สวรรค์บันดาล: ข้าพเจ้าสร้างวิถี - บทที่ 516 เผด็จการ
ในส่วนลึกของจิตใจของหลินหยวน ประตูสู่ภพหมื่น ‘ใหม่’ บานหนึ่งตั้ง
ตระหง่านอยู่
เมื่อเทียบกับก่อนที่จะก้าวเข้าสู่ระดับ 12 แล้ว ประตูสู่ภพหมื่นในปัจจุบัน
นั้นไม่ได้แตกต่างกันในด้านขนาด
แต่ในด้านรายละเอียดนั้นเต็มไปด้วยลวดลายที่มากขึ้น มีลวดลายโบราณ
ปรากฏขึ้น ออร่าที่ลึกลับอย่างไม่มีที่สิ้นสุดและอยู่เหนือเส้นเวลาแผ่ซ่านออกมา
“ประตูสู่ภพหมื่นในตอนนี้ คาดว่าจะคล้ายคลึงกับประตูสู่ภพหมื่นจริงๆ
มากกว่าเดิมแล้ว”
หลินหยวนรู้สึกคล้อยตามในใจ และคิดในใจ
ในตอนนี้ประตูสู่ภพหมื่นบานนี้ ให้ความรู้สึกว่าอยู่เหนือทุกสิ่งและหลุดพ้น
จากทุกอย่าง
เหตุผลที่เกิดการเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ ก็เพราะว่าสาระสำคัญของชีวิตของ
หลินหยวนในก่อนหน้านี้ต่ำเกินไป ภาพประตูสู่ภพหมื่นทีรองรับเอาไว้นั้นจึงไม่
สมบูรณ์
และในตอนนี้เมื่อก้าวเข้าสู่ระดับ 12 สาระสำคัญของชีวิตก็เปลี่ยนแปลงไป
ด้วย และสามารถที่จะรองรับข้อมูลเกี่ยวกับประตูสู่ภพหมื่นที่แท้จริงได้มากขึ้น
“ประตูแห่งหมื่นโลกอยู่นอกเหนือเส้นเวลา เกรงว่าแม้แต่เหล่าสิ่งมีชีวิตใน
ระดับ 13 ซึ่งควบคุมกาลเวลา แอบสอดส่อง จ้องมองอดีตและอนาคตในเส้น
เวลาต่าง ๆ มากมาย ก็ยังไม่อาจค้นพบมันได้”
หลินหยวนคิดในใจอย่างเงียบๆ
สิ่
นั้
สิ่
สิ่งมีชีวิตแห่งกาลเวลาระดับ 13 นั้นมีลักษณะเฉพาะบางอย่างของสิ่งมี
ชีวิตแห่งกาลเวลาที่สมบูรณ์แบบ และสามารถที่จะดูเส้นเวลามากมายได้
สำหรับสิ่งมีชีวิตแห่งกาลเวลาระดับ 13 แล้ว โดยพื้นฐานแล้วจะไม่มีความ
ลับอะไร ตราบใดที่พวกเขาต้องการที่จะรู้ ก็สามารถที่จะสืบหาร่องรอยผ่าน
ทางเส้นเวลาได้
แต่ประตูสู่ภพหมื่น?
มันอยู่เหนือเส้นเวลาทั้งปวง เหล่าสิ่งมีชีวิตแห่งกาลเวลาระดับ 13 เหล่า
นั้น ต่อให้มายังจิตใจของหลินหยวน และอยู่ต่อหน้าประตูสู่ภพหมื่นบานนี้ ก็ไม่
สามารถที่จะค้นพบมันได้แม้แต่น้อย
หลินหยวนสามารถเห็นประตูสู่ภพหมื่น สามารถรับรู้ได้ถึงกลิ่นอายของ
ประตูสู่ภพหมื่น เพราะเขาเป็นผู้ครอบครองประตูสู่ภพหมื่น
นอกจากหลินหยวนแล้ว ต่อให้แข็งแกร่งเทียบเท่ากับสิ่งมีชีวิตแห่งกาล
เวลา ก็ไม่สามารถที่จะสอดส่องร่องรอยของประตูสู่ภพหมื่นได้
“มาดูกันว่ามีอะไรที่แตกต่างจากก่อนหน้านี้”
หลินหยวนยื่นจิตสำนึกออกไป และหลอมรวมเข้าไปในประตูสู่ภพหมื่น
เริ่มที่จะรับข้อมูลที่อยู่ข้างในอีกครั้ง
หลินหยวนไม่ได้ใส่ใจการเปลี่ยนแปลงของรายละเอียดของประตูสู่ภพ
หมื่น สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือประตูสู่ภพหมื่นในตอนนี้มีหน้าที่และผลลัพธ์ใหม่ๆ
อะไรบ้าง
ฮึ่งๆๆ
ข้อมูลมากมายหลอมรวมเข้าไปในจิตสำนึกของหลินหยวน
สาระสำคัญของชีวิตของหลินหยวนได้รับการยกระดับขึ้นสามารถรองรับ
ประตูสู่ภพหมื่นที่แท้จริงได้มากขึ้น เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้วก็สามารถใช้ความ
สามารถของประตูสู่ภพหมื่นได้มากขึ้นโดยธรรมชาติ
นั้
หลังจากนั้นไม่นาน
หลินหยวนค่อยๆ ลืมตาขึ้นมา ด้วยสีหน้าที่ครุ่นคิด
“ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้”
รอยยิ้มได้ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของหลินหยวน
หลังจากที่ได้รับการรับข้อมูลใหม่ๆ ของประตูสู่ภพหมื่นแล้วหลินหยวนก็
เข้าใจถึงความสามารถใหม่ของประตูสู่ภพหมื่นโดยคร่าว
อย่างแรกก็คือโลกทั้งหลายที่หลินหยวนเดินทางไปโดยอาศัยประตูสู่ภพ
หมื่นนั้น พิกัดและช่องทางเชื่อมต่อของพวกมันได้ถูกล็อกอย่างสมบูรณ์แล้ว
ในอนาคตหากหลินหยวนเดินทางอีกครั้ง ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องจ่ายราคา
ของพลังต้นกำเนิดทำลายขอบเขต และสามารถเดินทางไปได้โดยตรง
นอกจากนี้ เมื่อเดินทางไปยังโลกเหล่านั้น เขาเพียงต้องแยกจิตสำนึกออก
ไปเพียงเสี้ยวเดียว ไม่จำเป็นต้องส่งจิตวิญญาณและเจตจำนงทั้งหมดเข้าไป
อย่างสมบูรณ์
พูดง่ายๆ ก็คือต่อไปในอนาคต ในตอนที่หลินหยวนเดินทางและลงไปยัง
โลกในมิติอื่นๆ ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องจัดวางร่างจริงเอาไว้ให้ดีโลกที่เดินทางไป
และลงไปด้วยจิตสำนึกบางส่วนนั้น จะคล้ายคลึงกับร่างแยกมากขึ้น สามารถที่
จะกระทำไปพร้อมๆ กับร่างจริงได้ (โกงจัดอันนี้)
“นี่ก็ไม่เลว”
หลินหยวนพยักหน้าเล็กน้อย อย่างน้อยในอนาคตก็จะไม่เกิดเหตุการณ์ที่
ต้องหยุดการเดินทาง
ก่อนที่จะทะลวงไปถึงระดับ 12 นั้น เหตุผลที่เขาไม่กล้าทำการเดินทางไป
โลกต้นกำเนิดก็คือ กลัวว่าในระหว่างการเดินทางนั้น จะเกิดการเปลี่ยนแปลง
อะไรขึ้นกับร่างจริง ทำให้ตนเองต้องรีบกลับ
นั้
อัตราการไหลของเวลาของโลกต้นกำเนิดกับจักรวาลหลักนั้นแตกต่างกัน
มาก หากไม่ระวังย่อมต้องเกิดปัญหา
“โลกต้นกำเนิด”
หลินหยวนมองไปยังพิกัดของโลกทั้ง 33 แห่งที่อยู่ในส่วนลึกของประตูสู่
ภพหมื่น
หลังจากที่สาระสำคัญของชีวิตของหลินหยวนก้าวเข้าสู่ระดับ 12 แล้ว
พิกัดของโลกต้นกำเนิดทั้ง 33 แห่ง ก็ชัดเจนขึ้นมาอีกกว่าสิบแห่ง
“พลังต้นกำเนิดทำลายขอบเขต!”
ความคิดที่เกี่ยวกับความสามารถที่เพิ่มขึ้นมาอย่างที่สองของประตูสู่ภพ
หมื่นได้ผุดขึ้นมาในสมองของหลินหยวน
นั่นคือการใช้พลังต้นกำเนิดทำลายขอบเขต
ก่อนหน้านี้วิธีการใช้พลังต้นกำเนิดทำลายขอบเขตของหลินหยวนมีอยู่ไม่
กี่อย่าง
อย่างแรกคือการใช้ในการเดินทาง อย่างที่สองคือการนำสิ่งของจาก
จักรวาลหลักเข้าไปยังโลกที่เดินทางไป หรือนำสิ่งของจากโลกทีเดินทางไปเข้า
มายังจักรวาลหลัก
แต่ในตอนนี้ การใช้พลังต้นกำเนิดทำลายขอบเขตมีมากกว่าเดิม
เช่น ในอนาคตหากหลินหยวนทำการเดินทางไปโลกต้นกำเนิดหากยังคง
เลือกใช้วิธีการลงไปด้วยจิตสำนึก
ในช่วงที่อ่อนแอ สามารถใช้พลังต้นกำเนิดทำลายขอบเขตในการที่จะฟื้น
พลังได้อย่างรวดเร็ว ตามทฤษฎีแล้วตราบใดที่มีพลังต้นกำเนิดทำลายขอบเขต
มากพอ ก็สามารถฟื้นพลังทั้งหมดได้ในพริบตา และจำลองร่างของตนเองใน
จักรวาลหลักไปยังโลกต้นกำเนิดนั้นได้
นั้
ต้องรู้ว่าร่างกายของหลินหยวนนั้นมีรากฐานมากมายซ่อนอยู่การสามารถ
จำลองออกมาไม่ใช่เรื่องของทรัพยากร
แต่พลังต้นกำเนิดทำลายขอบเขตของประตูสู่ภพหมื่น สามารถทีจะจำลอง
ออกมาได้อย่างสมบูรณ์
ในความเป็นจริงแล้วไม่ใช่แค่ร่างกายของหลินหยวน ตราบใดทีเป็นสิ่งของ
อาวุธ หรือสมบัติ หากหลินหยวนเข้าใจอย่างสมบูรณ์แล้วก็สามารถที่จะทำการ
จำลองได้
เป็นเพียงแค่เรื่องของจำนวนพลังต้นกำเนิดทำลายขอบเขตเท่านั้น
“ความสามารถนี้น่ากลัวจริงๆ”
หลินหยวนรู้สึกทึ่งในใจ
จำลองทุกสิ่งทุกอย่างที่มีรูปร่างและไม่มีรูปร่างในโลก
สมกับคำว่าท้าทายสวรรค์
หากมีวันหนึ่งที่หลินหยวนเข้าใจในความว่างเปล่าแห่งความโกลาหลอย่าง
ถ่องแท้แล้ว
จะสามารถใช้พลังต้นกำเนิดทำลายขอบเขตในการที่จะจำลองความว่าง
เปล่าแห่งความโกลาหลออกมาได้หรือไม่?
นอกจากการจำลองแล้ว พลังต้นกำเนิดทำลายขอบเขตยังสามารถที่จะใช้
ในการหลบหนี โจมตี และอื่นๆ ได้อีกด้วย เรียกได้ว่าเป็นพลังที่สารพัด
ประโยชน์
“ด้วยความแข็งแกร่งของร่างกายของเราในตอนนี้ การใช้พลังต้นกำเนิด
ทำลายขอบเขตในการจำลองออกมาอย่างสมบูรณ์แบบนั้นน่าจะต้องใช้พลังต้น
กำเนิดทำลายขอบเขตประมาณ 2,730,000 สาย”
หลินหยวนสัมผัสถึงตนเองเล็กน้อย มุมปากค่อยๆกระตุกเล็กน้อย
นั้
ที่
พลังต้นกำเนิดทำลายขอบเขต 2,730,000 สายนั้นที่จริงแล้วไม่ได้มาก
อะไร เมื่อคำนวณจากความเร็วในการสะสมที่ 90 วันต่อ 1 สาย ก็แค่ 700,000
ปีเท่านั้น (หืม?)
“ไม่จำเป็นต้องจำลองร่างกายโดยตรง”
หลินหยวนส่ายหน้า การเดินทางและลงไปยังโลกอื่นๆ นั้นผลลัพธ์ที่สำคัญ
ที่สุดก็คือการที่จะเข้าใจถึงกฎที่เฉพาะเจาะจงของโลกในมิตินั้น และเดินไปบน
เส้นทางการฝึกฝนของโลกในมิตินั้น
หากนำร่างของจักรวาลหลักไปจำลองที่นั่นแล้ว โดยพื้นฐานแล้วเส้นทาง
ส่วนใหญ่ย่อมต้องถูกกำหนดเอาไว้แล้ว การเดินทางและลงไปด้วยร่างของ
จักรวาลนั้น ย่อมทำให้เกิดการสูญเสียข้อดีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดไป
ในปัจจุบันผลลัพธ์และประโยชน์ที่พลังต้นกำเนิดทำลายขอบเขตมีต่อ
หลินหยวนนั้น ก็คือความสามารถในการรักษาชีวิตในระยะเริ่มต้นของการจุติ
จิตสำนึกนั้นเพิ่มขึ้นอย่างมาก
อย่างน้อยก็ในระยะเริ่มต้นที่ลงไป เมื่อต้องเผชิญหน้ากับภัยพิบัติที่ไม่
สามารถต้านทานได้ ก็สามารถใช้พลังต้นกำเนิดทำลายขอบเขตในการหลบหนี
และช่วงชิงเวลาในการพัฒนาตนเองให้เพียงพอ
ด้วยความเข้าใจท้าทายสวรรค์ของหลินหยวนแล้ว ตราบใดที่มีเวลามาก
พอ ย่อมสามารถเติบโตไปถึงขีดจำกัดที่สามารถเติบโตได้
“ประตูสู่ภพหมื่นในตอนนี้ เราสามารถใช้ในจักรวาลหลักได้โดยตรงแล้ว”
หลินหยวนคิดในใจ
ไม่ว่าจะเป็นจักรวาลหลักหรือความว่างเปล่าแห่งความโกลาหลตราบใดที่
หลินหยวนใช้พลังต้นกำเนิดทำลายขอบเขตในจำนวนทีกำหนด ก็จะสามารถ
กระตุ้นประตูสู่ภพหมื่นเล็กน้อย และเดินทางไปยังตำแหน่งใดก็ได้ที่ตนเอง
ต้องการที่จะไป
ตามทฤษฎีแล้วย่อมไม่มีสิ่งใดที่สามารถขัดขวางประตูสู่ภพหมื่นได้
นี้
“ความสามารถนี้ถ้าไม่จำเป็นก็ห้ามใช้”
หลินหยวนคิดในใจ
ประตูสู่ภพหมื่นนั้นอยู่เหนือเส้นเวลาจำนวนนับไม่ถ้วน โดยพื้นฐานแล้ว
ถือว่าอยู่นอกเหนือจากเส้นเวลา ดังนั้นเหล่าสิ่งมีชีวิตแห่งกาลเวลาระดับ 13
ย่อมไม่สามารถสอดส่องประตูสู่ภพหมื่นได้แม้แต่น้อย
แต่หากกระตุ้นและใช้ประตูสู่ภพหมื่นในความว่างเปล่าแห่งความโกลาหล
แห่งนี้ แม้ว่าจะเป็นเพียงแค่ชั่วขณะ ก็อาจจะทิ้งร่องรอยเล็กน้อยเอาไว้
ร่องรอยเหล่านี้จะอยู่ในอดีต หากเหล่าสิ่งมีชีวิตแห่งกาลเวลาระดับ 13
แอบสอดเส้นเวลาในอดีต ก็อาจจะค้นพบได้
และจากนั้นก็สืบเสาะไปยังปัจจุบันและอนาคต ถึงแม้ว่าจะยังคงไม่
สามารถล็อคตำแหน่งของประตูสู่ภพหมื่นเอาไว้ได้ แต่กลับสามารถล็อค
ตำแหน่งของหลินหยวนได้
ท้ายที่สุดแล้วประตูสู่ภพหมื่นอยู่นอกเหนือเส้นเวลา แต่หลินหยวนยังอยู่
เมื่อทำตามร่องรอยแล้ว ถึงแม้ว่าจะไม่สามารถที่จะล็อคหลินหยวนได้อย่าง
แม่นยำ แต่ก็สามารถล็อคขอบเขตคร่าวๆ ได้
เมื่อถึงตอนนั้น เรื่องยุ่งยากคงจะมาเยือน
การที่หลินหยวนเดินทางลงไปยังมิติต่างๆ โดยอาศัยประตูสู่ภพหมื่นนั้น
เป็นสิ่งที่เสร็จสิ้นไปบนเส้นเวลา และไม่ได้ส่งผลกระทบต่อความว่างเปล่าแห่ง
ความโกลาหลแห่งนี้ แต่การกระตุ้นประตูสู่ภพหมื่นโดยตั้งใจนั้น ก็เหมือนกับ
การนำกลิ่นอายของประตูสู่ภพหมื่นมายังความว่างเปล่าแห่งความโกลาหลแห่ง
นี้
ความหมายของทั้งสองอย่างนั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
หลังจากที่หลินหยวนก้าวเข้าสู่ระดับ 12 แล้ว ประตูสู่ภพหมื่นก็ได้เพิ่ม
ความสามารถและผลลัพธ์มากมาย แต่โดยหลักๆ แล้วก็มีเพียงแค่ 3 อย่างที่
กล่าวมา
“ให้ความช่วยเหลือเรามากเกินไปแล้ว”
หลินหยวนรู้สึกพึงพอใจในใจ ประตูสู่ภพหมื่นในตอนนี้ไม่ว่าจะมองจากมุม
ไหน ก็แข็งแกร่งขึ้นกว่าเดิมมาก
โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้พลังต้นกำเนิดทำลายขอบเขตทีเฉพาะเจาะจง
มากขึ้น ทำให้หลินหยวนมีวิธีการมากขึ้นอีกหนึ่งอย่าง
“พลังต้นกำเนิดทำลายขอบเขต จำนวนพลังต้นกำเนิดทำลายขอบเขตที่
เราสะสมเอาไว้นั้นยังน้อยเกินไป”
หลินหยวนถอนหายใจออกมา
ในตอนนี้จำนวนพลังต้นกำเนิดทำลายขอบเขตทั้งหมดของเขานั้น มีไม่ถึง
3,000 สาย โดยหลักๆ แล้วเป็นเพราะหลินหยวนมีชีวิตอยู่เป็นระยะเวลาที่สั้น
เกินไป หากเป็นผู้แข็งแกร่งระดับ 12 ที่อยู่ในระดับสูงสุดของจักรวาลหลักเหล่า
นั้นที่มีอายุขัยนับแสนล้านปีแล้วพลังต้นกำเนิดทำลายขอบเขตย่อมต้องเพียง
พออย่างแน่นอน
และตามความสามารถของประตูสู่ภพหมื่นในตอนนี้ ตราบใดที่มีพลังต้น
กำเนิดทำลายขอบเขตมากเพียงพอ ก็สามารถที่จะจำลองทรัพยากรมากมาย
ออกมาให้หลินหยวนฝึกฝนได้
แน่นอนว่าการใช้พลังต้นกำเนิดทำลายขอบเขตในการจำลองทรัพยากร
นั้นฟุ่มเฟือยเป็นอย่างมาก เว้นแต่จะเป็นทรัพยากรที่สำคัญหลินหยวนก็จะไม่
ทำเช่นนั้น
อารยธรรมมนุษย์ สถานที่สำคัญหมายเลข 3
ภายในพระราชวังที่ยิ่งใหญ่ ที่บัลลังก์ทั้ง 9 ตั้งอยู่ มีร่างแต่ละร่างนั่งอยู่
นั่นคือเหล่าผู้แข็งแกร่งสูงสุดทั้ง 9 ของอารยธรรมมนุษย์
และในตอนนี้ ตรงกลางของบัลลังก์ทั้ง 9
บัลลังก์ใหม่ก็ได้ก่อตัวขึ้น
ที่
บัลลังก์ที่ 10
ในขณะนั้นเอง
ร่างของหลินหยวนปรากฏขึ้น นั่งลงบนบัลลังก์ที่ 10 อย่างเชื่องช้า
“เจ้าแห่งเขตดาวฤกษ์ทางช้างเผือก ท่านมาแล้ว”
รอยยิ้มได้ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของผู้แข็งแกร่งสูงสุดเซวียนหยวน ผู้
แข็งแกร่งสูงสุดอีก 8 คนมองไปยังหลินหยวนพร้อมๆ กัน
ถึงแม้ว่าหลินหยวนจะเพิ่งกลายเป็นผู้แข็งแกร่งสูงสุดได้ไม่นานแต่ก็เป็นผู้
แข็งแกร่งสูงสุดอันดับหนึ่งของอารยธรรมมนุษย์ที่ไม่มีใครโต้แย้งได้ พลังใน
ขอบเขตบุกเบิกวิถีขั้นสูงสุดนั้น เมื่ออยู่ในจักรวาลแห่งนี้ก็ไร้เทียมทาน
“อืม”
หลินหยวนนั่งอยู่บนบัลลังก์ ในใจก็รู้สึกมากมายเล็กน้อย
สถานที่สำคัญหมายเลข 3 ของอารยธรรมมนุษย์ เขาเคยมาแล้ว
เพียงแต่ในตอนนั้นตนเองทำได้เพียงแค่ยืนอยู่ด้านล่าง และแหงนมอง
เหล่าผู้แข็งแกร่งสูงสุดทั้ง 9 ของอารยธรรมมนุษย์ ในสายตาของผู้แข็งแกร่ง
สูงสุด ในตอนนั้นหลินหยวนก็เป็นเพียงแค่เด็กคนหนึ่ง
“ในเมื่อเจ้าแห่งเขตดาวฤกษ์ทางช้างเผือกมาแล้ว ถ้าอย่างนั้นต่อไปก็มาคุย
กันถึงเรื่องที่สำคัญ”
ผู้แข็งแกร่งสูงสุดเซวียนหยวนมีสีหน้าที่จริงจัง และกล่าวออกมา
“เรื่องที่สำคัญ?”
หลินหยวนเข้าใจในใจ
เรื่องที่สำคัญในปากของผู้แข็งแกร่งสูงสุดเซวียนหยวนจะต้องเป็นเรื่องที่
ส่งผลกระทบต่ออารยธรรมมนุษย์อย่างแน่นอน เรื่องปกติทั่วไปนั้นไม่จำเป็น
ทั้
ที่
ต้องให้ผู้แข็งแกร่งสูงสุดมาหารือกัน เทพีทั้งสามก็สามารถที่จะแก้ไขได้เอง
“หลังจากที่เจ้าแห่งเขตดาวฤกษ์ทางช้างเผือกได้ก้าวเข้าสู่ระดับ 12 แล้ว
เหล่าเผ่าพันธุ์ระดับสูงสุดเหล่านั้นก็เริ่มที่จะลดขนาดอาณาเขตและอำนาจลง”
ผู้แข็งแกร่งสูงสุดเซวียนหยวนกล่าว
เหล่าผู้แข็งแกร่งสูงสุดคนอื่นๆ ได้ยินเช่นนั้นก็พยักหน้าเล็กน้อย
พวกเขารับรู้ถึงการเคลื่อนไหวของเหล่าเผ่าพันธุ์ระดับสูงสุดทั้ง 11 อย่าง
เป็นธรรมชาติแล้ว การที่อารยธรรมมนุษย์ให้กำเนิดเจ้าแห่งเขตดาวฤกษ์ทาง
ช้างเผือกที่ไร้เทียมทาน เหล่าเผ่าพันธุ์ระดับสูงสุดเหล่านั้นจึงทำเช่นนี้ก็เป็น
เรื่องปกติ
“ในขณะที่ทำการลดขนาดอาณาเขต เหล่าผู้แข็งแกร่งระดับ 12 เหล่านั้น
ก็ได้ติดต่อข้า ต้องการที่จะอยู่ร่วมกันกับอารยธรรมมนุษย์ของเราอย่างสันติ
และเต็มใจที่จะจ่ายทุกราคาอย่างแน่นอน”
ผู้แข็งแกร่งสูงสุดเซวียนหยวนกล่าวต่อไป
“อยู่ร่วมกันอย่างสันติ?”
เหล่าผู้แข็งแกร่งสูงสุดหัวเราะ
ในเมื่อรับรู้แล้วว่าไม่สามารถต่อต้านเจ้าแห่งเขตดาวฤกษ์ทางช้างเผือกได้
การเลือกเปลี่ยนจากศัตรูมาเป็นพันธมิตรกับอารยธรรมมนุษย์ถือเป็นวิธีการ
แก้ไขที่ไม่เลว
“ยังมีเผ่าพันธุ์ที่แข็งแกร่ง เผ่าพันธุ์ธรรมดา และเทพโบราณอีกมากมาย ที่
ต้องการมาพึ่งพิงและยอมจำนนต่ออารยธรรมมนุษย์ของเรา”
ผู้แข็งแกร่งสูงสุดเซวียนหยวนกล่าว
การมีอยู่ของหลินหยวนนั้นมีความหมายมากเกินไป แม้แต่เผ่าพันธุ์ระดับ
สูงสุดที่มีผู้แข็งแกร่งระดับ 12 ประจำการก็ยังต้องหลีก
ที่
ที่
ดี่
ทาง เผ่าพันธุ์ที่แข็งแกร่ง เผ่าพันธุ์ธรรมดา และเทพโบราณที่โดดเดี่ยวก็
ย่อมกลัวเป็นธรรมดา
“เจ้าแห่งเขตดาวฤกษ์ทางช้างเผือก เรื่องนี้สิทธิ์ในการตัดสินใจอยู่ที่ท่าน”
ผู้แข็งแกร่งสูงสุดเซวียนหยวนมองไปยังหลินหยวนและกล่าว
เหล่าเผ่าพันธุ์ระดับสูงสุดและผู้แข็งแกร่งระดับ 12 เหล่านั้นทำเช่นนี้ก็
เพราะหลินหยวน ดังนั้นในท้ายที่สุดแล้วจะปฏิบัติต่อพวกเขาอย่างไร ก็ขึ้นอยู่
กับว่าหลินหยวนคิดอย่างไร
“เหล่าเผ่าพันธุ์ที่แข็งแกร่ง เผ่าพันธุ์ธรรมดา และเทพโบราณที่มาพึ่งพิง
ตราบใดที่ไม่มีความแค้นอะไรกับอารยธรรมมนุษย์ของเราก็รับพวกเขาทั้งหมด
เอาไว้เถอะ”
หลินหยวนคิดอยู่ครู่หนึ่ง และกล่าวออกมา
ถึงแม้ว่าห้วงอวกาศจะถูกเรียกว่าหมื่นเผ่าพันธุ์ แต่ในความเป็นจริงแล้วก็
เป็นเพียงแค่สมรภูมิรบของเหล่าเผ่าพันธุ์ระดับสูงสุดทั้ง 12 เผ่าพันธุ์เท่านั้น
เผ่าพันธุ์ที่แข็งแกร่งและเผ่าพันธุ์ธรรมดามากมายทำได้เพียงแค่ทำตามกระแส
และไม่มีสิทธิ์ในการพูดอะไรเลย
ส่วนเหล่าเทพโบราณที่โดดเดี่ยวนั้นก็เป็นเช่นนั้น
“เหล่าเผ่าพันธุ์ระดับสูงสุดเหล่านั้น? นอกเหนือจากเผ่าพันธุ์ภัยพิบัติแล้ว
หากต้องการที่จะสงบศึกกับข้า ก็ไม่มีปัญหา มอบอาวุธ
ระดับ 12 และสมบัติล้ำค่าระดับ 12 ดาว จำนวน 9 ใน 10 ส่วน และต่อไป
จะต้องใช้ชีวิตอยู่ในพื้นที่ที่อารยธรรมมนุษย์ของเราได้กำหนดเอาไว้”
หลินหยวนกล่าวอย่างสบายๆ
เหตุผลที่เว้นเผ่าพันธุ์ภัยพิบัติเอาไว้ ก็เพราะการฆ่าฟันกันระหว่าง
อารยธรรมมนุษย์กับเผ่าพันธุ์ภัยพิบัติไม่มากนัก ไม่มีความแค้นอะไรมากนัก
และเมื่อรวมกับการส่งข่าวของผู้แข็งแกร่งสูงสุดทั้งสองของเผ่าพันธุ์ภัยพิบัติ
นั้
นี้
ถึงแม้ว่าการส่งข่าวนั้นจะไม่มีความหมายอะไร ถึงจะไม่ทำเช่นนี้เหล่าผู้
แข็งแกร่งระดับ 12 เหล่านั้นก็ไม่สามารถที่จะทำอะไรหลินหยวนได้
แต่อย่างน้อยอีกฝ่ายก็แสดงความปรารถนาดีออกมา
และที่มาของเผ่าพันธุ์ภัยพิบัตินั้นยิ่งใหญ่กว่าที่คิด กระท่อมไม้ในระดับ
ขอบเขตโกลาหลนั้นหลินหยวนไม่มั่นใจว่าจะสามารถจัดการได้
“มอบอาวุธและสมบัติล้ำค่าระดับ 12 จำนวน 9 ใน 10 ส่วน?”
ผู้แข็งแกร่งสูงสุดเซวียนหยวนและผู้แข็งแกร่งสูงสุดอีก 8 คนมองหน้ากัน
เผด็จการ
เผด็จการเกินไปแล้ว
สิ่งที่หลินหยวนพูดถึงว่า 9 ใน 10 ส่วนของอาวุธและสมบัติล้ำค่าระดับ 12
นั้น หมายรวมถึงอาวุธและสมบัติที่เหล่าผู้แข็งแกร่งระดับ 12 ครอบครอง
นี่มันเหมือนกับการเฉือนเนื้อของเหล่าผู้แข็งแกร่งระดับ 12 เหล่านั้น
“เกรงว่าจะยากที่จะตอบตกลง”
ผู้แข็งแกร่งสูงสุดเซวียนหยวนกล่าวอย่างลังเล
“ไม่เป็นไร”
“พวกเขาจะตอบตกลง”
หลินหยวนยิ้ม
“ดี ข้าจะบอกพวกเขาเดี๋ยวนี้”
ผู้แข็งแกร่งสูงสุดเซวียนหยวนพยักหน้า และติดต่อกับเหล่าผู้แข็งแกร่ง
สูงสุดของเผ่าพันธุ์ระดับสูงสุดต่างๆ ในทันที
“เผ่าพันธุ์ภัยพิบัติก็เว้นไป”
หลินหยวนเสริม
“เข้าใจแล้ว”
ผู้แข็งแกร่งสูงสุดเซวียนหยวนพยักหน้า
“ต้องระมัดระวังเผ่าพันธุ์ภัยพิบัติ”
ผู้แข็งแกร่งสูงสุดคนอื่นๆ เห็นด้วย
“เผ่าพันธุ์ภัยพิบัตินั้น มีความเป็นไปได้ว่าจะมาจากความว่างเปล่าแห่ง
ความโกลาหล”
หลินหยวนกล่าว
“ความว่างเปล่าแห่งความโกลาหล?”
เหล่าผู้แข็งแกร่งสูงสุดในที่เกิดเหตุต่างก็ตกตะลึง พวกเขาคิดมาตลอดว่า
เผ่าพันธุ์ภัยพิบัตินั้นมาจากยุคจักรวาลก่อน แต่ไม่คิดว่าจะมาจากที่ที่ไกลกว่า
นั้น
“ถูกต้อง”
หลินหยวนพยักหน้า หลังจากที่ก้าวเข้าสู่ระดับ 12 แล้ว เขาสามารถมอง
เห็นความลับที่มากกว่าเดิมได้ และรวมถึงเผ่าพันธุ์ภัยพิบัติด้วย
“ร่างแยกของข้า ได้ไปถึงเผ่าพันธุ์ภัยพิบัติแล้ว”
หลินหยวนยิ้ม
ในส่วนลึกของดินแดนเผ่าพันธุ์ภัยพิบัติ
สถานที่ลึกลับที่ไม่สามารถที่จะรับรู้ได้
ที่นี่
ที่
ที่
ที่นี่มีเพียงแค่กระท่อมไม้ที่ไม่โดดเด่นเพียงหลังเดียว ที่ล่องลอยอยู่ในห้วง
อวกาศที่ลึกซึ้ง ราวกับว่าดำรงอยู่ตลอดกาล
ในขณะนั้นเอง
พลังที่มองไม่เห็นได้รวมตัวกัน และก่อตัวขึ้นเป็นร่าง
คือหลินหยวน
“น้อมคารวะเจ้าแห่งเขตดาวฤกษ์ทางช้างเผือก”
ในขณะที่หลินหยวนปรากฏตัวขึ้นนั้น ประตูกระท่อมไม้ก็เปิดออกด้วย
ตนเอง ร่าง 2 ร่างเดินออกมาจากข้างใน โค้งคำนับให้หลินหยวนเล็กน้อย