สลับชะตา ชายามือสังหาร - ตอนที่ 506 ความเชื่อมั่นจากจิตใต้สำนึก
ซือหม่าโยวเย่ว์เห็นท่าทีของเขาแล้วโบกไม้โบกมือพลางเอ่ยว่า “แล้วแต่ท่านเลย ถึงอย่างไรพลังยุทธ์ของข้าในตอนนี้ก็นับว่าเป็นชนชั้นล่างในโลกเบื้องบน มียอดฝีมือเช่นท่านอยู่ข้างกายข้าจะได้ปลอดภัยหน่อย”
อูหลิงอวี่ก็เอนกายลงเช่นกัน ทั้งคู่นอนอย่างเงียบเชียบอยู่ครู่หนึ่ง ผ่านไปสักพักเขาจึงลืมตาขึ้น ก็พบว่าซือหม่าโยวเย่ว์หลับไปเสียแล้ว เมื่อเห็นใบหน้าที่หลับใหลของนาง เขาก็หลงใหลไปชั่วขณะ
เขารู้ว่าน้อยครั้งนักที่นางจะหลับ นอกจากตอนที่เมาค่ายกลนำส่งแล้ว หากนางมีเวลาก็จะบำเพ็ญและศึกษาเสมอ หากเหนื่อยล้าก็จะบำเพ็ญวิญญาณเพื่อขจัดความอ่อนล้า เขารู้ว่านางเป็นคนที่มีอุปนิสัยระแวดระวังเป็นอย่างยิ่ง ตอนนี้หลับอย่างสงบข้างกายตนได้ ย่อมเป็นความเชื่อมั่นจากจิตใต้สำนึกที่มีต่อเขา
เมื่อนึกถึงตรงนี้ มุมปากของเขาจึงยกเป็นรอยยิ้มน้อยๆ อันยวนใจคน
ซือหม่าโยวเย่ว์เองก็ไม่รู้ว่าตนหลับไปนานเท่าใด เมื่อลืมตาขึ้นก็เห็นรอยยิ้มอันชวนให้คนหลงใหลของใครบางคน
“คิดเรื่องอันใดอยู่หรือ ถึงได้ดูดีใจปานนั้น” ซือหม่าโยวเย่ว์ขยี้ตาพลางถามอย่างสะลึมสะลืออยู่บ้าง
เธอรู้สึกว่าตนเองงัวเงียอยู่พอสมควร จะต้องเป็นระยะเวลาไม่น้อยแน่นอน เธอจำไม่ได้ว่าตัวเองไม่ได้นอนดีๆ มานานเพียงใดแล้ว คิดไม่ถึงว่าวันนี้จะมาหลับเสียที่นี่ได้
“ไม่นานเท่าไหร่หรอก เพิ่งจะวันเดียวเท่านั้นเอง” อูหลิงอวี่ลุกขึ้นนั่งแล้วพูด
“หนึ่งวันเชียวหรือ!” ซือหม่าโยวเย่ว์ร้องขึ้นมาในทันใด “ข้าหลับนานถึงเพียงนี้ได้อย่างไรกัน”
“ระยะนี้เจ้าเหนื่อยเกินไปแล้วน่ะสิ” อูหลิงอวี่พูด
“พวกเรารีบออกไปกันเถิด พวกเฟิงเอ๋อร์จะต้องกระวนกระวายใจแย่แล้วแน่” เธอรีบลุกขึ้นยืนพลางพูดอย่างร้อนรน
“วางใจเถิดน่า พวกเขาไม่กระวนกระวายหรอก วันนี้โม่ซานผู้นั้นยังมีธุระอยู่อีกมิใช่หรือ”
อูหลิงอวี่ปากพูดเช่นนี้ แต่ก็ยังลุกขึ้นยืนแล้วเปิดโลกย่อส่วนออกก่อนจะพาเธอเข้าไป
“พี่หญิง พวกท่านไปไหนกันมาหรือ” เมื่อเห็นซือหม่าโยวเย่ว์ ซีเหมินเฟิงก็ก้าวเข้ามาในทันทีพลางถามอย่างเป็นกังวล
พูดพลางถลึงตาใส่อูหลิงอวี่อย่างแรงคราหนึ่ง
ซือหม่าโยวเย่ว์แย้มยิ้มแล้วตบบ่าเขาพลางพูดว่า “ไม่มีอะไรหรอก แค่ไปยังสถานที่แห่งหนึ่งจึงล่าช้าไปสักหน่อย เรื่องของพวกเจ้าเป็นเช่นไรบ้างแล้วเล่า”
“ท่านโม่ซานรับปากจะช่วยเหลือหุบเขาคงหมิงแล้ว” คงเซียงอี๋กล่าว
ซือหม่าโยวเย่ว์มองไม่เห็นโม่ซานจึงเลิกคิ้วแล้วถามว่า “เขาเล่า”
“เขาบอกว่าที่มาในคราวนี้ก็เพื่อช่วยตระกูลแห่งหนึ่งสำรวจหิน วันนี้เป็นวันสุดท้าย บอกว่าจะกลับมาตอนพลบค่ำ” คงเซียงอี๋พูด
“ถึงแม้ว่าเจ้าพยาธิซานนี่จะมีฝีมือไม่เลวในทุกๆ ด้าน แต่ร้ายกาจในเรื่องดูภูเขาสำรวจหินนี้เป็นที่สุด” ซือหม่าโยวเย่ว์พูด “พวกเจ้าตามหาเขาเพราะเรื่องนี้เองน่ะหรือ”
ตอนนี้คงเซียงอี๋มิได้ปิดบังเธออีกแล้ว จึงเอ่ยว่า “ใช่ พวกเราค้นพบภูเขาสินแร่แห่งหนึ่งเมื่อหลายวันก่อน แต่กลับไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นลงมือจากที่ใด ดังนั้นจึงอยากเชิญท่านโม่ซานไปดูสักหน่อย”
ก่อนหน้านี้ซือหม่าโยวเย่ว์ไม่รู้เรื่อง แต่ตอนนี้เข้าใจแล้วว่ายิ่งด้านล่างภูเขาสินแร่แปลกประหลาด ก็จะมีศิลาวิญญาณอยู่มาก แต่เพราะภูเขาสินแร่ถูกฝังเอาไว้ใต้ดินมานานปี ปราณวิญญาณนานาชนิดจึงก่อตัวขึ้นกลางภูเขา ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นมา ซึ่งศักย์นี้สัมพันธ์โดยตรงกับศิลาวิญญาณกลางภูเขา ถ้าหากศักย์นี้มิได้สลายไปตามพื้นดินตอนเริ่มต้นเปิดเหมืองขุดภูเขาสินแร่ก็จะทำให้การเปิดเหมืองขุดยุ่งยาก หรือแม้กระทั่งเกิดเหตุการณ์กลืนกินชีวิตมนุษย์ขึ้นก็เป็นไปได้
ดังนั้นเมื่อใดที่ค้นพบภูเขาสินแร่สักแห่ง ทุกคนก็จะเชิญปรมาจารย์แสวงปราณไปดูศักย์เพื่อหาบริเวณเปิดเหมืองขุดที่แท้จริงแล้วปล่อยศักย์ออกมา
“ภูเขาสินแร่แห่งนั้นของพวกเจ้าเกิดปัญหาขึ้นใช่หรือไม่” เธอถาม
ขุมอำนาจทุกแห่งล้วนมีภูเขาสินแร่เป็นของตัวเอง หุบเขาคงหมิงนี้มีสถานะอันสูงส่งในแดนศูนย์กลาง ย่อมต้องมีภูเขาสินแร่อยู่แล้ว
“ไม่ใช่ ภูเขาสินแร่ก่อนหน้านี้ยังดีอยู่ทั้งหมด” คงเซียงอี๋กล่าว “แต่ไม่นานมานี้พวกเราค้นพบภูเขาสินแร่แห่งหนึ่ง ปรมาจารย์แสวงปราณของพวกเราบอกว่าภายในภูเขาสินแร่แห่งนั้นจะต้องมีศิลาวิญญาณหายากอยู่มากมายอย่างแน่นอน”
“นั่นไม่เลวเลยนี่” ซือหม่าโยวเย่ว์เข้าใจถึงความสำคัญในการค้นพบภูเขาสินแร่ของขุมอำนาจสักแห่ง โดยเฉพาะการค้นพบภูเขาสินแร่ที่อาจมีศิลาวิญญาณหายากอยู่
“พอค้นพบภูเขาสินแร่แห่งนี้ ภายในหุบเขาย่อมดีใจกันเป็นอย่างยิ่ง แต่คำพูดต่อมาของปรมาจารย์แสวงปราณของพวกเรากลับทำให้ทุกคนเป็นกังวล เขาบอกว่าไม่รู้เพราะเหตุใดภูเขาสินแร่แห่งนั้นถึงได้มีภูมิประเทศแตกต่างกับภูเขาสินแร่แห่งอื่นๆ เป็นอย่างยิ่ง บอกว่าศักย์ภายในนั้นซับซ้อนเกินไปจนไม่อาจเปิดได้ตามอำเภอใจ มิฉะนั้นก็อาจจะทำลายทั้งภูเขาสินแร่ได้ หลังจากข้ากับซีเหมินเฟิงไปถึงเขตรอบนอกแล้วเพิ่งจะได้รับข่าวนี้ และได้รู้ว่าท่านโม่ซานก็อยู่ที่เขตรอบนอกเช่นกัน จึงคิดหาวิธีเสาะหาร่องรอยของเขา อยากเชิญเขามาช่วยพวกเราดูสักหน่อย” พอพูดมาถึงตรงนี้นางก็ก้าวเข้าไปดึงมือของซือหม่าโยวเย่ว์เอาไว้พลางพูดด้วยรอยยิ้มว่า “คราวนี้ต้องขอบคุณเจ้ามากจริงๆ ถ้าหากมิใช่เพราะเจ้า คราวนี้พวกเราคงต้องกลับไปมือเปล่าเป็นแน่”
นางรู้แล้วว่าซือหม่าโยวเย่ว์เป็นสตรี ย่อมไม่เขินอายกับการกระทำเช่นนี้อยู่แล้ว
“ข้ายังไม่ได้ตอบแทนบุญคุณที่พวกเจ้าช่วยเหลือเฟิงเอ๋อร์ให้ดีๆ เลย เรื่องเล็กน้อยแค่นี้จะนับเป็นอะไรได้เล่า นอกจากนี้ด้วนอุปนิสัยของเจ้าพยาธิซาน กลัวแต่ว่าจะไม่ยอมช่วยพวกเจ้าเปล่าๆ น่ะสิ” ซือหม่าโยวเย่ว์พูดยิ้มๆ
“เชิญเขามาช่วย ก็ย่อมมอบค่าตอบแทนให้เขาอยู่แล้ว แต่ถ้าหากไม่มีเจ้า พวกเราก็คงไม่มีแม้แต่โอกาสนี้เสียด้วยซ้ำ!” คงเซียงอี๋พูด
ซือหม่าโยวเย่ว์ก็มิได้ต่อความยาวสาวความยืดอีก แล้วเปลี่ยนหัวข้อสนทนา “เช่นนั้นหลังจากนี้พวกเจ้าก็จะกลับกันแล้วหรือ”
คงเซียงอี๋มองซีเหมินเฟิงปราดหนึ่ง ก่อนจะส่ายหน้าแล้วพูดว่า “พวกเราไม่กลับไปหรอก ท่านโม่ซานบอกว่าหลายเดือนนี้เขาไม่มีเวลาเลย ต้องผ่านไปอีกสักระยะหนึ่งจึงจะไป พอถึงตอนนั้นก็จะมีคนภายในหุบเขามารับเขากลับไป”
ซือหม่าโยวเย่ว์เข้าใจ จะต้องเป็นซีเหมินเฟิงที่ไม่อยากกลับไปอย่างแน่นอน ดังนั้นนางจึงไม่กลับไปด้วยเช่นกัน นางมีความรู้สึกอันลึกซึ้งต่อน้องชายผู้นี้ของตน ถึงแม้ว่าก่อนหน้านี้จะมีชื่อเสียงไม่สู้ดีนัก แต่นางมีอุปนิสัยตรงไปตรงมา ซึ่งตนชอบมากเลยทีเดียว
คราวนี้กว่าโม่ซานจะกลับมาก็ดึกดื่นแล้ว พอกลับมาก็บอกกับซือหม่าโยวเย่ว์ว่างานประมูลของหอเซวียนหยวนในคราวนี้มีของดีอยู่ จะต้องไปให้ได้
ถึงแม้ว่าซือหม่าโยวเย่ว์จะตัดสินใจไปเข้าร่วมงานประมูลตั้งนานแล้ว แต่ก็ยังใคร่รู้อย่างยิ่งว่างานประมูลมีของดีอะไร จึงดึงดูดโม่ซานได้
โม่ซานแย้มยิ้มอย่างลึกลับแล้วพูดว่า “ว่ากันว่ามีหินแร่ยุคดึกดำบรรพ์อยู่ชิ้นหนึ่ง”
“หินแร่ยุคดึกดำบรรพ์!” พวกเขาสูดหายใจเฮือกหนึ่ง “ยุคโบร่ำโบราณนี้ผ่านเวลามานานมากแล้วจริงๆ ของที่เหลือรอดมาจากในเวลานั้น เกรงแต่ว่าจะไม่ธรรมดาอย่างยิ่ง”
“ถูกต้อง ดังนั้นข้าถึงได้บอกว่างานประมูลคราวนี้คุ้มค่าแก่การไปอย่างไรเล่า!” โม่ซานพูดด้วยรอยยิ้ม
“ตอนแรกพวกเราก็วางแผนจะไปงานประมูลอยู่แล้ว ตอนนี้ก็ไปพร้อมกันพอดีเลย” ซือหม่าโยวเย่ว์รับคำ
“เช่นนั้นตกลงตามนี้ละนะ โยวเย่ว์ เจ้ามอบสุราผลไม้นั่นให้ข้าอีกสักหน่อยสิ เมื่อคืนเจ้าให้มาเพียงแค่ไหเดียวเท่านั้น วันนี้อยากจะดื่มก็หมดเสียแล้ว”
“ไม่ได้บอกว่าเลิกแล้วหรือ” เธอเหน็บแนม
“สุราหมักพรรค์นั้นข้าไม่ดื่มอีกต่อไปแล้ว แต่สุราผลไม้ชนิดนี้ไม่เลวเลย ดื่มได้” โม่ซานพูดพร้อมรอยยิ้มละไม
“เจ้าเป็นเสียอย่างนี้ ถึงจะให้เจ้ามากกว่านี้ก็ไม่พอให้เจ้าดื่มหรอก” คำนวณไปคำนวณมา สุดท้ายซือหม่าโยวเย่ว์ก็ยังหยิบมามอบให้เขาอีกไม่น้อย
นับตั้งแต่ตอนที่เธอฟื้นคืนความทรงจำ เธอก็นึกถึงสหายในอดีตเช่นเขาผู้นี้ขึ้นมา ในตอนนั้นเธอได้เริ่มให้เจ้าวิญญาณน้อยบ่มสุราผลไม้เอาไว้เป็นปริมาณมาก ถึงอย่างไรพวกเจ้าวิญญาณน้อยก็มีแต่เบื่อหน่ายอยู่ภายในนั้น มิสู้ให้พวกเขาหาอะไรทำสักหน่อยดีกว่า ผ่านระยะเวลามานานเช่นนี้ ภายในเจดีย์วิญญาณจึงมีสุราอยู่เป็นจำนวนนับไม่ถ้วนแล้ว
พวกเขาเคยถามเธอว่าเพราะเหตุใดจึงต้องหมักสุรามากมายถึงเพียงนี้ ก่อนหน้านี้ก็ทำเพียงแค่พอให้ทุกคนดื่มกันเท่านั้น แต่ตอนนี้จำนวนมากเกินกว่าที่ทุกคนจะดื่มกันไปไกลแล้ว
………………………………………