สหายวัยเยาว์ของจอมยุทธ์อันดับหนึ่งในใต้หล้า - บทที่ 25 ราชินีกระบี่มาร (2)
หลังจากสรุปเรื่องของวีซอลอาเป็นที่เรียบร้อย พวกเราก็รีบทำอาหารอย่างง่ายๆ เพื่อจัดการมื้อค่ำ เพราะดึกมากแล้ว
วีซอลอากินอาหารอย่างไม่หยุดหย่อน ราวกับว่าหลายวันมานี้นางไม่ได้กินอะไรเลย
แม้แต่ข้ายังต้องตกใจจนต้องหันไปถามเหล่าผู้ติดตามว่านางปกติเป็นแบบนี้หรือไม่
คำตอบที่ได้รับคือ
“ปกติแล้วนางก็กินแบบนี้แหละ”
เมื่อนึกย้อนกลับไป วันแรกที่พบกัน นางก็คอยหยิบมันฝรั่งเข้าปากตลอดเวลา
…สรุปแล้ว นางเป็นพวกที่กินเก่งมาตั้งแต่แรกอยู่แล้วสินะ
แต่ที่เป็นอยู่ตอนนี้มันไม่ใช่แค่ “กินเก่ง” ธรรมดานี่มันกินแทนคนหลายคนเลยต่างหาก
แบบนี้พวกเราคงต้องแวะซื้อเสบียงเพิ่มระหว่างทางมากกว่าที่คาดไว้เสียแล้ว
◇◆
แสงจันทร์สะท้อนลงบนผิวน้ำในลำธาร
พวกเราปักหลักตั้งแคมป์ใกล้ๆ กับลำธาร ซึ่งทำให้สายลมยามค่ำคืนของฤดูใบไม้ผลิยิ่งเย็นกว่าปกติ
เมื่อเวลาเดินมาถึงยามแรก เหล่าผู้คุ้มกันเริ่มเตรียมตัวสำหรับการเฝ้ายาม
พวกเขาต้องแขวนยันต์ป้องกันอาคมรอบเต็นท์ พร้อมกับใช้พลังปราณตรวจสอบสิ่งผิดปกติในบริเวณโดยรอบอย่างต่อเนื่องเป็นงานที่หนักเอาเรื่องทีเดียว
ขณะที่ข้านั่งมองพระจันทร์อย่างเหม่อลอย มูยอนก็เดินเข้ามาใกล้
“คุณชาย ควรเข้าไปพักผ่อนเถอะขอรับ อากาศเริ่มเย็นลงแล้ว”
“ข้าว่าข้าอุ่นกว่าผู้คุ้มกันพวกนั้นอีกนะ”
เพราะอิทธิพลของเคล็ดวิชาที่ข้าฝึก ข้ายังคงรู้สึกสบายตัวมากกว่าจะรู้สึกหนาว
ดังนั้น ข้าจึงยังคงนั่งอยู่หน้าแคมป์ไฟต่อไป
….
ขณะนั้นเองวีซอลอา ก็วิ่งออกมาจากเต็นท์ของพวกสาวใช้ พร้อมกับอะไรบางอย่างในมือ
ในมือนางคือถาดที่บรรจุซาลาเปา ไว้เต็มถาด
…ซาลาเปา?
ไอน้ำยังลอยฟุ้งออกมาจากขนมเหล่านั้น ดูท่าจะเพิ่งนึ่งเสร็จใหม่ๆ
เดี๋ยวสิ… แล้วพวกนางไปหาหม้อนึ่งจากที่ไหนกัน!?
“พี่ๆ ให้ข้านำมาแบ่งให้พวกพี่ชายค่ะ!”
ดูเหมือนว่าเป็นของว่างที่เตรียมไว้ให้พวกผู้คุ้มกัน
วีซอลอาค่อยๆ เดินแจกซาลาเปาทีละลูก พวกผู้คุ้มกันที่ได้รับมันไปก็พากันยิ้มแก้มแทบปริ
…เสน่ห์ของวีซอลอาช่างร้ายกาจยิ่งนัก
ในชาติที่แล้ว ตอนที่นางโตเป็นผู้ใหญ่เต็มตัวแล้ว ก็เคยมีคนที่พ่ายแพ้ให้กับนางในระหว่างประลองเพราะมัวแต่มองหน้านาง
และในตอนนี้… สถานการณ์ก็ไม่ได้ต่างกันเลยสักนิด
หลังจากที่นางแจกซาลาเปาให้ทุกคนจนหมด วีซอลอาก็เดินมานั่งข้างข้าอย่างแนบเนียน
“ของคุณชาย ข้าเลือกชิ้นที่ใหญ่ที่สุดมาให้เลยนะคะ!”
นางยิ้มกว้าง ส่งซาลาเปาสองลูกมาให้
ข้ารับมันมา ก่อนจะเอ่ยถาม
“เจ้ายังไม่ไปนอนอีกหรือ? พรุ่งนี้ต้องตื่นเช้านะ”
พวกเรามีกำหนดการเดินทางที่แน่นอนพรุ่งนี้ต้องออกเดินทางทันทีที่พระอาทิตย์ขึ้น
ดังนั้น ถ้าจะให้เดินทางได้อย่างสบายหน่อย ก็ควรรีบนอนตั้งแต่ตอนนี้
แต่
“คุณชายก็ยังไม่นอนเลยนี่คะ”
“ข้าน่ะเหรอ… ก็ช่างเถอะ”
ข้ามีพลังปราณติดตัวอยู่บ้างเลยไม่เป็นไร แต่สำหรับวีซอลอา นางยังไม่ใช่ผู้ฝึกยุทธ์เต็มตัว การเดินทางแบบนี้คงทำให้นางเหนื่อยไม่น้อย
ข้ากัดซาลาเปาเข้าปากหนึ่งคำแป้งนุ่มๆ ไส้ฉ่ำๆ ทำให้รู้สึกอุ่นขึ้นมาเล็กน้อย
…อาหารคือสิ่งยิ่งใหญ่จริงๆ
สายลมยามค่ำคืนเริ่มพัดแรงขึ้นเรื่อยๆมูยอน ยืดเส้นยืดสายก่อนจะลุกขึ้นเตรียมออกไปตรวจตรา
ส่วนข้าเองก็ต้องกลับเข้าไปในรถม้าเช่นกัน ข้าจึงเอื้อมมือไปดันแผ่นหลังของวีซอลอาเบาๆ
“รีบเข้าไปนอนได้แล้ว ถ้าพรุ่งนี้เจ้าตื่นไม่ไหว ข้าจะทิ้งเจ้าไว้ที่นี่จริงๆ นะ”
“ฮึ้ย… คุณชายใจร้ายที่สุดเลย”
“ซาลาเปาอร่อยมาก”
หลังจากพูดจบ ข้าก็ยัดซาลาเปาที่เหลือเข้าปาก แล้วเดินเข้าไปในรถม้าพร้อมกับเอนตัวลงพัก
◇◆
“ให้ตายเถอะ… ไกลจริงๆ”
เวลากลางวันสลับกับกลางคืนไปเรื่อยๆตอนนี้เป็นวันที่สี่แล้ว ตั้งแต่พวกเราออกเดินทางจากตระกูลกู่
แต่สิ่งที่ทำตลอดสี่วันมานี้มีเพียงนั่งรถม้าในตอนกลางวัน และตั้งค่ายพักแรมในตอนกลางคืน
แม้ว่าข้าจะใช้เวลาฝึกฝนเป็นระยะๆ แต่ก็ยังไม่มีความคืบหน้าอย่างชัดเจน
ก็แน่ล่ะ…การบรรลุพลังภายในไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะมีแรงบันดาลใจแวบเข้ามาในหัว ทุกอย่างต้องใช้เวลา
ข้ายอมรับได้กับเรื่องนี้
แต่ปัญหาคือ
“ขามายังเหนื่อยขนาดนี้… แล้วขากลับล่ะ?”
ขากลับคงใช้เวลานานพอๆ กัน และข้าก็ไม่แน่ใจว่าตัวเองจะทนกับการเดินทางที่น่าเบื่อแบบนี้ไปอีกกี่วันได้
ยิ่งไปกว่านั้นเส้นทางช่วงนี้เต็มไปด้วยหลุมบ่อ ทำให้รถม้าวิ่งเร็วไม่ได้
…นอกจากมองวิวซ้ำๆ ไปเรื่อยๆ ก็ไม่มีอะไรให้ทำอีกแล้ว
◇◆
“คุณชาย!”
“หืม? อะไร?”
“ดูตรงนั้นสิ! กระรอก!”
ตามที่วีซอลอาชี้ไป บนต้นไม้มีกระรอกตัวหนึ่งกำลังกินลูกโอ๊กอยู่
“…อืม ใช่ กระรอกจริงๆ”
“น่ารักใช่ไหมคะ!”
นี่คือสิ่งที่เราทำระหว่างเดินทาง
พูดคุยกันไปเรื่อยเปื่อย …
เช่น
มันฝรั่งหรือขนมยักกวา อะไรอร่อยกว่ากัน
เนื้อเหยี่ยวกินแล้วเหนียวกว่าที่คิด
หมูป่าแข็งเกินไป สู้หมูบ้านไม่ได้เลย
…เดี๋ยวนะ ทำไมทุกเรื่องที่พูดกันมีแต่อาหาร?
ขณะที่ข้ามองวีซอลอาที่ชี้ไปที่กระรอกข้ากลับรู้สึกแปลกๆ ขึ้นมา
…มีบางอย่างไม่ชอบมาพากล
ข้าจ้องมองนางอย่างครุ่นคิด ก่อนจะอดไม่ได้ที่จะเอ่ยถามสิ่งที่ค้างคาใจออกไป
“เจ้าเคยกินกระรอกไหม?”
ข้าถามออกไปด้วยความสงสัย
วีซอลอาหันขวับมามองข้าด้วยสีหน้าแปลกๆ
“…คุณชาย… ถึงยังไงข้าก็กินกระรอกไม่ลงหรอกนะคะ”
นางมองข้าด้วยแววตาที่เหมือนจะถามว่า”คุณชายโง่หรือเปล่าคะ?”
ข้ารู้สึกอยุติธรรมอย่างยิ่ง!
ไหนบอกว่าเคยกินเนื้อเหยี่ยวมาแล้ว? แล้วทำไมกระรอกถึงกินไม่ได้ล่ะ!?
ด้วยความรู้สึกขัดใจ ข้าจึงแย่งขนมยักกวาออกจากมือนางมากินแทน
“อ้ะ… อ้าาาา!!”
วีซอลอาอ้าปากค้าง ดวงตากลมโตเบิกกว้างขึ้นเรื่อยๆ
ใบหน้าของนางแปรเปลี่ยนจากอึ้งเป็นช็อกในเวลาไม่กี่วินาที ราวกับว่าเพิ่งได้รับข่าวว่าพรุ่งนี้โลกจะแตก
เห็นนางเป็นแบบนี้แล้ว ข้ารู้สึกสะใจขึ้นมานิดหน่อย
“ท-ทำไมคุณชายทำแบบนี้ได้ล่ะ…!”
“เจ้ากินขนมมากเกินไปแล้ว ดูหน้าตัวเองสิ ป่องขึ้นมาจนกลมไปหมดแล้ว”
“ข้าไม่ได้ป่องสักหน่อย!”
“ถามคนอื่นดูก็ได้ว่าข้าพูดจริงไหม”
วีซอลอาหันไปทางหงฮวา ที่นั่งฟังอยู่ใกล้ๆ
“พี่ฮงวา! ข้าดูกลมขึ้นจริงเหรอคะ!?”
เดิมทีหงฮวากำลังหัวเราะขำขันอยู่ แต่เมื่อถูกถามตรงๆ สีหน้าของนางก็ค่อยๆ แข็งค้าง…
จากนั้นนางก็ค่อยๆ หันหน้าหนีไปทางอื่น
…นางเลือกที่จะเงียบและหนีไปแทนที่จะตอบคำถาม
วีซอลอาเห็นดังนั้น ใบหน้าของนางจากความตกใจกลายเป็นแววตาแห่งความสิ้นหวัง
“…ข้า…กลมจริงๆ เหรอ…?”
“อืม เจ้า…กลมจริงๆ”
ข้าเติมดาบสุดท้ายลงไปอย่างไม่ลังเล
วีซอลอาชะงักไป ราวกับถูกโจมตีจุดตาย จากนั้นนางก็ซบหน้าลงกับผนังรถม้าเงียบสนิท
◇◆
ความจริงแล้ว วีซอลอาไม่ได้อ้วนขึ้นมากขนาดนั้น เพียงแค่เมื่อเทียบกับตอนที่ข้าพบนางครั้งแรก นางดูมีเนื้อมีหนังขึ้นมาหน่อยเท่านั้น
‘แต่ยังไงก็ถือว่าอ้วนขึ้นอยู่ดีนี่…’
อย่างน้อยสิ่งดีๆ ที่เกิดขึ้นจากเรื่องนี้ก็คือ…
ข้ามีช่วงเวลาที่เงียบสงบสักที
ข้าจ้องมองวิวภายนอกผ่านม่านรถม้า พร้อมครุ่นคิดถึงเรื่องที่รออยู่ข้างหน้า
‘หวังว่าเรื่องทุกอย่างจะเป็นไปด้วยดี…’
การไปเยือนตระกูลถังแห่งเสฉวน เป็นเพียงเรื่องรองเท่านั้น สิ่งที่ข้าต้องให้ความสำคัญจริงๆ คือตระกูลกึมชอน และสำนักประตูสวรรค์
ข้าจะมีเวลามากพอที่จะตามหาคลังลับหรือไม่…?
หากให้คาดเดา เรามีเวลาอย่างมากก็แค่สามวันเท่านั้น
เวลาน้อยกว่าที่คาดไว้มาก ข้อมูลที่ข้ามีตอนนี้มีเพียงตำแหน่งที่พบคลังลับ และสภาพแวดล้อมโดยรอบเท่านั้น
หากสุดท้ายข้าไม่สามารถหาคลังลับ เจอได้จริงๆข้าก็อาจจะต้องปล่อยข่าวออกไปให้พรรคยาจกนำไปเผยแพร่เสียเลย
หากไม่ทำเช่นนั้นอย่างน้อยข้าก็ต้องหาทางป้องกันไม่ให้มันตกไปอยู่ในมือของพวกสำนักประตูสวรรค์ หรือพวกนอกรีต โดยเฉพาะพวกที่กำลังกลายเป็นมาร
…และหากข้าหาคลังลับเจอจริงๆ?
นั่นค่อยว่ากันอีกที
◇◆
‘เสบียงในรถม้าใกล้หมดแล้วสินะ…’
เนื่องจากเส้นทางที่ข้ามานั้นขรุขระกว่าที่คิด และฝนตกหนักในวันที่สอง ทำให้ระยะทางที่ควรเดินทางถึงช้ากว่าที่คาดการณ์ไว้
…ไม่ใช่ว่าเพราะวีซอลอากินเยอะหรอกนะ… อาจจะใช่…หรืออาจจะไม่ใช่ก็ได้…
ข้ายื่นหน้าออกจากรถม้า แล้วเอ่ยถามมูยอน
“มูยอน เส้นทางข้างหน้าจะดีขึ้นอีกนานไหม?”
“จากที่สารถีบอก ถ้ายังเป็นแบบนี้คงต้องใช้เวลาอีกหนึ่งชั่วยามขอรับ”
“…แบบนี้เดินเองยังจะเร็วกว่ามั้ยเนี่ย”
ข้าอดบ่นไม่ได้
หากเป็นไปได้ ข้าอยากจะทิ้งทุกอย่างแล้ววิ่งไปถึงให้เร็วที่สุด แต่แน่นอนว่าร่างกายข้าคงรับไม่ไหวแถมของขวัญที่เตรียมให้ตระกูลถังก็สำคัญเกินกว่าจะทิ้งได้
“เฮ้อ…”
ข้าหัวเราะออกมาอย่างปลงๆ แต่ในวินาทีนั้นเอง
มูยอนเปลี่ยนสีหน้าไปอย่างฉับพลัน จากรอยยิ้มอ่อนโยนเป็นแววตาที่เฉียบคม
ข้าขมวดคิ้ว ก่อนจะถามออกไป
“เป็นอะไร?”
“หยุดเดินทาง”
เขาไม่ได้ตอบคำถามข้า แต่เอ่ยสั่งด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม
ทันใดนั้นเองขบวนเดินทางของพวกเราหยุดชะงักลงทันที
ข้าเองก็สัมผัสได้ถึงความผิดปกติ ข้ารวบรวมพลังปราณ และใช้สัมผัสทั้งห้าจับความเคลื่อนไหวรอบตัว
มีบางอย่างกำลังเข้าใกล้พวกเรา
ทันทีที่ข้าเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้น ข้าก็หลุดยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว
มันคือ ‘กลิ่นอายของอสูรมาร’
“ข้าเองก็สงสัยอยู่ว่าทำไมหลายวันมานี้มันถึงเงียบสงบผิดปกติ”
“พวกมันไม่ได้มากมาย เราจะจัดการให้เอง คุณชายพักเถอะขอรับ”
คำพูดของมูยอนแปลว่า ‘อย่าออกไปสร้างปัญหาเหมือนคราวก่อน’
ข้าเองก็พอเข้าใจดีหากข้าแตะต้องเคล็ดวิชามารอีกครั้ง อาจเกิดเรื่องยุ่งยากขึ้นมาอีกก็ได้
ดังนั้นคราวนี้ข้าจะไม่ออกไปสู้เอง
อย่างน้อยก็…โชคดีที่มันไม่ใช่พวกจากประตูอสูร
หากให้เปรียบเทียบ อสูรมารพวกนี้คงเป็นแค่เศษซากที่เหลือหลังจากที่ประตูอสูรถูกผนึก
แต่ที่ข้าสงสัยคือ…
พวกมันเคลื่อนที่เร็วมาก
พวกมันจงใจเล็งมาที่เรางั้นหรือ?
…ไม่สิ มันแปลกเกินไป
ซ่า… ซ่า… ซ่า…
เสียงเคลื่อนไหวบางอย่างดังมาจากพุ่มไม้
มูยอน และเหล่าผู้คุ้มกันชักกระบี่ออกมาเตรียมพร้อมแล้ว ทุกคนจับอาวุธแน่นพร้อมจะฟันสิ่งที่ปรากฏตัวออกมาทันที
และแล้ว…
โคร้มมม!!
บางสิ่งพุ่งทะลุพุ่มไม้เข้ามาอย่างรวดเร็ว!
กรรรรร๊าาาา!!!
ก่อนที่มันจะโจมตีใครกระบี่ของมูยอนก็ฟันผ่านร่างของมันไปเสียก่อน
ฉึก! ตุบ!
มันล้มลงกระแทกพื้นทันที ร่างขนาดมหึมานอนแน่นิ่ง…
เป็นอสูรมารในร่างหมี
…นึกแล้วเชียว ข้าเคยคิดมาตลอดว่าผู้อาวุโสสองของตระกูลกู่ รูปร่างเหมือนหมี แต่พอมาเจอของจริง ข้าก็เริ่มสงสัยว่าใครกันแน่ที่ใหญ่กว่ากัน
“อสูรมารหมีหยก”
เป็นอสูรมารชั้นต่ำประเภทเดียวกับอสูรสุนัขเขากวาง มักจะปรากฏตัวจากช่องว่างของประตูอสูร
◇◆
“แปลกจริง…”
มูยอนขมวดคิ้วเมื่อมองดูร่างของมัน
“มีบาดแผลอื่นอยู่บนตัวมันด้วยขอรับ”
“หืม?”
ข้าเดินเข้าไปใกล้เพื่อตรวจดู ก็พบว่านอกจากบาดแผลที่มูยอนเพิ่งฟันไป ยังมีรอยแผลจากกระบี่อื่นด้วย
…พวกมันกำลังวิ่งหนีอะไรบางอย่างงั้นหรือ?
อสูรมารวิ่งหนีมนุษย์?
มันเป็นเรื่องที่แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย
โดยธรรมชาติแล้วอสูรมารมีแต่จะฆ่าทุกสิ่งที่ขวางหน้า ไม่มีทางที่พวกมันจะหนีมนุษย์ได้ง่ายๆ
ข้าเริ่มรู้สึกถึงอะไรบางอย่าง
กลิ่นอายของอสูรมารรอบตัวค่อยๆ จางหายไปทีละตัว…
ข้าเหลือบมองไปทางทิศที่พวกมันหนีมา
มีบางอย่างกำลังสังหารพวกมันจากด้านหลัง
และที่สำคัญกว่านั้น…
มันกำลังเคลื่อนที่เข้ามาทางพวกเราอย่างรวดเร็ว
มูยอนแม้จะงุนงงไปชั่วขณะ แต่ก็รีบตั้งท่าต่อสู้ทันที
ผู้คุ้มกันที่เหลือล้วนจับอาวุธแน่น พร้อมจะเผชิญหน้ากับสิ่งที่กำลังมาถึง
โคร้มมมม!!!
อีกครั้งอสูรมารหมีหยก พุ่งออกมาจากพุ่มไม้
แต่คราวนี้…
ฉัวะ!!
กระบี่ที่มองแทบไม่ทัน ปล่อยคลื่นกระบี่สีฟ้าฟาดผ่านร่างของมัน
ฉับ!
กระบี่สายลมเพียงครั้งเดียวผ่ากลางหัวของมันจนขาดเป็นสองส่วน
ตูม!!
ร่างของมันล้มลงบนพื้นเลือดสีฟ้าไหลทะลักออกมาจากศีรษะที่ถูกฟันขาด
แต่สิ่งที่มูยอนให้ความสนใจกลับไม่ใช่อสูรมารที่ตายไปแล้ว
เขาจับจ้องไปที่พุ่มไม้เบื้องหน้า
และกล่าวด้วยน้ำเสียงทรงอำนาจ
“เจ้าเป็นใคร? ออกมาซะ!”
เสียงนั้นดังไปทั่วทั้งป่า
และไม่นานนัก…
บุคคลปริศนาก็ก้าวออกมาจากเงามืด
เขาถือกระบี่ในมือ
แต่ใบหน้าของเขาถูกปกปิดไว้ด้วยอาภรณ์สีเลือด
…พวกเราไม่สามารถมองเห็นใบหน้าของเขาได้เลย
สิ่งเดียวที่ข้าสามารถบอกได้ก็คือ
นางเป็นสตรี
ร่างของนางดูบอบบาง แต่ก้าวเดินกลับสง่างาม นางค่อยๆ เดินเข้ามาใกล้พวกเราอย่างเงียบสงัด
สิ่งที่สะดุดตาข้าที่สุดคืออาภรณ์ที่นางสวมอยู่ ดูเหมือนนางจะเดินทางมาเป็นเวลานาน เพราะชุดยุทธสีฟ้าของนางเต็มไปด้วยเศษใบไม้และฝุ่นเกาะอยู่ทั่วตัว
ขณะที่นางเดินเข้ามา นางเก็บกระบี่เข้าฝักอย่างช้าๆ
แม้ว่าท่าทีของนางจะดูสงบนิ่ง แต่มูยอนยังคงจับกระบี่แน่นพร้อมจะจู่โจมทันทีหากนางคิดทำอะไร
เมื่อเข้ามาใกล้จนเห็นใบหน้ากันได้ชัดเจน นางก็ถอดผ้าคลุมหน้าออก
ทันใดนั้น
เสียงกลืนน้ำลายดังขึ้นจากหนึ่งในผู้คุ้มกันของข้า
นางดูมีอายุมากกว่าข้าเล็กน้อยแต่ยังไม่ถึงยี่สิบปีเต็ม เส้นผมสีขาวราวหิมะ ผิวเนียนละเอียดราวหยกขาวสันจมูกโด่งได้รูป ริมฝีปากแดงระเรื่อ ราวกับมีชีวิตชีวา
เมื่อนำทุกอย่างมารวมกันแล้ว…
ไม่ต้องสงสัยเลย นางคือตัวตนของ “โฉมสะคราญอันดับต้นๆ แห่งยุทธภพ”
หญิงสาวละสายตาจากข้า หันไปมองมูยอน ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“ขออภัย ข้าเดินทางตามลำพัง จึงไม่สามารถจัดการพวกมันได้หมด”
“…ตามลำพัง?”
มูยอนขมวดคิ้ว
“คุณหนูจัดการพวกอสูรมารพวกนี้ได้เพียงลำพังงั้นหรือ?”
“ข้าดวงไม่ดีเองเจ้าค่ะ บังเอิญเดินผ่านแล้วเกิดประตูอสูรเปิดออกมาตรงหน้าอีกแล้ว… ข้าพยายามกำจัดมัน แต่ก็มีบางตัวหนีไปได้”
“อสูรมาร… หนีจากมนุษย์?”
“อาจเป็นเพราะวรยุทธ์ของตระกูลข้าก็ได้ค่ะ มันเลยเป็นแบบนี้ตลอดเลย”
ขณะที่มูยอนสนทนากับนาง ข้าเองก็ได้เห็นสิ่งที่ทำให้ข้าต้องชะงักงัน
มันไม่ใช่เพราะความงามของนาง
แต่เป็น…
ตัวอักษรที่ปักอยู่ที่ชายอาภรณ์ยุทธของนาง
“นัมกุง”
ข้าหลุดสบถออกมาโดยไม่รู้ตัว
“เวรเอ๊ย…”
มีเพียงไม่กี่คนในยุทธภพที่สามารถเดินไปมาได้โดยสวมชุดที่ปักอักษรนี้
และหากเป็นหญิงสาวที่มีรูปลักษณ์เช่นนี้
มีเพียงคนเดียวเท่านั้น
…นัมกุงบีอา
ข้าค่อยๆ เช็ดเหงื่อเย็นที่ไหลลงมาบนขมับ
ข้ารู้จักนางเป็นอย่างดี แม้ว่าในชีวิตนี้ข้ากับนางจะยังไม่รู้จักกัน แต่ในชีวิตก่อน… นางคือคนที่ข้าไม่ต้องการข้องเกี่ยวด้วยมากที่สุด
‘นี่ข้าจะไม่โชคร้ายเกินไปหน่อยหรือ!?’
ข้าพยายามสงบจิตสงบใจแต่มันไม่ใช่ความตื่นเต้น… มันคือ “ความหวาดกลัว” ล้วนๆ
นี่คือความรู้สึกที่ข้าไม่อยากเผชิญหน้ามากที่สุด…
หญิงสาวกล่าวกับมูยอนด้วยน้ำเสียงราบเรียบและเย็นชา
“ข้ามีนามว่า นัมกุงบีอา ท่านกำลังเดินทางไปเสฉวนหรือไม่?”
ทันทีที่ข้าได้ยินชื่อนั้น ข้าก็หลับตาลงแน่น…
เป็นไปตามคาด…
แต่ก่อนที่ข้าจะได้ตั้งสติ คำพูดต่อมาของนางก็ทำให้ข้าแทบลืมหายใจ
“ถ้าเช่นนั้น ข้าขอติดตามไปด้วยได้หรือไม่? ข้ายินดีตอบแทนให้ตามสมควร”
“ไม่!! ไม่ได้เด็ดขาด!!!”
ข้าถีบประตูรถม้าออกแล้วตะโกนเสียงดัง
เมื่อนั้นเอง
ดวงตาของข้าประสานเข้ากับดวงตาของนาง
ดวงตาที่ไร้ซึ่งอารมณ์ใดๆ …
เป็นแววตาแบบเดียวกับที่ข้าเคยเห็นในชาติก่อน
และนั่นทำให้ข้าขนลุกไปทั้งร่าง
“ราชินีกระบี่มาร นัมกุงบีอา”
ในชีวิตที่แล้ว นางไม่เพียงแค่กลายเป็นมารผู้คลั่งกระบี่ แต่ยังเป็นผู้ที่ทำลายตระกูลของตัวเองด้วยมือของตนเอง
…และตอนนี้ นางกำลังยืนอยู่ตรงหน้าข้า