สวรรค์บันดาล: ข้าพเจ้าสร้างวิถี - บทที่ 502 ข้าถนัดอะไร?
ในห้องโถงที่มืดมิด
เหล่าผู้แข็งแกร่งระดับ 12 ได้กลับมารวมตัวกันอีกครั้ง
เมื่อเทียบกับความมั่นใจเมื่อ 100 ปีก่อน ตอนนี้สีหน้าของผู้แข็งแกร่ง
ระดับ 12 แต่ละคนไม่ได้ดีนัก
100 ปี เวลาถึง 100 ปีเต็มๆ ที่พวกเขาใช้กฎแห่งเหตุและผลในการที่จะ
พยายามล็อคตำแหน่งของเจ้าแห่งเขตดาวฤกษ์ทางช้างเผือก
แต่ผลลัพธ์กลับไม่ได้เป็นอย่างที่ต้องการ ไม่มีความสำเร็จใดๆในมุมมอง
ของเหตุและผลของผู้แข็งแกร่งระดับ 12 แต่ละคนนั้น เจ้าแห่งเขตดาวฤกษ์ทาง
ช้างเผือกก็อยู่ในจักรวาล แต่กลับไม่สามารถล็อคเป้าหมายได้
ถ้าไม่ได้มั่นใจว่าในดาวเคราะห์หลักทางช้างเผือกนั้นไม่มีเหตุและผลของ
หลินหยวนแล้ว คาดว่าคงมีผู้แข็งแกร่งระดับ 12 ลงมือเพื่อที่จะลองเชิงไปแล้ว
“ตกลงมันเกิดอะไรขึ้น?”
“ทำไมการรับรู้เหตุและผลของเจ้าแห่งเขตดาวฤกษ์ทางช้างเผือกถึงพร่า
มัวเช่นนี้?”
ผู้แข็งแกร่งระดับ 12 หลายคนมองหน้ากัน หากร่างจริง ร่างแยกหรือร่าง
อวตาร(ร่างจำแลง)ของเจ้าแห่งเขตดาวฤกษ์ทางช้างเผือกหลบซ่อนอยู่ที่
ใจกลางเขตดาวกลางของอารยธรรมมนุษย์
พวกเขาจะไม่เป็นเช่นนี้
ท้ายที่สุดแล้วที่นั่นคือฐานทัพใหญ่ของอารยธรรมมนุษย์
แต่ความจริงนั้นไม่ใช่เช่นนั้น อย่างน้อยร่างแยกและร่างอวตารของเจ้า
แห่งเขตดาวฤกษ์ทางช้างเผือกก็มักจะเดินทางอยู่ในจักรวาล
ยู่
“มีความเป็นไปได้สองอย่าง”
บรรพบุรุษของเผ่าพันธุ์ปีกสวรรค์กล่าว
“หนึ่งคือความสำเร็จในด้านกฎแห่งเหตุและผลของเจ้าแห่งเขตดาวฤกษ์
ทางช้างเผือกนั้น เหนือกว่าพวกเราที่อยู่ในระดับ 12 หากเป็นเช่นนั้นจริง ก็
สามารถปิดบังเหตุและผลของตนเองได้ และทำให้พวกเราไม่สามารถทำอะไร
ได้หลายครั้ง”
“สองคือเจ้าแห่งเขตดาวฤกษ์ทางช้างเผือกอาศัยสมบัติแห่งเหตุและผล
บางอย่าง ในการที่จะปิดกั้นเหตุและผลของตนเอง และด้วยพื้นฐานของ
อารยธรรมมนุษย์แล้ว การที่จะนำสมบัติแห่งเหตุและผลออกมาสักชิ้น ก็ไม่ใช่
เรื่องยากอะไร”
หลังจากที่บรรพบุรุษของเผ่าพันธุ์ปีกสวรรค์พูดจบ ก็เงียบไปครู่หนึ่ง และ
กล่าวต่อ
“ข้าคิดว่าความเป็นไปได้ที่สองนั้นมากที่สุด”
เมื่อเหล่าผู้แข็งแกร่งระดับ 12 ได้ยินเช่นนั้น ก็พยักหน้าเห็นด้วยเล็กน้อย
เจ้าแห่งเขตดาวฤกษ์ทางช้างเผือกมีความสำเร็จในด้านกฎแห่งเหตุและผล
ที่เหนือกว่าพวกตน?
ความเป็นไปได้เช่นนี้มันดูน่าเหลือเชื่อมากเกินไป
พวกเขาเป็นถึงผู้แข็งแกร่งระดับ 12!
ต่อให้จะไม่ถนัดด้านเหตุและผล ก็ไม่ควรที่จะถูกผู้แข็งแกร่งระดับ 11 แซง
หน้าได้
“น่าเสียดายที่ไม่มีเลือดหรือผมเป็นตัวนำ ถ้าแบบนั้นต่อให้มีสมบัติแห่งเหตุ
และผลคุ้มครอง ก็ไม่สามารถหลุดพ้นจากการติดตามเหตุและผลของพวกเรา
ได้”
ผู้แข็งแกร่งสูงสุดของเผ่าพันธุ์โจวส่ายหน้าเบาๆ
นั้
สื่
ที่
ผู้
ู
ุ
ธุ์
กฎแห่งเหตุและผลนั้น ให้ความสำคัญกับ ‘สื่อกลาง’ มากที่สุดไม่ว่าจะ
เป็นการสาปแช่งหรือการล็อคตำแหน่ง การมี ‘สื่อกลาง’ หรือไม่มี ‘สื่อกลาง’ นั้น
เป็นสิ่งที่ยากแตกต่างกันมาก
“ด้วยความแข็งแกร่งและขอบเขตของเจ้าแห่งเขตดาวฤกษ์ทางช้างเผือก
รวมถึงการให้ความสำคัญของอารยธรรมมนุษย์ที่มีต่อเขาเป็นไปไม่ได้ที่จะมี
เลือดและผมของเขาหลงเหลืออยู่ข้างนอก”
จักรพรรดินีแมลงกล่าว
“แม้ว่าจะเป็นเพียงแค่ผู้แข็งแกร่งระดับ 11 ทั่วไป ก็จะระมัดระวังเรื่องนี้
และจะไม่ทิ้งอะไรที่เกี่ยวข้องกับตนเองไว้ข้างนอก”
แม้แต่ในสมรภูมิรบ ผู้แข็งแกร่งในระดับสูง เมื่อรู้ว่าตนเองไม่มีทางรอด ก็
จะไม่ลังเลที่จะระเบิดตนเอง และทุกสิ่งทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับร่างกายและจิต
วิญญาณ ทุกสิ่งทุกอย่างกลายเป็นเถ้าธุลีทั้งหมด
การกระทำเช่นนี้ มีเหตุผลในการหลีกเลี่ยงไม่ให้ถูกเผ่าพันธุ์ต่างดาวจับตัว
ไป และยังเป็นห่วงว่าเผ่าพันธุ์ต่างดาวจะได้ศพของตนเองไป และได้รับ ‘สื่อ
กลาง’ อีกด้วย
“ดูเหมือนว่าการใช้หนทางปกติ จะไม่สามารถค้นหาเจ้าแห่งเขตดาวฤกษ์
ทางช้างเผือกได้”
ผู้แข็งแกร่งสูงสุดของเผ่าพันธุ์ผู้ถูกจองจำก็ตกอยู่ในความคิด
“สามารถบีบให้เจ้าแห่งเขตดาวฤกษ์ทางช้างเผือกออกมาได้ไหม?”
คำว่าบีบออกมาในที่นี้ ก็คือการใช้ญาติสนิทมิตรสหายของเจ้าแห่งเขต
ดาวฤกษ์ทางช้างเผือกเป็นตัวประกัน และบังคับให้อีกฝ่ายปรากฏตัว
เจ้าแห่งเขตดาวฤกษ์ทางช้างเผือกนั้นยังหนุ่ม ยังมีญาติอยู่ในโลก และยังมี
ผู้อาวุโสมากมาย เช่นเหล่าเจ้าแห่งยอดเขาของสายเลือดชิคุน และเจ้าแห่งเขต
ดาวฤกษ์ชิคุน
“ไม่ได้มีความหมายอะไรมาก”
ผู้แข็งแกร่งสูงสุดของพันธมิตรจักรวาลส่ายหน้ากล่าว
“เจ้าแห่งเขตดาวฤกษ์ทางช้างเผือก ไม่ได้เป็นคนที่ให้ความสำคัญกับความ
รักความผูกพันมากนัก”
“ถูกต้อง”
จักรพรรดินีแมลงพยักหน้า
“ก่อนหน้านี้เทพโบราณถัวป๋าคิดที่จะใช้เพื่อนของเจ้าแห่งเขตดาวฤกษ์ทาง
ช้างเผือกเป็นตัวประกัน แต่สุดท้ายเจ้าแห่งเขตดาวฤกษ์ทางช้างเผือกกลับเป็น
คนลงมือ ฆ่าเพื่อนคนนั้นด้วยตนเอง”
เหล่าผู้แข็งแกร่งระดับ 12 ต่างก็ทำการสืบสวนเกี่ยวกับเจ้าแห่งเขต
ดาวฤกษ์ทางช้างเผือกอย่างละเอียดแล้ว จึงรู้ถึงความขัดแย้งกับเทพโบราณถัว
ป๋า
จากการที่เจ้าแห่งเขตดาวฤกษ์ทางช้างเผือกปฏิบัติต่อเทพโบราณถัวป๋า
นั้น คาดว่าต่อให้พวกเขาจับตัวญาติและอาจารย์ของเจ้าแห่งเขตดาวฤกษ์ทาง
ช้างเผือกมาได้ อีกฝ่ายคงไม่แม้แต่จะขมวดคิ้วด้วยซ้ำ
และการที่ผู้แข็งแกร่งระดับ 12 ลงมือทำเรื่องแบบนี้โดยตรง หากได้ผลก็ยัง
ถือว่าคุ้ม แต่ถ้าไม่ได้ผล ก็จะดูเสียหน้าไปหน่อย
และหลังจากนั้นย่อมต้องเผชิญหน้ากับการชำระแค้นของเหล่าผู้แข็งแกร่ง
สูงสุดของอารยธรรมมนุษย์ด้วย
ไม่คุ้มค่าเอาเสียเลย
“ฝานโหว”
ในขณะนั้นเอง ผู้แข็งแกร่งสูงสุดของเผ่าพันธุ์ผู้ถูกจองจำก็มองไปยังผู้
แข็งแกร่งสูงสุดของเผ่าพันธุ์โจว
มื่
ที่
ขึ้
“เผ่าพันธุ์ของเจ้าได้รับวิชาลับพิเศษเมื่อตอนที่จักรวาลถือกำเนิดขึ้นมา”
“เจ้า?”
สีหน้าของผู้แข็งแกร่งสูงสุดของเผ่าพันธุ์โจวฝานโหวเปลี่ยนไปเล็กน้อย
“เจ้ากำลังพูดถึงวิชาเร้นลับ ‘บูชาเก้าตะวัน’ นั้นใช่ไหม?”
‘บูชาเก้าตะวัน’ เป็นวิชาเร้นลับในด้านกฎแห่งเหตุและผล ที่ใช้การบูชา
เพื่อที่จะเสริมสร้างความสัมพันธ์ของเหตุและผลระหว่างทั้งสองฝ่าย และใน
ท้ายที่สุดก็ใช้เพื่อการสาปแช่ง หรือล็อคตำแหน่งของอีกฝ่าย
แต่วิชาเร้นลับนี้มีราคาที่ต้องจ่ายที่สูงมาก หากใช้กับเจ้าแห่งเขตดาวฤกษ์
ทางช้างเผือก จะต้องบูชาเจ้าแห่งเขตดาวฤกษ์ทางช้างเผือกติดต่อกันถึง 9 วัน
และในแต่ละวันผู้ที่ใช้วิชาเร้นลับก็จะเสียพลังต้นกำเนิดไปส่วนหนึ่ง
และการที่พลังต้นกำเนิดลดลงนั้น ถึงแม้ว่าจะสามารถฟื้นฟูได้ในภายหลัง
แต่ก็ต้องใช้เวลาจำนวนมาก และในช่วงเวลานั้นก็จะไม่สามารถรักษาพลังต่อสู้
ให้สมบูรณ์ได้
หากจะใช้ในการจัดการกับผู้แข็งแกร่งสูงสุดคนอื่น ๆ ผู้แข็งแกร่งสูงสุดของ
เผ่าพันธุ์โจว ฝานโหว ก็อาจจะยินดี แต่กับการที่จะจัดการกับเจ้าแห่งเขต
ดาวฤกษ์ทางช้างเผือก
ที่แค่ต้องการล็อคตำแหน่งของอีกฝ่าย แต่ตนเองต้องจ่ายพลังต้นกำเนิด
มากมายขนาดนี้?
“เจ้าแห่งเขตดาวฤกษ์ทางช้างเผือกได้อยู่ในระดับ 11 ขั้นสมบูรณ์แบบแล้ว
และพร้อมที่จะก้าวเข้าสู่จุดสูงสุดได้ทุกเมื่อ หากปล่อยให้เจ้าแห่งเขตดาวฤกษ์
ทางช้างเผือกก้าวเข้าสู่ระดับ 12 ได้ ในช่วงทีจักรวาลนี้สิ้นสุดลง ก็มีโอกาสที่จะ
กลายเป็นผู้ที่อยู่ในขอบเขตบุกเบิกวิถีขั้นสูงสุดได้”
“เมื่อถึงตอนนั้น ผลที่ตามมาต่อเผ่าพันธุ์ของเรา เจ้าน่าจะรู้!”
ผู้แข็งแกร่งสูงสุดของเผ่าพันธุ์ผู้ถูกจองจำกล่าว
ที่
นั้
พื่
“ฝานโหว ว่านฮว่ายอมจ่ายเลือดที่แปลกประหลาดหยดนั้นเพื่อจัดการกับ
เจ้าแห่งเขตดาวฤกษ์ทางช้างเผือก การที่ให้เจ้าใช้วิชาเร้นลับนี้ก็ไม่ได้เสียหาย
อะไร”
จักรพรรดินีแมลงกล่าวอยู่ข้างๆ
หากพูดถึงราคาที่ต้องจ่ายแล้ว ก็เห็นได้ชัดว่าเผ่าพันธุ์แมลงนั้นจ่ายด้วย
ราคาที่สูงที่สุด
แต่เผ่าพันธุ์แมลงนั้นมีความแค้นกับอารยธรรมมนุษย์มากที่สุดและไม่
อยากให้เจ้าแห่งเขตดาวฤกษ์ทางช้างเผือกก้าวเข้าสู่ระดับ 12 ได้อย่างราบรื่น
ที่สุด
“ข้ารู้แล้ว”
ผู้แข็งแกร่งสูงสุดของเผ่าพันธุ์โจวฝานโหวคิดอยู่ครู่หนึ่ง และพยักหน้า
กล่าว
“ข้าจะเริ่มบูชาเจ้าแห่งเขตดาวฤกษ์ทางช้างเผือกตอนนี้เลยหลังจาก 9 วัน
การเชื่อมต่อเหตุและผลระหว่างข้ากับเจ้าแห่งเขตดาวฤกษ์ทางช้างเผือก
สามารถไปถึงจุดสูงสุด และเมื่อถึงตอนนั้น ข้าจะบอกตำแหน่งที่แน่นอนของมัน
ให้พวกท่าน”
“วางใจได้ เมื่อล็อคตำแหน่งของเจ้าแห่งเขตดาวฤกษ์ทางช้างเผือกได้แล้ว
ที่เหลือก็ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของพวกเรา”
ผู้แข็งแกร่งสูงสุดของเผ่าพันธุ์ผู้ถูกจองจำยิ้มออกมากล่าว
จริงๆ แล้ววิชาเร้นลับ ‘บูชาเก้าตะวัน’ นั้น เป็นวิชาเร้นลับในการสาปแช่ง
ที่ใช้การบูชาเป็นเวลา 9 วัน ในการสร้างการเชื่อมต่อของเหตุและผลที่
แข็งแกร่งที่สุด และใช้ในการสาปแช่ง
แต่การสาปแช่งนั้นก็ไม่ได้ปลอดภัย เมื่อรู้ว่าเจ้าแห่งเขตดาวฤกษ์ทางช้าง
เผือกมีสมบัติที่คอยคุ้มครองเหตุและผลแล้ว ต่อให้มีวิชาเร้นลับ ‘บูชาเก้าตะวัน’
ก็ไม่สามารถทำได้อย่างแน่นอน
ที่
และต่อให้สาปแช่งเจ้าแห่งเขตดาวฤกษ์ทางช้างเผือกได้ในท้ายที่สุด
แล้วมันจะเป็นอย่างไร?
เจ้าแห่งเขตดาวฤกษ์ทางช้างเผือกยังไม่ได้ก้าวเข้าสู่ระดับ 12 รอยประทับ
ของสาระสำคัญของชีวิตก็ยังอยู่ในแม่น้ำแห่งกาลเวลาและสามารถฟื้นคืนชีพ
ได้โดยเหล่าผู้แข็งแกร่งสูงสุดของอารยธรรมมนุษย์
ดังนั้นวิธีที่ปลอดภัยที่สุด คือการใช้วิชาเร้นลับ ‘บูชาเก้าตะวัน’ ในการระบุ
ตำแหน่งของร่างแยกของเจ้าแห่งเขตดาวฤกษ์ทางช้างเผือก หลังจากนั้นผู้
แข็งแกร่งระดับ 12 ทั้งหลายก็จะไปรวมตัวกันและปราบปรามเจ้าแห่งเขต
ดาวฤกษ์ทางช้างเผือกอย่างรวดเร็ว และใช้เลือดที่แปลกประหลาดหยดนั้นใน
การปนเปื้อนเจ้าแห่งเขตดาวฤกษ์ทางช้างเผือก
นี่คือแผนการที่สมบูรณ์แบบที่สุดในการจัดการกับเจ้าแห่งเขตดาวฤกษ์
ทางช้างเผือก
“ข้าไม่ต้องการสังหารเจ้าแห่งเขตดาวฤกษ์ทางช้างเผือกให้สิ้นซาก เพียง
แต่ต้องการให้เลือดที่แปลกประหลาดหยดนั้น ส่งผลกระทบต่อเจ้าแห่งเขต
ดาวฤกษ์ทางช้างเผือก และทำให้การก้าวเข้าสู่จุดสูงสุดในตอนที่สำคัญนั้นล้ม
เหลวก็เพียงพอ”
เหล่าผู้แข็งแกร่งระดับ 12 มองหน้ากัน และพยักหน้าเล็กน้อย
“งั้นข้าเริ่มเลยก็แล้วกัน”
ผู้แข็งแกร่งสูงสุดของเผ่าพันธุ์โจวฝานโหวถอนหายใจออกมาเบาๆ ร่าง
จริงที่อยู่ในส่วนลึกของดินแดนของเผ่าพันธุ์โจว คุกเข่าลงและในสมองของเขา
ก็ปรากฏข้อมูลมากมายของเจ้าแห่งเขตดาวฤกษ์ทางช้างเผือก
ในทันที เขาได้สร้างการเชื่อมต่อของเหตุและผลกับเจ้าแห่งเขตดาวฤกษ์
ทางช้างเผือก
และจากนั้นผู้แข็งแกร่งสูงสุดของเผ่าพันธุ์โจวฝานโหวก็ก้มคำนับหลิน
หยวน เมื่อก้มคำนับหนึ่งครั้ง การเชื่อมต่อของเหตุและผลระหว่างทั้งสองฝ่ายก็
พิ่
ขึ้
จะเพิ่มขึ้น
ดินแดนลับ’เซียนฮวง’
หลินหยวนไม่รู้ถึงแผนการของเหล่าผู้แข็งแกร่งระดับ 12 ของเผ่าพันธุ์ต่าง
ดาว
เพียงแต่รู้สึกว่าจนถึงตอนนี้เหล่าผู้แข็งแกร่งระดับ 12 ของเผ่าพันธุ์ต่าง
ดาวนั้น แม้แต่ร่างแยกที่ตนเองจงใจปล่อยออกไปก็ยังไม่สามารถล็อคเป้าหมาย
ได้ เกรงว่าคงไม่มีคุณสมบัติเพียงพอที่จะเล่นกับเขาแล้ว
“แต่เหล่าผู้แข็งแกร่งระดับ 12 นั้น ก็ไม่ได้ลงมือกับอาจารย์ของเรา?”
หลินหยวนมีสายตาที่ลึกล้ำ ตั้งแต่ที่ได้รับรู้จากเผ่าพันธุ์ภัยพิบัติเมื่อ 100 ปี
ก่อนว่า เหล่าผู้แข็งแกร่งระดับ 12 ของเผ่าพันธุ์ต่างดาวต้องการที่จะจัดการกับ
ตนเองแล้ว หลินหยวนก็ได้ขอให้ผู้แข็งแกร่งสูงสุดเซี่ยฉิน และผู้แข็งแกร่งสูงสุด
คนอื่นๆ คอยจับตาดูสถานการณ์ของดาวเคราะห์หลักชิคุนและพ่อแม่ของ
ตนเอง
นอกจากนี้หลินหยวนได้นำเจตจำนงแห่งจิตใจส่วนหนึ่งของพวกเขาไปเก็บ
ไว้ในดินแดนลับ’เซียนฮวง’ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ที่เลวร้ายที่สุด
“ระดับ 12”
หลินหยวนเก็บความคิดไป และเริ่มเตรียมตัวในขั้นสุดท้ายสำหรับการก้าว
เข้าสู่ระดับ 12
ในตอนนี้ภายในแม่น้ำแห่งกาลเวลา รูปร่างของหลินหยวนใหญ่เกินกว่า
แม่น้ำนั้นไปแล้ว หากไม่ได้พยายามหดตัวอยู่ที่ก้นของแม่น้ำแล้ว คาดว่าทั้ง
แม่น้ำนั้นก็คงไม่สามารถรองรับเขาได้
“เรารู้สึกว่า ถ้าเราลุกขึ้นยืนเมื่อไหร่ ความลึกของแม่น้ำนั้น คงจะสูงแค่เอว
ของเรา”
หลินหยวนคิดในใจอย่างเงียบๆ
ขั้
อื่
ผู้แข็งแกร่งในระดับ 11 ขั้นสมบูรณ์แบบคนอื่นๆ สามารถใช้การกระโดด
ด้วยความพยายามทั้งหมด เพื่อกระโดดออกมาจากแม่น้ำได้ชั่วขณะหนึ่ง และ
หยุดอยู่เหนือแม่น้ำได้
ถึงจะเพียงแค่นั้น แต่ก็ต้องจ่ายด้วยพลังทั้งหมดของผู้แข็งแกร่งระดับ 11
ขั้นสมบูรณ์แบบ เมื่อก้าวเข้าสู่ระดับ 12 แล้ว ผู้แข็งแกร่งระดับ 11 ขั้นสมบูรณ์
แบบ สามารถได้รับการหล่อเลี้ยงจากพลังต้นกำเนิดของความว่างเปล่าแห่ง
ความโกลาหลเสียก่อน ถึงจะมีพลังเพียงพอในการกระโดดออกจากแม่น้ำแห่ง
กาลเวลาได้
แต่สำหรับหลินหยวนนั้น?
เขาไม่จำเป็นที่จะต้องใช้การกระโดดด้วยความพยายามทั้งหมดแค่เพียง
ลุกขึ้นยืนเบาๆ ร่างกายส่วนใหญ่ของเขาก็จะปรากฏอยู่ภายนอกแม่น้ำแห่งกาล
เวลาแล้ว
“ด้วยสาระสำคัญของชีวิตและพื้นฐานทั้งหมดของเราในตอนนี้ความเป็น
ไปได้ที่สามารถก้าวเข้าสู่ระดับ 12 ได้นั้น อย่างน้อยก็ 95%”
หลินหยวนคิดในใจอย่างเงียบๆ
ส่วน 0.5% ที่เหลือนั้น มาจากความไม่แน่นอนของความว่างเปล่าแห่ง
ความโกลาหลอันกว้างใหญ่
“หืม?”
สีหน้าของหลินหยวนเปลี่ยนไปอย่างกะทันหัน
“เส้นทางวิวัฒนาการวรยุทธ์ ในที่สุดก็มีผู้แข็งแกร่งระดับ 8 คนแรกถือ
กำเนิดขึ้นแล้ว?”
ในตอนนี้หลินหยวนมีความเข้าใจในกาลอวกาศถึงระดับ 7 และในฐานะที่
เป็นผู้ก่อตั้งเส้นทางวิวัฒนาการวรยุทธ์นั้น สามารถรับรู้ถึงเหล่าผู้ที่ฝึกฝนวร
ยุทธ์ทั่วทั้งจักรวาลได้
“ก็ดี”
บนใบหน้าของหลินหยวนมีรอยยิ้มปรากฏขึ้นมา
แดนศักดิ์สิทธิ์กลางและแดนวิญญาณนั้นสะสมมาหลายล้านปี ผู้แข็งแกร่ง
ในระดับสูงสุดของวรยุทธ์ที่ถือกำเนิดขึ้นมาได้ ก็เป็นเพียงแค่ผู้แข็งแกร่งระดับ
8 ของวรยุทธ์เท่านั้น ซึ่งยังเป็นผลมาจากการทีหลินหยวนบังคับให้เป็น
แต่ในจักรวาลหลักนั้น เพียงแค่ผ่านไปไม่ถึงพันปี แต่กลับสามารถมีผู้
แข็งแกร่งระดับ 8 ของเส้นทางวิวัฒนาการวรยุทธ์ถือกำเนิดขึ้นมาเป็นคนแรก
สาเหตุหลักก็เป็นเพราะว่าอารยธรรมมนุษย์ของจักรวาลหลักนั้นมีวิธีการ
ฝึกฝนที่เป็นระบบมากขึ้น เส้นทางการฝึกฝนที่ลึกลับในตอนแรก ก็ถูกเปิดเผย
ให้เห็นอย่างชัดเจน
เมื่อรวมกับการชี้แนะจากผู้แข็งแกร่งที่ระดับสูงกว่านั้น ทำให้แนวโน้มใน
การพัฒนาเส้นทางวิวัฒนาการวรยุทธ์ในจักรวาลหลักนั้นเหนือกว่าโลกแดน
วิญญาณอย่างมาก และแม้แต่แดนเซียนก็ยังเทียบไม่ได้
“เอาเถอะ ก่อนที่จะก้าวเข้าสู่จุดสูงสุด ไปพบเด็กคนนั้นหน่อยก็แล้วกัน”
หลินหยวนคิดในใจ
ตั้งแต่เมื่อหลายร้อยปีก่อน เพื่อให้กำลังใจเหล่าผู้ฝึกฝนวรยุทธ์ให้พยายาม
ฝึกฝน หลินหยวนได้โพสต์ข้อความผ่านบัญชีผู้ก่อตั้งวรยุทธ์
ใครก็ตามที่สามารถก้าวเข้าสู่วรยุทธ์ระดับ 8 เป็นคนแรก จะได้พบกับเขา
บนดาวเคราะห์ที่รกร้าง
ร่างหนึ่งกำลังนั่งขัดสมาธิอยู่
“วรยุทธ์ระดับ 8 นี่คือวรยุทธ์ระดับ 8!”
ร่างนั้นมีจิตใจที่กระตือรือร้น ภายในร่างกายมีพลังของโลกส่งออกมาเล็ก
น้อย ราวกับว่าโลกใบเล็กๆ ได้ถูกเปิดขึ้น
นั้
ชื่
จื้
ขั้
ร่างนั้นชื่อว่าจางเทียนจื้อ เป็นผู้วิวัฒนาการระดับ 7 ของวรยุทธ์ขั้นสูงสุด
และเมื่อไม่นานมานี้ สามารถเปิดโลกภายในร่างกาย และก้าวเข้าสู่วรยุทธ์ระดับ
8
จนถึงตอนนี้ ในเส้นทางวิวัฒนาการวรยุทธ์ของอารยธรรมมนุษย์นั้น ผู้
แข็งแกร่งสูงสุดเป็นเพียงแค่ระดับ 7 เท่านั้น และยังไม่เคยได้ยินว่ามีผู้แข็งแกร่ง
ระดับ 8 ของวรยุทธ์อยู่เลย
หมายความว่าในตอนนี้ จางเทียนจื้อนั้น มีโอกาสที่จะเป็นผู้วิวัฒนาการวร
ยุทธ์ระดับ 8 คนแรกที่ต่ำกว่าผู้ก่อตั้งเส้นทางวิวัฒนาการวรยุทธ์
“ใช้ร่างกายเป็นรากฐาน โดยมีพลังเลือด จิตวิญญาณ จิตใจพัฒนาควบคู่
กันไป เส้นทางวิวัฒนาการวรยุทธ์นั้นสมแล้วที่อยู่ในอันดับที่ 5 ของมนุษย์”
จางเทียนจื้อสัมผัสถึงการเปลี่ยนแปลงภายในร่างกายอย่างต่อเนื่อง และ
ในขณะเดียวกันก็มีความเคารพต่อผู้ก่อตั้งวรยุทธ์ ผู้ทีได้เปิดเส้นทางวิวัฒนา
การวรยุทธ์มากยิ่งขึ้น
เขาเป็นเพียงแค่ผู้ที่เดินตามเส้นทางวิวัฒนาการวรยุทธ์ทีสมบูรณ์แบบอยู่
แล้ว แต่ยังสามารถสัมผัสได้ถึงความลึกล้ำที่ไม่อาจหยั่งถึงได้ แล้วผู้ก่อตั้งวร
ยุทธ์ผู้ที่ได้เปิดเส้นทางวิวัฒนาการวรยุทธ์ขึ้นมา จะเป็นผู้ที่มีตัวตนเช่นไร?
“มีคนกำลังตามหาข้า?”
จางเทียนจื้อรู้สึกงงไปเล็กน้อย เทพธิดาแห่งปัญญาติดต่อกับเขาโดยตรง
และเตือนว่ามีคนกำลังตามหาตนเอง
“ผู้ก่อตั้งวรยุทธ์เชิญข้า?”
หลังจากที่เห็นว่าใครเป็นคนติดต่อกับตนเอง จางเทียนจื้อรู้สึกงงไปในทันที
ผู้ก่อตั้งวรยุทธ์กำลังตามหาตนเอง?
“จริงด้วย ผู้ก่อตั้งวรยุทธ์เคยกล่าวว่า ใครก็ตามที่ก้าวเข้าสู่ระดับ 8 เป็นคน
แรก ก็จะได้พบกับเขา”
จื้
ขึ้
จางเทียนจื้อนึกขึ้นได้
ในฐานะที่เป็นผู้ฝึกฝนเส้นทางวิวัฒนาการวรยุทธ์ เขาจำทุกข้อความที่ผู้
ก่อตั้งวรยุทธ์ได้โพสต์เอาไว้ในใจได้
“เพียงแต่ว่า…ข้าเพิ่งจะก้าวเข้าสู่ระดับ 8 และยังไม่ได้บอกกับใครเลย แล้ว
ผู้ก่อตั้งวรยุทธ์รู้ได้อย่างไร?”
จางเทียนจื้อไม่กล้ารอช้า และรีบตอบตกลง
ในทันที
เจตจำนงแห่งจิตใจของจางเทียนจื้อ ก็ถูกดึงเข้าไปยังโลกส่วนตัวแห่งหนึ่ง
หลังจากที่ได้รับการเลื่อนขั้นเป็นพลเมืองระดับ 11 แล้ว สิทธิหลายอย่าง
ของหลินหยวนก็มาถึงจุดสุดท้าย และพื้นที่ส่วนตัวก็ขยายออกไปในขอบเขตที่
สูงที่สุด และกลายเป็นโลกส่วนตัว
“คารวะท่านผู้ก่อตั้งวรยุทธ์”
จางเทียนจื้อก็เห็นร่างที่พร่ามัวกำลังยืนอยู่ในใจกลางของโลกและรีบ
เข้าไปคารวะ
“เจ้าทำได้ดี”
หลินหยวนพยักหน้าเล็กน้อย
การเลื่อนขั้นจากวรยุทธ์ระดับ 7 ไปสู่ระดับ 8 นั้น เป็นการเปลี่ยนแปลง
ครั้งใหญ่ ที่เกี่ยวข้องกับการเปิดโลกภายในร่างกาย
แน่นอนว่าในเส้นทางวิวัฒนาการวรยุทธ์ที่หลินหยวนได้สร้างขึ้นมานั้น
ตราบใดที่ไปถึงระดับที่สมบูรณ์แบบที่สุดแล้ว ก็สามารถเปิดโลกภายในร่างกาย
ได้ก่อนที่จะก้าวไปถึงระดับ 7 แต่นั่นกลับยากเกินไป
“หากเจ้ามีคำถามใดๆ ในการฝึกฝน สามารถถามออกมาได้เลย”
จื้
หลินหยวนมองไปยังจางเทียนจื้อ และกล่าว
ในเมื่อได้พบกับจางเทียนจื้อด้วยตนเองแล้ว การชี้แนะอีกฝ่ายสักเล็กน้อย
ก็เป็นเรื่องที่ง่าย
“ขอบคุณท่านผู้ก่อตั้งวรยุทธ์”
เมื่อจางเทียนจื้อได้ยินเช่นนั้น จิตใจก็ตื่นเต้นขึ้นมา
การที่ผู้ก่อตั้งวรยุทธ์ชี้แนะด้วยตนเอง?
หากเรื่องนี้แพร่ออกไป เขาจางเทียนจื้อก็ไม่รู้ว่าจะต้องถูกผู้วิวัฒนาการกี่
คนอิจฉา
“ในการฝึกฝนหลายพันปี ข้าเคยพยายามฝึกฝนในหลายเส้นทาง และพบ
ว่าเส้นทางวิวัฒนาการส่วนใหญ่ มีจุดเน้นในการทำความเข้าใจกฎที่ไม่เหมือน
กัน”
จางเทียนจื้อรีบถามคำถามของตนเองออกมา
ก่อนที่จะฝึกฝนในเส้นทางวิวัฒนาการวรยุทธ์นั้น เขาก็เป็นผู้วิวัฒนาการ
ระดับ 7 ขั้นสูงสุด และเคยพยายามฝึกฝนในเส้นทางวิวัฒนาการต่างๆ มากกว่า
10 เส้นทาง และได้พบว่าเส้นทางวิวัฒนาการแต่ละเส้นทางก็มีความถนัดที่ไม่
เหมือนกัน
เขาอยากรู้ว่าในโลกนี้ไม่มีเส้นทางวิวัฒนาการเส้นไหนเลยหรือที่สามารถ
ครอบคลุมทุกอย่างได้
“มันเป็นเรื่องปกติ เส้นทางวิวัฒนาการนั้นถูกสร้างขึ้นโดยมนุษย์และ
มนุษย์ก็มีสิ่งที่ถนัดและไม่ถนัด เส้นทางวิวัฒนาการก็เช่นกันแม้แต่เส้นทาง
วิวัฒนาการที่แข็งแกร่งที่สุดก็เป็นเช่นนั้น”
หลินหยวนยิ้มออกมากล่าว
“ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้นี่เอง”
จื้
จางเทียนจื้อก็เข้าใจ
จากนั้นจางเทียนจื้อก็เหมือนกับนึกอะไรขึ้นมาได้ และลองถามอย่าง
ระมัดระวังว่า
“แล้วผู้ก่อตั้งวรยุทธ์ล่ะ? ท่านมีความถนัดในด้านใดบ้าง?”
“ข้า?”
หลินหยวนมีสายตาที่สงบ และมองไปยังจางเทียนจื้อที่ไม่กล้าทีจะสบตา
ตนเอง ยิ้มออกมาและกล่าวว่า
“ข้าถนัดทุกอย่าง อย่างละนิด อย่างละหน่อย”