สวินหยาง ยอดหญิงไร้พ่าย ภาค 1 - ตอนที่ 69 แค้นใจ (4)
น้ำชาได้ถูกจัดเตรียมไว้หมดแล้ว ฉู่ฉีฮุยไม่ได้แตะต้อง เพียงยืนมือไขว้หลังอยู่อีกข้าง จ้องมองกระถางดอกจุ๊ยเชียนที่ตั้งอยู่บนชั้นวางด้วยสีหน้าเคร่งเครียดราวกับกำลังใช้ความคิด
ฉู่สวินหยางยิ้มน้อยๆ ก้าวข้ามประตูไป “เหตุใดจู่ๆ พี่ใหญ่มาถึงนี่ได้ น่าจะบอกกล่าวข้าสักคำ”
ฉู่ฉีฮุยรวบรวมสติแล้วหันหน้ากลับมามองหน้าด้วยท่าทางไม่แยแส หัวคิ้วขมวดเป็นปมอย่างเห็นได้ชัด
“ข้ามีเรื่องจะถามเจ้า” ฉู่ฉีฮุยกล่าว แม้จะไม่ได้เปลี่ยนสีหน้าในทันที แต่เห็นได้ว่ากำลังควบคุมอารมณ์อย่างสุดความสามารถ
“อ้อ?” ฉู่สวินหยางเดินเข้าไปหาพร้อมกับรอยยิ้ม ทิ้งตัวนั่งลงบนเก้าอี้ แล้วยกชาขึ้นมาจิบ จากนั้นก็เอ่ยปากอย่างใจเย็นว่า “พี่ใหญ่อยากถามอะไร ลองถามมาเถอะ เผื่อว่าน้องสาวคนนี้จะไขความกระจ่างให้ได้”
ฉู่ฉีฮุยจ้องนาง ดวงหน้าหล่อเหลาเผยความอึมครึมออกมาเลือนราง หลังจากไตร่ตรองแล้วถึงเปิดปากถามว่า “งานแต่งของซูหลินกับฉู่หลิงอวิ้น เป็นเจ้าที่อยู่เบื้องหลังใช่หรือไม่”
ฉู่สวินหยางที่กำลังจิบชาอยู่พลันหยุดชะงัก เงยหน้าขึ้นพลางตอบว่า “พี่ใหญ่พูดถึงเรื่องนี้รึ…”
“เจ้าอย่าเพิ่งรีบปฏิเสธ!” ฉู่ฉีฮุยสะกดกลั้นอารมณ์ ไม่รอให้นางพูดจบก็ตัดบทแทรก ราวกับว่ากลัวตนเองจะระเบิดอารมณ์ออกมา เพราะทนกับท่าทางปลอดโปร่งสบายใจของนางไม่ไหว ก่อนที่เขาจะเดินมือไขว้หลังไปที่อีกฝั่งหนึ่งของห้อง “ข้าส่งคนไปตรวจสอบแล้ว วันก่อนเจ้าแอบนัดพบกับทั่วป๋าไหวอันที่หอยลนที คนที่ไปส่งจดหมายแทนเจ้าก็คือชิงหลัว พวกเจ้าเพิ่งจะเจอกัน วันต่อมาเขาก็วิ่งโร่ไปสู่ขอฉู่หลิงอวิ้น นี่ไม่ใช่ฝีมือเจ้าหรือไร”
ครั้นเอ่ยจนถึงตอนจบ น้ำเสียงของเขาก็ปิดเจตนาเค้นถามในประโยคไว้ไม่มิด
แต่ไหนแต่ไรฉู่สวินหยางปฎิบัติต่อเหล่าพี่น้องเป็นอย่างดี แม้สองฝ่ายต่างคนต่างก็มีความคิดเป็นของตนเอง แต่เบื้องหน้าก็ยังไว้ไมตรีต่อกัน
ทว่าทันทีที่ฉู่ฉีฮุยเอ่ยจบ นางก็พลันเปลี่ยนสีหน้า เอ่ยเสียงเย็นด้วยความเคร่งขรึม “พี่ใหญ่ตามสืบข้าหรือ”
ฉู่ฉีฮุยเดิมทีก็คร้านจะมองหน้านาง แต่เมื่อได้ฟังน้ำเสียงเช่นนั้นก็อดจะหันกลับมาไม่ได้ ถึงได้พบว่าไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไรที่ท่าทางของฉู่สวินหยางตึงเครียดขึ้น
สายตาของนางไม่แฝงเจตนาร้าย แต่ความหนาวเหน็บที่ยากจะพบเจอกลับทำให้ใจเขาสั่นอย่างไม่มีเหตุผล…
นางถึงกับกล้าใช้สายตาแบบนี้มามองเขาหรือนี่
“เป็นเจ้าที่ทำเกินเหตุ!” ฉู่ฉีฮุยรีบกดอารมณ์สั่นไหวในอก แล้วเปิดปากด้วยความใจเย็น “ข้าถามเจ้าว่า…”
“พี่ใหญ่ตอบคำถามข้ามาก่อน!” ฉู่สวินหยางตัดบทเขาเสียงแข็ง พลางวางถ้วยน้ำชาลงบนโต๊ะ
จากนั้นนางก็ลุกเดินไปหยุดตรงหน้าฉู่ฉีฮุยอย่างไม่หลบเลี่ยง จ้องเข้าไปในตาของด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ ถามซ้ำอีกครั้งว่า “พี่ใหญ่ให้คนตามสืบเรื่องของข้าหรือ”
ฉู่ฉีฮุยคิดมาเสมอ ว่าฉู่สวินหยางเป็นคนโอหังไม่เป็นโล้เป็นพาย นี่เป็นครั้งแรกที่เห็นนางแสดงท่าทีคุกคาม และถึงกับ…
ทำให้เขารู้สึกใจโหวงเหวงอยู่บ้าง
เพราะมัวแต่ตกตะลึง ปากของเขาจึงเอาแต่พะงาบๆ เมื่อหวนนึกถึงอารามร้อนตัวอันไร้เหตุผลของตนก็รู้สึกหงุดหงิด กระแทกเสียงใส่ว่า “ข้าเป็นคนสั่งให้คนสืบเรื่องของเจ้าเอง นั่นเพราะข้ากลัวเจ้าไม่รู้หนักเบาจนก่อเรื่อง ข้าเคยบอกเจ้าไปแล้วนี่ ว่าอย่าได้เข้ามายุ่งเรื่องของราชสำนักตามอำเภอใจ เจ้า…”
ฉู่ฉีฮุยรู้สึกปวดหัวเพราะเรื่องงานแต่งของจวนอ๋องหนานเหอกับสกุลซู เวลานี้เจอที่ระบายอารมณ์เข้า จึงต่อว่าด้วยวาจาอย่างรุนแรง
ฉู่สวินหยางมองเขาอย่างไร้เสียง เบื้องลึกในดวงตากลายเป็นน้ำแข็งอันหนาบเหน็บอย่างเงียบๆ
คนผู้นี้เป็นบุตรคนโตของท่านพ่อ ต่อให้เขาไม่มีบุญคุณต่อนาง ต่อให้เขามองนางถูกคนทำร้ายครั้งแล้วครั้งเล่าอย่างนิ่งเฉย นางก็ไม่เคยคิดจะแตะต้องเขา แต่ว่าวันนี้…
เขากลับแอบสั่งคนให้สืบเรื่องของนาง?
ไม่ พูดให้ถูกน่าจะเป็น…คอยจับตาดูมากกว่า!
ชิงหลัวทำงานไว้ใจได้ ย่อมต้องปิดปากผู้อยู่ในเหตุการณ์ตอนนัดหมายทั่วป๋าไหวอันที่ตำหนักรับรองแล้ว ภายหลังหากใครคิดจะตามสืบ ก็ไม่อาจได้ร่องรอยที่เป็นประโยชน์มากนัก
แต่ฉู่ฉีฮุยกลับรู้เรื่องนี้!
นี่หมายความว่าอะไร…มันหมายความว่าคนผู้นี้เตรียมการไว้แต่แรก วางคนไว้ข้างกายตน ติดตามจับตาทุกการเคลื่อนไหวของตน
นางไม่เคยมองเขาเป็นศัตรู แต่ว่าเขากลับได้คืบจะเอาศอก ใช้วิธีต่ำทราบมาควบคุมน้องสาวของตัวเอง
มีฝีมือมากความสามารถถึงเพียงนั้น กลับไม่นำไปใช้กับศัตรู แต่หันหัวหอกเข้าหาน้องสาวของตนเองหรือนี่
มีเสี้ยววินาทีหนึ่ง ฉู่สวินหยางรู้สึกโกรธแค้น แต่ชั่วพริบตานางก็หัวเราะออกมาอย่างไม่ใส่ใจ…
ใช่สิ เขาก็เป็นคนแบบนี้แหละ ในยามอันตราย แม้แต่บิดาแท้ๆ ของตนเขายังกล้าขายได้เพื่อแลกกับชีวิตและยศฐา ยังจะคาดหวังอะไรจากเขาได้อีกเล่า
“ใช่ ข้าเป็นคนทำเอง!” เมื่อคิดตกแล้ว ฉู่สวินหยางก็ไร้ซึ่งความใยดี
นางหัวเราะ แล้วกลับไปนั่งดื่มชาอย่างไม่เดือดร้อน พลางเอ่ยคำอย่างเอื่อยเฉื่อยว่า “ข้าเป็นคนไปพบทั่วป๋าไหวอัน บอกให้เขาไปขอคนของจวนอ๋องหนานเหอกับฮ่องเต้ เพราะต้องการบีบให้ซูหลินออกมาแบกรับเรื่องนี้”
นางพูดไป ก็ยักไหล่ด้วยความเบิกบานเป็นสุข “และข้าก็ทำสำเร็จ หลังจากจวนอ๋องหนานเหอกับสกุลซูดองกันแล้ว ก็ต้องกลายเป็นเป้าหมายให้ฮ่องเต้จับตามอง นี่เป็นเรื่องดีสำหรับวังบูรพาของพวกเรา พี่ใหญ่ว่าใช่หรือไม่”
“เจ้า…” ฉู่ฉีฮุยเห็นนางทำท่าไม่ยี่หระด้วยว่ามีคนหนุนหลัง ก็โมโหจนหน้าแดงไปหมด
เขาชี้หน้าฉู่สวินหยางด้วยนิ้วที่สั่นเทา
ฉู่สวินหยางก็มีไฟสุมอยู่กลางอก สีหน้าเย็นเยียบในทันใด สามตาทิ่มแทงจ้องเขม็งที่มือของเขา
ฉู่ฉีฮุยถอยหลังไปเล็กน้อยอย่างไม่รู้ตัว ครั้นรู้ว่าตัวเองเสียกิริยา ก็ทำเป็นสะบัดชายเสื้อแล้วเดินหนีไปอีกฝั่ง
“พวกนี้เอาไว้ค่อยมาว่ากันทีหลัง แล้วเจ้าคิดจริงๆ หรือว่าตัวเองจะจัดการเรื่องพรรค์นี้ได้อย่างไร้ช่องโหว่ ขนาดข้ายังสืบรู้ได้ง่ายๆ จวนอ๋องหนานเหอทางนั้นต้องรู้ด้วยอย่างแน่นอน ส่วนเสด็จปู่ถ้าทรงมีใจคิดสงสัย เจ้าคิดว่าเจ้าจะปิดได้หรือ อีกอย่าง อ๋องหนานเหอก็อยากจะเกี่ยวดองกับเมืองฉางซุ่นเพื่อขยายอำนาจ แผนของเจ้าก็เข้าทางพวกเขาพอดิบพอดี!” ฉู่ฉีฮุยร่ายยาว น้ำเสียงเต็มไปด้วยความโมโหและตำหนิ “ข้าว่าท่านพ่อตามใจเจ้าจนเละเทะไปหมด เจ้าก่อเรื่องใหญ่ขนาดนี้แล้วยังจะช่วยปิดบังแบกรับอีก นี่มันช่าง…”
เขาพูดไปก็รู้สึกวาจาสับสนมั่วไปมา
ฉู่สวินหยางพลันมีอารมณ์ สะบัดชายแขนเสื้อพรึบ กวาดถ้วยชาบนโต๊ะร่วงกราวลงแทบเท้าเขา
นางลุกยืนอีกครั้ง ดวงหน้าที่ใช้มองฉู่ฉีฮุยไม่เก็บงำความเย็นเยือก เอ่ยเสียงน่ากลัวว่า “ท่านหวงจ่างซุนช่างน่าเกรงขาม เรื่องที่ส่งคนคอยสอดแนมข้าผู้เป็นน้องสาว ข้ายังไม่ทันคิดบัญชี ตอนนี้แม้แต่ท่านพ่อท่านก็คิดจะลากออกมาไล่เรียงความผิดแล้วใช่หรือไม่”
“อะไรเรียกว่าสอดแนมเจ้า นั่นเป็นการ...” ฉู่ฉีฮุยสะท้านไปทั่วร่าง หลุดปากบอกปัดอย่างไม่รู้ตัว
ฉู่สวินหยางไม่ยอมให้เขาพูดมากจึงเปิดปากแทรก “ท่านทำอะไรลงไปย่อมรู้ตัวเองดี ไม่จำเป็นต้องมาเสแสร้งต่อหน้าข้า ในเมื่อท่านมาหาข้าถึงนี่ ข้าก็จะเห็นแก่ความเป็นพี่น้องระหว่างเรา ขอเตือนท่านอีกคำหนึ่ง ใต้หล้านี้ จะไม่เห็นใครในสายตาก็ได้ แต่ในนั้นจะเป็นท่านพ่อไม่ได้ เรื่องครั้งนี้ข้าเป็นคนทำ หากท่านไม่เห็นด้วยกับวิธีการจัดการของท่านพ่อ ก็ไปพูดคุยต่อหน้าท่านได้ แต่ท่านที่เป็นบุตรชาย กลับมาติเตียนความไม่ดีของบิดาลับหลัง หากเบื้องบนได้ยินเข้า ท่านจ่างซุนยังคิดว่าจะนั่งตำแหน่งนี้ได้อย่างมั่นคงอยู่หรือ”
“เจ้ากำลังใช้น้ำเสียงเช่นไรพูดกับข้า?” ฉู่ฉีฮุยหลุดหัวเราะออกมาอย่างคาดไม่ถึง “สวินหยาง ข้าเป็นพี่ใหญ่ของเจ้า เจ้า…”
“เป็นพี่ใหญ่ของข้า ก็ไม่ควรยืนเป็นทองไม่รู้ร้อนมองดูพี่น้องสกุลซูวางแผนทำร้ายข้าครั้งแล้วครั้งเล่า เป็นพี่ใหญ่ของข้า ก็ไม่ควรจัดคนสอดแนมการเคลื่อนไหวทุกย่างก้าวของข้า เป็นพี่ใหญ่ของข้า วันนี้ท่านก็ไม่ควรมาขู่เข็ญข้าถึงหน้าประตูโดยที่ไม่รู้ว่าอะไรถูกผิด!” ฉู่สวินหยางไม่เปิดโอกาสให้เขาได้พูดสักนิด ประกาศชัดออกมาแล้วก็หมุนกายก้าวพรวดๆ ไปทางประตู “ที่นี่ไม่ต้อนรับ ท่านกลับไปเองเถอะ!”
ฉู่ฉีฮุยปากอ้าตาค้าง เวลานี้แม้จะรู้สึกว่าสถานการณ์ช่างน่าขันแต่กลับหัวเราะไม่ออก
เขายืนนิ่งอยู่กลางห้องรับแขก มองดูถ้วยช้าที่ฉู่สวินหยางกวาดลงมาและแตกละเอียดอยู่แทบเท้า พอคิดถึงท่าทางคุกคามยามเดือดดาลของอีกฝ่าย ทั่วทั้งร่างก็มึนงงอยู่นานกว่าจะได้สติ
ฉู่สวินหยางก้าวข้ามธรณีประตูออกไป เดินไปสองก้าวพลันชะงัก
นางหยุดเท้า แต่ไม่หันหน้ากลับไป
มีเพียงน้ำเสียงหนาวสะท้านลอยมา “ภายในเวลาหนึ่งป้านชา[1] ถอนคนของท่านที่วางไว้รอบตัวข้าออกไปให้หมด ไม่อย่างนั้น…”
จู่ๆ นางก็หัวเราะ เสียงนั้นเสียดลึกถึงกระดูก “ก่อนฟ้ามืด ข้าจะเก็บศพพวกมันแล้วส่งคืนท่านแทน!”
จบคำ นางก็หายตัวออกไปนอกเรือนทันที ราวกับไม่อยากจะเห็นหน้าเขาอีกแม้แต่วินาทีเดียว
ฉู่ฉีฮุยยืนทึมทื่ออยู่กลางห้องรับแขกทำอะไรไม่ถูก เดินออกจากโถงจิ่นฮว่าด้วยความโง่งม แล้วหันกลับไปมองภาพทิวทัศน์งดงามของศาลาที่อยู่ในเรือนครั้งหนึ่ง ไม่รู้เพราะเหตุใดร่างกายถึงได้หนาวสะท้าน คล้ายว่ามีไอเย็นวิ่งผ่านจากฝ่าเท้าขึ้นมา จนทำให้เขาด้วยหยุดยืนอยู่นิ่งๆ
ฉางหลินเห็นดังนั้น ก็อดจะตกใจไม่ได้ “ท่านชาย เป็นอะไรไปหรือขอรับ หรือว่าไม่สบาย บ่าวจะไปเรียกหมอหลวงมาให้”
“ไม่ต้อง!” ฉู่ฉีฮุนสั่นศีรษะ ดวงหน้ามืดดำ ตอนที่หมุนกายกลับพลันสะบัดมือแรงๆ ทีหนึ่ง “ถอนคนที่วางไว้ตรงนี้ออกไปให้หมด!”
“หา?” ฉางหลินงุนงง คิดว่าตัวเองฟังผิดไป “ท่านชายหมายถึงว่า…”
“ข้าบอกว่า…ถอนคนออกไป!” ฉู่ฉีฮุยกัดฟันเค้นออกมาทีละคำ
ฉางหลินเห็นว่าท่าทางเขาไม่คล้ายล้อเล่น จึงรีบไปจัดการตามที่สั่ง
ฉู่ฉีฮุยกลับไปที่เรือนวั่งเยว่ ขังตัวเองไว้ในห้องหนังสือไม่โผล่หน้าออกมาตลอดทั้งบ่าย ช่วงค่ำฉู่เยว่เหยียนที่ไม่รู้ว่าทราบข่าวมาจากไหน ก็บุกเข้ามาอย่างบุ่มบ่าม
————————————————————————
[1] เวลาหนึ่งป้านชา คือเวลาประมาณ 10-15 นาที