สวินหยาง ยอดหญิงไร้พ่าย ภาค 1 - ตอนที่ 70 แต่งตั้งชายา (4)
เขาทำลายบ้านเมืองและครอบครัวของนางด้วยฝีมือตนเอง นั่นเป็นเส้นทางที่ไม่อาจถอยกลับ หากวันนั้นมาถึง เขายังต้องเหยียบย่ำเกียรติศักดิ์สีเลือดและครอบครองแผ่นดินที่นางต้องสูญเสีย เขากลัว…
ถ้าได้เจอนางที่ปรโลก เขาจะไม่มีหน้าไปพบนางอีก!
วันนี้เขาถูกสายตานับหมื่นจ้องมอง ผู้คนมากมายจับตาตำแหน่งที่อยู่ใกล้เพียงเอื้อมมือเขา แต่ว่ากลับไม่มีใครรู้ ตั้งแต่เริ่มต้น เขาก็ไม่เคยมีความคิดที่จะแตะต้องตำแหน่งนั้น
แม้ว่าต้าซ่งจะล่มสลาย แม้ว่าสกุลเหลียงจะดับสิ้น แม้ว่าใต้หล้าจะเกิดสงครามขึ้นอีก ทุกคนบนโลกนี้ล้วนแต่สามารถเข่นฆ่าเพื่อแย่งชิงบัลลังก์ มีเพียงเขา…
ที่ไม่ได้!
ครานั้น เขาไม่อาจหันคมดาบใส่บิดา ทั้งระหว่างกลางยังมีความแค้นฝังกระดูกของสกุลฉู่ทั้งสกุลรวมอยู่ด้วย เขาได้แต่เดินหน้าต่อไปเท่านั้น
ตำแหน่งรัชทายาทที่เขาเฝ้ารักษาไว้จนถึงทุกวันนี้ ก็เป็นเพียงถนนที่เขาปูไว้ให้ฉู่ฉีฮุย เขาไม่ได้คาดหวังอะไรมากมาย แค่ต้องการให้ฮ่องเต้ปลดความหวาดระแวงในใจลง ส่งฉู่ฉีฮุยขึ้นสู่บัลลังก์อย่างราบรื่น เขายังคิดมาตลอดว่าความสามัญดาษดื่นของลูกคนนี้ช่างดีนัก ต่อไปขึ้นเป็นฮ่องเต้ปกครองบ้านเมืองก็พอแล้ว อย่างน้อยก่อนที่ตนจะหมดลม ฉู่สวินหยางก็จะไม่มีทางเป็นอันตราย
ทว่าตอนนี้…
ความสมดุลของทุกสิ่งได้ทลายลง
“นายท่าน เวลานี้ไม่มีทางเลือกอื่นแล้วขอรับ” พ่อบ้านเจิงเอ่ย “เรื่องที่ท่านชิงล้อมกำแพงเมืองสวินหยางเป็นเหมือนหนามที่ทิ่มแทงหัวใจฝ่าบาทมาโดยตลอด แม้ว่าการตายขององค์หญิงใหญ่จะกำจัดความสงสัยไปได้ชั่วคราว ทำให้เขาไม่รู้จะสืบสาวจากทางใด แต่ท่านก็แจ้งแก่ใจดี หลายปีที่ผ่านมาความเคลือบแคลงที่ฝ่าบาทมีต่อท่านหาได้หมดไป ยังไม่เอ่ยถึงท่านจ่างซุนที่จิตใจมากเล่ห์ ย่อมก็ไม่อาจดูแลท่านหญิงหลังจากท่านสิ้นไปแล้วได้ แค่เรื่องความปราดเปรื่องของเขา…ภายภาคหน้าฝ่าบาทจะอนุญาตให้เขาครองตำแหน่งจริงๆ หรือไม่ก็ยังยากจะพูด”
ฉู่อี้อันไม่แสดงท่าทีบ่ายเบี่ยงหรือเห็นด้วย
ไม่มีใครรู้ว่าหลายปีมานี้เขาผ่านมันไปด้วยความระมัดระวังราวกับกำลังเดินบนพื้นน้ำแข็ง พยายามสุดชีวิตเพียงเพื่อกดทับความสงสัยในใจของฮ่องเต้
ปีนั้น เขาได้รับข่าวว่าทัพใหญ่ของฮ่องเต้คิดตีต้าซ่งให้ราบเป็นหน้ากอง จึงฉวยจังหวะตอนที่ฮ่องเต้ทำศึกอย่างตึงมือที่เมืองหลวง เดินทางล่วงหน้าไปที่สวินหยางซึ่งอยู่ทางตอนใต้ คิดจะพาเหลียงซีหนีไป แต่เหลียงซีก็อ่านสถานการณ์ที่เขากำลังเผชิญอยู่ได้อย่างปรุโปร่ง จึงปฏิเสธเขาอย่างไม่หยุดคิด
ตอนนั้นเขาก็มีความคิดจะจับตัวนางหนีไปเสีย แต่เพราะรู้ว่าสตรีผู้นี้เข้มแข็ง หากว่าไปบังคับฝืนใจ อนาคตย่อมไม่อาจได้รับการอภัยจากนางแน่
ด้วยเพราะจนปัญญา เขาถึงเลือกผลักเรือตามน้ำ ลงมือแสดงละครออกมาฉากหนึ่ง แสร้งชิงความดีสร้างความชอบเข้าปิดล้อมเมืองสวินหยาง เพราะการเคลื่อนไหวโดยพลการ ฮ่องเต้จึงเกิดใจระแวงเขา ทว่าศึกครานั้นมีความสำคัญอย่างมาก ทั้งเขายังสร้างผลงานใหญ่หลวง ฮ่องเต้ไม่ได้เอาความ เรื่องราวจึงผ่านมาได้เช่นนี้
คนนอกไม่รู้ แต่เขาแจ้งแก่ใจ หัวใจฮ่องเต้ไม่อาจหยุดความระแคะระคายที่มีต่อเรื่องนี้ได้จริงๆ อีกทั้งมันยังเพิ่มพูนตามเวลา โรคหวาดระแวงก็รุนแรงขึ้น หากว่าทำอะไรลงไปแล้วคงยากจะเรียกกลับ
เจิงฉีรู้ว่าใจเขามีความกังวล ตอนที่กำลังจะพูดบางอย่างออกไป ฉู่อี้อันพลันยกมือขึ้นสูง หยุดวาจาของเขาเอาไว้ก่อน
“ช่วยข้าส่งจดหมายไปให้ฉีเฟิงที ใกล้ๆ นี้ข้าจะหาวิธีเรียกตัวเขากลับมา ให้เขาเตรียมตัวไว้ด้วย” ฉู่อี้อันกล่าว
พ่อบ้านเจิงตะลึง แต่ก็รีบเก็บอารมณ์ “ขอรับ! ข้าน้อยจะไปจัดการเดี๋ยวนี้!”
ฉู่อี้อันพยักหน้า ขบคิดเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยอีกว่า “ส่วนซินเป่าทางนั้น ไม่ต้องเข้าไปยุ่ง นางอยากทำอะไรก็ปล่อยนางไปเถอะ”
หัวใจของเจิงฉีคล้ายจะหยุดเต้น เข้าใจความหมายของเขา เอ่ยว่า “สกุลซู…”
“กำลังพลของสกุลซู ควรจะเปลี่ยนมือตั้งนานแล้ว” ฉู่อี้อันเอ่ย อารมณ์บนดวงหน้ากลับมาสุขุมราบเรียบดังวันเก่า ยังคงเป็นองค์รัชทายาทแห่งแคว้นองค์เดิมที่จัดการเรื่องราวได้อย่างมั่นคงและเด็ดขาด
เขาไม่เคลื่อนไหวกำลังพล ไม่ได้หมายความว่าเขาจะเคลื่อนไหวมันไม่ได้
แต่เพราะความคิดที่จะเปลี่ยนตัวผู้สืบทอด จึงทำให้ต้องเดินหมากเช่นนี้ จำต้องกระตุ้นความรู้สึกระวังภัยในตัวฮ่องเต้ สงครามดุเดือดนี้ เขาไม่อาจพ่ายแพ้!
เพื่อฉู่สวินหยาง เขาไม่อนุญาตให้เกิดข้อผิดพลาดใดๆ ทั้งสิ้น
เจิงฉีเห็นว่าเขาตัดสินใจได้แล้วก็พลอยวางใจ
ความจริงแล้วไม่ว่าฉู่ฉีฮุยหรือฉู่ฉีเฟิงจะได้เป็นผู้สืบทอดเขาล้วนไม่สนใจ แต่เพราฉู่อี้อันยึดติดอยู่กับเรื่องราวในปีนั้นอย่างลึกซึ้ง เมื่อเปรียบผลดีร้ายในการปรับสมดุลอำนาจแล้ว มีเพียงฉู่ฉีเฟิงคนเดียวที่เหมาะสมที่สุด
…
ฉู่สวินหยางไม่ได้ล่วงรู้การเคลื่อนไหวของฉู่อี้อันทางนั้น เพียงเวลาสามวัน จวนอ๋องทุกจวนต่างก็แตกตื่น เพราะราชโองการที่ถูกสั่งลงมากะทันหัน ว่าจะรับองค์หญิงแปดแห่งโม่เป่ย ทั่วป๋าหรงเหยาเป็นชายาเคียงหมอน และเพื่อเป็นการให้เกียรติโม่เป่ยอย่างที่ไม่เคยได้รับ ให้รับนางเข้าวังด้วยพิธีการของพระชายา แต่งตั้งเป็นชายาหรง!
ทันทีที่ข่าวถูกแพร่ออกไป ทางด้านหลัวฮองเฮาแห่งตำหนักโซ่วคังก็พลันตัดต้นบอนไซที่กำลังแต่งกิ่งอยู่ผิดพลาด เพราะรู้สึกว่าเกินความคาดหมาย
“เจ้าว่าอะไรนะ ฝ่าบาทจะรับนางเด็กนั่นไว้หรือ” นิ่งอึ้งอยู่นาน ในที่สุดหลัวฮองเฮาก็หัวเราะออกมาอย่างไม่อยากเชื่อ
“เพคะ” ไฉ่เยว่ซึ่งเป็นคนส่งข่าวกำลังคุกเข่าอยู่บนพื้น ไม่กล้าเงยหน้ามองนางแม้แต่นิดเดียว
สีหน้าของหลัวฮองเฮาประเดี๋ยวขาวประเดี๋ยวดำ กล้ามเนื้อข้างแก้มกระตุกอย่างควบคุมไม่ได้ นางพยายามอย่างสุดความสามารถที่จะเก็บกดอะไรบางอย่าง แต่ว่าสุดท้ายก็ระเบิดโพล่ง กระแทกกรรไกรที่อยู่ในมือลงบนโต๊ะ ตวาดเสียงเดือดดาล “เหลวไหล!”
เสียงยังไม่ทันหาย นางก็ทรุดตัวไปกองอยู่บนเก้าอี้ คล้ายกับว่าร่างกายไร้ซึ่งเรี่ยวแรง
แม่นมเหลียงเข้าประตูมา ได้ฟังประโยคนั้นก็ตกใจหน้าซีด รีบส่งสายตาให้ไฉ่เยว่ เป็นการบอกให้นางไปเฝ้าหน้าประตูเอาไว้
ต่อให้อยู่ในตำหนักโซ่วคังก็ไม่อาจประมาท
ดวงหน้าของหลัวฮองเฮาเป็นสีเขียวคล้ำ นัยน์ตาพลุ่งพล่านด้วยความน่ากลัว
นางอายุปูนนี้แล้ว ไร้ซึ่งความคิดจะแย่งชิงความโปรดปรานอะไร แต่วังหลังอยู่ในอำนาจหน้าที่ของนาง หากว่าฮ่องเต้ให้เกียรตินางตามที่สมควรจะได้ สตรีเหล่านั้นนางก็ยังยอมหลับตาข้างหนึ่งทำเป็นไม่สนใจ
แต่ว่าครั้งนี้…
ฮ่องเต้กลับปิดบังนางตั้งแต่ต้นจบ นางเพิ่งรู้เรื่องที่พระองค์จะรับชายาก็ตอนที่พระราชโองการถูกสั่งลงมาแล้ว
นึกถึงว่าตอนนั้นนางยังเอาแต่หมกมุ่นคิดว่าจะส่งทั่วป๋าหรงเหยาไปสกุลใด หลัวฮองเฮารู้สึกว่าตัวเองเป็นจุดอ่อนที่น่าหัวเราะมากที่สุดในใต้หล้า
“ฮองเฮาเพคะ ก็แค่ชายาคนหนึ่งเท่านั้น” แม่นมเหลียงลอบถอนหายใจ เดินเข้าไปเก็บกวาดบอนไซน้อยที่ถูกตัดจนไร้ค่า กล่อมเสียงเบาว่า “แค่เด็กปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม ไร้กำลังสนับสนุนในราชสำนัก ทุกอย่างยังอยู่ในกำมือของฮองเฮามิใช่หรือเพคะ”
หลัวฮองเฮายิ้มเยาะ ดวงตาคมปราบหันมามองนาง เอ่ยชัดทุกคำว่า “แต่ฮ่องเต้เลือกจะปิดบังเรื่องนี้กับข้า เจ้าจะให้ข้าเอาหน้าไปไว้ที่ไหน”
พูดถึงการรับชายา ก่อนหน้านี้นางก็เคยเอ่ยปากถามฮ่องเต้ว่าทั่วป๋าหรงเหยาจะต้องไปอยู่จวนใด ฮ่องเต้กลับปิดปากเงียบ นี่มิใช่เป็นการตบหน้านางอย่างแรงหรอกหรือ
วังหลังมีชายาเพิ่มมาคนสองคนหาใช่เรื่องใหญ่ แต่นี่เป็นสัญญาณอันเลวร้าย ชวนให้นางกังวลใจอย่างมาก
แม่นมเหลียงก็ไม่กล้าแทรกปากตามใจ เพียงก้มหน้างุด หัวคิ้วขมวดมุ่น…
ฮองเฮาอดทนอย่างเข้มแข็งมาตลอดชีวิต แต่ปมหัวใจครานี้คิดว่าไม่อาจข้ามผ่านไปง่ายๆ
หลัวฮองเฮายิ่งคิดก็ยิ่งเดือดดาล ทรวงอกกระเพื่อมขึ้นลงอย่างแรง แต่ไม่รู้ว่านึกถึงสิ่งใดได้ จู่ๆ ก็พลันสงบลง ก่อนจะตบมือลงโต๊ะอย่างแรง “เจ้าพูดถูก เรื่องนี้มีเงื่อนงำ หากว่าอยากจะรับชายาสักคน ฮ่องเต้ไม่เห็นจำเป็นต้องปิดบังข้า ไม่แน่… มันอาจจะเกี่ยวข้องกับเรื่องอื่นอีก”
“ฮองเฮาหมายถึงอะไรเพคะ” แม่นมเหลียงถาม อดจะสูดหายใจลึกไม่ได้
หลัวฮองเฮาไตร่ตรองลึกซึ้ง สุดท้ายก็ได้แต่กุมขมับอย่างไร้ผลลัพธ์ กล่าวว่า “ตอนนี้ข้าก็ยังเดาไม่ออกว่าเป็นมาอย่างไร”
หลังจากนิ่งไปพักหนึ่ง จางจึงใช้น้ำเสียงคุกรุ่นเอ่ยต่อว่า “ในเมื่อจะแต่งตั้งชายา ก็จัดการไปตามระเบียบเถอะ นางเป็นถึงองค์หญิงแห่งโม่เป่ย ข้าวของต่างๆ อย่างไรก็ต้องเตรียมให้สมเกียรติที่สุด”
ทั่วป๋าหรงเหยา? ก็แค่เด็กเมื่อวานซืน นางไม่จำเป็นต้องใส่ใจ
“เพคะ!” แม่นมเหลียงรับคำสั่ง เวลานี้ก็ไม่พูดมาก ถอยออกไปจัดการตามมอบหมาย
…
งานพิธีแต่งตั้งทั่วป๋าหรงเหยาจะถูกจัดขึ้นในเดือนหน้าวันที่หก ห่างจากงานมงคลของฉู่หลิงอวิ้นไปเพียงสิบวัน ไม่รู้ว่าคนของหอดูดาวหลวงตรวจสอบผิดพลาดหรืออย่างไร เวลาฤกษ์งามยามดีที่คำนวณให้ กลับมีหิมะตกลงมาตั้งแต่ย่ำสาง
เดือนสิบสองในเมืองหลวง สรรพสิ่งวังเวงไม่สดใส
เดือนสิบเอ็ดยังไม่รู้สึกชัดเจนเช่นนี้ ราวกับว่าเพียงชั่วข้ามคืน ฤดูกาลพลันเปลี่ยนพลิก
การแต่งงานของราชนิกุลมักจะมีขึ้นในช่วงเย็น แต่เพราะพิธีแต่งตั้งชายามากด้วยกฎเกณฑ์ หอดูดาวหลวงจะเป็นคนเลือกเวลามงคล พอเช้าตรู่ฉู่สวินหยางก็ติดตามคนอื่นๆ เข้าไปร่วมพิธีในวัง
กลางวันจะมีงานเลี้ยง เวลาที่เหลือก็ไร้เรื่องราว ฉู่สวินหยางจึงจะไปเดินย่ำหิมะเล่นที่อุทยานหลวง
มุมตะวันตกเฉียงเหนือของอุทยานมีป่าเหมย เหมยแดงเบ่งบานคล้ายสีเลือด ขณะที่ฉู่สวินหยางเดินไปตามระเบียงทางเดินเล็กๆ สายตาบังเอิญสบกับนัยน์ตากระจ่างที่มีคลื่นน้ำเต้นไหวของคนผู้หนึ่งซึ่งยืนอยู่สุดปลายของระเบียง
———————————————————-