สลับชะตา ชายามือสังหาร - ตอนที่ 498 เรื่องของตระกูลเป่ยกง (4)
เมื่อได้ฟังคำพูดของเป่ยกงอ้าว อิ่นหลานจึงพูดอย่างยากจะปิดบังความโกรธแค้นภายในใจว่า “ข้ามิใช่คนตระกูลเป่ยกงของพวกเจ้าตั้งนานแล้ว ตั้งแต่ที่เจ้าแต่งงานกับกู่อวิ๋นเอ๋อร์เพื่อผลประโยชน์ พวกเราก็ไม่มีความเกี่ยวข้องกันอีกแล้ว”
“ข้ากับอ้าวมีจิตใจรักใคร่ต่อกันทั้งคู่!” กู่อวิ๋นเอ๋อร์ที่อยู่ข้างๆ พูดขึ้น “เจ้านั่นแหละที่ไร้ยางอายมาทำลายความรู้สึกระหว่างพวกเราแล้ววางแผนแต่งงานกับอ้าว น่าเสียดายที่อ้าวมิใช่ผู้ที่เจ้าจะใช้ลูกไม้เล็กๆ น้อยๆ มาครอบครองได้!”
“ฮ่าๆๆ…” อิ่นหลานหัวเราะเสียงดังด้วยสีหน้าเย้ยหยันแล้วเอ่ยว่า “พวกเจ้าคิดว่าข้ายังเป็นคนโง่งมในตอนนั้นอยู่จริงๆ น่ะหรือ ยังจะเชื่อได้ลงคอว่าตอนนั้นเป่ยกงอ้าวเป็นวีรบุรุษช่วยสาวงามจริงๆ สินะ ละครฉากนั้นเป็นเพียงแค่แผนการที่พวกเจ้าวางเอาไว้เป็นอย่างดี คนที่ลวนลามข้าเหล่านั้นเป็นเพียงแค่ผู้ที่พวกเจ้าหามาเท่านั้น ข้าในตอนนั้นโง่เกินไปเองจนมองไม่เห็นความเป็นจริง จึงได้แต่งงานกับเจ้าโดยไม่สนใจสิ่งใด พวกเจ้าก็แค่อยากได้เคล็ดลับการหลอมยาตระกูลอิ่นเท่านั้นมิใช่หรือ น่าเสียดายที่เจ้าขังข้ามาตั้งนานหลายปี ให้ข้าหลอมยานับพันครั้ง แต่เจ้าก็ยังศึกษาไม่สำเร็จอยู่ดี”
“หุบปากนะ!” เป่ยกงอ้าวเห็นอิ่นหลานพูดเรื่องเหล่านี้ออกมาจนหมดจึงตื่นตระหนกตกใจ แล้วพูดกับยามรักษาการณ์ที่โอบล้อมพวกเขาอยู่ว่า “จับตัวพวกเขาสามแม่ลูกให้ข้าที คนของตระกูลเป่ยกงเราจะออกไปจากประตูบานนี้มิได้!”
“ข้าจะคอยดูว่าใครกล้าทำ!” ซือหม่าโยวเย่ว์มายืนข้างกายพวกเป่ยกงถังแล้วเอ่ยว่า “เคยเห็นคนหน้าไม่อาย แต่ยังไม่เคยเห็นที่หน้าไม่อายเท่าตระกูลเป่ยกงเลย เป่ยกง ท่านพาพวกท่านแม่เจ้ากลับไปกันก่อนเถิด”
เป่ยกงถังพยักหน้าแล้วประคองอิ่นหลานพร้อมกับจูงมือเป่ยกงหังออกไป
“สกัดพวกเขาเอาไว้ให้ข้า!” เป่ยกงสยงออกคำสั่ง ยอดฝีมือระดับจักรพรรดิเทพขึ้นไปกลุ่มหนึ่งเหินทะยานออกมาจากลานบ้าน สกัดพวกอิ่นหลานเอาไว้
“พี่สาม ดูท่าทางท่านจะไม่ไหวหรอก คนผู้นี้ไม่ไว้หน้าท่านเลย!” น้ำเสียงหยอกเย้าเสียงหนึ่งดังขึ้น ทุกคนมองตามเสียงนั้นไป ชายหนุ่มวัยเยาว์ท่าทางเอ้อระเหยลอยชายผู้หนึ่งนำกลุ่มคนเดินเข้ามา ซึ่งในนั้นมียอดฝีมือระดับจักรพรรดิเทพรวมอยู่ด้วย
อิ่นฮ่าวเห็นอิ่นซีผู้เป็นน้องชายตนจึงเอ่ยว่า “เจ้ามาได้อย่างไรน่ะ”
“ตาเฒ่าบอกว่าถึงแม้น้องเล็กจะมีความผิด แต่ตอนนี้ตายแล้วเกิดใหม่ได้ ตระกูลจะถือว่าให้อภัยนางก็ได้ ตระกูลเป่ยกงทำเรื่องน่าขายหน้า กลัวว่าท่านจะต้านทานไม่ไหว นี่ข้าถึงได้พาคนมารับพวกท่านกลับไปอย่างไรเล่า” คำพูดวางก้ามของอิ่นซีทำให้ฝูงชนผู้มามุงดูที่หลบอยู่ไกลๆ พากันหัวเราะออกมา
“ดูท่าทางคราวนี้พวกเจ้าตระกูลอิ่นคิดจะมาฉีกหน้าพวกเราตระกูลเป่ยกงสินะ! ในเมื่อเป็นเช่นนี้ พวกเราก็ไม่กลัวที่จะเปิดสงครามกับพวกเจ้า! ทุกคนที่เข้ามา ไม่อนุญาตให้ปล่อยใครหนีไปทั้งนั้น!” เป่ยกงสยงพูด
“ถุยใส่หน้าขยะเก่าอย่างเจ้า ช่างไร้ยางอายจนถึงขีดสุดจริงๆ! เมืองชิวเย่ว์แห่งนี้ก็มีเพียงแค่ขยะเก่าอย่างเจ้านี่แหละที่ทำจนถึงขั้นนี้ได้ เป็นถึงประมุขตระกูลยังทำเช่นนี้ มิน่าเล่าถึงได้เป็นเช่นนี้กันทั้งตระกูล” อิ่นซีด่าคนเก่งกว่าอิ่นฮ่าวมากนัก “ทำไม คนมากกว่าอย่างนั้นหรือ เจ้าคิดว่ามีแค่ตระกูลเจ้าเท่านั้นหรือที่มีคนน่ะ ข้าเห็นว่าตระกูลเจ้าไม่เห็นจะมีคนอยู่เลยสักคน!”
ไม่มีคนอยู่เลยสักคนหรือ แสดงว่ากำลังด่าว่าในตระกูลเป่ยกงล้วนไม่ใช่คนกันทั้งสิ้น
“ยังไม่ลงมือกันอีกหรือ!” เป่ยกงสยงก่นด่าคนเหล่านั้น
ยามรักษาการณ์ของตระกูลเป่ยกงรีบต่อสู้กับคนที่อิ่นซีพามา ทันใดนั้นทั่วทุกหนแห่งก็เต็มไปด้วยการโจมตีของทักษะวิญญาณ
แม้ว่าคนที่อิ่นซีพามาจะมีจำนวนไม่มาก แต่พลังยุทธ์ล้วนมิใช่ต่ำต้อยเลย สังหารยามรักษาการณ์ของตระกูลเป่ยกงไปไม่น้อย แต่ถึงอย่างไรที่นี่ก็เป็นอาณาเขตของตระกูลเป่ยกง สังหารไปกลุ่มหนึ่งก็มีอีกกลุ่มเข้ามา แต่ตระกูลอิ่นกลับไม่มี ต่อมาจึงค่อยๆ ตกเป็นรอง
“พี่สาม ต้านทานอีกครู่หนึ่งนะ คนที่พี่ใหญ่พามาจะมาถึงอยู่เดี๋ยวนี้แล้ว” อิ่นซีกล่าว
พวกซือหม่าโยวเย่ว์มิได้ลงมือ พลังยุทธ์ต่ำต้อยเกินไป จึงได้แต่ยืนดูสถานการณ์ภายนอกอยู่ในข่ายมนตร์คุ้มกัน เผิงจิ่วเอ๋อร์ไม่มีทางปล่อยให้เด็กๆ อย่างพวกเขาออกไปเผชิญอันตรายแน่
เมื่อเห็นความอ่อนแอของตระกูลอิ่น ซือหม่าโยวเย่ว์ก็คิดจะให้ราชาพิราบอินทรีลงมือ ไม่อย่างนั้นการบาดเจ็บล้มตายคงจะสาหัสเกินไป
“ราชาพิราบอินทรี…”
“นี่มันเรื่องอันใดกัน” คนกลุ่มหนึ่งวิ่งมาจากหัวมุมถนน เมื่อเห็นคนสองตระกูลกำลังตะลุมบอนกันอยู่จึงร้องขึ้นมา
“คนของวังคุนหยวนมาแล้ว” ผู้คนที่ดูความครึกครื้นอยู่เอ่ยขึ้น
ซือหม่าโยวเย่ว์ไม่สนใจว่าจะใช่วังคุนหยวนหรือไม่ใช่วังคุนหยวน เธอพูดกับราชาพิราบอินทรีว่า “คงต้องรบกวนพวกท่านด้วย”
ราชาพิราบอินทรีเข้าใจความหมายของซือหม่าโยวเย่ว์ จึงส่งสายตาให้กับคนข้างกาย คนผู้นั้นกลายร่างในทันทีแล้วบินขึ้นไปกลางอากาศพลางร้องสองเสียง
เมื่อได้ยินเสียงร้องนี้คนทั้งสองตระกูลจึงหยุดลง
“แย่แล้ว!” เป่ยกงสยงสีหน้าแปรเปลี่ยน
เกรงว่าเรื่องในวันนี้จะเกินกว่าการควบคุมของพวกเขาเสียแล้ว
“แกว๊กๆ”
พิราบอินทรีฝูงหนึ่งบินเข้ามาจากนอกเมืองอย่างยิ่งใหญ่ มองจากเบื้องล่าง ดูเหมือนว่าจะปกคลุมผืนฟ้าเอาไว้กว่าครึ่ง
เป่ยกงถังเห็นฝูงพิราบอินทรีแล้วใบหน้าก็ฉายแววยินดี นางมองซือหม่าโยวเย่ว์อย่างซาบซึ้ง
หลังจากเหล่าพิราบอินทรีบินมากลางท้องฟ้าแล้วก็มิได้ร่อนลงมา หากแต่บินวนอยู่กลางอากาศ
“ราชาพิราบอินทรี ท่านคิดจะเป็นศัตรูกับมนุษย์จริงหรือ” เป่ยกงสยงจงใจลากมาทั้งเผ่าพันธุ์มนุษย์ พยายามจะกดดันเขาด้วยเรื่องนี้
การเป็นศัตรูกับตระกูลหนึ่งกับการเป็นศัตรูกับมวลมนุษย์ทั้งหมดนั้นแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว
“ข้าเพียงแค่รับผิดชอบปกป้ององค์ราชาของข้าเท่านั้น” ราชาพิราบอินทรีตอบด้วยน้ำเสียงกลางๆ ประโยคหนึ่ง
ซือหม่าโยวเย่ว์เรียกเจ้าวิหคน้อยออกมา เหล่าพิราบอินทรีกลางอากาศพากันร้องเสียงยาวเป็นการแสดงความเคารพต่อเจ้าวิหคน้อย แม้กระทั่งราชาพิราบอินทรีก็ค้อมกายคารวะมันด้วย
เจ้าวิหคน้อยโบกมือให้ราชาพิราบอินทรีลุกขึ้น หลังจากนั้นจึงมองเป่ยกงสยงพลางเอ่ยว่า “ใครกล้าแตะต้องเจ้านายข้า นั่นเท่ากับเป็นศัตรูกับทั้งเผ่าพันธุ์นก หากพวกเจ้าไม่เชื่อก็ลองดูสิ”
อูหลิงอวี่เห็นท่าทีแข็งแกร่งของเจ้าวิหคน้อยจึงมองซือหม่าโยวเย่ว์พลางยักคิ้วอย่างยอมรับ ไม่เลวเลยนะ สอนเจ้านกน้อยนี่ได้ไม่เลวเลย!
ซือหม่าโยวเย่ว์เห็นสายตาของเขา ก็แอบดูแคลนเขาในใจ ก่อนจะพูดกับเป่ยกงสยงว่า “ประมุขตระกูลเป่ยกงยังอยากจะขวางทางพวกเราอยู่อีกหรือไม่”
สีหน้าของเป่ยกงสยงเข้มคล้ำราวกับตับหมู เอ่ยวาจาไม่ออกแม้แต่ประโยคเดียว
“ไอ้หยา… มีกองหนุนที่แกร่งกล้าถึงเพียงนี้ก็ไม่ยอมบอกตั้งแต่แรก เมื่อครู่ทำเอาข้าตกใจเสียจนหลั่งเหงื่อเยียบเย็นไปทั้งตัวทีเดียว” อิ่นซีแสร้งทำเป็นเช็ดเหงื่อเยียบเย็นที่ไม่มีอยู่จริง
“ในเมื่อประมุขตระกูลเป่ยกงไม่ขัดขวางแล้ว เช่นนั้นพวกเราก็ขอไปจากที่นี่กันล่ะนะ” เจ้าอ้วนชวีร้องขึ้น เหมือนตบบ้องหูตระกูลเป่ยกง
เผิงจิ่วเอ๋อร์ขจัดข่ายมนตร์ออกไป จากนั้นทุกคนจึงออกไปจากตระกูลเป่ยกงอย่างสง่าผ่าเผย ถึงแม้ว่าจะจากไปไกลแล้วพวกเขาก็ยังสัมผัสได้ถึงสายตาที่กลืนกินคนได้อยู่ด้านหลังมากมาย
สีหน้าคนตระกูลเป่ยกงไม่น่าดูเป็นอย่างยิ่ง ถึงแม้ว่าจะไม่ยินยอมเป็นอย่างยิ่ง แต่พวกเขาจะพูดอะไรได้ ไม่อนุญาตให้ไปอย่างนั้นหรือ พิราบอินทรีที่อยู่กลางอากาศนั้นคงลงมือกับพวกเขาทันที ถ้าหากมีแค่ไม่กี่สิบตัวก็แล้วไปเถิด แต่นี่มีนับร้อยนับพันตัว พวกเขาจะใช่คู่ต่อสู้ของอีกฝ่ายเสียที่ไหนกัน!
ราชาพิราบอินทรีไปจากที่นี่พร้อมกันกับเจ้าวิหคน้อย พิราบอินทรีที่อยู่กลางอากาศตามหลังพวกเขามา พอส่งพวกเขาไปถึงบ้านตระกูลอิ่นทางตอนเหนือของเมืองด้วยตัวเองแล้วจึงค่อยจากไป
อิ่นซีมองพิราบอินทรีที่ค่อยๆ จากไปไกลแล้วจึงส่งเสียงจิ๊จ๊ะพึมพำว่า “คิดไม่ถึงว่าชั่วชีวิตนี้จะได้มีประสบการณ์การอารักขาจากเผ่าพันธุ์พิราบอินทรีกับเขาด้วย ไม่เลว ไม่เลวเลย!”
ราชาพิราบอินทรีกลับจากการส่งคนด้วยตัวเองแล้วยังมีกองทัพพิราบอินทรีคุ้มกันไปส่งด้วย คนตระกูลอิ่นก็พากันออกมาต้อนรับเช่นกัน
เมื่อเห็นญาติใกล้ชิดที่เคยสนิทสนมกัน อิ่นหลานก็คว้ามือเป่ยกงถังเอาไว้โดยสัญชาตญาณ
เป่ยกงถังตบมืออิ่นหลานเบาๆ แล้วเอ่ยว่า “ท่านแม่ หลายปีมานี้ตระกูลอิ่นไม่สนใจไถ่ถามข่าวคราวพวกเราเลย คงจะไม่เห็นท่านเป็นคนในครอบครัวแล้วล่ะ ถึงแม้ว่าจะลงแรงในวันนี้ แต่ถ้าหากท่านไม่อยากกลับไป พวกเราจะไม่กลับไปกันก็ได้นะ บุญคุณที่ลงแรงไปในวันนี้ค่อยหาโอกาสตอบแทนในภายหน้าก็ได้”
……………………………………