สลับชะตา ชายามือสังหาร - ตอนที่ 505 น้ำใสใจจริง
ซือหม่าโยวเย่ว์ออกมาจากประตูก็เห็นอูหลิงอวี่เดินอยู่บนถนน มิได้เปิดทางเดินห้วงมิติจากไป ดูท่าทางเหมือนกำลังรอให้ตนออกมา
เธอตามเขาไปแล้วดึงชายเสื้อของเขาเอาไว้ก่อนจะพูด
ว่า “ทำอะไรอยู่น่ะ”
อูหลิงอวี่มองเธอปราดหนึ่ง ไม่พูดไม่จา แล้วเดินไปข้างหน้าต่อ
ซือหม่าโยวเย่ว์กลอกตาอยู่ในใจ เจ้าคนผู้นี้ยังวางท่าอยู่อีก “ข้ารู้ว่าท่านกำลังคิดอะไรอยู่ หากเป็นเช่นนี้ต่อไป ข้าก็จะไม่พูดอะไรอีกแล้วนะ”
เงาร่างตรงหน้าหยุดชะงักลง
เธอลอบยิ้มแล้วก้าวเข้าไปคว้าท่อนแขนของเขาเอาไว้พลางเอ่ยว่า “ไปหาสถานที่ที่ไม่มีใครได้ยินสิ่งที่พวกเราพูดกันดีกว่านะ”
อูหลิงอวี่ก้มหน้ามองมือเรียวงามราวหยกบนท่อนแขน เขาเห็นแววล้อเล่นในดวงตาของซือหม่าโยวเย่ว์ เพลิงโทสะภายในใจจางหายไปกว่าครึ่ง
เขาโอบเอวเธอแล้วเปิดทางเดินห้วงมิติเดินเข้าไปยังโลกย่อส่วนที่ถูกเขาหลอมแปรแห่งนั้น
ซือหม่าโยวเย่ว์นึกถึงตอนที่มาที่นี่เมื่อคราวก่อนได้ ตนเองในตอนนั้นเพิ่งจะฟื้นคืนความทรงจำ ความรู้สึกจวนเจียนจะแหลกสลาย เขาจึงพาตนมาอยู่ที่นี่หนึ่งเดือน ให้ตนค่อยๆ สงบสติอารมณ์อยู่ที่นี่
เห็นเก้าอี้โยกที่ตนนั่งหลับในตอนนั้นยังอยู่ เธอจึงเดินเข้าไปนั่งลงแล้วโยกไปมาเหมือนเมื่อคราวก่อน เมื่อนึกถึงสายตาที่เขามองตนในตอนนั้น เขาคงกำลังคิดว่าตนเองเป็นเช่นไรตั้งแต่ตอนนั้นแล้วกระมัง
แต่เขาไม่ได้ถามอะไรเลย เพียงแค่มอบความเงียบสงบที่ตนต้องการให้ นอกจากนี้เขาเห็นพฤติกรรมแปลกประหลาดเหล่านั้นของตนมาตั้งเนิ่นนาน แต่ตลอดมาก็ไม่เคยถามเลย ก็นับได้ว่าไม่เลวแล้ว
เธอเงยหน้าขึ้นมองคนบางคนที่ยังคงแง่งอนอยู่ พลางแย้มยิ้มก่อนจะเอนตัวลงอีกครั้งแล้วชี้ไปยังเก้าอี้โยกอีกตัวที่อยู่ข้างกาย ใครบางคนนั่งลงด้วยสีหน้าเย็นชา
“ศิษย์พี่ ท่านเคยไปที่แดนร้างทางใต้หรือไม่” เธอถาม
“เคยไปมาสองครั้ง” อูหลิงอวี่ตอบ
“เช่นนั้นท่านเคยได้ยินชื่อตระกูลซีเหมินแห่งแคว้นเจ็ดแดนร้างทางใต้หรือไม่” ซือหม่าโยวเย่ว์ถาม
“ตระกูลซีเหมินหรือ ที่ถูกตระกูลจงเจิ้งผลาญล้างตระกูลไปนั่นน่ะหรือ” อูหลิงอวี่รู้สึกคุ้นเคยอยู่บ้าง ต่อมาจึงนึกขึ้นมาได้ว่าตนเคยได้ยินพวกเขาพูดเรื่องนี้มาก่อนแล้ว
ซือหม่าโยวเย่ว์พยักหน้าแล้วเอ่ยว่า “ประมุขตระกูลซีเหมินในตอนนั้นมีบุตรสาวคนโตชื่อซีเหมินโยวเย่ว์ บุตรชายคนโตชื่อซีเหมินเฟิง”
อูหลิงอวี่มิได้ตกใจมากจนเกินไปนัก หลังประสบเรื่องราวเหล่านี้มา เขาก็คาดเดาตัวตนของเธอได้แล้ว
“ตอนนั้นข้าและจงเจิ้งหานเย่ว์เป็นสหายที่ดีต่อกันเป็นอย่างยิ่ง เติบโตขึ้นมาด้วยกันตั้งแต่เล็ก เพราะข้าเป็นปรมาจารย์วิญญาณไตรธาตุ ส่วนนางเป็นปรมาจารย์วิญญาณธาตุคู่ ดังนั้นรัศมีของข้าจึงค่อยๆ บดบังนาง ทำให้นางแปรเปลี่ยนไปอย่างช้าๆ มีอยู่ครั้งหนึ่งที่นางมอบศิลาวิญญาณหายากให้แก่ข้า บอกว่ามอบให้เป็นของขวัญวันเกิดข้า ภายหลังข้าจึงได้รู้ว่านั่นคือศิลาวิญญาณที่แพร่พิษออกมาได้อย่างช้าๆ ส่วนคนในตระกูลข้า เพราะสูดพิษชนิดนั้นเข้าไป ตอนที่ตระกูลจงเจิ้งและวังหยินหยางโจมตีพวกเราจึงไร้เรี่ยวแรงต่อกรได้ถึงเพียงนั้น”
“เช่นนั้นเจ้า…”
“ที่จริงข้าตายไปแล้ว” ซือหม่าโยวเย่ว์พูด “จงเจิ้งหานเย่ว์ใช้ตะเกียงกักวิญญาณหมายจะให้วิญญาณข้ากระจัดพลัดพรายไป แต่ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด วิญญาณของข้าจึงไม่เพียงแต่จะไม่สลายไปเท่านั้น แต่ยังมาเกิดใหม่ในร่างปัจจุบันนี้อีก แต่เพราะวิญญาณได้รับบาดเจ็บ ดังนั้นในตอนแรกข้าจึงมิได้มีความทรงจำเหล่านั้น ตอนที่เลื่อนระดับไปถึงระดับเทพ ข้าก็ฟื้นคืนความทรงจำ จึงนึกถึงเรื่องในอดีตขึ้นมาได้”
“เช่นนั้นตอนที่พวกเราพบกัน เจ้าก็กลับมาเกิดใหม่แล้วสินะ” อูหลิงอวี่ยึดติดกับคำถามนี้เป็นอย่างยิ่ง
“ตอนนั้นเพิ่งกลับมาเกิดใหม่ได้เพียงไม่กี่เดือนเท่านั้น”
อูหลิงอวี่คลายใจลง เจ็บปวดใจแทนเธอ ตอนที่เขาไปยังแคว้นเจ็ดแห่งแดนร้างทางใต้ เคยผ่านซากปรักหักพังอันไหม้เกรียมแห่งหนึ่งซึ่งได้ยินคนรอบตัวพูดว่านั่นคือซากของตระกูลซีเหมิน
เพียงแค่เห็นซากก็จินตนาการภาพเหตุการณ์ในตอนนั้นได้แล้ว และในตอนนั้นนางได้เห็นตระกูลของตนถูกเพลิงกองใหญ่กลืนกินกับตาตัวเอง เห็นญาติใกล้ชิดตายอย่างน่าอนาถ เขาก็จินตนาการถึงความเจ็บปวดภายในใจนางได้ทันที มิน่าเล่า หลังจากฟื้นฟูความทรงจำแล้วนางถึงได้มีสภาพเป็นเช่นนั้น
เขาเคยคิดว่าที่แท้แล้วนางเผชิญกับเรื่องใดมา หลังจากเลื่อนไปถึงระดับเทพแล้วจึงได้แหลกสลายถึงเพียงนั้น คิดไปต่างๆ นานานับพันนับหมื่นอย่าง แต่กลับคิดไม่ถึงว่าจะเป็นเรื่องนี้
ตอนนี้เขาเข้าใจแล้วว่าเพราะเหตุใดนางจึงมีท่าทีเช่นนั้นตอนที่เห็นซีเหมินเฟิง คนหนึ่งกระโดดหนีจากความตายได้ ส่วนอีกคนกลับชาติมาเกิดใหม่ พี่สาวน้องชายที่มีความสัมพันธ์ต่อกันเป็นอย่างดียิ่ง และมีความเป็นไปได้ที่จะเป็นเพียงคนเดียวในครอบครัวที่ยังมีชีวิตอยู่ ย่อมต้องเป็นเช่นนี้อยู่แล้ว
“วังหยินหยางเป็นขุมอำนาจภายใต้ตำหนักย่อยของแดนร้างทางใต้”
ซือหม่าโยวเย่ว์ถลึงตาใส่เขา “รู้แล้วว่าพวกท่านตำหนักผู้วิเศษไม่ใช่คนดีอะไรเลย”
“นี่ไม่เกี่ยวอะไรกับข้าเลยนะ” อูหลิงอวี่พูดอย่างผู้บริสุทธิ์ “เจ้าก็รู้นี่ว่าข้าเป็นคนของหุบเขามารเทพต่างหาก”
“แต่ท่านก็เป็นผู้วิเศษแห่งตำหนักผู้วิเศษเช่นกัน เบื้องหน้าก็เป็นคนของตำหนักผู้วิเศษ หึๆ” เธอคิดไม่ถึงว่าที่จริงแล้ววังหยินหยางนี้เป็นขุมอำนาจภายใต้ตำหนักผู้วิเศษ แต่เมื่อคิดๆ ดูถึงการกระทำของตำหนักผู้วิเศษแห่งแดนร้างทางใต้แล้ว จะมีขุมอำนาจอย่างวังหยินหยางอยู่ก็เป็นสิ่งที่พอคาดการณ์ได้
“ผู้วิเศษอย่างข้านี้ ไม่แน่ว่าวันหน้าอาจจะไม่ใช่ขึ้นมาแล้วก็ได้นะ” อูหลิงอวี่ยักไหล่
“ตอนนั้นท่านยังไม่ได้บอกข้าให้ชัดเจนเลยว่าเหตุใดประมุขตำหนักนั่นถึงได้ให้ท่านไปเป็นรัชทายาทที่ตำหนักผู้วิเศษ ท่านยังไม่ได้บอกข้าให้ชัดเจนเลยนะ”เธอขยับตัวแล้วหันไปเผชิญหน้ากับเขา
“ข้า…”
“ท่านอย่ามาหลอกข้านะ ข้าบอกความลับของข้าไปหมดแล้ว” ซือหม่าโยวเย่ว์ชิงพูดขึ้นก่อนที่เขาจะเอ่ยปาก
อูหลิงอวี่ครุ่นคิดแล้วพูดว่า “เพราะวิญญาณของข้าไม่สมบูรณ์น่ะสิ”
“วิญญาณไม่สมบูรณ์เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้อย่างไรกัน” ซือหม่าโยวเย่ว์ไม่เข้าใจ
“ความตายกำลังมาเยือนตาเฒ่าสมควรตายนั่น เพราะข้าวิญญาณไม่สมบูรณ์จึงเป็นที่พักพิงชั้นดีที่เหมาะแก่การช่วงชิงที่สุด” อูหลิงอวี่พูดอย่างไม่ใส่ใจ
“ช่วงชิงที่พักพิงหรือ” ซือหม่าโยวเย่ว์ผุดลุกขึ้นนั่งทันควัน “เช่นเดียวกับข้าน่ะหรือ”
“น่าจะคล้ายๆ กันกระมัง”
เธอมองประเมินเขาขึ้นๆ ลงๆ เมื่อนึกถึงว่าในอนาคตจะมีตาเฒ่าหนังเหนียวผู้หนึ่งมาอาศัยในร่างนี้ เธอก็อดตัวสั่นสะท้านไม่ได้
“พอพูดขึ้นมาแล้ว ตอนนี้ข้าน่าจะขจัดพันธสัญญากับหมัวซาได้แล้วกระมัง พวกท่านผสานรวมกันให้เร็วหน่อย เช่นนี้ตาแก่นั่นก็ไม่มีทางทำอะไรท่านได้แล้วล่ะ” ซือหม่าโยวเย่ว์พูด “จะว่าไปหมัวซาก็ไม่ได้ออกมานานมากแล้ว ไม่รู้ว่าทำอะไรอยู่ในสร้อยข้อมือ”
“บางทีอาจกำลังเตรียมการผสานรวมอยู่กระมัง” อูหลิงอวี่คาดเดา
“ไม่รู้สิ ข้าลองติดต่อเขาดูสักหน่อยดีกว่า เขาถึงกับสกัดการทำพันธสัญญาของพวกเรา ดังนั้นตอนนี้ข้าจึงติดต่อเขาไม่ได้เช่นกัน” ซือหม่าโยวเย่ว์พูดอย่างประหลาดใจ “ในเมื่อติดต่อเขาไม่ได้ เช่นนั้นจึงมิอาจขจัดพันธสัญญาได้ชั่วคราว”
“ไม่ต้องรีบหรอก ตาแก่นั่นยังมีเวลาอยู่อีกหลายปี” อูหลิงอวี่พูด “ระยะนี้เขากำลังปลีกวิเวกอยู่ ถ้าหากเลื่อนระดับได้สำเร็จ เช่นนั้นเขาก็จะยิ่งมีเวลามากมายเลยทีเดียว ถึงอย่างไรการอาศัยอยู่ภายในร่างกายของตนก็ย่อมดีกว่าหาร่างใหม่อยู่แล้ว ข้าเป็นเพียงแค่ร่างสำรองของเขาเท่านั้นเอง แน่นอนว่าเพื่อให้ใช้งานร่างสำรองอย่างข้าได้ดียิ่งขึ้น เขาจึงสิ้นเปลืองทรัพยากรมากมายไปกับข้ามาตลอดหลายปีที่ผ่านมานี้”
“ดังนั้นพลังยุทธ์ของท่านจึงได้แข็งแกร่งถึงเพียงนี้” ซือหม่าโยวเย่ว์เบ้ปาก “คราวก่อนที่เห็นท่านช่วยน้องชายข้า ก็มองพลังยุทธ์ของท่านไม่ออกเลย ท่านรีบเล่าให้ข้าฟังเร็วเข้าสิ”
“มองไม่ออกก็มองไม่ออกสิ ในภายหน้าเจ้าก็ได้รู้เองแหละ” อูหลิงอวี่หลอกให้อยากแล้วจากไป
“ชิ ไม่บอกก็ไม่บอกสิ” เธอเอนตัวกลับลงนอนนั่งใหม่ “แล้วระยะนี้ท่านวางแผนอย่างไรหรือ”
“ไม่มีแผนอะไรเลย ถึงอย่างไรตาแก่นั่นปลีกวิเวกอยู่ก็คงไม่มีเวลาตามหาข้า เช่นนั้นระยะนี้ข้าคอยติดตามเจ้าก็พอแล้ว” เขาแย้มยิ้ม “ค่อยว่ากันเถิด ไม่แน่ว่าหมัวซาอาจตื่นขึ้นมาเมื่อไหร่ก็ได้ ถึงตอนนั้นหากเจ้าติดต่อไม่ได้ข้าคงลำบากยิ่งกว่าอีก”
………………………………………..
เพื่อเป็นการตอบแทนนักอ่านที่สนับสนุน Fictionlog เสมอมา
เราขอมอบโค้ดเหรียญทองให้เป็นของขวัญปีใหม่แก่นักอ่านผู้โชคดีที่เข้ามาอ่านนิยายในตอนนี้
*โค้ดมีจำนวนจำกัด และต้องเติมภายในวันที่ 31 มกราคม 2566
คุณนักอ่านสามารถเติมเหรียญได้ในเมนู *กรอกรหัสโปรโมชัน* ในแอปแอนดรอยด์ หรือ ในหน้ากระเป๋าเงินในเว็บไซต์ (https://fictionlog.co/i/payment)
ทั้งนี้ โค้ดเหรียญทองต้องพิมพ์เป็นตัวใหญ่ ไม่มีสัญลักษณ์อื่นนอกจาก – _ และไม่มีเว้นวรรคทั้งหน้าและหลังโค้ด