สวินหยาง ยอดหญิงไร้พ่าย ภาค 1 - ตอนที่ 69 แค้นใจ (3)
“ท่านหญิง ขออภัยที่หม่อมฉันปากมาก จวนอ๋องหนานเหอดองกับสกุลซู แม้ว่าฮ่องเต้จะเกิดความหวาดระแวง แต่สองสกุลนั้นก็หาใช่คนโง่ ขอเพียงพวกเขาคุมทหารไม่ให้เคลื่อนไหว ฮ่องเต้ย่อมไม่อาจเอาผิดได้” ชิงหลัวเห็นฉู่สวินหยางไม่พูดจา ตนลังเลอยู่ครู่หนึ่งจึงค่อยเอ่ยปัญหาคาใจ “ไม่ว่าจะอย่างไร เมื่องานมงคลเกิดขึ้น พวกเขาสองจวนย่อมถูกมัดให้ขึ้นเรือลำเดียวกันแล้ว”
เรื่องนี้ คนที่ทุกข์ใจที่สุดคือฉู่หลิงอวิ้น แต่คนอื่นๆ ในจวนอ๋องหนานเหอ เกรงว่าจะแอบหน้าชื่นตาบานอยู่เบื้องหลัง
ชิงหลัวคิดไม่ตก ฉู่สวินหยางไม่มีทางหาความยุ่งยากให้ฉู่หลิงอวิ้นด้วยเพราะความแค้นส่วนตัว โดยไม่สนใจสถานการณ์โดยรวมเป็นแน่ ส่วนท่าทางของฉู่อี้อันในท้องพระโรง ก็เห็นชัดว่ามีเจตนาช่วยนางผลักดันให้เรื่องไปในทิศทางนี้
“ข้าวางแผนให้นางแต่งกับซูหลิน นางก็จะแต่งให้ซูหลินง่ายๆ หรือ” ฉู่สวินหยางเห็นชิงหลัวหน้านิ่วคิ้วขมวดก็หลุดหัวเราะออกมา แบะปากอย่างใคร่ครวญ “ถ้านางยอมจำนนง่ายๆ นางก็ไม่ใช่ฉู่หลิงอวิ้นแล้ว”
ในสมองของชิงหลัวพลันสว่างวาบ จู่ๆ ก็เบิกตาโพลง “วันนั้นที่ท่านหญิงไปพบทั่วป๋าไหวอัน เพราะจงใจทิ้งร่องรอยให้พวกเขาเห็นหรือเจ้าคะ”
“จวนอ๋องหนานเหอมีคนฝีมือล้ำเลิศมากมาย การจะสืบเรื่องเล็กๆ เช่นนี้ไม่ใช่ว่าง่ายดายเหมือนพลิกฝ่ามือหรือ” ฉู่สวินหยางมองนางแล้วถามกลับ รอยยิ้มบนใบหน้าและความอบอุ่นกลางหว่างคิ้ว ชวนให้คนรู้สึกถึงความลึกซึ้งซึ่งไม่อาจเข้าใจ
นางมองชิงหลัวแล้วหัวเราะน่ามอง “ข้าไม่กลัวนางรู้ว่าข้าทำ ตรงกันข้าม ข้ากลับกลัวว่านางจะถูกปิดบัง ต้องกล้ำกลืนโดนไม่รู้ต้องระบายแค้นนี้กับใคร”
ฉู่หลิงอวิ้นไม่เคยสนใจซูหลิน แต่เมื่อมีราชโองการออกมา นางจึงไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธ กล่าวตามหลักแล้ว ต่อให้ตัวนางเองไม่ยินยอม ฉู่อี้หมินกับคนแซ่เจิ้งก็ต้องจับนางมัดขึ้นเกี้ยวเจ้าสาวจนได้
แต่ว่าตอนนี้…
ให้นางรู้ว่าตนอยู่เบื้องหลังแผนการทั้งหมด ด้วยนิสัยชอบเป็นที่หนึ่งของนาง นางยังจะยอมจำนนแต่โดยดีหรือ
น่ากลัวว่า…
ไม่มีทางเสียหรอก!
“ทันทีที่ท่านหญิงอันเล่อล้มการแต่งงาน จวนอ๋องหนานเหอกับสกุลซูต้องกลายเป็นศัตรูกัน ถึงเวลานั้นต่อให้คนสกุลซูไม่เอนเอียงมาทางเรา แต่ก็ยากนักหากจวนอ๋องหนานเหอคิดจะดึงเขามาเป็นพวก” ชิงหลัวอธิบายพร้อมกับใช้ความคิด สายตาสั่นระริกด้วยความตื่นเต้น
นางคิดแล้วว่าฉู่สวินหยางไม่ได้ทำเช่นนี้เพียงเพราะต้องการแก้แค้นฉู่หลิงอวิ้น ยั่วยุให้ทั่วป๋าไหวอันไปขอพระราชทานสมรสเพื่อกระตุ้นให้ซูหลินกระโดดออกมา นางไม่ได้คิดจะให้ฉู่หลิงอวิ้นแต่งไปโม่เป่ยตั้งแต่แรก ส่วนสกุลซูก็เป็นแค่ฉากหน้า สิ่งที่นางต้องการจริงๆ…
คือการได้เห็นสกุลซูกับจวนอ๋องหนานเหอแตกหักกันต่างหาก!
เพียงแค่วิธีการออกจะอ้อมไกลไปหน่อย แต่ก็เพื่อไม่ให้ใครจับจุดได้ก็เท่านั้น!
แผนนี้ของฉู่สวินหยาง ลึกซึ้งอย่างยิ่ง
เกรงว่ากว่าคนของจวนอ๋องหนานเหอจะรู้ตัว ไม้คงกลายเป็นเรือ กำลังมากเพียงใดก็สายเกินแก้ไขได้แล้ว
“แต่ท่านหญิงแน่ใจหรือเจ้าคะว่าท่านหญิงอันเล่อจะมีการเคลื่อนไหว” หลังจากชิงหลัวหายตื่นเต้นแล้วก็สงบอารมณ์ลงได้อย่างรวดเร็ว ถามอย่างวิตกว่า “นั่นเป็นถึงสมรสพระราชทาน หากสุดท้ายนางยอมแต่งจริงๆ…”
“ถ้าสุดท้ายนางยอมแต่งจริงๆ…” ฉู่สวินหยางหรี่ตาลงอย่างครุ่นคิด
แผนการนี้ซับซ้อนวกวน ทั้งยังมีปัจจัยที่ต้องควบคุมให้มั่นปะปนอยู่มาก ดังนั้นความเสี่ยงส่วนนี้อย่างไรก็ต้องแบกรับเอาไว้
แม้นางจะเชื่อมั่นในความเข้าใจที่ตนมีต่อฉู่หลิงอวิ้นมาตลอดสองชาติ ทั้งยังเจตนาเปิดเผยร่อยรองเพื่อท้าทายฉู่หลิงอวิ้น แต่เรื่องราวยังไม่จบ สุดท้ายจะเกิดสิ่งไม่คาดฝันใดก็ย่อมได้
ฉู่สวินหยางก้มศีรษะแล้วก็เงยขึ้นใหม่ อารมณ์บนดวงหน้ากลับมาเป็นเฉกเช่นเก่า เอ่ยว่า “สามีภรรยาไร้รัก ครอบครัวไม่อาจเป็นสุข ซูหลินย่อมโอบอุ้มเอาใจนางเพราะเป็นสิ่งที่คอยเฝ้าฝัน ความขัดแย้งผ่านไปนานวันเข้า…สองฝ่ายพลิกหน้า พวกเราก็ได้แต่รอชมดูแล้ว”
ไม่ว่าสุดท้ายฉู่หลิงอวิ้นจะได้แต่งกับซูหลินหรือไม่ แต่การที่สองจวนจะรักใคร่สามัคคีกัน…เลิกคิดไปได้เลย!
เมื่อคิดได้ดังนั้น ฉู่สวินหยางก็หันไปมองชิงหลัวอีกรอบหนึ่ง เอ่ยว่า “ช่วงระหว่างก่อนจะถึงวันงานมงคลของฉู่หลิงอวิ้น ส่งคนที่ไว้ใจได้ไปเฝ้าดูความเคลื่อนไหวของนางทางนั้นด้วย ไม่ว่าจะเรื่องเล็กเรื่องใหญ่ การเปลี่ยนแปลงใดๆ ล้วนต้องรายงานให้ข้ารู้ทันที”
“เจ้าค่ะ บ่าวเข้าใจแล้ว!” ชิงหลัวเองก็สนใจเรื่องนี้มาก ไม่กล้าเลินเล่อแม้เพียงเสี้ยวเดียว
เรื่องราวหยุดลงตรงนี้ ส่วนที่เหลือต้องรอฉู่หลิงอวิ้นลงมือแล้ว หรือไม่…
นางอาจยอมกล้ำกลืนไหว
ฉู่สวินหยางคิดแล้วก็หัวเราะออกมา ดวงตาจับจ้องดวงตะวันที่เคลื่อนสูง จากนั้นจึงหมุนกายเข้าไปในเรือน หยิบสะดึงลายดอกไม้ที่ปักเข็มทิ้งเอาไว้
แม้มือของนางไม่ถึงกับงุ่มง่าม ทว่างานเย็บปักถักร้อยของสตรีนางไม่ได้ทำมาตั้งแต่เล็ก แต่ละนาทีผ่านไปล้วนทรมาน ปักได้ไม่กี่เข็มก็ถูกตำจนนิ้วเป็นแผล ครั้งนี้ก็หาได้โชคดีต่างกันไม่
“ท่านหญิง บ่าวบอกท่านกี่รอบแล้วเจ้าคะ ฝีมืออย่างท่านอย่าได้แสดงออกมาให้ขายหน้าเลย ต้องการแบบไหนบ่าวช่วยท่านทำก็สิ้นเรื่องแล้ว เหตุใดต้องทรมานตัวเองด้วยเจ้าคะ” ชิงเถิงยกเสื้อผ้าที่ซักสะอาดแล้วเข้ามาพอดี เห็นเช่นนั้นก็โมโห ปรี่เข้าไปแล้วแย่งสะดึงออกมา
ฉู่สวินหยางไม่ทันระวัง หยดเลือดตรงปลายนิ้วจึงร่วงลงบนผ้า ความเขินอายพลันกลายเป็นความโมโห เอื้อมมือไปดึงกลับ แล้วดุว่า “เจ้าก็รู้ว่าข้าพยายามขนาดไหน ยังจะมากวนข้าอีก เลือดหลดลงไปเช่นนี้แล้ว จะยังซักออกหรือไม่!”
ชิงเถิงมองฉู่สวินหยางขมวดคิ้วอย่างเจ็บใจ มุมปากเชิดสูง…
ทักษะการเย็บปักของท่านหญิงจวนตนนั้น ชิงเถิงหาใช่อยากพูดจาทำร้ายจิตใจ แต่เพราะประจบไม่ลงจริงๆ นี่ก็หมกมุ่นมาเป็นเดือนแล้ว ปักออกมาเป็นตัวอะไรสักอย่างที่ขนาดเท่ากับเล็บมือ ยังไม่พูดถึงว่าสุดท้ายแล้วจะปักออกมาเป็นรูปอะไร แต่ด้วยความเร็วระดับนี้…
ยังไม่รู้เลยว่าเมื่อใดจะสำเร็จ
ขณะที่นายบ่าวสองคนต่างคุมเชิงแข็งคอใส่กัน ด้านนอกก็มีสาวใช้มารายงาน บอกว่าท่านจ่างซุนมาเยี่ยมเยือน
ชิงเถิงเปลี่ยนสีหน้าทันควัน ถอยไปยืนอยู่ข้างกายฉู่สวินหยาง
ฉู่สวินหยางตะลึงไปครู่หนึ่ง ก่อนจะยกมุมปากกระตุกเป็นรอยยิ้มอ่อนๆ เอ่ยเสียงเบาว่า “พี่ใหญ่มาหรือ”
“เจ้าค่ะ!” สาวใช้คนนั้นตอบ แต่ก็รักษาระเบียบอย่างเคร่งครัด ไม่ปากมากแม้สักคำ
ฉู่สวินหยางเม้มริมฝีปาก “เชิญพี่ใหญ่ไปรอที่ห้องรับแขกก่อน ข้าเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วจะตามไป”
“เจ้าค่ะ ท่านหญิง” สาวใช้รับคำ หมุนกายแล้วก้าวเร็วๆ จากไป
ฉู่สวินหยางลุกเดินที่ไปที่ห้องด้านใน ชิงเถิงตามเข้ามาด้วยสีหน้าประหลาด เอ่ยอย่างไม่ชอบใจว่า “ท่านจ่างซุนมาที่นี่ เกรงว่าจะมีแต่เรื่องไม่ดีนะเจ้าคะ?”
ความจริงไม่จำเป็นต้องพูดก็รับรู้ได้ จู่ๆ ฉู่ฉีฮุยโผล่มาถึงเรือน แน่นอนว่าต้องมาเพราะเรื่องงานมงคลระหว่างจวนอ๋องหนานเหอกับจวนฉางซุ่นแน่
ด้วยฐานะของชิงเถิงจึงพูดอะไรมากไม่ได้ แต่ในใจกลับดูแคลนท่านจ่างซุนผู้สูงศักดิ์ท่านนี้มากเหลือเกิน…
เรื่องนี้ถือได้ว่าเป็นฝีมือของฉู่สวินหยาง แต่คนที่มีหูกับตาล้วนต้องมองออก ว่ามันได้รับการยินยอมจากฉู่อี้อัน หากเขามีสิ่งใดสงสัย เหตุใดไม่ไปถามเอาความกระจ่างกับฉู่อี้อันทางนั้น แต่กลับวิ่งโร่ตรงมาหาฉู่สวินหยางทางนี้
ฉู่สวินหยางเพียงยิ้มแต่ไม่เอ่ยวาจา ปล่อยให้นางช่วยเปลี่ยนเป็นชุดทางการ เสร็จแล้วก็ตามไปที่ห้องรับแขก
————————————————————–