สวินหยาง ยอดหญิงไร้พ่าย ภาค 1 - ตอนที่ 69 แค้นใจ (2)
หัวใจของจื่อเหวยเต้นรัว นางเข้าใจดี ไม่ว่าเบื้องหลังของฉู่หลิงอวิ้นจะมีใครคอยถือหาง แต่ภายในจวนอ๋องแห่งนี้ ผู้ใดก็ไม่อาจขัดคำสั่งของฉู่ฉีเหยียน ดังนั้นนางจึงไม่ได้ปิดบัง เล่าทุกเรื่องที่ฉู่หลิงอวิ้นทำลงไปในช่วงเวลานั้นอย่างไม่คิดอำพราง
ตั้งแต่เป่าหูฉู่เยว่เหยาให้รับอนุแก่ซื่อจื่อจวนผิงกั๋วกง จนไปถึงเรื่องที่ซูหว่านก่อเรื่องกลางตลาดจนไปชนรถม้าของฉู่สวินหยางเข้า ต่อมาก็บอกใบ้ซูหลินให้ลงมือสังหารฉู่สวินหยาง รวมถึงเรื่องสุดท้ายที่วังหลวงในวันนั้น ที่ฉู่หลิวอวิ้นแอบยุยงหลัวฮองเฮาให้ส่งทั่วป๋าหรงเหยาไปเป็นอนุของฉู่ฉีฮุย
ฉู่ฉีเหยียนฟังอย่างเงียบๆ ระหว่างนั้นจื่อเหวยก็แอบชำเลืองมองเขาอย่างระวัง แต่เขาก็ฟังด้วยสีหน้าราบเรียบ ไร้ความรู้สึกไปจนจบ ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงเรื่องบันดาลโทสะ เพราะหลังจากที่นางเล่าจบไปได้เนิ่นนานแล้ว เขาก็เอาแต่เหม่อลอย ผ่านไปพักใหญ่แล้วก็ยังไร้ปฏิกิริยา
“ซื่อจื่อ…” จื่อเหวยรวบรวมความกล้าลองเรียกเขา “ที่บ่าวรู้ก็เล่าไปหมดแล้ว มิบังอาจปิดบังแม้สักนิดเจ้าค่ะ”
ฉู่ฉีเหยียนส่งเสียง “อืม” ครั้งหนึ่ง แล้วถึงเรียกสติกลับมา โบกมือใส่นาง “เจ้าออกไปเถอะ”
“เจ้าค่ะ!” จื่อเหวยลุกขึ้นยืน ยังระแวดระวังจนไม่กล้าหายใจแรง ผลักประตูแล้วเดินจากไป
ฉู่ฉีเหยียนจดจ้องไปทางประตูด้วยสีหน้าครุ่นคิด จนกระทั่งเสียงฝีเท้าหายไปเมื่อถึงลานด้านนอก เขาถึงค่อยดึงสายตากลับมามองหลี่หลิน ผู้ที่กำลังยืนสงบเสงี่ยมอยู่ข้างประตู ถามว่า “เจ้าคิดเห็นอย่างไร”
หลี่หลินชะงักกึก ก่อนจะมีเพียงรอยยิ้มลำบากใจส่งมาให้
ฉู่หลิงอวิ้นทำเรื่องเหล่านี้ หากไม่มีใครรู้ก็ถือว่าดีไป เพราะหากเปลี่ยนเป็นคนอื่นก็คงแค้นนางไม่ต่างกัน ผู้อื่นจะเอาคืนถึงชีวิตก็ยังถือว่าเบาไปด้วยซ้ำ
“แม้องค์รัชทายาทจะเป็นคนเงียบๆ แต่ว่าความคิดลึกซึ้งไม่อาจคาดเดา เส้นสายความสัมพันธ์ที่วังบูรพามีอยู่ในมือไม่ได้ด้อยไปกว่าพวกเรา พวกเขาจะรู้เรื่องราวเหล่านี้ก็ไม่แปลกอะไร” หลี่หลินตอบ เพียงวิเคราะห์ตามจุดยืนของผู้ชมซึ่งเป็นคนนอก “เรื่องอื่นนั้นไม่เท่าไร แต่ครั้งก่อนที่ไปพระราชนิเวศน์ ซื่อจื่อซูลงมือลอบฆ่าท่านหญิงสวินหยางอย่างโจ๋งครึ่ม หากนางคิดจะแก้แค้น ก็ถือว่าเป็นสิ่งที่สมด้วยเหตุและผลทั้งสิ้น”
“ถูกแล้ว ฐานะของเมืองฉางซุ่นพิเศษต่างแตก ใครเข้าไปข้องเกี่ยว ก็คงเหมือนมีหนามทิ่มแทงหัวใจ” ฉู่ฉีเหยียนพยักหน้าพลางทอดถอนใจ เหมือนว่าเห็นชอบกับวาจาของหลี่หลิน ทว่าสีหน้ากลับต่างออกไปคนละเรื่อง
หลี่หลินมึนงงไปหมด สุดท้ายได้ยินเสียงหัวเราะเยาะหยันกับตัวเองของเขาเบาๆ “วิธีที่นางแก้แค้นซูหลิน คือการให้เขาได้แต่งงานกับพี่หญิงตามที่วาดหวังหรือนี่”
แม้ข้อสรุปแรกจะมีที่มาที่ไปครบพร้อม แต่ว่าข้อสรุปหลังกลับชวนให้คนฟังทำหน้าไม่ถูก
“สุดท้ายแล้วท่านหญิงสวินหยางก็แค่สตรีธรรมดาๆ ผู้หนึ่ง” ความคิดของหลี่หลินเรียบง่ายกว่ามาก เอ่ยอย่างคัดค้านว่า “ไม่อาจปฏิเสธได้เลย เรื่องนี้จะกลายเป็นแผลในใจท่านหญิงของเราไปชั่วชีวิต”
ถ้านี่เป็นฝีมือของฉู่สวินหยาง หากนำไปเชื่อมโยงกับอำนาจในราชสำนักก็ออกจะขัดๆ กันอยู่ แต่ถ้าบอกว่าเป็นความแค้นส่วนตัวระหว่างนางกับฉู่หลิงอวิ้น เช่นนั้นจะเข้าใจได้ง่ายขึ้นมาก
ฉู่ฉีเหยียนได้ฟัง ก็กดยิ้มลึกอย่างยากจะเข้าใจ
สายตาของเขาจ้องอยู่ที่โคมไฟแปดเหลี่ยมตรงมุมโต๊ะ ดวงหน้าคล้ายจะดูดซับความหนักอึ้งของแผ่นฟ้ายามราตรีเอาไว้ ก่อนจะส่ายหน้าช้าๆ “หากว่าเป็นเรื่องบังเอิญก็ช่างเถอะ ไม่อย่างนั้น…”
วาจาต่อจากนั้น เขาไม่ยอมเอ่ยต่อ
หลี่หลินรออยู่อย่างนั้นนานทีเดียว สุดท้ายฉู่ฉีเหยียนกลับปิดตาลงด้วยท่าทีอ่อนล้า ยกมือขึ้นโบกเบาๆ
คล้ายกับมีหินหนักกดทับอยู่ในใจของหลี่หลินโดยพลัน แต่เขาก็ไม่ได้ถามซักไซ้ เพียงโค้งกายแล้วถอยออกไป
ฉู่ฉีเหยียนนั่งพิงพนักเก้าอี้แน่นิ่งอยู่เป็นนาน ลมหายใจมั่นคงเหมือนว่าหลับไปแล้ว หลังจากผ่านไปพักใหญ่ มุมปากของเขาก็ยกโค้งขึ้นมาอย่างเงียบๆ …
รอยยิ้มเล็กๆ เป็นรักหรือเกลียดนั้นยากจะแยกแยะ
หากกระบวนท่านี้ของฉู่สวินหยางทำเพื่อระบายความแค้นที่มีต่อฉู่หลิงอวิ้นก็แล้วไป แต่ถ้าเป้าหมายที่แท้จริงของนางคือการโจมตีจวนอ๋องหนานเหอ เช่นนั้นดรุณีน้อยคงต้องกลายเป็นปัญหาใหญ่ของเขา จำเป็นต้องระวังให้มาก!
…
คืนนั้นคนแซ่เจิ้งไม่อาจปิดตานอนหลับได้ทั้งคืน จึงคอยสั่งให้คนจับตาดูฉู่หลิงอวิ้นทางนั้น ด้วยกลัวว่าบุตรสาวจะคิดไม่ตกแล้วทำเรื่องโง่เขลาขึ้นมาจริงๆ ส่วนทางฉู่อี้หมินก็ปิดข่าวสุดความสามารถ ไม่ให้เรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นในเรือนฉู่หลิงอวิ้น ณ วันนี้ถูกแพร่งพรายออกไป
โอกาสที่จะได้เกี่ยวดองกับสกุลซูได้มาไม่ง่าย จะอย่างไรก็ห้ามทำพังเด็ดขาด ยิ่งไม่อาจให้เรื่องเหลวไหลของฉู่หลิงอวิ้นไปถึงหูคนสกุลซู ไม่เช่นนั้นต่อให้แต่งกันไป ก็ยากจะมองหน้ากันได้สนิทใจ เป็นการได้ไม่คุ้มเสีย
ระแวดระวังกันมาตลอดคืนแล้ว พอฟ้าสางคนแซ่เจิ้งก็ไปหาฉู่หลิงอวิ้นในทันที ยอมทำตัวเป็นยัยแก่ขี้บ่นเกลี้ยกล่อมนางให้เตรียมตัวรอรับราชโองการ คิดไม่ถึงว่าข้ามประตูเข้าไปจะเห็นบุตรสาวนั่งหวีผมเตรียมตัวอยู่หน้ากระจกด้วยสีหน้าปกติ
คนแซ่เจิ้งหันไปสบตากับป้ากู้ที่ติดตามมาด้วย ทำทีอย่างกับมองเห็นผี ยืนตะลึงนิ่งอยู่ข้างประตู
ฉู่หลิงอวิ้นเห็นจากในกระจกว่าคนแซ่เจิ้งมา จึงหันหน้ากลับมามองพร้อมรอยยิ้ม “ท่านแม่มาแล้วรึ? เหตุใดจึงมาแต่เช้าเลยล่ะเจ้าคะ”
“อ้อ!” คนแซ่เจิ้งพลันได้สติ เพราะว่าใจไม่สงบ จึงเดินเข้ามาหานางด้วยรอยยิ้มแข็งทื่อ เอ่ยว่า “เมื่อวานท่านพ่อเจ้าพักอยู่ที่เรือนข้า เขาตื่นไปประชุมแต่เช้า ข้าเลยลุกตามด้วย จึงแวะมาดูเจ้าเสียหน่อย”
นางเดินเข้ามานั่ง คว้ามือของฉู่หลิงอวิ้นมาบีบไว้ แต่ไม่ว่าจะมองอย่างไร รอยยิ้มบนดวงหน้าของอีกฝ่ายก็ช่างดูขัดตานัก
สุดท้าย คนแซ่งเจิ้งก็ส่งสายตาให้ป้ากู้และสาวใช้คนอื่นๆ “เจ้าพาพวกบ่าวออกไปก่อน ข้ามีเรื่องจะคุยกับอวิ้นเอ๋อร์หน่อย”
“เจ้าค่ะ พระชายา!” ป้ากู้รับคำสั่ง สะบัดมือทีหนึ่งแล้วพาสาวใช้ล่าถอยออกไป
รอจนในเรือนไม่มีคนนอกแล้ว สีหน้าของคนแซ่เจิ้งพลันเคลือบไปด้วยความกังวล กุมมือของฉู่หลิงอวิ้นพลางเอ่ยว่า “อวิ้นเอ๋อร์ แม่รู้ว่าการแต่งงานครั้งนี้ทำให้เจ้าทุกข์ใจ แต่เรื่องราวมาถึงขั้นนี้แล้ว มันไม่มีทางอื่น เจ้า…”
นางพูดไป หัวใจก็เต้นดังไม่เป็นจังหวะ แต่ก็ยังคงกระชับมือของฉู่หลิงอวิ้นแน่น เอ่ยเสียงสั่นเครือ “เจ้าอย่าได้คิดสั้นเด็ดขาด! แม้เจ้าจะไม่ชอบพอซื่อจื่อซู แต่ข้าดูออกว่าเขารักเจ้าอย่างจริงใจ เจ้าแต่งออกไป…”
ฉู่หลิงอวิ้นฟังคำพูดของมารดา สีหน้าของหน้าก็พลันมืดลงอย่างอดไม่อยู่ ก่อนจะสะบัดหน้าไปอีกทาง เอ่ยแทรกคำพูดของอีกฝ่ายว่า “ท่านแม่ไม่ต้องมากล่อมข้า ต่อให้ไม่รักไม่ชอบ แต่เรื่องใดหนักเบาข้าแยกแยะได้ ในเมื่อเสด็จปู่พระราชทานงามสมรสลงมาแล้ว ข้าก็ไม่มีสิทธิ์คัดค้าน”
แต่ไม่ว่าอย่างไรนางก็ไม่ยินดี ยามพูดออกไปจึงมีน้ำตาคลอเอ่ออยู่เต็มสองเบ้า
ฉู่หลิงอวิ้นยกมือปาดน้ำตาทิ้ง ตอนที่หันหน้ามามองนางก็ฝืนส่งยิ้มขมขื่นมาให้ กล่าวว่า “เมื่อคืนข้ายังทำใจยอมรับไม่ได้ ถึงได้ลงมือทำร้ายตัวเอง ทำให้ท่านพ่อกับท่านแม่ไม่สบายใจ เป็นลูกที่อกตัญญู ท่านพ่อทางนั้นคงโกรธลูกอยู่แน่ๆ ท่านแม่ช่วยพูดให้ข้าที สุขภาพของท่านพ่อไม่ดีนัก อย่าให้เขาล้มป่วยไปเพราะข้า”
เดิมคนแซ่เจิ้งยังกังวลกับการเปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหันของนาง เวลานี้เห็นนางยอมอดทนกล้ำกลืน ก็อดจะตาแดงตามไม่ได้ จึงบีบมือของนางอย่างแรง เอ่ยว่า “เจ้าคิดได้ย่อมเป็นเรื่องดี พ่อเจ้าทางนั้นไม่ต้องกังวล เขาก็แค่พูดไปเพราะโมโห แต่ว่าตัวเจ้าเองต้องเข้าใจ พวกผู้ชายน่ะ…”
“ท่านแม่!” ฉู่หลิงอวิ้นตัดบทนางอย่างหงุดหงิด แล้วสะบัดหน้าหนีอย่างเจ็บแค้น “ไม่ต้องพูดอีกแล้ว ข้าก็ยอมแล้วนี่ไง!”
คนแซ่เจิ้งรู้นิสัยบุตรสาวของตนเองดี จึงยอมโอนอ่อนผ่อนตาม รีบเปลี่ยนไปพูดเรื่องอื่น “ก็ได้ แม่ไม่พูดแล้ว ข้าจะไปดูข้างหน้าหน่อย เจ้าก็เตรียมตัวเถอะ”
นางพูดพลางบีบมือฉู่หลิงอวิ้น หลังจากเน้นย้ำอีกครั้ง ก็ถอนหายใจแล้วลุกเดินจากไป
ฉู่หลิงอวิ้นยังนั่งอยู่ที่เก่า วินาที่ที่คนแซ่เจิ้งหมุนตัว ก็เรียกน้ำตากลับคืนได้ในทันที แล้วส่งยิ้มน่าขนลุกให้กระจกทองเหลืองที่อยู่เบื้องหน้า…
นางคาดเดาความคิดของคนแซ่เจิ้งได้อย่างแม่นยำ ละครบทนี้จะแสดงอย่างไรให้ออกมาเหมือนจริงที่สุด ไม่ใช่ปัญหาใหญ่สำหรับนาง
…
เช้าตรู่วันนี้ ฉู่สวินหยางจิตใจกระจ่างแจ่มใส หลังรับอาหารเช้าแล้วก็ไปยืนเหม่ออยู่ให้ต้นจันทน์ที่นอกลาน
ผ่านไปสักพักก็ได้ยินเสียงฝีเท้าจากที่ไกลๆ เงยหน้าขึ้นเห็นเป็นชิงหลัวที่ก้าวพรวดๆ เข้ามาจากนอกเรือน “ท่านหญิง!”
“มีข่าวจากจวนอ๋องหนานเหอแล้วรึ” ฉู่สวินหยางพยักหน้าแล้วถาม
“เจ้าค่ะ!” ชิงหลัวผงกศีรษะ “ราชโองการพระราชทานสมรสระหว่างจวนอ๋องหนานเหอกับสกุลซูออกมาแล้ว วันเวลาก็กำหนดแล้ว เป็นวันที่สิบหกเดือนหน้าเจ้าค่ะ”
“ฮองเฮารักนาง หากว่านี่เป็นเรื่องจริง ก็ถือว่าเคลื่อนไหวรวดเร็วนัก” ฉู่สวินหยางหัวเราะเบาๆ ครั้งหนึ่ง ไม่คิดว่าเรื่องราวเป็นดังว่า นางขบคิดพักหนึ่งแล้วถาม “เดือนหน้า? ไม่กระชั้นชิดไปหรือ”
“เป็นจวนอ๋องหนานเหอที่ไปขอราชโองการ บอกว่าท่านหญิงอันเล่อถึงวัยที่เหมาะสม ในเมื่อจะแต่งก็รีบจัดการให้เรียบร้อยไว้เป็นดี” ชิงหลังกล่าว
“เขาคงอยากรีบจบปัญหาให้เร็วที่สุด กลัวว่าฉู่หลิงอวิ้นจะเล่นลูกไม้อะไรอีกกระมัง” ฉู่สวินหยางยิ้ม เหลือบมองนางอีกครั้ง “เช่นนั้น งานมงคลของพวกเขาก็ต้องจัดขึ้นที่นี่แล้วล่ะสิ”
“น่าจะจัดที่นี่เจ้าค่ะ เวลาน้อยนิด หากเร่งกลับจวนอ๋องฉางซุ่นคงไม่ทันกาล รอจบงานแล้วซื่อจื่อซูค่อยพาเจ้าสาวกลับบ้าน หรืออาจจะ…” ชิงหลัวพิจารณาก่อนจะเอ่ยต่อ “ฮองเฮาเอ็นดูนาง อาจประทานจวนในเมืองหลวงให้นางสักหลังก็เป็นได้”
ฉู่สวินหยางกระตุกยิ้ม ไม่ว่ากระไร เห็นชัดว่าไม่สนใจประเด็นนี้ เพียงเอ่ยว่า “ทั่วป๋าไหวอันทางนั้นล่ะ ทั้งคู่ขอสมรสพระราชทานวันเดียวกัน ส่งเสริมสกุลซูย่อมเท่ากับหักหน้าทั่วป๋าไหวอัน ฮ่องเต้ไม่มีทางนิ่งเฉยแน่”
“เห็นว่าหลังจบประชุมเช้า ฮ่องเต้เรียกตัวทั่วป๋าไหวอันไปที่ห้องทรงอักษรเพียงลำพัง คงเรียกไปคุยอะไรแล้วเจ้าค่ะ” ชิงหลัวตอบความ
ฉู่สวินหยางนิ่งคิด นางไม่ค่อยแน่ใจถึงความคิดของฮ่องเต้นัก เพราะฉะนั้นยังจับทางไม่ได้ก็ต้องปล่อยไปก่อน