป็นอย่างยิ่ง แต่เมื่อเห็นท่าทีตื่นเต้นของเป่ยกงถัง เขาก็ได้แต่เก็บงำความตื่นเต้นนั้นเอาไว้แล้วพูดกับคนตระกูลเป่ยกงว่า “มิได้บอกว่าน้องสาวกับหลานชายข้าตายไปแล้วหรอกหรือ เช่นนั้นคนเหล่านี้คือใครกันเล่า ประมุขตระกูลเป่ยกง ตระกูลอิ่นเราต้องการคำอธิบายที่เหมาะสม!”
ผู้คนเห็นอิ่นหลานและเป่ยกงหังปรากฏตัวอย่างมีชีวิตต่อหน้าทุกคนจึงมองพวกเขาด้วยสายตาล้อเลียน เมื่อครู่บอกว่าพวกเขาตายไปแล้วตั้งสี่ห้าครั้งเป็นอย่างน้อย ท่าทีสบถสาบานก่อนหน้านี้ ตอนนี้เหมือนถูกตบหน้าเข้าอย่างจังเลยทีเดียว!
ทุกคนคล้ายจะได้ยินเสียงเพียะๆๆ
ถึงขณะนี้ตระกูลเป่ยกงก็ไร้ซึ่งข้อแก้ตัวในเรื่องนี้แล้ว ถ้าหากไม่เห็นตัวอิ่นหลานและเป่ยกงหัง พวกเขาบอกว่าตายก็คือตายไปแล้ว แต่ตอนนี้คนที่ตายไปแล้วปรากฏตัวขึ้น พวกเขาจะพูดอะไรไปก็ไร้ประโยชน์
เป่ยกงสยงส่งสายตาเคียดแค้นไปยังซือหม่าโยวเย่ว์ พลางเอ่ยถามว่า “คุณชายซือเย่ว์ ท่านหมายความว่าอย่างไรกัน”
พวกเขาปฏิบัติต่อซือหม่าโยเย่ว์อย่างรักษามารยาทในฐานะแขกผู้ทรงเกียรติ แต่อีกฝ่ายกลับทำเรื่องเช่นนี้ออกมาได้ ชัดเจนอย่างยิ่งว่าเข้ามาในบ้านตระกูลเป่ยกงด้วยเจตนาไม่บริสุทธิ์
ซือหม่าโยวเย่ว์ตอบรับด้วยรอยยิ้ม “ประมุขตระกูลเป่ยกง ข้ามิได้ชื่อซือเย่ว์ ข้าคือซือหม่าโยวเย่ว์ เป็นสหายที่เติบโตขึ้นมาพร้อมกับเป่ยกงถังตั้งแต่เด็ก”
อธิบายเช่นนี้ ยังมีอะไรไม่เข้าใจอีกเล่า
“ยาวิเศษเป็นของปลอม” เป่ยกงสยงมองเธออย่างชิงชัง
“ไม่อย่างนั้นพวกท่านจะยอมให้พวกเราเข้าไปได้อย่างไรกันเล่า ถ้าหากไม่เข้าไปแล้วพวกเราจะช่วยพวกนางแม่ลูกออกมาได้อย่างไรกัน” ซือหม่าโยวเย่ว์พูดอย่างเรียบเรื่อย
คนตระกูลนี้ช่างหน้าหนาเสียจริง ตอนนี้สิ่งที่คิดอยู่นั้นมิใช่ว่าจะอธิบายกับสาธารณชนอย่างไร หากแต่เป็นการตำหนิเธอที่เป็นผู้ช่วยคนออกมา
“ราชาพิราบอินทรี เผ่าพันธุ์พิราบอินทรีของท่านไม่ไปมาหาสู่กับมนุษย์มาตั้งแต่ไหนแต่ไร เหตุใดจึงยอมเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดกับคนต่ำช้าพรรค์นี้กันเล่า”
ราชาพิราบอินทรีเหลือบตามองเป่ยกงสยงปราดหนึ่ง “ข้าทำตามองค์ราชาของข้าน่ะสิ”
“องค์ราชา…หรือว่าจะเป็นวิหคยักษ์ปีกทองที่ปรากฏตัวขึ้นที่แคว้นหนึ่งตอนใต้ก่อนหน้านี้กันเล่า!” มีผู้อาวุโสคนหนึ่งพูดขึ้น
“พวกเจ้าตระกูลเป่ยกงคิดจะปิดบังตระกูลอิ่นเราไปจนถึงเมื่อใดกัน” อิ่นฮ่าวสีหน้าเย็นชาพร้อมกับแผ่ไอหนาวเหน็บเสียดกระดูกขุมหนึ่งออกมาด้วย “เมื่อหลายปีก่อนข้าถามหาน้องสาวและหลานชายข้า พวกเจ้าบอกว่าพวกเขาตายไปแล้ว แต่ตอนนี้พวกเขากลับมีชีวิตอยู่ดีตรงหน้าข้า! เป่ยกงสยง ข้าเคารพที่เจ้าเป็นประมุขของตระกูลหนึ่ง แต่ถ้าหากเจ้าให้คำอธิบายที่เหมาะสมไม่ได้ ตระกูลอิ่นเราย่อมไม่มีทางปล่อยเรื่องนี้ไปง่ายๆ แน่!”
“อิ่นหลานแต่งงานเข้าตระกูลเป่ยกงเราตั้งแต่เมื่อยี่สิบกว่าปีก่อนแล้ว ดังนั้นจึงเป็นคนของตระกูลเป่ยกงเรา พวกเราจะจัดการกับคนภายในตระกูลเช่นไร จำเป็นต้องรายงานคนนอกอย่างพวกเจ้าด้วยหรือ” เป่ยกงสยงพูดจาแข็งกร้าวเพื่อชิงความได้เปรียบก่อน
“ท่านแม่ข้าตกหลุมพรางพวกเจ้าจึงได้แต่งงานกับเป่ยกงอ้าว ส่วนเป่ยกงอ้าวก็มิได้มีความรักผูกพันฉันสามีภรรยากับท่านแม่ข้ามาตั้งแต่แรกแล้ว จึงมิใช่คนตระกูลเป่ยกงของพวกเจ้ามาตั้งแต่ต้น!” เป่ยกงถังพูดพลางมองเป่ยกงสยง
“ได้ยินแล้วหรือไม่ น้องสาวข้าไม่ใช่คนตระกูลเป่ยกงเจ้ามาตั้งแต่แรกแล้ว แต่พวกเจ้าตระกูลเป่ยกงกลับทรมานและคุมขังพวกเขามาโดยตลอด วันนี้พวกเจ้าจะต้องหาคำอธิบายมาให้ข้า มิฉะนั้นตระกูลอิ่นเราไม่มีทางรามือจากพวกเจ้าแน่!”
“ท่านพี่…” อิ่นหลานเห็นอิ่นฮ่าวเป็นเช่นนี้จึงเรียกอย่างหวั่นไหวเสียงหนึ่ง
“เจ้าอย่ากลัวไปเลย ตาเฒ่านั่นให้ข้ามาพาเจ้ากลับไป จะไม่ละเลยพวกเจ้าอีกต่อไปแล้วล่ะ” อิ่นฮ่าวกล่าว
สำหรับตระกูลอิ่น อิ่นหลานมิได้มีความโกรธเคืองอะไรมากมาย ถึงอย่างไรตอนนั้นตนก็เป็นผู้ยืนกรานว่าจะแต่งงานกับเป่ยกงอ้าวเอง คนเหล่านั้นในตระกูลเคยพูดเอาไว้ตั้งแต่ตอนนั้นแล้วว่าถ้าหากนางแต่งงานให้กับเป่ยกงอ้าว เช่นนั้นนางจะเป็นหรือตายก็ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับตระกูลอิ่นอีกต่อไป และยิ่งไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าอิ่นฮ่าวจะมาช่วยตนในฐานะตัวแทนตระกูลอิ่น
“เป่ยกง ในเมื่อช่วยคนออกมาได้แล้วพวกเราก็กลับกันก่อนดีกว่านะ” ซือหม่าโยวเย่ว์พูด
“ดี”
เป้าหมายที่พวกเขามาในวันนี้ก็เพื่อพาตัวคนกลับไป เดิมทีกังวลว่าพลังยุทธ์ของพวกเขาจะแข็งแกร่งไม่พอ ถึงได้ลากตระกูลอิ่นมาด้วย ให้มีหลักประกันมากขึ้นอีกหน่อย แต่ตอนนี้เขาพามาทั้งตระกูลอิ่น เช่นนั้นพวกเขาอยากจะไปจากที่นี่ก็มิใช่เรื่องยากเย็นแต่อย่างใดเลย
“ท่านแม่ วันนี้พวกเราไปจากที่นี่กันก่อน ไว้ค่อยมาคิดบัญชีกับพวกเขาทีหลังแล้วกัน!” เป่ยกงถังพูด
“ขอแค่เจ้ากลับมา เรื่องในอดีตเหล่านั้นค่อยๆ ว่ากันก็ได้” อิ่นหลานพูดพลางกุมมือบุตรสาวตน
นางมิอาจพูดว่าช่างมันได้ และยิ่งมิอาจพูดว่าตวัดปากกาเพียงครั้งเดียวก็จะลบเลือนบัญชีแค้นในอดีตไปได้
ในภายหน้านางจะต้องค่อยๆ สะสางบัญชีแค้นเหล่านั้นแน่!
คนกลุ่มหนึ่งออกมาจากบ้านตระกูลเป่ยกงแล้วรุมล้อมทุกคนเอาไว้ ไม่ให้พวกเขาจากไป
“ตอนนี้อิ่นหลานยังเป็นคนของตระกูลเป่ยกงเรา พวกเจ้าจะพาตัวพวกนางไปไม่ได้หรอก” เป่ยกงอ้าวพูด
ตระกูลเป่ยกงทำเรื่องไม่ดีมากมายกับพวกนางแม่ลูกมาตลอดหลายปีนี้ ถ้าหากเรื่องเหล่านั้นถูกแพร่ออกไป เช่นนั้นตระกูลเป่ยกงจะยังหยัดยืนอยู่ที่เมืองชิวเย่ว์ต่อไปได้อย่างไรกัน
ดังนั้นต่อให้ต้องต่อกรกับราชาพิราบอินทรีในวันนี้ก็มิอาจปล่อยให้พวกนางจากไปได้เป็นอันขาด!
………………………………………