สวินหยาง ยอดหญิงไร้พ่าย ภาค 1 - ตอนที่ 70 แต่งตั้งชายา (1)
“พี่ใหญ่ล่ะ” ฉู่เยว่เหยียนร้องถามเสียงแหลม ท่าทางดุดัน
ฉางหลินรีบร้อนมาห้ามไว้ “ท่านหญิง ท่านชายสั่งเอาไว้ ไม่อนุญาตให้ใครรบกวนขอรับ”
“ข้าจะพบพี่ใหญ่!” ฉู่เยว่เหยียนเอ่ย ผลักเขาออกแล้วบุกเข้าไปด้านใน
นางเป็นน้องสาวแท้ๆ ของฉู่ฉีฮุย ฉางหลินขวางนางตามระเบียบไปเล็กน้อยแล้วจึงไม่พูดมากอีก ถอยไปอยู่ข้างๆ อย่างรู้ความ
ฉู่เยว่เหยียนผลักประตูเข้าไป
ท้องฟ้าเวลานี้เพิ่งจะย้อมสีเข้ม ห้องหนังสือของฉู่ฉีฮุยยังไม่ได้จุดตะเกียง เขานั่งอยู่หลังโต๊ะตัวใหญ่เพียงลำพัง หลับตาลงพักด้วยท่าทางเหนื่อยอ่อน
ครั้นได้ยินเสียงเอะอะจากด้านนอก เขาก็มุ่นคิ้วแล้วมองออกไป เอ่ยอย่างไม่ชอบใจว่า “เจ้ามาได้อย่างไร”
เพราะไม่ได้ขยับเป็นเวลานาน น้ำเสียงของเขาจึงฟังดูห้าวทุ้มและต่ำสาก
ฉู่เยว่เหยียนมองสีหน้าอ่อนล้าเขา ชั่วแวบหนึ่งนางเหม่อลอย ยามเรียบเรียงความคิดได้แล้วจึงเปิดปาก
“เมื่อครู่เข้าเจอฉางเซินที่อุทยาน ข้าจึงได้ยินเรื่องเมื่อตอนกลางวันมาหมดแล้ว” ฉู่เยว่เหยียนเอ่ย พลางงับประตูปิด
ในเรือนค่อนข้างสลัว นางเองก็ไม่ได้มีอารมณ์จะช่วยจุดไฟ เพียงเดินตรงเข้าไปหา สองแขนยันลงบนโต๊ะฉู่ฉีฮุย เอ่ยว่า “นางตัวดีมันกำเริบเสินสาน กับพี่ใหญ่ยังกล้าหักหน้า พี่ใหญ่ยังจะทนนางต่อไปอีกหรือ”
ฉู่ฉีฮุยมุ่นคิ้วเล็กน้อย ไม่ได้ตอบกลับ
“พี่ใหญ่!” ฉู่เยว่เหยียนร้องเรียกด้วยเสียงที่ดังยิ่งกว่าเก่า
“แล้วอย่างไร?” ฉู่ฉู่ฮุยเปิดปาก ถอนหายใจอย่างกลัดกลุ้ม “ท่านพ่อรักนาง เจ้าก็ไม่ใช่ว่าไม่รู้…”
“นั่นไม่ใช่ประเด็น” สายตาของฉู่เยว่เหยียนมีเปลวเพลิงลุกโชน น้ำเสียงเด็ดขาดตัดแทรกคำพูดเขา ตบโต๊ะแล้วพูดว่า “ก็เพราะท่านพ่อรักนาง ท่านพี่ไม่กลัวว่าสักวันนางจะปีนขึ้นบนศีรษะท่านหรือ พี่ใหญ่เป็นหวงจ่างซุน ย่อมต้องเป็นราชาแห่งแคว้นในภายภาคหน้า หากมีนางตัวดีคอยขัดขวางเช่นนี้ คนอื่นรู้เข้ามิใช่ว่าต้องกลายเป็นตัวตลกหรอกหรือ”
ฉู่ฉีฮุยหน้าตึงทันที เอ่ยเตือนว่า “เจ้าอย่าได้พูดจาเหลวไหล!”
ต่อให้เขาเป็นหวงจ่างซุน แต่ ‘ราชาแห่งแคว้น’ สี่คำนี้ ไม่อาจหยิบมาพูดได้อย่างเปิดเผย
ฉู่เยว่เหยียนเพิ่งรู้ตัวว่าตัวเองหลุดปากอะไรไป สีหน้าพลันขาวเผือด แต่ทันนึกได้ว่าที่นี่เป็นห้องหนังสือของฉู่ฉีฮุย คนนอกเข้ามาไม่ได้ จึงเอ่ยอย่างสงบว่า “ข้าก็แค่ไม่พอใจ! พี่ใหญ่ ท่านไม่รู้สึกว่านางกำเริบขึ้นทุกวันหรือ วันนี้กล้าข่มขู่ท่านซึ่งๆ หน้า ไม่แน่พรุ่งนี้อาจใช้กำลังกับท่าน ถึงตอนนั้นก็จะยังทนนางหรือไร”
กิริยาของฉู่สวินหยางทำให้ฉู่ฉีฮุยตาลุกเป็นไฟจริงๆ แต่เขาก็ไม่ได้ต่อความกับคำพูดของฉู่เยว่เหยียน เพียงฟังไปด้วยสีหน้าบึ้งตึง
“อย่าลืมว่า…” เห็นฉู่ฉีฮุยไม่หือไม่อือ ดวงตานางก็สว่างวาบ หัวเราะเสียงหยันออกมาพลางเอ่ยว่า “เบื้องหลังของนางยังมีฉู่ฉีเฟิงอยู่อีกคน!”
นัยน์ตาของฉู่ฉีฮุยพลันลุกโชน
ฉู่เยว่เหยียนเริ่มร้อนรน เดินอ้อมโต๊ะไป ดึงมือของเขาอย่างแรง เอ่ยว่า “พี่ใหญ่ ท่านจะนั่งเฉยๆ ไม่ทำอะไรสักอย่างเลยรึ พวกเขาสองคนวาสนาดี ได้เกิดในวันที่ต้าซ่งแตกพ่าย เสด็จปู่เดิมก็ปฏิบัติกับฉู่ฉีเฟิงต่างออกไปจากคนอื่นๆ แม้ท่านจะเป็นหลานชายคนโต แต่เพราะมีนางแพศยาแซ่ฟางคอยขวาง ฐานะของท่านถึงต่ำกว่าอยู่ขั้นหนึ่ง แต่ก่อนทุกคนก็ทำเป็นอยู่กันอย่างปรองดอง แต่ว่าตอนนี้เล่า? ดูจากท่าทางของฉู่สวินหยางที่มีต่อท่านในวันนี้ ท่านพี่ยังหวังว่าพวกเราสองฝั่งจะอยู่กันอย่างสงบได้อีกหรือ“
พูดถึงกิริยาของฉู่สวินหยางในวันนี้ ดวงหน้าหล่อเหลาของฉู่ฉีฮุยพลันมีพายุโหมผ่าน
ฉู่เยว่เหยียนรับรู้ได้ผ่านสายตา รีบใช้สมอง จากนั้นก็เอ่ยด้วยเสียงเฉียบขาดว่า “พี่ใหญ่ ท่านก็รู้ว่าท่านพ่อรักนาง ต่อให้ท่านนึกถึงไมตรีระหว่างพี่น้อง แต่ก็ยากจะรับประกันได้ว่านางจะไม่หันคมดาบมาใส่เรา เพื่อผลักดันฉู่ฉีเฟิงให้ขึ้นครองตำแหน่ง”
ประโยคนี้กระแทกหัวใจของฉู่ฉีฮุยอย่างจัง
ต่อให้ฉู่สวินหยางได้รับความเอ็นดูจากฉู่อี้อันมากมายเพียงใด สุดท้ายนางก็เป็นแค่สตรีที่ไม่ได้ความ คนที่เขาต้องป้องกันจริงๆ…
ความจริงเป็นฉู่ฉีเฟิงมาโดยตลอด!
น้องชายคนนี้ แต่เล็กก็เฉลียวฉลาด ทั้งยังเกิดในจุดเปลี่ยนพลิกที่ประเสริฐที่สุด แม้ฉู่อี้อันจะเมตตาต่อพวกเขาพี่น้องอย่างเท่าเทียม แต่ฮ่องเต้ทางนั้นกลับให้ความสำคัญกับฉู่ฉีเฟิงมากยิ่งกว่า
เมื่อคิดถึงตรงนี้ อารมณ์ของฉู่ฉีฮุยก็ตีกันสับสนวุ่นวาย
เขาดึงมือของฉู่เยว่เหยียนออก คิ้วมุ่นเป็นปมพลางเดินไปอีกฝั่ง ค่อยๆ พิจารณาแล้วเอ่ยว่า “ความหมายของเจ้าคือ…นางจะลงมือกับข้า เพื่อขจัดขวากหนามแทนฉีเฟิงรึ”
“เหอะ!” ฉู่เยว่เหยียนไม่ตอบรับหรือปฏิเสธ เพียงทำเสียงขึ้นจมูก แล้วเดินไปนั่งบนเก้าอี้
นางเอื้อมมือไปหยิบแท่นหยกทับกระดาษบนโต๊ะมานั่งพินิจ พลางกล่าวว่า “พี่ใหญ่ยังคิดว่านางจะยั้งมือไว้ไมตรีกับท่านรึท่านคิดว่าข้าไม่รู้หรือไร แม้แต่ซูหว่านนางยังกล้าสั่งฆ่าอย่างเปิดเผย ใต้หล้านี้ ยังมีเรื่องอะไรที่นางไม่กล้าทำอีก”
สีหน้าของฉู่ฉีฮุยเปลี่ยนไปทันที สะบัดหน้ากลับมาแล้วตวาดใส่ว่า “เจ้าไปเจอซูหว่านมาหรอ ข้าบอกเจ้าแล้วว่าทีหลังให้ติดต่อกับพวกนั้นน้อยๆ หน่อย”
เสียงดังของฉู่ฉีฮุยทำให้ฉู่เยว่เหยียนตกใจ นางจึงรู้สึกไม่พอใจบ้าง โยนแท่นทับกระดาษลงบนโต๊ะแล้วเด้งตัวยืนขึ้น เอ่ยอย่างไม่ยอมอ่อนข้อ “พี่ใหญ่รู้เรื่องนี้จริงๆ ด้วย ในเมื่อรู้แล้ว เหตุใดตอนนั้นไม่ตีเหล็กตอนร้อน ผลักนางออกมารับผิด”
หากฉู่สวินหยางถูกตัดสินด้วยโทษทำร้ายบุตรสาวขุนนางจนเจ็บหนัก ต่อให้นางเก่งกาจสักเพียงใด ก็ต้องกลายเป็นขยะไปชั่วชีวิต
เพราะว่าซูหว่านกับฉู่สวินหยางเคยบาดหมางกัน ดังนั้นตอนแรกที่ได้ยินเรื่องนี้จากซูหว่าน ฉู่เยว่เหยียนยังไม่ค่อยเชื่อนัก แต่บัดนี้มีฉู่ฉีฮุยยืนยันอีกแรง จึงรู้สึกเสียดายเป็นที่สุด
นางโกรธจนเลือดขึ้นหน้า เบิกตากว้างจ้องฉู่ฉีฮุยเขม็ง
ฉู่ฉีฮุยรู้ว่าไม่มีประโยชน์อะไรที่จะมานั่งวิเคราะห์ผลดีเสียที่มีต่อราชสำนักให้นางฟัง จึงไม่ได้อธิบายออกไป เพียงตอบว่า “เจ้าก็รู้นี่ว่าการกระทำของนางไม่ถูกต้อง หากว่าแพร่งพรายออกไป พวกเราวังบูรพามีแต่จะเดือดร้อนไปด้วย”
ฉู่เยว่เหยียนเชื่ออย่างสนิทใจ จึงหัวเราะออกมาอย่างเย้ยหยัน “ท่านมองคนอื่นเป็นน้อง เป็นคนในครอบครัว แต่คนอื่นหาได้นับท่านเป็นพี่ชายไม่ พี่ใหญ่ เรื่องราวมาถึงขั้นนี้ ท่านก็พูดกับข้าตามจริงเถอะ…”
นางพูดไปแล้วก็เงียบ ดวงไฟในสองตาคล้ายจะแผดเผารุนแรงยิ่งกว่าเก่า เอ่ยเสียงน่ากลัวว่า “เรื่องนี้ ท่านคิดจะจัดการอย่างไรกันแน่”
ฉู่ฉีฮุยเองก็ลำบากใจ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะสัญชาตญาณที่เกรงกลัวฉู่สวินหยาง แต่ประเด็นหลักคือไม่รู้จะชี้แจงต่อฉู่อี้อันอย่างไร
หลังจากชั่งน้ำหนักในใจอยู่นาน สุดท้ายเขาก็ถอนหายใจออกมาอย่างจนปัญญา “คนในครอบครัวฟาดฟันกันเอง ไม่ใช่สิ่งที่ท่านพ่อต้องการเห็นแน่”
หากว่าฉู่สวินหยางอยู่ตรงนี้ คงจะสบถว่า ‘เสแสร้ง’ ออกมาแล้ว
ฉู่เยว่เหยียนได้ฟังก็วางใจ ยิ้มเย็นเอ่ยว่า “ได้ฟังคำนี้ของพี่ใหญ่ก็พอแล้ว เรื่องนี้เดิมพวกเราไม่จำเป็นต้องลงมือเอง ใครใช้ให้นางล่วงเกินผู้อื่นไปทั่วกัน แต่พอถึงเวลานั้น…”
“พอแล้ว!” ฉู่ฉีฮุยคิ้วกระตุก ตวาดเสียงเข้มตัดบทนาง
ฉู่เยว่เหยียนเลิกคิ้วด้วยความฉงน
ฉู่ฉีฮุยมองนางอย่างเคร่งขรึมแล้วบอกกับนางว่า “ไม่ต้องพูดอะไรกับข้าทั้งนั้น เจ้าก็ไม่ต้องเข้าไปยุ่ง เข้าใจหรือไม่”
น้ำเสียงของเขาตรงท้ายประโยคพลันกดต่ำลงอีก ทั้งเจือกระแสตักเตือนอยู่ชัดเจน
ฉู่เยว่เหยียนตกใจ เดินเข้าไปหาด้วยความร้อนรนทันที “แต่ว่า….”
“จำคำของข้าไว้!” ฉู่ฉีฮุยยังไม่ยอมให้นางเอ่ยจบ สั่งเสียงน่ากลัว“นับแต่วันนี้ ไม่อนุญาตให้เจ้าออกนอกจวน ห้ามไปเจอซูหว่านอีก ไม่ว่าเรื่องของจวนอ๋องหนานเหอหรือว่าสกุลซูก็ไม่เกี่ยวกับพวกเราทั้งสิ้น เจ้าไม่ต้องเข้าไปวุ่นวาย”
ครั้นมีเสียงแข็งกร้าวตวาดใส่เช่นนั้น ฉู่เยว่เหยียนก็หยุดปาก พลางกำชายเสื้อออย่างไม่พอใจ
ฉู่ฉีฮุยไม่อยากคุยต่ออีก แล้วหมุนกายหันหลังให้
ฉู่เยว่เหยียนยืนอยู่ที่เก่า จ้องมองแผ่นหลังของเขาด้วยความลังเลอยู่นาน สุดท้ายก็ไม่ได้พูดอะไร ยกเท้าหมุนตัวจากไปอย่างไม่ชอบใจนัก
ฉางหลินเฝ้าอยู่หน้าประตู รีบดึงสติ “ท่านหญิงเดินระวังด้วย!”
ฉู่เยว่เหยียนแค่นหัวเราะใส่ด้วยอารมณ์บูดบึ้งแต่ไม่หันมามอง เดินดิ่งตรงออกไปนอกเรือน
เมื่อครู่ฉางหลินเฝ้าอยู่ที่หน้าประตูตลอด เขาได้ยินเหตุการณ์ภายในห้องหนังสืออย่างชัดเจนทุกคำ
เขามองตามแผ่นหลังของฉู่เยว่เหยียนไปอย่างครุ่นคิด จากนั้นก็หันกลับไปมองด้านใน ลองเอ่ยถามว่า “ท่านชาย ท่านหญิงดื้อรั้น ต้องการให้ข้าน้อยส่งคนไปเฝ้านาง…”
ฉู่ฉีฮุยพูดว่าไม่อนุญาตให้ฉู่เยว่เหยียนออกนอกจวน แต่ฉู่เยว่เหยียนอาจจะไม่ได้ทำตามจริงๆ
ฉู่ฉีฮุยยืนอยู่ที่เก่าไม่ขยับ ด้านข้างลำตัวหันออกไปทางประตู สีหน้าของเขาค่อยๆ ถูกความมืดกลืนกินอย่างช้าๆ จนเหลือเพียงภาพรางเลือนไม่ชัดเจน
ได้ฟังคำของฉางหลินแล้ว แต่เขากลับไม่ตอบ เพียงแค่ค่อยๆ ยกมือขึ้นเป็นนัยบอกว่าไม่ต้อง
ไม่สนใจ?
จะปล่อยให้ฉู่เยว่เหยียนแอบไปพัวพันกับพี่น้องสกุลซูต่อหรือ
ในใจของฉางหลินพลันเกิดไอเย็นวิ่งเข้าแทรกถึงในกระดูก ดวงตาพลันเบิกตาโพลง
————————————————————-