สลับชะตา ชายามือสังหาร - ตอนที่ 499 เขาจากไปแล้ว
“เสี่ยวหลานเป็นคนของตระกูลอิ่น ตอนนี้ออกมาจากตระกูลเป่ยกงแล้ว แล้วจะไม่กลับตระกูลอิ่นได้อย่างไรกัน” สตรีวัยกลางคนผู้สวมชุดกระโปรงยาวสีแดงเข้มผู้หนึ่งเดินเข้ามาดึงมืออิ่นหลานเอาไว้แล้วพูดว่า “มาจนถึงหน้าประตูบ้านแล้วจะไม่กลับบ้านได้อย่างไรกัน ป้าได้ให้คนไปจัดเตรียมเรือนเดิมของพวกเจ้าเอาไว้แล้ว ต่อจากนี้เจ้าก็พักที่เรือนเดิมหลังนั้นแหละ”
“นี่คงเป็นญาติผู้น้องถังกระมัง” หญิงสาวผู้หนึ่งเดินเข้ามาแล้วยิ้มพลางดึงมือเป่ยกงถังเอาไว้พลางเอ่ยว่า “ข้าคือญาติผู้พี่เฟยเฟยของเจ้า ไป ข้าจะพาเจ้าไปดูเรือนที่เจ้าเคยพักอาศัยในตอนเด็ก”
เธอพูดพร้อมกับชี้ไปทางอิ่นซี
ล้อเล่นแล้ว ตอนนี้พวกอิ่นหลานเป็นดังสมบัติล้ำค่า ถ้าหากตัดสัมพันธ์กับตระกูลอิ่น เช่นนั้นในภายหน้าพวกเขาจะยังสานสัมพันธ์กับเผ่าพันธุ์พิราบอินทรีต่อไปได้อย่างไรเล่า
ยังมีเจ้านายของราชาวิหคผู้นั้นที่เป็นสหายสนิทกับพวกนางอีก ถ้าหากไม่มีพวกนาง คนผู้นี้ก็ไม่มีทางสนใจตระกูลอิ่นอย่างแน่นอน
เพื่อผลประโยชน์ของตระกูล ก็มิอาจให้อิ่นหลานไปจากตระกูลได้!
พวกเป่ยกงถังจะมองความคิดของคนเหล่านี้ไม่ออกได้อย่างไรกัน แต่ยังดีที่ทั้งตระกูลยังมีคนที่เบิกบานใจกับการที่พวกนางสามแม่ลูกยังมีชีวิตอยู่จริงๆ ดังนั้นจึงไม่สนใจเรื่องเหล่านั้นอีกต่อไปแล้ว
โดยเฉพาะอิ่นหลานที่ไม่ใส่ใจ กลับมาอย่างเต็มใจ ส่วนเป่ยกงถังก็แค่ทำตามใจมารดาเท่านั้น
พวกซือหม่าโยวเย่ว์ได้รับการต้อนรับเข้ามาในคฤหาสน์เช่นแขกผู้ทรงเกียรติ และได้มีการจัดเตรียมเรือนพักส่วนตัวเอาไว้ให้พวกเขา การต้อนรับก็ถือได้ว่ายอดเยี่ยม
เป่ยกงถังยังไม่กลับมา หลังจากที่ทุกคนพักผ่อนกันครู่หนึ่งแล้ว โยวเย่ว์ก็ออกไปจากตระกูลอิ่นตามลำพัง
เธอไปที่โรงเตี๊ยมเมื่อคืนนี้ แต่กลับได้รับข่าวว่าซีเหมินเฟิงสรุปยอดบัญชีจากไปเรียบร้อยแล้ว เธอออกมาจากโรงเตี๊ยมด้วยความผิดหวังแล้วเดินไปบนถนนอย่างไร้สติ
เห็นอยู่ชัดๆ ว่าเขาจำตนได้ เหตุใดจึงต้องจากไปด้วยเล่า ทั้งยังจากไปในชั่วข้ามคืน กลัวแต่ว่าหลังจากที่ตนไปแล้วเขาจะคิดบัญชีจากไปในทันที
ไม่ยอมรับเธอก็แล้วไปเถิด เหตุใดจึงต้องหนีไปจากเธอด้วยเล่า
“เฟิงเอ๋อร์ เจ้าคิดจะไม่ยอมรับพี่หญิงไปชั่วชีวิตเลยหรือไร” หัวใจเธอยากจะยอมรับได้ ไม่รู้เลยว่าจะไปหาคนได้จากที่ใด
ทันใดนั้นเธอก็ถูกคนคว้าแขนเอาไว้ ทั้งร่างจึงหยุดลง
“เดินต่อไปอีกก็จะชนต้นไม้แล้วนะ” เสียงของอูหลิงอวี่ดังขึ้นมาจากทางด้านหลัง
ซือหม่าโยวเย่ว์หันมามองอูหลิงอวี่ คราวนี้เขามิได้มีสีหน้าล้อเล่นอีก หากแต่เป็นความกังวล
“ศิษย์พี่ ท่านมาได้อย่างไรกัน”
“เห็นเจ้าออกมา ก็เลยตามมาด้วยน่ะสิ” อูหลิงอวี่พูด “ใครจะไปรู้ว่าเห็นเจ้าออกมาจากโรงเตี๊ยมแล้วจะสติเลื่อนลอยมาตลอดทาง จนจะชนต้นไม้อยู่แล้ว”
ซือหม่าโยวเย่ว์ถึงได้พบว่าตนอยู่ห่างจากต้นไม้ใหญ่ริมทางเป็นระยะเพียงแค่ไม่กี่เซนติเมตรแล้ว
“ขอบคุณท่านมาก ศิษย์พี่”
“เจ้าเป็นอะไรไปน่ะ ก่อนหน้านี้ไม่เคยเห็นว่าเจ้าจะเลื่อนลอยได้ถึงเพียงนี้เลย” อูหลิงอวี่พูด
”ไม่มีอะไรหรอก” เธอส่ายศีรษะ แต่ในหัวกลับนึกถึงฉากที่ถูกซีเหมินเฟิงบีบคอเอาไว้เมื่อคืนขึ้นมา
ไม่ถูกสิ!
เธอจึงค่อยนึกถึงความผิดปกติเมื่อคืนนี้ขึ้นมาได้ พลังยุทธ์ของซีเหมินเฟิงมิได้สูงส่งถึงเพียงนี้ ดูจากกลิ่นอายของเขาเมื่อคืน อย่างน้อยก็ต้องเป็นระดับจ้าวขึ้นไปแล้ว แต่ตอนที่ตนตายไปนั้นเขาเพิ่งจะเลื่อนระดับไปถึงระดับสำนักเทพได้ไม่นาน แล้วจะก้าวหน้าขึ้นมากมายถึงเพียงนี้ในเวลาสิบกว่าปีได้อย่างไรเล่า!
พลังยุทธ์ของเขาแปลกประหลาดเกินไปแล้ว! นอกจากนี้อุณหภูมิอันหนาวเหน็บเสียดกระดูกนั้นย่อมมิใช่อุณหภูมิของคนธรรมดา นี่แสดงว่าร่างกายของเขาไม่ปกติ
“สมควรตายนัก เมื่อคืนข้าไม่พบได้อย่างไรกัน!” ซือหม่าโยวเย่ว์ด่าตนเองประโยคหนึ่ง
ก่อนหน้านี้พวกเธอก็เคยได้ยินวิธีการฝืนยกระดับพลังยุทธ์มาตั้งมากมาย วิธีการเหล่านั้นต่างก็มีผลเสียต่อร่างกายทั้งสิ้น! ส่วนซีเหมินเฟิงนั้นพลังยุทธ์พุ่งทะยานอย่างกะทันหัน ถ้าหากบำเพ็ญด้วยวิธีปกติก็ยังดี แต่ถ้าหากไม่ใช่ เช่นนั้นก็คงวุ่นวายเสียแล้ว
แต่อุณหภูมิฝ่ามืออันเยียบเย็นนั้นทำให้เธอมิอาจโน้มน้าวใจตัวเองได้ว่าเขายกระดับพลังยุทธ์ด้วยวิธีปกติ
จะต้องตามหาเขาให้พบ ถ้าหากเกิดเรื่องอันใดขึ้นกับเขา เธอคิดว่าตนจะต้องทนรับการจากกันครั้งที่สองไม่ไหวอย่างแน่นอน
ส่วนที่เขาปฏิเสธว่าไม่รู้จักตนนั้น ไม่แน่ว่าก็อาจจะเป็นเพราะเหตุผลนี้เช่นเดียวกัน
อูหลิงอวี่เห็นสีหน้าของซือหม่าโยวเย่ว์ผิดหวังเสียใจแล้วกระวนกระวายใจไม่น้อย จึงเอ่ยถามว่า “เป็นอะไรไปหรือ”
“ท่านกลับไปบอกพวกเป่ยกงหน่อยสิว่าข้ามีธุระต้องไปจากที่นี่สักระยะหนึ่ง ถ้าหากข้ามิอาจกลับมาได้ทัน ก็ให้ไปพบกันตอนงานประมูลเลย” เธอพูดจบแล้วตั้งท่าจะวิ่งออกไป
“เจ้ารอก่อน ข้าจะไปกับเจ้าด้วย” อูหลิงอวี่คว้าตัวเธอเอาไว้แล้วเอ่ยขึ้น
“ไม่ต้อง… เช่นนั้นก็ดีเหมือนกัน ท่านไปกับข้าด้วย” เดิมทีซือหม่าโยวเย่ว์ไม่อยากให้อูหลิงอวี่รู้เรื่องที่ตนได้รับมา แต่เมื่อคิดได้ว่าหมัวซาก็รู้แล้ว ในภายหน้าเมื่อพวกเขาผสานรวมกันเขาก็ต้องรู้อยู่ดี นอกจากนี้เธอก็มิได้คุ้นเคยกับเขตรอบนอกนี้มากนัก มีคนผู้หนึ่งอยู่ข้างกายก็ดีเหมือนกัน
เธอเดินไปพร้อมกับหยิบเอาหินแม่ลูกออกมาติดต่อกับซือหม่าเลี่ย เมื่อได้รู้ว่าเธอจะจากไป ทุกคนก็ตกตะลึงเป็นอย่างยิ่ง ต่างก็อยากไปด้วยกันกับเธอ
“พวกเจ้าก็อยู่กันที่ตระกูลอิ่นนี่แหละ” ซือหม่าโยวเย่ว์ปฏิเสธพวกเขาตรงๆ “ตอนนี้เป่ยกงเพิ่งจะกลับมาถึงตระกูล ยังต้องการให้พวกเจ้าคอยสนับสนุนนางอยู่ข้างๆ ถ้าหากข้ามิได้ไปที่งานประมูลเมื่อถึงเวลา เช่นนั้นพวกเราก็ไปพบกันที่สำนักวิชาเทียนฝูนะ มีศิษย์พี่อยู่กับข้าทั้งคน พวกเจ้าไม่ต้องเป็นห่วงข้าเลย เช่นนี้ก่อนแล้วกัน ข้าวางละ”
พอพูดจบเธอก็ตัดขาดการติดต่อ เดินมาถึงโรงเตี๊ยมแล้วเธอจึงเข้าไปพร้อมกับอูหลิงอวี่
ผู้จัดการเห็นซือหม่าโยวเย่ว์เพิ่งจากไปได้เพียงครู่เดียวก็กลับมาอีก ไม่รอให้เธอถามก็ชิงพูดก่อนว่า “เมื่อครู่ข้าบอกเจ้าไปแล้วมิใช่หรือว่าชายสวมหน้ากากผู้นั้นคืนห้องแล้วจากไปตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่างแล้ว”
ซือหม่าโยวเย่ว์วางมณีผลึกขั้นกลางก้อนหนึ่งลงบนโต๊ะคิดเงิน “พวกเราอยากรู้ว่าพวกเขาออกจากที่นี่ไปที่ใด”
ผู้จัดการเห็นมณีผลึกขั้นกลางก้อนนั้นก็ครุ่นคิดก่อนจะส่ายหน้าแล้วเอ่ยว่า “เรื่องนี้ข้าไม่ทราบจริงๆ”
เสี่ยวเอ้อร์ผ่านมาด้านข้างพวกเขาพอดีจึงพูดขึ้นว่า “เมื่อเช้านี้ข้าก็อยู่ด้วย ข้าได้ยินหญิงสาวที่อยู่ข้างกายเขาบอกกับเขาคล้ายว่าจะไปยังเมืองอวี่ที่อยู่ติดกันน่ะขอรับ”
“เจ้าแน่ใจหรือ” ซือหม่าโยวเย่ว์ถาม
“ตอนนั้นทั้งสองคนคิดเงินเสร็จก็ออกจากประตูไปค่อนข้างไกลแล้ว ดังนั้นข้าจึงไม่ได้ยินอย่างชัดเจนมากนัก” เสี่ยวเอ้อร์กล่าว
“ขอบใจมาก” ซือหม่าโยวเย่ว์วางมณีผลึกขั้นกลางก้อนนั้นลงในอ้อมแขนเสี่ยวเอ้อร์ก่อนจะหมุนกายจากไป
เสี่ยวเอ้อร์เห็นว่าตนได้รับมณีผลึกขั้นกลางมาก้อนหนึ่ง ยังไม่ทันได้ตั้งตัวก็เห็นซือหม่าโยวเย่ว์เตรียมตัวจะไปหาเขา จึงพูดขึ้นว่า “ใช่แล้ว ข้าได้ยินพวกเขาเหมือนจะพูดว่าไม่ใช้ค่ายกลนำส่ง จะขี่สัตว์อสูรบินได้ไป”
ซือหม่าโยวเย่ว์ชะงักไป จริงด้วย เฟิงเอ๋อร์และตนต่างก็เมาค่ายกลนำส่งกันทั้งคู่ หากระยะทางไม่ไกลนัก เขาก็ไม่มีทางโดยสารค่ายกลนำส่งไปแน่
“เมืองอวี่อยู่ทิศทางใดหรือ”
“ทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ไม่ไกลนัก หากขี่สัตว์อสูรบินได้ไปแค่สิบกว่าวันก็ถึงแล้ว” เสี่ยวเอ้อร์พูด
“ขอบใจนะ”
ซือหม่าโยวเย่ว์และอูหลิงอวี่ออกไปนอกเมือง หลังจากนั้นจึงไล่ตามไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ เดิมทีคิดว่าซีเหมินเฟิงเดินทางล่วงหน้าไปก่อนพวกเขาเพียงแค่ครึ่งวัน ก็น่าจะติดตามไปได้อย่างรวดเร็ว อัตราเร็วของพิราบอินทรีก็นับได้ว่าเป็นอันดับต้นๆ ในบรรดาเผ่าพันธุ์นก แต่พวกเขาติดตามมาเจ็ดแปดวันก็ยังไม่เห็นตัวคนเลย ทำให้เธอคิดไปว่าตนคงคลาดกันกับพวกเขาเสียแล้ว
สุดท้ายในขณะที่ใกล้จะถึงเมืองอวี่นั้นเอง ซือหม่าโยวเย่ว์จึงไล่ตามรอยพวกเขาได้ นอกจากนี้ยังเป็นเพราะพวกเขาเกิดเรื่องโต้เถียงกับผู้อื่นเข้า แล้วกำลังเผชิญหน้ากับอีกฝ่ายอยู่ภายในหุบเขา
เมื่อเห็นอีกฝ่ายมีจำนวนหลายสิบคน เป้าหมายของพิราบอินทรีใหญ่โตเกินไป พวกซือหม่าโยวเย่ว์จึงถอยห่างออกมา หลังจากนั้นจึงให้อูหลิงอวี่พาเธอบินไปยังบริเวณใกล้ๆ แล้วลอบสังเกตการณ์อยู่ในความมืด
………………………………………