สลับชะตา ชายามือสังหาร - ตอนที่ 509 ฉินโม่
คนที่อยู่ด้านนอกยังคงหล่อเหลาอย่างยิ่ง แต่กลับมิได้เปล่งประกายราวกับดวงอาทิตย์เช่นในอดีตอีกแล้ว บนใบหน้าไร้ซึ่งรอยยิ้ม มีแววแห่งความเศร้าโศกเพิ่มขึ้นมา ทั้งตัวเย็นเยียบราวน้ำแข็งขึ้นมาเป็นอย่างมาก
“เจ้า…”
เมื่อเห็นอีกฝ่ายจ้องมองตนอย่างเลื่อนลอย เธอจึงไม่รู้จะพูดอะไร จำได้ หรือจำไม่ได้กันแน่
“เจ้ากลับมาแล้วจริงๆ ด้วย” ฉินโม่ไม่รอให้เธอเอ่ยปากถามว่าจำได้หรือไม่ ก็เอ่ยขึ้นมาทันทีว่า “อย่าถามว่าจำได้หรือไม่ โยวเย่ว์ ข้าจำแววตาเจ้าได้ในทันทีเลยละ”
ได้ยินเขาพูดขนาดนี้แล้วซือหม่าโยวเย่ว์จึงถอนหายใจ เบี่ยงตัวให้เขาเข้ามา หลังจากนั้นจึงปิดประตูแล้วหมุนตัวหันไปมองเขา
“เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าเป็นข้า”
“สัญลักษณ์รอยน้ำที่เจ้าทิ้งเอาไว้ที่เมืองว่านชิง สัญลักษณ์นั้นมีเพียงแค่พวกเราสองคนที่รู้ว่าหมายความว่าอย่างไร คนอื่นไม่มีทางรู้แน่นอน” ฉินโม่มองซือหม่าโยวเย่ว์
ซือหม่าโยวเย่ว์นึกขึ้นมาได้ว่าตอนนั้นตนใช้น้ำชาวาดสิ่งนั้นเอาไว้บนโต๊ะที่หอระลึกจันทร์แห่งเมืองว่านชิงจริงๆ คิดไม่ถึงว่าเขาจะล่วงรู้ด้วย
“เจ้าไม่กลัวจำคนผิดหรือไร” เธอยักไหล่ เจ้าเด็กนี่มีจิตใจละเอียดอ่อนมาโดยตลอด
“ตอนที่เห็นเงาร่างเจ้าก็ไม่แน่ใจอยู่เหมือนกัน แต่เมื่อได้ยินว่าโม่ซานก็อยู่กับเจ้าด้วย จึงแน่ใจแล้วว่าเป็นเจ้า” ฉินโม่ไม่สบายใจอยู่บ้าง นางกลับมาแล้ว แต่ตนกลับไม่ใช่คนแรกที่แสดงตัวว่ารู้จักนาง
“เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าข้าอยู่ที่นี่ เจ้าก็มาเข้าร่วมงานประมูลคราวนี้เหมือนกันหรือ” เธอเดินเข้าไปนั่งลงข้างเขาแล้วรินน้ำชาให้
“ตอนที่คนของเมืองว่านชิงส่งข่าวเจ้ามาให้นั้นข้ากำลังปลีกวิเวกอยู่ พอออกจากการปลีกวิเวกแล้วได้รู้ข่าวของเจ้าจึงรีบไปที่เมืองว่านชิง แต่พวกเจ้าจากไปเสียแล้วต่อมาเพราะมีธุระบางอย่างติดพันจึงทำให้ล่าช้า หลังจากนั้นก็ได้ข่าวว่าเจ้ามาที่นี่” ฉินโม่ดื่มน้ำชาอึกหนึ่งก่อนจะเอ่ยตอบ
ซือหม่าโยวเย่ว์รู้ว่าพอเขาได้ข่าวตนแล้วจะต้องมาพบหน้าตนอย่างแน่นอน แต่คิดไม่ถึงว่าเขาจะรีบร้อนขนาดนี้
“เจ้า… หลายปีนี้สบายดีอยู่หรือไม่” เธอถาม
“ไม่เลวเลยล่ะ” ฉินโม่มิได้บอกเล่าเรื่องราวตลอดหลายปีนี้ของเขาอย่างละเอียด แต่ซือหม่าโยวเย่ว์มองปราดเดียวก็เข้าใจแล้วว่าหลายปีนี้ของเขาจะต้องไม่ดีอย่างแน่นอน อย่างน้อยก็ไม่เบิกบานใจ
ซือหม่าโยวเย่ว์เห็นไอเย็นยะเยือกที่เขาแผ่ออกมาโดยไม่รู้ตัว แตกต่างกับคนที่เธอเคยรู้จักผู้นั้นเป็นอย่างยิ่ง ทำให้รู้สึกเจ็บปวดใจขึ้นมาในทันใด เธอจึงยิ้มแล้วเอ่ยว่า “เจ้ารู้หรือไม่ ข้าเคยสังหารคนผู้หนึ่งทางอ้อมที่โลกเบื้องล่าง มีชื่อเดียวกันกับเจ้าเลย แต่เป็นสตรีนางหนึ่ง”
ฉินโม่เห็นแววขำขันในสายตาเธอ ก็รู้ว่าเธอกำลังขำที่มีคนชื่อเหมือนกันกับตน จึงกลอกตาใส่เธอทีหนึ่งเหมือนในอดีตโดยไม่รู้ตัว
เขารู้จักคนที่เธอเอ่ยถึงผู้นั้น เป็นนางสนมคนหนึ่งที่ดินแดนอี้หลิน ในระยะเวลาที่เขาปลีกวิเวกช่วงที่ผ่านมานี้ คนของเขาได้สืบเรื่องในอดีตที่ผ่านมาของนางมาหมดแล้ว
แต่เมื่อนึกถึงว่าสตรีนางหนึ่งมีชื่อแซ่เหมือนกันกับตน เขาก็รู้สึกไม่สบายใจอยู่บ้าง
“แต่ตอนนั้นวิญญาณของข้าถูกทำร้าย จำเรื่องที่เกิดขึ้นก่อนตายไม่ได้เลย ดังนั้นในตอนนั้นจึงไม่รู้ว่าพวกเจ้าทั้งสองมีชื่อแซ่เดียวกัน ถ้าหากรู้ตั้งแต่ตอนนั้น ไม่แน่อาจจะไว้ชีวิตนางสักครั้งก็เป็นได้” เธอพูดเจือรอยยิ้มเยาะ
ฉินโม่เห็นเธอยิ้มเยาะตนจึงเอื้อมมือมาเขกศีรษะเธอทีหนึ่งแล้วเอ่ยว่า “ยิ้มพอหรือยัง”
“ยังหรอก” ซือหม่าโยวเย่ว์พูดด้วยรอยยิ้ม เมื่อเห็นฉินโม่สีหน้าดำคล้ำเธอถึงค่อยหยุดลง
“มิได้ว่ากันว่านิสัยของเจ้าเปลี่ยนไปจากเมื่อก่อนหรอกหรือ เหตุใดข้าจึงไม่เห็นว่าแตกต่างกันเลยเล่า ยังชอบก่อกวนเหมือนเมื่อก่อนไม่มีผิดเลย” ฉินโม่มองเธออย่างจนใจ
นัยน์ตาของซือหม่าโยวเย่ว์มีแววเศร้าโศกวาบผ่าน “เมื่อเห็นสหายเก่าอย่างพวกเจ้า ในใจก็ยินดีนัก”
ฉินโม่มองเธอมาตลอด ย่อมต้องเห็นแววเศร้าใจในดวงตาเธออยู่แล้ว จึงเอ่ยปลอบว่า “หลายปีมานี้ข้าควบคุมกำลังของตระกูลเอาไว้ไม่น้อยเลย ถ้าหากเจ้าปรารถนา พวกเราก็ไปผลาญล้างตระกูลจงเจิ้งและวังหยินหยางได้ตลอดเวลาเลย เพื่อแก้แค้นให้กับญาติใกล้ชิดของเจ้า”
ซือหม่าโยวเย่ว์ส่ายหน้าแล้วพูดว่า “ตอนนี้ยังไม่ถึงเวลา เหนือวังหยินหยางคือตำหนักผู้วิเศษ ถ้าหากพวกเราไปล้างผลาญวังหยินหยาง ตำหนักผู้วิเศษย่อมไม่มีทางนิ่งดูดายแน่นอน และพลังยุทธ์ของข้ากับเฟิงเอ๋อร์ในตอนนี้ยังไม่แข็งแกร่งนัก พวกเรายังต้องวางแผนกันให้ดีๆ นอกจากนี้ในระยะเวลาไม่กี่ปีนี้ข้ายังต้องรักษาร่างกายของเฟิงเอ๋อร์ให้หายดีก่อนด้วย”
“คราวก่อนที่ข้าพบเขาก็พบว่าร่างกายของเขามีบางอย่างผิดปกติ แต่เขาไม่ยอมให้คนของข้าตรวจสอบ ในท้ายที่สุดจึงยังไม่รู้เสียที เขาเป็นอะไรหรือ”
ซือหม่าโยวเย่ว์เล่าสถานการณ์ของซีเหมินเฟิงให้เขาฟัง หลังฟังจบแล้วเขาจึงขมวดหัวคิ้วงามน่ามอง
“ข้าจะให้คนคิดหาวิธี” ฉินโม่กล่าว
“ดี” ซือหม่าโยวเย่ว์ก็มิได้ปฏิเสธ เมื่อเกี่ยวพันกับชีวิตของซีเหมินเฟิง ต่อให้ต้องติดค้างน้ำใจ เธอก็ยินดีชดใช้ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าติดค้างเขาเลย “พวกเราอยากไปพบเจ้าสำนักวิชาเทียนฝูเพื่อทดสอบดู เจ้าก็ช่วยข้าสักครั้งหนึ่งเถิด สถานการณ์ของเฟิงเอ๋อร์ในตอนนี้ ข้าก็ไม่กล้าพูดคำว่าขอโทษด้วย รบกวนเจ้าสักหน่อยอะไรพรรค์นั้นหรอกนะ”
“ถ้าหากเจ้าพูดออกมาจริงๆ ข้าคงโมโหแย่” ฉินโม่พูด
“ดีเลย” ซือหม่าโยวเย่ว์หัวเราะแล้วไม่พูดเรื่องนี้อีก “หลายปีมานี้พลังยุทธ์ของเจ้าพุ่งสูงขึ้นไม่น้อยเลยนะ! อย่างน้อยก็ก้าวข้ามได้ระดับขั้นหนึ่งเลยทีเดียว”
“อืม ก่อนหน้านี้ได้รับโอกาสบางอย่างมา ถึงได้พุ่งสูงขึ้นไม่น้อย” ฉินโม่กล่าว
“ก๊อกๆๆ”
เสียงเคาะประตูขัดจังหวะการสนทนาของคนทั้งคู่ ซือหม่าโยวเย่ว์ลุกขึ้นไปเปิดประตู ก็เห็นอูหลิงอวี่ยืนอยู่ข้างนอก
ไม่รอให้เธอเอ่ยปาก เขาก็ชูรายการในมือขึ้นมาพลางเอ่ยว่า “หอเซวียนหยวนส่งรายการสิ่งของประมูลมา ข้าอยู่ข้างล่างพอดี จึงนำขึ้นมาน่ะ”
ซือหม่าโยวเย่ว์กลอกตาใส่เขาอยู่ในใจแล้วเบี่ยงตัวให้เขาเข้ามาก่อนจะเอ่ยแนะนำว่า “นี่คือศิษย์พี่อูหลิงอวี่ของข้า ผู้เป็นผู้วิเศษแห่งตำหนักผู้วิเศษ นี่คือฉินโม่ สหายสนิทของข้า”
“คุณชายใหญ่ตระกูลฉินแห่งแดนร้างทางใต้ ได้ยินนามอันยิ่งใหญ่มานานมากแล้ว อูหลิงอวี่เดินเข้าไปนั่งตรงตำแหน่งที่ซือหม่าโยวเย่ว์นั่งก่อนหน้านี้
ฉินโม่แห่งตระกูลฉิน ก่อนหน้านี้ก็มิใช่คนที่มีชื่อเสียงสักเท่าใดนัก ผู้คนมากมายรู้จักเขาเพราะเขาเปิดหอสุรารสเลิศจำนวนไม่น้อย แต่ชื่อเสียงนี้โด่งดังเฉพาะในหมู่นักกินตัวยงเท่านั้น ทว่าหลายปีมานี้เรื่องของเขากลับแพร่หลายไปทั่ว จากคุณชายเจ้าสำราญค่อยๆ กลายเป็นคุณชายผู้ทรงอิทธิพลแห่งตระกูลฉิน โด่งดังไปทั่วแดนร้างทางใต้ ถึงขนาดที่แพร่ไปยังดินแดนแห่งอื่นๆ ด้วย
“ได้ยินนามอันยิ่งใหญ่ของท่านผู้วิเศษมาเนิ่นนานแล้ว อยากชื่นชมบารมีของท่านสักครั้งมาโดยตลอด ไม่คิดเลยว่าจะได้พบกันที่นี่” ฉินโม่เหลือบมองอูหลิงอวี่ปราดหนึ่ง แต่ในดวงตากลับมิได้มีความกระตือรือร้นดังเช่นที่ปากเขาพูดเลย
คนหนึ่งคือผู้วิเศษที่เลื่องชื่อแห่งดินแดนโบราณ ส่วนอีกคนคือผู้ล้ำเลิศที่เพิ่งโด่งดังขึ้นเมื่อไม่กี่ปีมานี้แห่งแดนร้างทางใต้ สองคนพบหน้ากันเป็นครั้งแรกจึงมีกลิ่นควันดินปืนคุกรุ่น
ซือหม่าโยวเย่ว์มิได้สังเกตเห็นความสัมพันธ์อันเบาบางระหว่างคนทั้งสองเลย เพราะในขณะนี้เธอกำลังถูกสิ่งของในงานประมูลดึงดูดความสนใจไป
“ถูกใจของดีชิ้นใดเข้าหรือ” อูหลิงอวี่ถาม
“อืม” ซือหม่าโยวเย่ว์พยักหน้าแล้วชี้ไปยังเครื่องยาชนิดหนึ่งในใบรายการ “คิดจะสะกดพลังในร่างกายเฟิงเอ๋อร์ขุมนั้นจำเป็นต้องใช้เครื่องยาจำนวนไม่น้อย ข้ามีเป็นส่วนใหญ่แล้ว แต่ก็ยังมีบางอย่างที่ค่อนข้างหายาก หยกเหยียนเจี่ยวนี้เป็นเครื่องยาหลักชนิดหนึ่งที่ข้าขาดไปพอดี”
“เช่นนั้นพอถึงเวลาก็ประมูลมาสิ” ฉินโม่กล่าว
“ของสิ่งนี้หมื่นปียากจะปรากฏสักครั้งหนึ่ง ก่อนหน้านี้ยังกังวลถึงของสิ่งนี้อยู่เลย คิดไม่ถึงว่าที่นี่ก็จะมีด้วย” ซือหม่าโยวเย่ว์พูดอย่างตื่นเต้น “ไม่ว่าอย่างไรข้าก็ต้องประมูลของสิ่งนี้มาให้ได้!”
……………………………..