สลับชะตา ชายามือสังหาร - ตอนที่ 503 อัจฉริยะโม่ซาน
ซือหม่าโยวเย่ว์เห็นท่าทางเช่นนั้นของคงเซียงอี๋จึงหัวเราะออกมาในทันใดแล้วเอ่ยว่า “ไอ้หยา คุยไปคุยมาจนลืมเวลาไปเสียได้”
อูหลิงอวี่เห็นรอยยิ้มของซือหม่าโยวเย่ว์แล้วมิได้เกิดความคิดขึ้นในใจแต่อย่างใด หลังจากที่นางเลื่อนระดับไปถึงระดับเทพแล้ว สิ่งที่พบเห็นมากที่สุดก็คือหยาดน้ำตาและการฝืนยิ้มของนาง ไม่เคยเห็นรอยยิ้มอันเบิกบานใจเช่นนี้เลยแม้แต่ครั้งเดียว
เมื่อนึกถึงตรงนี้เขาจึงมองซีเหมินเฟิงอย่างห้ามไม่อยู่ เหตุใดเขาจึงเรียกนางว่าพี่หญิงได้เล่า เรื่องนี้ช่างซับซ้อนซ่อนเงื่อนจนตนมองไม่ออกมากขึ้นเรื่อยๆ แล้ว
ต่อให้เป็นคนเฉลียวฉลาดเช่นเขาก็นึกไม่ถึงเรื่องอย่างวิญญาณกลับชาติมาเกิดใหม่อยู่ดี
ซือหม่าโยวเย่ว์ลุกจากพื้นขึ้นยืนแล้วปัดฝุ่นบนก้นพลางเอ่ยว่า “เฟิงเอ๋อร์ พวกเจ้าไปทำอะไรกันที่เมืองอวี่หรือ”
“ไปตามหาคนน่ะ” ซีเหมินเฟิงก็ลุกขึ้นยืนเช่นเดียวกัน “หุบเขาคงหมิงตามหาอัจฉริยะโม่ซานมาโดยตลอด ระยะนี้ได้รับข่าวมาว่าเขามาที่เขตรอบนอก ดังนั้นจึงให้คนสืบหาร่องรอยของเขา พอดีได้รับข่าวว่าเขาอาจจะไปที่เมืองอวี่ในอีกสองวัน ดังนั้นพวกเราจึงอยากไปแสวงโชคดูสักหน่อย ลองดูว่าจะได้พบเขาหรือไม่”
“อัจฉริยะโม่ซานหรือ เจ้าคนผู้นั้นอยู่ไม่เป็นที่เป็นทาง พวกเจ้าจะหาตัวเขาไปทำไมกัน” ซือหม่าโยวเย่ว์ถามอย่างไม่เข้าใจ
“มีเรื่องอยากขอความช่วยเหลือจากเขาน่ะ” ซีเหมินเฟิงกล่าว
“ซีเหมินเฟิง ทำไมมีอะไรเจ้าถึงได้พูดกับเขาหมดเลยเล่า” คงเซียงอี๋ถลึงตาใส่ซีเหมินเฟิงอย่างไม่พอใจ
“แต่ไหนแต่ไรข้าก็ไม่เคยปิดบังเรื่องใดจากพี่หญิงเลย” ซีเหมินเฟิงพูด
“เอาล่ะ พวกเจ้าไปพบโม่ซานเช่นนี้ เขาย่อมไม่มีทางสนใจพวกเจ้าอย่างแน่นอน หรือไม่ก็ต้องเรียกราคาที่สูงลิบลิ่ว ขูดรีดเลือดเนื้อพวกเจ้าอย่างหนักแน่” ซือหม่าโยวเย่ว์สองมือไพล่หลังพลางพูดด้วยความมั่นใจ
“ท่านรู้จักเขาหรือ” ซีเหมินเฟิงพูดอย่างประหลาดใจ
“ตอนข้าอายุร้อยปีก็เคยไปที่โม่เป่ยรอบหนึ่งมิใช่หรอกหรือ” ซือหม่าโยวเย่ว์พูด “ในตอนนั้นได้พบเขาเข้าโดยบังเอิญจึงได้ทำความรู้จักกัน”
“ข้านึกออกแล้ว ในตอนนั้นท่านบอกว่าได้รู้จักกับสหายผู้หนึ่ง แต่อุปนิสัยแปลกประหลาด ท่านเรียกเขาว่าอะไรนะ…เจ้าพยาธิซาน ที่ท่านพูดถึงคงจะมิใช่โม่ซานหรอกกระมัง”
ซือหม่าโยวเย่ว์พยักหน้า
“เช่นนั้นก็ยิ่งดี ก่อนหน้านี้พวกเรายังกังวลกันอยู่เลยว่าต่อให้หาตัวเขาพบก็ไม่แน่ว่าจะทำได้สำเร็จ ถ้าหากมีท่านออกหน้าให้ เช่นนั้นก็คงไม่มีปัญหาแล้ว” ซีเหมินเฟิงกล่าว
“ตอนอายุร้อยปีอย่างนั้นหรือ” คงเซียงอี๋มองประเมินซือหม่าโยวเย่ว์ขึ้นๆ ลงๆ “เด็กน้อยอย่างเจ้าดูเหมือนอายุแค่ยี่สิบกว่าปีเท่านั้นเองมิใช่หรือ ร้อยปีมาจากไหนกัน หรือจะบอกว่าเจ้ามีวิธีใดในการซ่อนเร้นอายุที่แท้จริงของเจ้ากัน เจ้าลองสอนข้าบ้างเป็นอย่างไรเล่า”
ซือหม่าโยวเย่ว์หัวเราะแล้วพูดว่า “วิธีการนี้ไม่มีหนทางจะสอนเจ้าได้จริงๆ”
ตายแล้วเกิดใหม่ นอกจากนี้แม้แต่ตัวเธอเองก็ยังไม่รู้เลยว่ามาเกิดใหม่ได้อย่างไร แล้วจะไปสอนผู้อื่นได้อย่างไรเล่า
แต่อูหลิงอวี่กลับมองซือหม่าโยวเย่ว์อย่างครุ่นคิด เริ่มเข้าใจอะไรบางอย่างขึ้นมาในใจบ้างแล้ว
คงเซียงอี๋เบ้ปากแล้วพูดว่า “ไม่บอกก็ไม่บอกสิ เอาละ พวกเรารีบออกเดินทางกันเสียทีเถิด”
“ได้”
ซีเหมินเฟิงเรียกสัตว์อสูรบินได้ตนหนึ่งออกมา ซือหม่าโยวเย่ว์มองไป ปรากฏว่าเป็นวิหคเพลิงตนหนึ่ง
“คิดไม่ถึงว่าเจ้าจะถึงกับฝึกวิหคเพลิงให้เชื่องได้ ก็นับได้ว่าสมดังใจเจ้าปรารถนาเลยสิ” ซือหม่าโยวเย่ว์พูดด้วยรอยยิ้ม “มิน่าเล่าพวกเราตามเจ้ามาตลอดทางถึงได้ตามไม่ทันเสียที!”
ซีเหมินเฟิงแย้มยิ้ม ไม่ได้พูดอะไร พวกเขาจึงตามขึ้นไปด้วย
พวกเขาเดินทางแม้กระทั่งยามราตรีถึงสองวัน แล้วมาหยุดลงที่ด้านนอกเมืองอวี่
“จิ๊บๆ…”
นกกระเรียนกระดาษตัวหนึ่งบินออกมาจากเมืองอวี่แล้วบินวนข้างหูคงเซียงอี๋รอบหนึ่ง หลังจากนั้นจึงร่อนลงบนมือของนาง เมื่อพลังวิญญาณสลายไปก็กลับกลายเป็นนกกระเรียนกระดาษธรรมดา
“เจ้านกกระเรียนน้อยบอกว่าโม่ซานมาถึงเมืองอวี่แล้ว กำลังพักอยู่ในโรงเตี๊ยมที่ใหญ่ที่สุดของเมือง” คงเซียงอี๋พูดกับทุกคน
“เช่นนั้นพวกเราก็ไปพักด้วยสิ” ซือหม่าโยวเย่ว์พูด “รู้หรือไม่ว่าเขามาที่นี่เพราะเหตุใด ด้วยเรื่องอันใด จะอยู่ที่นี่กี่วัน”
“ไม่รู้ว่าด้วยเรื่องใด แต่บอกว่าจะพักอยู่ที่นี่สี่วัน ตอนนี้ผ่านไปหนึ่งวันกว่าๆ แล้ว พวกเรายังมีเวลาอีกสองวันเศษ” คงเซียงอี๋พูด “ระยะเวลาค่อนข้างกระชั้นชิด ข้าว่าพวกเรารีบไปหาเขาดีกว่านะ”
“ตอนนี้ไปดูว่าสถานการณ์เป็นเช่นไรก่อนดีกว่า” ซือหม่าโยวเย่ว์พูด
“อืม”
พวกเขาเข้าไปในเมืองแล้วหาโรงเตี๊ยมที่โม่ซานอาศัยอยู่จนพบจึงเข้าไปพักด้วย
ต้องการห้องสี่ห้อง ตอนที่รับฟังข่าวจากเสี่ยวเอ้อร์ เสี่ยวเอ้อร์บอกว่าโม่ซานออกไปตอนเช้า กลับมาตอนค่ำทุกวัน จากนั้นทุกคนจึงแยกย้ายกันกลับห้องไปพักผ่อน
“เฟิงเอ๋อร์ สภาพของข้าในตอนนี้ไม่เหมาะสมที่จะไปพบโม่ซาน พวกเจ้าไปลองดูก่อนสิ ไม่แน่อาจจะสำเร็จก็ได้นะ!” ซือหม่าโยวเย่ว์พูด
“ก็ได้”
“อีกประเดี๋ยวข้าจะไปเตรียมยาให้เจ้า รักษาเสียงของเจ้าก่อนเลย” ซือหม่าโยวเย่ว์พูดต่อไป
“ท่านเองก็เดินทางมาเนิ่นนานถึงเพียงนี้ พักผ่อนก่อนเถิด ตั้งแต่ออกมาจากหุบเขาสลายอันตะ เสียงของข้าก็เป็นเช่นนี้แล้ว ผ่านมาหลายปี ข้าเคยชินเสียแล้วล่ะ” ซีเหมินเฟิงพูด
“ข้ารู้น่า” ซือหม่าโยวเย่ว์พูด “ไป ข้าจะพาเจ้าไปดูสถานที่ของข้า”
พอพูดจบเธอก็พาซีเหมินเฟิงเข้าไปในเจดีย์วิญญาณ ในขณะที่พวกเขาหายตัวไปนั้น อูหลิงอวี่ที่นั่งบำเพ็ญอยู่ในห้องติดกันก็ลืมตาขึ้น
“พี่หญิง นี่คือเจดีย์วิญญาณหรือ” ซีเหมินเฟิงเห็นทิวทัศน์ภายในเจดีย์วิญญาณก็ตกตะลึงไม่น้อย
“ใช่แล้ว” ซือหม่าโยวเย่ว์พยักหน้ายิ้มๆ “ในอดีตที่นี่มีคนอยู่มากมาย แต่ตอนนี้ไปเป็นแขกที่ตระกูลอิ่นกันหมด ดังนั้นที่นี่จึงเงียบเหงาลงไปมากทีเดียว”
“มองร่องรอยออกแล้วว่าสถานที่แห่งนี้มีคนอาศัยอยู่” ซีเหมินเฟิงพูด “ยากจะจินตนาการจริงๆ ว่าบนโลกใบนี้มีสมบัติล้ำค่าเช่นนี้ มีสถานที่อันยอดเยี่ยมเช่นนี้อยู่ด้วย”
“สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่บิดาของเจ้าของร่างนี้ทิ้งเอาไว้ให้นาง น่าเสียดายที่ในเวลานั้นนางไม่อาจบำเพ็ญได้ จึงมิอาจใช้ประโยชน์จากมันได้” ซือหม่าโยวเย่ว์เสียดายแทนเจ้าของร่างเดิมอยู่บ้าง
“ที่นี่เปรียบกับโลกย่อส่วนเหล่านั้นได้เลยนะ ไม่ใช่สิ ดีกว่าพวกนั้นเสียอีก!” ซีเหมินเฟิงกล่าว
ซือหม่าโยวเย่ว์เห็นความอัศจรรย์ใจในแววตาของซีเหมินเฟิงจึงแย้มยิ้มแล้วเอ่ยว่า “หนึ่งวันของโลกภายนอกเท่ากับภายในนี้สิบวัน ข้าจะไปเตรียมยาก่อน เจ้ามีเวลาก็เที่ยวชมรอบๆ ให้ดีๆ ล่ะ”
พอพูดจบเธอก็เดินไปยังห้องยา ให้เจ้าวิญญาณน้อยช่วยเลือกเครื่องยาหลายชนิดให้เธอจากในแปลงนา หลังจากนั้นจึงหยิบเครื่องยาตากแห้งอีกจำนวนหนึ่ง หลังจากที่เธอทำการกลั่นสกัดเรียบร้อยแล้วจึงเริ่มต้นหลอมยา
หนึ่งวันให้หลัง เธอก็เปิดประตูห้องหลอมยา พอออกมาก็เห็นซีเหมินเฟิงที่กำลังเดินเตร็ดเตร่อยู่ภายในพื้นที่หลอมยา
“พี่หญิง เสร็จแล้วหรือ” หลังจากซีเหมินเฟิงได้ยินความเคลื่อนไหวแล้วจึงเดินเข้ามา
ซือหม่าโยวเย่ว์วางยาวิเศษขวดหนึ่งลงในอุ้งมือเขาพลางเอ่ยว่า “กินหนึ่งเม็ดทุกสองวัน ตอนนี้เจ้ายังมีธุระอีก ต่อไปข้าค่อยพาเจ้าเข้ามาใหม่ ตอนนี้พวกเราออกไปกันก่อนเถิด”
“ได้สิ”
ซือหม่าโยวเย่ว์พาเขาออกมาแล้วให้เขากลับไป จากนั้นตนจึงเริ่มนั่งสมาธิกำหนดลมหายใจบนเตียง
พอเธอลืมตาอีกครั้งก็เป็นวันรุ่งขึ้นแล้ว
เมื่อได้ยินเสียงพูดคุยข้างนอก เธอจึงลงจากเตียงแล้วเดินออกไป พอเปิดประตูไปก็เห็นคงเซียงอี๋ที่ชักสีหน้าอยู่ข้างประตู
ซีเหมินเฟิงฟังนางพร่ำบ่นอยู่ข้างๆ
“โยวเย่ว์ เจ้าพูดไว้ไม่ผิดเลยจริงๆ โม่ซานผู้นั้นช่างหัวแข็งยิ่งนัก ไม่ว่าพวกเราจะพูดอะไร เขาก็ไม่ยอมรับปากทั้งสิ้น ทั้งยังไล่พวกเราออกมาอีกด้วย”
ซือหม่าโยวเย่ว์มองซีเหมินเฟิงปราดหนึ่ง แววตาของเขาก็จนใจเช่นเดียวกัน
“ดูเหมือนว่าผ่านไปตั้งหลายปี เขาก็ยังคงมีอุปนิสัยแปลกพิกลอยู่เช่นเดิมสินะ” ซือหม่าโยวเย่ว์พูดด้วยรอยยิ้ม “เข้ามาสิ ข้ามีเล่ห์กลให้พวกเจ้า”
……………………………….