สลับชะตา ชายามือสังหาร - ตอนที่ 504 เปลี่ยนแปลงเพื่อนาง
ยามราตรี บุรุษชุดขาวผู้หนึ่งเดินจากด้านนอกเข้ามาภายในโรงเตี๊ยม เมื่อเข้าประตูมาก็เห็นคงเซียงอี๋ที่เฝ้าอยู่หน้าประตู เพราะวันนี้อารมณ์ไม่ดี เมื่อเห็นนางมาเกาะแกะตนจึงยิ่งหงุดหงิดขึ้นไปอีก
“ข้าบอกไปแล้วว่าข้าไม่มีเวลา เจ้าอย่ามาหาข้าอีกเลย” โม่ซานพูดแล้วตั้งท่าจะเดินขึ้นไปข้างบน
“ท่านซาน คืนนี้ข้ามิได้มาหาท่านเพื่อคุยธุระหรอกนะ” คงเซียงอี๋พูดด้วยรอยยิ้ม “เห็นท่าทางท่านเป็นเช่นนี้ วันนี้คงพบเจอเรื่องไม่สบอารมณ์มากระมัง ข้ารอท่านอยู่ที่นี่ก็เพราะได้ยินชื่อเสียงเรื่องสุราชั้นเลิศของท่านมา วันนี้ไปข้างนอกแล้วได้สุราชั้นเลิศมาหลายไหพอดี สุรานารีแดงชั้นยอด ท่านอยากลองชิมดูสักหน่อยหรือไม่”
โม่ซานมองตามสายตาของนางไปก็เห็นว่าบนโต๊ะตัวหนึ่งที่ริมผนังมีอาหารชั้นเลิศวางเต็มโต๊ะ แล้วยังมีสุราหลายไหวางอยู่ด้วย ไหสุราใบหนึ่งเปิดออกแล้ว กลิ่นหอมของสุราลอยฟุ้งมาในอากาศ กลิ่นหอมยวนใจคนยิ่งนัก
บุรุษสามคนนั่งอยู่อีกด้าน กำลังมองเขาอยู่
มิน่าเล่าพอเขาเข้าประตูมาก็ได้กลิ่นสุรา ที่แท้เป็นเช่นนี้เอง
แต่เขาเก็บสายตากลับมาอย่างรวดเร็วแล้วพูดอย่างเรียบเรื่อยว่า “ข้าไม่ดื่มสุรามานานมากแล้ว”
พอพูดจบเขาก็เดินอ้อมตัวคงเซียงอี๋แล้วเดินขึ้นบันไดไป
ถ้าหากตอนนั้นตนมิได้ดื่มจนเมามายหลับไปครึ่งเดือนแล้วจะพลาดโอกาสช่วยเหลือนางไปได้อย่างไรเล่า
นับตั้งแต่เห็นศพของนางเป็นต้นมาเขาก็ไม่เคยแตะต้องสุราอีกเลยแม้แต่หยดเดียวถึงขนาดรังเกียจเจ้าสิ่งนี้เป็นอย่างยิ่ง
ซือหม่าโยวเย่ว์เห็นว่าเล่ห์กลนี้ไร้ประโยชน์เสียแล้ว ทั้งยังพบแววรังเกียจและตำหนิตนเองในดวงตาของเขา ไม่รู้ว่าเขาเป็นอะไรไปเสียแล้ว ถึงได้โยนคู่ชีวิตหลายร้อยปีทิ้งไปได้ เมื่อนึกขึ้นมาได้ว่าพรุ่งนี้เขาก็จะจากไปแล้ว เธอจึงอดเอ่ยปากพูดขึ้นมามิได้ว่า “เจ้าพยาธิซาน เจ้าหยุดทำในสิ่งที่เจ้าชอบไปตั้งแต่เมื่อใดกัน”
โม่ซานตัวสั่นสะท้าน ฝีเท้าที่เพิ่งก้าวขึ้นบันไดไปหยุดชะงัก เขาหมุนตัวมามองซือหม่าโยวเย่ว์ นัยน์ตาเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก
“เจ้าเรียกข้าว่าอะไรนะ” เขากลั้นหายใจ ไม่รู้ว่าตนจะได้รับคำตอบเช่นไร
ซือหม่าโยวเย่ว์ยกสุราไหหนึ่งขึ้นมาแล้วโยนไปทางเขา “เจ้าเคยบอกข้าว่าของสิ่งนี้คือสิ่งที่เจ้ารักใคร่เป็นที่สุด เป็นคู่ชีวิตของเจ้า คาดว่าจะอยู่กับมันไปตราบชั่วชีวิต เหตุใดตอนนี้จึงได้ทอดทิ้งคู่ชีวิตของเจ้าไปเสียแล้วเล่า”
โม่ซานหยิบไหสุรามา หลังจากความพรั่นพรึงผ่านพ้นไปแล้วก็กลายเป็นความระแวดระวังแทน เขาเห็นฉินโม่ฝังนางกับตา แล้วจะยังมีชีวิตอยู่ต่อมาอีกได้อย่างไรเล่า
แต่วาจานี้เขาเคยพูดกับนางเพียงคนเดียวเท่านั้น และมีเพียงแค่นางเท่านั้นที่พูดด้วยน้ำเสียงเช่นนี้กับตน มีเพียงแค่นางเท่านั้นที่เรียกเขาว่าเจ้าพยาธิซานได้
ซือหม่าโยวเย่ว์เห็นสายตาซับซ้อนนั้นของเขาจึงถอนหายใจแล้วเอ่ยว่า “ข้าเคยรับปากเจ้าว่าจะจัดงานเลี้ยงเนื้อไก่ล้วนให้เจ้าร่ำสุราสักครา วันนี้ข้าจัดมันขึ้นมาแล้ว เหตุใดเจ้าจึงไม่ยอมไว้หน้าสักหน่อยเล่า”
โม่ซานเดินเข้าไปหาเธออย่างตกตะลึง เมื่อเห็นรอยยิ้มในแววตาเธอ ถึงแม้ว่าตัวคนจะเปลี่ยนไป แต่แววตานั้นไม่ผิดแน่ เป็นนางที่เขารู้จักผู้นั้นนั่นเอง
เขายื่นมือไปหยิกแก้มเธอจึงถูกเธอเอื้อมมือมาปัดทิ้ง
“หากผิวบอบบางของข้าถูกเจ้าหยิกจนเสียหาย เจ้ารับผิดชอบไม่ไหวหรอกนะ” เธอพูดพลางถลึงตาใส่เขา “เอ๊ะ เหตุใดวาจานี้จึงคุ้นหูถึงเพียงนี้เล่า ข้านึกออกแล้ว ตอนนั้นเจ้าก็คิดจะหยิกแก้มข้าเช่นกัน! ไม่พบกันตั้งนาน เหตุใดพอพบหน้ากันเจ้าถึงยังเป็นเช่นนี้อยู่อีก!”
เมื่อได้ยินวาจานี้ แววตาสงสัยของโม่ซานก็ยินดีจนแทบคลั่ง ตอนนั้นนางก็เอ่ยวาจาเช่นเดียวกันนี้กับเขา ถ้าหากผู้อื่นล่วงรู้เรื่องราวระหว่างพวกเขา ก็ไม่มีทางรู้คำพูดที่นางพูดออกมาโดยไม่ตั้งใจตอนนั้นอยู่ดี
เขาโผเข้ากอดซือหม่าโยวเย่ว์แล้วหัวเราะเสียงดังพลางเอ่ยว่า “เจ้ายังมีชีวิตอยู่!”
“อืม มีชีวิตแล้ว” ซือหม่าโยวเย่ว์พยักหน้า “แต่ถ้าเจ้ายังไม่ปล่อยข้าอีกข้าก็จะขาดอากาศตายแล้วนะ”
เธอพูดว่ามีชีวิตแล้ว ไม่ใช่มีชีวิตอยู่ แต่โม่ซานกลับมิได้สังเกตตรงจุดนี้
โม่ซานปล่อยตัวเธอแล้วมองหน้าเธอพลางเอ่ยว่า “รูปลักษณ์นี้ของเจ้าทำได้ไม่เลว ข้าเองยังจำเจ้าไม่ได้เลย ไม่มีร่องรอยเลยแม้แต่น้อย ไปเรียนมาจากไหนหรือ ไม่ใช่สิ ข้าเห็นฉินโม่ฝังร่างเจ้ากับตาอยู่ชัดๆ หรือว่าเขาลอบขุดเจ้าออกมาแล้วช่วยชีวิตกันเล่า”
ซือหม่าโยวเย่ว์เบ้ปากแล้วพูดว่า “นี่คือรูปลักษณ์ของข้าในตอนนี้”
เมื่อนึกถึงฉินโม่เธอก็รู้สึกแปลบปลาบในใจ หอระลึกจันทร์… หอระลึกจันทร์…
“เจ้ากลายเป็นเช่นนี้ไปได้อย่างไรกัน” โม่ซานนั่งลงข้างกายเธอพลางถามขึ้น
“ข้าค่อยเล่าเรื่องนี้ให้เจ้าฟังทีหลังแล้วกัน” ซือหม่าโยวเย่ว์แย้มยิ้ม “นี่คืองานเลี้ยงไก่ล้วนที่ข้ารับปากเจ้าเอาไว้ สุราก็เป็นสุราชั้นเลิศที่ข้าเตรียมเอาไว้ให้เจ้าโดยเฉพาะ ถ้าไม่กินให้หมดข้าก็ไม่ยอมหรอกนะ”
“เอาละ ข้ารู้ว่าเจ้ามาพบข้าด้วยเรื่องของแม่สาวน้อยผู้นี้” โม่ซานเอ่ย “ข้าจะกินอาหารพวกนี้เอง แต่สุรานี้ช่างมันเถิดนะ”
“เจ้าพยาธิซาน เจ้าต่อต้านสุรานี้แล้วจริงหรือ” ก่อนหน้านี้ซือหม่าโยวเย่ว์คิดว่าเขาเพียงแค่หาข้อแก้ตัวเท่านั้น แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าเขาจะไม่ดื่มจริงๆ เสียแล้ว
“อืม” โม่ซานพยักหน้าอย่างจริงจัง “ตอนที่เกิดเรื่องขึ้นกับระกูลซีเหมิน ข้าดื่มจนเมามายหลับไปครึ่งเดือน พอฟื้นขึ้นมาถึงได้รู้ข่าวที่เจ้าส่งมาให้ข้า ตอนนั้นข้าจึงรีบไป แต่ว่าเจ้ากลับ… จากนั้นเป็นต้นมาข้าก็ไม่เคยดื่มสุราอีกเลย”
ซือหม่าโยวเย่ว์เจ็บปวดในใจ สิ่งที่เขารักที่สุดก็คือสุรา ตนเข้าใจความรู้สึกที่เขามีต่อสุราดี แต่เขากลับเลิกไปเพราะมิอาจไปช่วยเธอได้
ทันใดนั้นเธอก็อยากหลั่งน้ำตาขึ้นมา เธอสูดจมูกแล้วเก็บสุราเหล่านั้นขึ้นมา ก่อนจะหยิบไหสุราสีขาวจำนวนหนึ่งออกมาแทนแล้วพูดว่า “สุรานี้คือสุราผลไม้ที่ข้ากลั่นขึ้นมาเอง ไม่ทำให้คนเมา ต่อจากนี้ไปเจ้าก็ดื่มสิ่งนี้แทนได้”
โม่ซานหยิบมาดม กลิ่นหอมของผลไม้ทิพย์ผสมผสานเข้ากับกลิ่นหอมจางๆ ของสุรา แตกต่างกับสุราดองที่ตนเคยดื่มในอดีตเป็นอย่างมาก
“นี่คือสุราผลไม้ที่เจ้าเคยพูดถึงในตอนนั้นน่ะหรือ”
“สุราผลไม้มีมากมายหลายชนิด ข้าเองก็ทำอยู่หลายชนิด ถึงตอนนั้นเจ้าก็ไปลองชิมดูได้” ซือหม่าโยวเย่ว์เทให้เขาจอกหนึ่ง
โม่ซานยกขึ้นชิมอึกหนึ่ง “ไม่ได้เข้มเหมือนกับสุราทั่วไป กลิ่นหอมของผลไม้ทิพย์และสุราผสมผสานเข้าด้วยกันเป็นรสชาติที่ยากจะอธิบายได้
“ชอบหรือไม่” ซือหม่าโยวเย่ว์ถาม
“ไม่เลวเลย” โม่ซานพยักหน้า “ต่อให้ดื่มสิ่งนี้ตลอดก็ไม่ทำให้เมา ต่อจากนี้ไปข้าจะดื่มสิ่งนี้แหละ”
ซือหม่าโยวเย่ว์เห็นเขาชอบจึงยิ้มอย่างเบิกบานใจ ทันใดนั้นก็สัมผัสได้ถึงสายตาเคียดแค้นสายหนึ่ง เมื่อหันหน้าไปก็เห็นอูหลิงอวี่มองตนอยู่อย่างเงียบเชียบ นัยน์ตาเต็มไปด้วยการกล่าวโทษ
เพราะเหตุใดนางจึงดีต่อคนสองคนที่โผล่มาอย่างกะทันหันถึงเพียงนี้เล่า ศิษย์พี่อย่างตนถูกนางโยนทิ้งไปอีกทางเสียแล้ว
ซือหม่าโยวเย่ว์สัมผัสได้ถึงไอเย็นที่ปล่อยออกมาจากร่างเขา จึงหยิบจอกตรงหน้าเขามาแล้วรินให้เขาจอกหนึ่งด้วย ก่อนจะวางลงตรงหน้าเขาแล้วเอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า “ระยะนี้ศิษย์พี่ก็ลำบากมากเช่นกัน ข้ายังไม่ได้ขอบคุณที่ท่านช่วยน้องชายข้าเอาไว้เมื่อคราวก่อนเลย มาสิ ดื่มให้มากหน่อย”
อูหลิงอวี่เห็นซือหม่าโยวเย่ว์เบิกบานใจแล้วจริงๆ รอยยิ้มที่มอบให้กับตนก็จริงใจขึ้นพอสมควร แต่นี่เป็นเพราะผู้อื่น มิได้เป็นเพราะเขา ดังนั้นในใจจึงยังหงุดหงิดอยู่บ้าง เขาหยิบสุราที่ซือหม่าโยวเย่ว์รินไว้แล้วจอกนั้นขึ้นดื่มรวดเดียว หลังจากนั้นจึงผุดลุกขึ้นยืนแล้วเดินออกไป
โม่ซานมองเงาหลังของอูหลิงอวี่แล้วพูดด้วยรอยยิ้มว่า “ผู้วิเศษแห่งตำหนักผู้วิเศษนี่ช่างเจ้าอารมณ์ยิ่งนัก แต่เหตุใดข้าถึงได้กลิ่นความหึงหวงด้วยเล่า”
ล้วนเป็นบุคคลเลื่องชื่อของแดนศูนย์กลางทั้งสิ้น โม่ซานย่อมต้องรู้จักอูหลิงอวี่อยู่แล้ว เพียงแต่ว่าไม่เคยสัมผัสมาก่อนเท่านั้น
ซือหม่าโยวเย่ว์เพิ่งเคยเห็นท่าทางเช่นนี้ของอูหลิงอวี่เป็นครั้งแรก แต่คิดๆ ดูแล้วเขาอัดอั้นเอาไว้ได้เป็นเวลานานถึงเพียงนี้ก็นับได้ว่าอารมณ์ดีพอควรทีเดียว
“เจ้าพยาธิซาน มองข้าราวกับเป็นตัวตลก ระวังข้าจะจัดการเจ้าในภายหลังนะ เซียงอี๋ พวกเจ้าเล่าเรื่องให้เขาฟังทีสิ ข้าขอไปดูเขาสักหน่อยก่อน”
พอพูดจบเธอจึงลุกขึ้นตามไป
……………………………………….