สวินหยาง ยอดหญิงไร้พ่าย ภาค 1 - ตอนที่ 70 แต่งตั้งชายา (3)
ทันทีที่ทั่วป๋าหรงเหยาเข้าวัง ทั่วป๋าไหวอันถือเป็นพระเทวัน[1]ของฮ่องเต้ แม้โม่เป่ยจะอยู่ห่างไปไกลโพ้นไม่มีใครเหลียวแล แต่ว่าตามศักดิ์แล้ว…
ฉู่สวินหยางพลันเข้าใจทันใด “หากเป็นเช่นนี้ หรือว่าต้องเลือกจากคนต่างสกุล”
สกุลฉู่ประสบเคราะห์หนักยามที่ฮ่องเต้ขึ้นครองบัลลังก์ครานั้น คนในสกุลก็เหลือน้อย หากเรียงตามศักดิ์แล้ว เพียงผู้เดียวในราชสกุลที่เหมาะสม ก็คือบุตรสาวที่เกิดจากชายาคนใหม่ของจวนรุ่ยชินอ๋องผู้นั้น
แต่ฮ่องเต้เป็นคนขี้ระแวง ไม่แน่ว่าจะยอมให้ฉู่ซิ่นกับโม่เป่ยได้ผูกสัมพันกัน
เมื่อเป็นเช่นนี้ ก็น่าจะต้องเลือกหาจากคนนอกสกุล
“มีองค์หญิงโม่เป่ยเข้าวังไปคนหนึ่งแล้ว ความจริงงานมงคลนี้จะแต่งหรือไม่ก็ไม่ต่างกัน” ฉู่อี้อันเล่าออกมาเล็กน้อยอย่างไม่ใส่ใจ ก่อนจะนั่งลงที่หลังโต๊ะ
ฉู่สวินหยางนิ่งคิดตรึกตรอง พลันหัวเราะออกมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย “ท่านพ่อ สองเดือนมานี้พวกเราเอาแต่วิตกเรื่องผู้ถูกเลือกให้แต่งงานเชื่อมสัมพันธ์กับโม่เป่ย ดูท่า…พวกเราจะถูกรวมเข้าไปในแผนการด้วย!”
ฮ่องเต้แสดงละครได้ดี ทำทีเป็นโอนอ่อนแก่คณะของทั่วป๋าไหวอัน ยอมให้เขาเลือกชายาด้วยตนเอง แต่ความจริงแล้วทรงรู้ว่าทั่วป๋าไหวอันระวังเรื่องนี้เป็นพิเศษ ถึงเอาแต่ยืดเวลาออกไป
ภายหลังบังเอิญเกิดเรื่องฉู่หลิงอวิ้นขึ้น พระองค์ก็ทำเป็นว่าเบื่อหน่ายเรื่องนี้เต็มทน ออกราชโองการแต่งตั้งชายาเสียให้จบปัญหา
เมื่อเป็นเช่นนี้ ทั่วป๋าไหวอันก็ถูกหลอกไปหนึ่งตลบ คล้ายว่าจะได้ไม่คุ้มเสียด้วยซ้ำไป
สายตาฉู่อี้อันเข้มขึ้น แต่สีหน้ายังสุขุม เขาเพียงเอ่ยว่า “เพียงแค่เส้นผมบังภูเขา แต่พวกเราคิดการณ์ไม่ลึกซึ้ง ไม่ว่าสกุลใดในราชสำนักที่ไปพัวพันกับโม่เป่ย ล้วนไม่อาจทำให้ฮ่องเต้เบาใจได้ มาคิดดูแล้ว จุดจบเช่นนี้ก็หาได้เหนือความคาดหมายนัก”
ฉู่สวินหยางถอนหายใจคราหนึ่ง ขิงยิ่งแก่ก็ยิ่งเผ็ดสินะ
เกี่ยวกับประเด็นนี้ ไม่จำเป็นต้องถกเถียงกันอีก
ฮ่องเต้นับว่าทุ่มเทความคิด แต่ต่อให้พระองค์วางแผนอย่างรอบคอบเพียงใดก็คงคิดไม่ถึงว่าทั่วป๋าหรงเหยาต่างหากที่เป็นหมากตัวสำคัญของทั่วป๋าไหวอัน อย่างไรก็ไม่ถือว่ากลับไปมือเปล่า
ฉู่สวินหยางโยนเรื่องราวที่ไม่เกี่ยวกับตัวเองทิ้งไว้เบื้องหลัง นางรู้สึกลังเลอยู่บ้าง ก่อนจะช้อนสายตาขึ้นมองฉู่อี้อันอย่างช้าๆ “ท่านพ่อ”
ฉู่อี้อันชะงัก ย่นคิ้วตาม “เป็นอะไรไป อยู่ต่อหน้าพ่อยังกระอึกกระอัก เจ้ายังมีเรื่องอะไรที่พูดกับพ่อไม่ได้หรือ”
ดวงหน้าของเขามีความเคร่งขรึมติดมาตั้งแต่เกิด น้ำเสียงนุ่มทุ้ม กระเซ้านางไปประโยคหนึ่ง
แม้ฉู่สวินหยางจะไม่อยากทำให้ฉู่อี้อันต้องมากังวลเรื่องของฉู่ฉีฮุย ทว่าแต่ไรนางก็มีนิสัยตรงไปตรงมา ในเมื่อตัดสินใจไปแล้วก็จะไม่เสียใจอีก นางสูดหายใจลึก เอ่ยว่า “เป็นเรื่องของพี่ใหญ่ ท่านพ่อก็รู้อยู่ว่าข้ากับพวกชายารองไม่ถูกกันมาแต่ไร แม้จะเรียกว่าครอบครัว แต่ก็ยากจะหลีกเลี่ยงการปะทะ เมื่อถึงเวลานั้น…”
เพราะในใจมีความรู้สึกผิด ฉู่สวินหยางจึงพูดค้างเอาไว้ แล้วสูดหายใจลึกอีกครั้ง เอ่ยต่อ “ข้ากลัวทำให้ท่านพ่อลำบากใจ”
ฉู่อี้อันมองนางนิ่ง ไม่พูดจา
ห้องหนังสือกว้างขวาง พลันสงัดเงียบจนแม้เสียงเข็มตกก็ยังได้ยิน
ฉู่สวินหยางอึดอัด
นางอาจมองไม่เห็นใครๆ อยู่ในสายตา แต่มีเพียงฉู่อี้อัน…
ทุกการกระทำของนาง มักจะคำนึงถึงจุดยืนและความรู้สึกของเขาอย่างอดไม่ได้
เพราะเดิมทีการมีตัวตนของนางก็คือภาระที่อีกฝ่ายแบกรับ นางไม่กล้าเรียกร้องและไม่อาจร้องขอให้ท่านพ่อสละบุตรธิดาแท้ๆ ของตนเพื่อนางอีก
สิ่งที่นางรอคอยอยู่ภายในห้องนี้ มีเพียงความเงียบอันยาวนานของฉู่อี้อัน
ฉู่สวินหยางเม้มปากอย่างเป็นกังวล มองเขาด้วยสีหน้าซับซ้อน
ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าไร ฉู่อี้อันถึงเรียกตัวเองกลับมาจากภวังค์
เขาเงยหน้ามองฉู่สวินหยางหนหนึ่ง สายตาคู่นั้นยังเหมือนอย่างที่เคย สุดท้ายก็โบกมือให้ “เจ้ารู้หนักเบาก็พอแล้ว”
“เจ้าค่ะ” ฉู่สวินหยางตอบรับ ถอนหายใจอย่างโล่งอก
นางสองจิตสองใจ เอ่ยอีกว่า “ขอบคุณท่านพ่อเจ้าค่ะ”
“เด็กโง่” มุมปากของฉู่อี้อันยกเป็นรอยยิ้ม แล้วฝังหน้าลงกองเอกสารบนโต๊ะต่อ
เขาเป็นคนไม่แสดงออกทางอารมณ์ แต่วินาทีที่เขาก้มหน้า ฉู่สวินหยางมั่นใจว่าได้ยินเสียงลมหายใจของเขาคล้ายมีเสียงทอดถอนใจอันเปล่าเปลี่ยวปะปนอยู่
แต่ว่าวินาทีนี้…
ไม่เหลือเส้นทางอื่นให้นางเลือกเดินแล้วจริงๆ
ฉู่สวินหยางเห็นว่าเขายังมีเอกสารต้องจัดการ นางจึงไม่รั้งอยู่นาน เอ่ยขอตัวกับเขาแล้วเดินไปที่ประตู แต่นางก็อดจะหันกลับไปมองบุรุษที่นั่งก้มหน้าวุ่นวายอยู่หลังโต๊ะอย่างลึกซึ้งอีกครั้งไม่ได้
“ท่านพ่อ ถ้าสักวันหนึ่งประวัติศาสตร์ต้องซ้ำรอย ข้าหวังเพียงท่านพ่อจะอภัยให้ข้า” นางคล้ายพูดกับตัวเองอยู่ในใจ
ครั้นกล่าวจบแล้ว นางก็หมุนตัวหนี
จากไปในที่สุด
เมื่อประตูปิดลง ความเงียบสงัดกลับมาเยือนห้องนี้อีกครั้ง
ฉู่อี้อันเงยหน้าขึ้นมาจากจดหมายราชการ สายตาวุ่นวายสับสน จ้องมองภาพเงาที่ทอดรอยด่างลงบนพื้น จนกระทั่งเสียงฝีเท้าของฉู่สวินหยางหายลับ เขาถึงก็เปิดปากเรียก “ลู่หยวน”
“นายท่าน!” ลู่หยวนผลักประตูทันควัน เขารอรับคำสั่งอยู่ที่ด้านหน้าตลอดเวลา
“ไปเรียกเจิงฉีมาที” ฉู่อี้อันบอก
“ขอรับ!” ลู่หยวนรับคำ แล้วหมุนกายเดินออกไป ไม่นานก็พาพ่อบ้านเจิงกลับมาด้วย
ตอนที่พ่อบ้านเจิงเดินเข้ามาในห้อง ฉู่อี้อันยังอยู่ในท่วงท่าเดิม จ้องมองแสงอาทิตย์ที่กระทบบนพื้นกระเบื้องอย่างเหม่อลอย
“มาแล้วขอรับ!” เห็นเขาผ่านประตูเข้ามา ฉู่อี้อันถึงได้เอนตัวพิงพนักเก้าอี้ด้านหลัง
พ่อบ้านเจิงเหมือนจะรู้ปัญหาที่เขาต้องการถามอยู่แล้ว จึงเล่าเรื่องราวในโถงจิ่นฮว่าที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ให้เขาฟังโดยไม่รอให้เขาเปิดปาก
“ข้าน้อยเดิมมิได้ใส่ใจ ต่อมาได้ยินมาว่าท่านหญิงมาที่นี่อย่างกะทันหัน รู้สึกว่าเรื่องนี้มีลับลมคมใน ถึงได้ไปสอบถามมา” ตอนจบ พ่อบ้านเจิงกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักอึ้งว่า “คนของท่านจ่างซุนถูกถอนออกจากโถงจิ่นฮว่าหมดแล้วขอรับ”
ฉู่อี้อันรับฟังด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ ไม่ตอบรับและไม่ปฏิเสธ
หากเป็นเมื่อก่อน พ่อบ้านเจิงไม่มีทางสอดปากเรื่องภายในจวน เพราะเขาเคารพฉู่อี้อันว่าเป็นนาย ย่อมรักษาท่าทีที่มีต่อพวกฉู่ฉีฮุยด้วย
ทว่าวันนี้…
“นายท่าน วาจานี้ข้าน้อยอาจกล่าวหนักไป การเคลื่อนไหวของจวนอ๋องหนานเหอชัดเจนขึ้นทุกที นายท่านยังต้องการปกป้องท่านหญิง แต่สถานการณ์ตอนนี้จะขยับไปทางใดก็ลำบาก ไม่อาจพลาดพลั้งได้แม้แต่นิดเดียว หากไม่ระวัง นั่นคือความวิบัติ ซึ่งนำไปสู่ความตาย” พ่อบ้านเจิงพิจารณาอีกครั้ง แล้วคุกเข่าลงไป “นายท่าน ข้าน้อยรู้ว่าเรื่องนี้ท่านลำบากจะเลือก แต่ถ้าถกเถียงด้วยใจที่เป็นธรรม หากทำเพื่อท่านหญิง จวิ้นอ๋องคือตัวเลือกที่เหมาะสมกับตำแหน่งมากที่สุด ยิ่งไปกว่านั้น จวิ้นอ๋องเป็นคนมีความอดกลั้น คงไม่ถึงขึ้นเข่นฆ่าคนของจ่างซุนให้ตายตก ทว่ากลับกัน…กลัวว่าจะต้องกลายเป็นแตกหักจากภายใน”
มิใช่ว่าสายข่าวของฉู่อี้อันบกพร่องถึงขั้นไม่รู้ว่าฉู่ฉีฮุยกระทำเรื่องไร้เกียรติต่อฉู่สวินหยาง แต่เพราะเขาไม่ได้ป้องกันไว้แต่แรก เขาเอนเอียงไปหาฉู่สวินหยางมากกว่าใครๆ ทว่ากับลูกคนอื่นๆ ก็ล้วนเมตตาโอบอ้อม คิดไม่ถึงว่าบุตรชายคนโตที่ได้ชื่อว่าจริงใจและซื่อตรงมาตลอดจะทำเรื่องเช่นนี้ออกมาได้
มิแปลกที่ฉู่สวินหยางจะเกรี้ยวกราด ส่วนเขา…
มากกว่าความเดือดดาล มันคือความผิดหวัง!
กับลูกชายสองคน เขาไม่เคยแบ่งแยกเอนเอียงไปทางใด แต่ฉู่ฉีฮุยกลับทำเรื่องเช่นนี้
“พูดมาครึ่งวัน ต่อหน้าข้าเจ้ายังต้องอ้อมค้อมด้วยหรือ บอกมาตามตรงเถอะ” ฉู่อี้อันคิดแล้วก็อดจะหัวเราะออกมาไม่ได้ “การกระทำของฉีฮุยในตอนนี้อาจจะดูว่าพุ่งเป้าไปที่ฉู่สวินหยาง แต่ความจริงแล้วเขาวางแผนจะจัดการฉีเฟิง ซินเป่าไม่อาจขวางทางเขาได้ แต่ว่า…”
ตำแหน่งของเขา แต่เดิมก็คิดจะเก็บไว้ให้ฉู่ฉีฮุยอยู่แล้ว
พ่อบ้านเจิงเหงื่อแตกเต็มหน้า ก้มหน้าปิดปากด้วยความรู้สึกกระอักกระอ่วน
“ฉีฮุยเขาเป็นบุตรชายคนโต ให้เขาสืบทอดตำแหน่งอย่างไรก็ชอบด้วยเหตุผล” ฉู่อี้อันไม่สนใจเขา คล้ายตกอยู่ในภวังค์ความคิดของตัวเอง “เช่นนั้นก็ถึงเวลาที่ข้าควรจะเดินหมากบ้างแล้วใช่หรือไม่”
นัยน์ตาของเขาดำมืด ดวงตาจดจ้องความว่างเปล่ากลางอากาศ ไม่รู้ว่ากำลังคิดอะไร
พ่อบ้านเจิงหัวเราะขื่น “นายท่าน ความจริงก็ไม่จำเป็นต้องยุ่งยาก...”
“เจิงฉี!” ฉู่อี้อันหัวเราะ นัยน์ตามีความเจ็บปวดและอ้างว้างปกคลุม ท่ามกลางความเลือนราง คล้ายมีประกายน้ำลอยอยู่
เขาหลับตาลงทันที ดับโลกที่อยู่เบื้องหน้า เสียงทุ้มนุ่มคล้ายลอยมาแต่ไกล “เจ้ารู้ว่าข้าไม่อาจนั่งตำแหน่งนั้น! ข้ากลัว…”
เสียงของเขาลอยหายไป สุดท้ายก็พูดออกมาจนจบไม่ได้
——————————–
[1] พระเทวัน หมายถึง พี่ชายของภรรยา หรือพี่เขย