สหายวัยเยาว์ของจอมยุทธ์อันดับหนึ่งในใต้หล้า - บทที่ 26 ราชินีกระบี่มาร (3)
นี่คือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ณ ยอดเขาแห่งหนึ่งในอดีต
…
กลางภูเขาสูงตระหง่าน
บริเวณโดยรอบเต็มไปด้วยซากศพที่เย็นเฉียบทับถมกันจนแน่นขนัด
ไม่ว่าจะเป็นยอดฝีมือจากฝ่ายธรรมะ หรือแม้แต่มารเองก็ตามทุกชีวิตต่างถูกฟาดฟันจนสิ้นชีพ
และที่ใจกลางของสมรภูมินองเลือดนั้น
ราชินีกระบี่มาร นัมกุงบีอา
นางยืนอยู่เพียงลำพังในมือของนางถือกระบี่ดวงตาสีเข้มทอดมองขึ้นไปบนท้องฟ้า
[ราชินีกระบี่มาร]
ข้าเรียกชื่อของนาง
นัมกุงบีอาค่อยๆ หันสายตาที่เย็นชาไร้ความรู้สึกมาทางข้า หยดโลหิตที่กระเซ็นเปื้อนอยู่บนแก้มขาวซีดของนาง…
กลับยิ่งขับให้นางดูเย้ายวนขึ้นอย่างน่าประหลาด
…ทว่าในดวงตาของนางกลับว่างเปล่า ข้าสบตากับนางสิ่งที่ข้าเห็นมีเพียงความมืดมิดอันไร้ที่สิ้นสุด
[สุดท้ายเจ้าก็เป็นผู้รอดชีวิตเพียงคนเดียว… เจ้าฆ่าพวกมันทั้งหมดใช่ไหม?]
ร่องรอยบาดแผลจากคมกระบี่ที่กระจายอยู่ทั่วทั้งสมรภูมิ ล้วนเป็นฝีมือของนัมกุงบีอาเพียงคนเดียว
นางมิได้สนว่าเป็นศัตรูหรือพวกเดียวกัน หากอยู่ในสนามรบเดียวกัน ทุกคนย่อมต้องตาย
ข้าสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะกล่าวออกไปด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง
[ข้าบอกว่าเรามีเวลาจำกัด แต่เจ้ากลับทำอะไรไร้สาระอยู่?]
สิ้นคำถามของข้านัมกุงบีอาไม่ได้ตอบ นางเพียงลากกระบี่ที่ชุ่มไปด้วยเลือดเข้ามาใกล้ข้าอย่างเชื่องช้า
แม้ข้าจะไม่สัมผัสได้ถึงจิตสังหารใดๆ จากตัวนาง
แต่นั่นก็ไม่ใช่เรื่องแปลก…
เพราะนัมกุงบีอาไม่เคยปลดปล่อยจิตสังหารเลยแม้แต่ครั้งเดียว
นางคือคนที่ไร้อารมณ์โดยสมบูรณ์ และเพราะแบบนั้นนางจึงเป็นกระบี่ที่น่าสะพรึงกลัวที่สุด
เมื่อมาถึงตรงหน้าข้า นัมกุงบีอาก็ยกมือขึ้นเช็ดโลหิตที่เปื้อนอยู่บนแก้มของตน ก่อนจะเอ่ยขึ้น
[ที่นี่ไม่มีอะไรทั้งนั้น]
[ก็แน่ล่ะ… เจ้ากวาดล้างมันหมดแล้ว]
สิ้นคำพูดของข้า นัมกุงบีอาก็สะบัดกระบี่เพื่อสลัดคราบโลหิตออก
ฉัวะ!
แรงสะบัดของนางสร้างลมพายุกรรโชกแรงพัดกระจายไปทั่วพื้นที่
จากนั้นนางก็เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
[เจ้าลัทธิว่าอย่างไรบ้าง?]
[ให้ข้าพาเจ้ากลับไป นางเดือดพล่านเป็นบ้าเป็นหลังอยู่แล้ว]
[ส่วนประโยคหลัง เจ้าคิดเองใช่ไหม?]
[ในเมื่อเจ้าฟังออก แปลว่าจิตสำนึกยังพอมีอยู่สินะ]
ข้ากล่าวพลางจ้องมองนางด้วยแววตาเย็นชา
นัมกุงบีอา…
นางเป็นคนที่ไม่ต่างอะไรจากบุปผาไร้กลีบ
นางเป็นบ้าไปแล้ว ไม่ใช่เพราะสิ่งใด…
แต่นางคลั่งไคล้เพียงสิ่งเดียวเท่านั้นกระบี่
◇◆
หลังจากสะบัดเลือดออกจากกระบี่จนหมด นางก็เก็บมันเข้าฝัก
จากนั้นก็เริ่มเดินออกไป
ข้ามองภาพนั้นแล้วได้แต่ถอนหายใจ
[ไม่ใช่ทางนั้น ราชินีกระบี่มาร]
[…ตรงไหน?]
[ซ้ายมือ]
[อ่า…]
[…ไม่ใช่ นั่นขวามือ]
หลังจากข้าเอ่ยแก้ไขหลายครั้งนัมกุงบีอาก็หันไปในทิศทางที่ถูกต้องและเดินต่อไป
นางอาจเป็นจอมยุทธ์ที่สามารถสังหารคนได้นับร้อยในพริบตา
แต่ดูเหมือนว่า…
นางจะไม่มีเซนส์เรื่องเส้นทางเลยสักนิดเดียว
ความแตกต่างระหว่างบุคลิกของนางกับท่วงท่าการร่ายรำกระบี่ท่ามกลางเหล่ายอดฝีมือมากมาย…
เป็นสิ่งที่ข้าไม่อาจหาคำอธิบายใดมาอธิบายได้
“ราชินีกระบี่มาร”
บางที…
อาจไม่มีฉายาใดจะเหมาะกับ”นัมกุงบีอา”ไปมากกว่านี้อีกแล้ว
◇◆
ขณะที่นางกำลังก้าวเดินไปข้างหน้า จู่ ๆ นางก็หยุดเดินกะทันหัน
[ตรงนั้นน่ะ…]
[อะไรของเจ้า]
[กระบี่ของจักรพรรดิกระบี่สวรรค์… มันจะแข็งแกร่งแค่ไหนกันนะ?]
[…ฟังจากที่เจ้าพูด ดูท่าจะไม่ปกติจริงๆ ด้วย]
ข้าที่เดินตามหลังนางอยู่ ก็หยุดเท้าลงตาม
ข้ามองดูสีหน้าของนางและเอ่ยเตือนด้วยน้ำเสียงจริงจัง
[ถ้าเจ้าคิดอะไรแปลกๆ อยู่ล่ะก็ หยุดมันซะ สามจอมปราชญ์เป็นเรื่องของท่านเจ้าลัทธิ ไม่ใช่เรื่องของเจ้า]
[แต่กระบี่ของจักรพรรดิกระบี่สวรรค์… จะเป็นเช่นไรหนอ]
[…เวรเอ๊ย นางนี่มันบ้าไปแล้วจริง ๆ]
ข้าส่ายหัวอย่างระอาก่อนจะก้าวเท้าต่อไป
แต่หลังจากเดินมาได้ครู่หนึ่ง ข้ากลับรู้สึกแปลก ๆ
ทำไมข้าถึงไม่ได้ยินเสียงฝีเท้าของนางแล้ว?
ข้าหันกลับไปมองทันที
…นัมกุงบีอาไม่ได้อยู่ข้างหลังข้าแล้ว
นางกำลังเดินไปอีกทาง…
พร้อมกับพึมพำอะไรคนเดียวอยู่
ข้าครุ่นคิดอยู่ชั่วขณะว่าควรปล่อยไปหรือไม่
แต่สุดท้าย…
ปาหินใส่นางก็แล้วกัน
ข้าหยิบก้อนหินขึ้นมาจากพื้นเสริมพลังปราณเข้าไปเล็กน้อยแล้วขว้างออกไปอย่างรวดเร็ว
ฉึก!
…แต่ก่อนที่หินจะกระแทกใส่หัวของนาง
ฉัวะ!
กระบี่ของนางก็ฟันมันออกเป็นสองท่อนกลางอากาศเสียก่อน เศษหินร่วงลงพื้นเสียงเบา นางเงยหน้าขึ้นมองข้าด้วยแววตาเรียบนิ่ง
[จะสู้กันหรือ?]
….
“…น่ากลัวชะมัด”
เพราะนี่เป็นช่วงเวลาเดียวที่ข้าเห็นอารมณ์ในสีหน้าของนาง เพียงแค่แรงกดดันจากปราณที่แผ่ออกมา ร่างกายของข้าก็ชาไปหมดแล้ว
ข้าถอนหายใจพลางยกมือขึ้นลูบหน้า ก่อนจะพูดขึ้น
[…ทางนั้นไม่ใช่ทางไป]
[…อ๊ะ!]
สิ้นคำพูดของข้า นัมกุงบีอาก็เก็บกระบี่ของนางลงพลังปราณที่กดดันรอบด้านก็จางหายไปทันที
หลังจากเดินต่อไปได้ไม่นาน นางก็หยุดเดินอีกครั้ง
ข้าขมวดคิ้ว ก่อนจะเอ่ยถาม
[เจ้าหยุดทำไมอีกล่ะ?]
[ข้าคิดดูแล้ว… ข้าว่าทางนี้ไม่น่าจะใช่ทางที่ถูกต้องนะ]
ว่าแล้ว นางก็พุ่งตัวหายไปอีกทางทันที
แล้วก็หายไปจากสายตาของข้า
ข้าหยุดเดิน ลูบหน้าตัวเองอีกครั้งอย่างเหนื่อยใจ
[…ไม่ใช่ทางนั้นเฟ้ย! ยัยบ้าเอ๊ย!]
…
ข้าใช้เวลาไม่ถึงวันในการเดินทางไปถึงจุดหมาย
ส่วนนัมกุงบีอา…
นางไปถึงที่หมายช้ากว่าข้าถึงสามวันเต็ม ๆ
◇◆
กลับมาปัจจุบัน
ข้าตะโกนเสียงดังลั่นจนทุกคนหันมามองข้าเป็นตาเดียว
…โดยเฉพาะสายตาของนัมกุงบีอา ข้าอดไม่ได้ที่จะตัวสั่นเล็กน้อย
ไม่ว่าอย่างไร ข้าก็ไม่อยากข้องเกี่ยวกับนางเด็ดขาด
ชื่อเสียงของ ตระกูลนัมกุงในฐานะหนึ่งในสี่ตระกูลสูงศักดิ์?
รูปลักษณ์อันงดงามราวเทพธิดา?
เรื่องพวกนั้นไม่มีความหมายเลยสักนิด
เพราะสิ่งที่นางเป็น… คือความวิปลาสอย่างแท้จริง
◇◆
“คุณชาย…?”
มูยอนมองข้าด้วยสีหน้าตกใจ
ก็แน่ล่ะ…
อยู่ๆ ข้าก็ตะโกนสบถออกมาเสียงดังลั่นแบบนี้!
ข้าอยากจะเงียบปากและทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นให้มากที่สุด แต่สถานการณ์นี้มันเป็นไปไม่ได้เลย
นัมกุงบีอามองข้าก่อนจะเอ่ยถาม
“ท่านคือผู้นำของขบวนนี้หรือ?”
แค่เสียงของนางก็ทำให้ข้าเหงื่อแตกแล้ว ข้าควรตอบหรือไม่?
ทว่านางไม่ได้รอคำตอบจากข้าอยู่แล้ว เพียงแต่ย่อตัวทำความเคารพ ก่อนจะแนะนำตัวอย่างเป็นทางการ
“ข้ามีนามว่านัมกุงบีอาแห่งตระกูลนัมกุง หากมิเป็นการรบกวน ขอข้าร่วมเดินทางไปเสฉวนด้วย…”
“ไม่ได้”
ข้าตัดบททันที
“…พวกเราไม่ได้มุ่งหน้าไปเสฉวน และที่สำคัญ มันเป็นการรบกวนจริง ๆ”
ดวงตาของผู้ติดตามรอบข้างขยายกว้างขึ้นพวกเขาคงไม่อยากเชื่อว่าข้าปฏิเสธตระกูลนัมกุงได้อย่างไม่ลังเล
นัมกุงบีอาเอียงศีรษะเล็กน้อย ดูเหมือนว่านางเองก็คงคาดไม่ถึง
แน่นอน… ที่ไหนมีชื่อของตระกูลนัมกุงคำว่า “ปฏิเสธ” คงแทบจะไม่เคยมีใครกล้าพูดใส่หน้า
แต่ข้าก็มีเหตุผลที่หนักแน่นพอจะปฏิเสธได้
“ข้ายังไม่แน่ใจว่าท่านเป็นคนของตระกูลนัมกุงจริงหรือไม่ อีกทั้งพวกเราไม่อาจรับมือสังหารที่ไม่ทราบที่มาที่ไปมาเข้ากลุ่มได้โดยง่าย”
แม้จะดูจากเส้นผมสีขาว ใบหน้าที่งดงาม และชุดยุทธสีน้ำเงินที่ปักอักษร “นัมกุง”ก็พอจะเดาได้ว่านางเป็นของจริง
แต่ข้าไม่สน
ข้าจะไม่มีวันให้ร่วมเดินทางเด็ดขาด
นัมกุงบีอาเพียงเปล่งเสียงสั้น ๆ ว่า “อ๋อ…” ก่อนจะพยักหน้า
จากนั้น
นางชักกระบี่ออกมาทันที
มูยอนเห็นดังนั้นก็ตั้งท่าพร้อมสู้ แต่…
นัมกุงบีอาไม่ได้ทำอะไรนางเพียงยืนสงบนิ่ง หลับตาลงราวกับกำลังจดจ่อกับบางสิ่ง
…และเพียงเท่านั้น ข้าก็รู้สึกไม่สบายใจอย่างประหลาด
‘ยัยบ้านี่… อย่าบอกนะว่า…’
ทันใดนั้น
กระแสอากาศรอบตัวเปลี่ยนไป เหมือนกับว่าข้าไม่ได้ยืนอยู่บนพื้นดิน แต่กำลังยืนอยู่บนคมกระบี่ที่บางเฉียบ ทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัวข้าดูแหลมคม และเต็มไปด้วยออร่าอันตราย มันคือพลังเดียวกับที่ข้าเคยสัมผัสได้จากนางในอดีต
นัมกุงบีอาลืมตาขึ้นช้าๆ
พร้อมกันนั้นเองพลังปราณอันน่าสะพรึงกลัวก็ปะทุออกมาจากร่างของนาง
มูยอนและเหล่าผู้คุ้มกันชักกระบี่ออกมาทันที แต่ก่อนที่กระบี่ของพวกเขาจะสัมผัสตัวนาง พลังที่แผ่ออกมาจากตัวนางก็พลันหายวับไปในพริบตา
ถึงแม้ว่าจะมีคมกระบี่มากมายเล็งอยู่ตรงหน้า นัมกุงบีอากลับยังคงสงบและไม่แสดงความตื่นตระหนกใด ๆ เลย
“กระบวนท่ากระบี่ราชันย์”
ข้าแทบไม่อยากเชื่อสายตาตัวเอง นี่คือกระบวนท่าประจำตระกูลนัมกุงและนางเพิ่งใช้มันเพื่อยืนยันตัวตนของตัวเอง
นัมกุงบีอามองมาที่ข้าด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง ก่อนจะพูดว่า
“ข้ายังฝึกมันได้ไม่สมบูรณ์นัก แต่เพียงเท่านี้ น่าจะพิสูจน์ตัวตนของข้าได้แล้วใช่ไหม?”
นัมกุงบีอาใช้วิธีที่โหดร้ายและบ้าคลั่งเพื่อพิสูจน์ว่าตนเป็นคนของตระกูลนัมกุง
…แต่ถ้าคิดดูดีๆ มันก็เป็นวิธีที่ได้ผลที่สุด
คนที่อยู่ ณ ที่นี้ล้วนเชื่อโดยไม่มีข้อกังขา
เพราะไม่มีอะไรจะเป็นหลักฐานยืนยัน”สายเลือดตระกูลนัมกุง”ได้ดีไปกว่าการใช้กระบวนท่ากระบี่ราชันย์ของพวกเขาเอง
ข้าถอนหายใจ ก่อนพยักหน้าพร้อมกล่าวว่า
“เป็นพลังที่น่าหวาดหวั่นอย่างยิ่ง ข้าคงไม่สามารถเดินทางร่วมกับคนที่มีพลังน่าสะพรึงเช่นนี้ได้จริง ๆ ขออภัยด้วย”
…แน่นอนว่า ต่อให้พิสูจน์ตัวเองแล้วก็ไม่เกี่ยวอะไรกับข้า
ข้าไม่ให้ร่วมเดินทาง ก็คือไม่ให้
โชคดีที่นัมกุงบีอาไม่ได้โต้แย้งหรือบังคับอะไรต่อนางเพียงพยักหน้าเงียบ ๆ
…จบไปหนึ่งเรื่อง
ข้ารู้สึกเหมือนอายุขัยของตัวเองลดลงสิบปี
“ใครจะไปคิดว่าข้าจะเจอคนแบบนี้ในที่แบบนี้กัน!?”
ภาพของหญิงสาวที่ฟาดฟันทุกสิ่งโดยไม่สนว่าศัตรูหรือพวกเดียวกันยังคงติดตาไม่จางหาย
และที่สำคัญ
ทำไมทายาทสายตรงของตระกูลนัมกุงถึงมาเดินเตร่อยู่คนเดียวแบบนี้!?
ข้าถอนหายใจเฮือกใหญ่ก่อนจะพึมพำกับตัวเอง
“โอย… เหนื่อยชะมัด”
ใช้เวลานั่งรถม้าสามวันยังไม่เหนื่อยเท่าการเผชิญหน้ากับนัมกุงบีอาแค่ไม่กี่นาที
ขณะที่ข้ากำลังจะพักสายตาเสียงเรียกจากวีซอลอาก็ดังขึ้น
“คุณชาย! คุณชาย!”
“อะไรอีกล่ะ?”
ข้าหันไปหาเธออย่างหงุดหงิดเล็กน้อย
วีซอลอายังคงจ้องออกไปนอกหน้าต่างรถม้า ก่อนจะพูดขึ้นว่า
“มีคนตามเรามาค่ะ”
“อะไรนะ?”
…อะไรตามมา?
เพียงคำพูดนั้นความรู้สึกเย็นวาบแล่นขึ้นมาตามแนวกระดูกสันหลังของข้า และคำตอบที่วีซอลอาให้มาก็ยืนยันถึงสิ่งที่ข้าคิดเอาไว้
“พี่สาวคนสวยคนนั้น… ยังคงตามเรามาอยู่ค่ะ”
…
โอ้ พระเจ้าช่วย…
ข้าหันขวับไปมองนอกหน้าต่าง
จริงด้วย
ที่ไกลออกไปไม่มากเงาร่างของนัมกุงบีอายังคงเดินตามมาเงียบๆ
“บ้าเอ๊ย… อย่าบอกนะว่าไอ้พยักหน้าก่อนหน้านี้ หมายถึงตกลงจะเดินตามมาเอง?”
“ไม่ได้ให้ร่วมเดินทางก็แค่เดินตามมาก็พอสินะ?!”
ข้ารู้สึกเหมือนสมองกำลังจะระเบิด นี่มันอะไรกัน!
ข้าอยากจะตะโกนด่าให้สุดเสียง แต่ข้าก็ไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะไปต่อว่าหรือตะเพิดนางออกไป
“ข้าบอกแล้วว่าไม่ได้ไปเสฉวน… ถ้างั้นนางตามมาทำไม!?”
ทางเดียวกัน? เป็นไปไม่ได้!
ข้าไม่เคยเห็นยัยบ้านี่เดินบนเส้นทางปกติสักครั้ง!
…ต้องทำเป็นไม่สนใจ นี่คือทางออกที่ดีที่สุด
แต่แล้วปัญหาก็เกิดขึ้นเมื่อตกค่ำและพวกเราต้องตั้งค่ายพักแรม
หลังจากเลือกพื้นที่เหมาะสมสำหรับตั้งแคมป์และก่อกองไฟ ข้าก็เริ่มเตรียมตัวพักผ่อน
แต่แล้ว ข้ามองเห็นกองไฟอีกกองหนึ่งอยู่ไม่ไกลจากพวกเรา และเจ้าของกองไฟนั้นก็ไม่ใช่ใครอื่น…
นัมกุงบีอา
นางกำลังปิ้งกบเสียบไม้ด้วยสีหน้าเรียบเฉยอยู่ตรงนั้น
…นางไปจับกบมาจากไหนกัน!?
แม้ว่านางจะมีรูปลักษณ์ที่งดงามล้ำลึก แต่เมื่ออยู่ในสภาพนี้กลับดูเวทนาและน่าสงสารอย่างบอกไม่ถูก
นี่มัน…”ข้าตามพวกเจ้ามาอยู่ตรงนี้นะ!”อย่างชัดเจน
ข้าหันหน้าหนี ทำเป็นไม่สนใจ
เมื่อเปลี่ยนมุมมอง ข้าก็เห็นวีซอลอากำลังวิ่งไปทั่วค่ายแจกจ่ายซาลาเปาให้เหล่าผู้คุ้มกัน
ข้าได้ยินพวกเขาพูดกันว่า”แค่ได้รับซาลาเปาจากคุณหนูวีซอลอา ความเหนื่อยล้าทั้งหมดก็หายเป็นปลิดทิ้ง”
…ซึ่งข้าก็เข้าใจดี
“คุณชาย! ซาลาเปาค่ะ!”
วีซอลอาส่งซาลาเปาให้ข้า
ข้าหยิบมันขึ้นมากัดหนึ่งคำ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะหิวหรืออะไรแต่ข้ารู้สึกว่ามันช่วยให้ข้าสงบลงได้มาก
“…อย่างน้อยก็ยังดีที่มีเจ้าอยู่”
เพราะวันนี้ดูเหมือนข้าจะอยากอาหารเป็นพิเศษ ข้าจึงกินมันจนหมดในพริบตา
แต่เมื่อข้ามองหาวีซอลอาเพื่อขอเพิ่ม
“…เดี๋ยวนะ”
“วีซอลอากำลังทำอะไรอยู่ตรงนั้น!?”
วีซอลอากำลังเดินไปหานัมกุงบีอา
ข้าตัวแข็งทื่อทันที
นาง… นางกำลังยื่นซาลาเปาให้นัมกุงบีอา!!
“ไม่ได้! อันนั้นไม่ได้จริง ๆ!!”
ข้ารีบลุกขึ้นพุ่งไปคว้าตัววีซอลอากลับมา
“จะทำอะไรของเจ้าน่ะ!”
เสียงของข้าฟังดูเข้มขึ้นเล็กน้อย วีซอลอาหดคอด้วยความตกใจ
“ก็นางดูน่าสงสาร… ถึงกับต้องกินกบเลยนะคะ…”
“อาจจะเป็นเพราะอยากกินก็ได้ ห้ามทำอะไรโดยพลการ!”
“ค่ะ…”
วีซอลอาทำหน้าเศร้าก่อนจะเดินคอตกกลับไปที่แคมป์ และตอนนั้นเอง ข้าก็พบว่านัมกุงบีอากำลังจ้องมาที่ข้า
ในมือนางยังคงถือซาลาเปาที่วีซอลอาให้ไว้
ข้าถอนหายใจ ก่อนจะเอ่ยถามตรง ๆ
“ทำไมถึงตามพวกข้ามา?”
“ก็แค่ทางมัน…”
“ข้าไม่ต้องการได้ยินข้อแก้ตัวว่าทางเดียวกัน”
ข้าพูดขัดขึ้นทันที
นัมกุงบีอาเงียบไป…แล้วทำหน้าเหมือนนางเพิ่งจะหมดหนทางโต้แย้งอะไร
“ข้าทราบดีว่าท่านเป็นบุตรีของตระกูลนัมกุง”
“แต่… ทำไมถึงไม่ยอมให้ข้าร่วมเดินทางด้วยล่ะ?”
“เพราะข้าไม่อยากให้ร่วมเท่านั้น ตระกูลนัมกุงมิใช่ตราที่จะทำให้ข้าต้องเชื่อฟังทุกเรื่อง”
“อ่า…”
“แต่สิ่งที่ข้าไม่เข้าใจที่สุดก็คือ…”
“ทำไมถึงปล่อยให้ทายาทสายตรงของตระกูลนัมกุงมาเดินทางคนเดียวเช่นนี้?”
ข้าพยายามรักษามารยาทขณะพูดคุยกับนาง แต่ข้าก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกขนลุกซู่ทุกครั้งที่อยู่ใกล้นาง
นัมกุงบีอาใช้มือข้างที่ว่างเกาแก้มตัวเองเบาๆดูเหมือนนางจะรู้สึกกระอักกระอ่วนอยู่เล็กน้อย
“ตอนออกเดินทาง… ข้าเดินทางพร้อมกับผู้อาวุโสของตระกูล”
“…แล้วทำไมตอนนี้ถึงเหลือแค่เจ้า?”
“ข้าเดินหลงทางมาตั้งแต่กลางทางแล้ว…”
…
ข้าถึงกับพูดไม่ออก
นางออกเดินทางกับขบวนของตระกูลนัมกุง มีผู้ติดตามมากมาย มีรถม้าให้โดยสาร แล้วนางเดินหลงทางได้ยังไง!?
‘…ถ้าข้าไม่มีความทรงจำจากชาติที่แล้ว ข้าคงไม่เข้าใจเลยจริง ๆ’
ข้านึกถึงภาพของนัมกุงบีอาในชาติก่อนที่แยกซ้ายขวาไม่ออก
ราชินีกระบี่มารผู้ยิ่งใหญ่… แต่กลับเป็นคนหลงทางที่สุดในใต้หล้า
ข้าถอนหายใจ ก่อนจะกล่าวว่า
“พวกข้าไม่ได้เดินทางไปเสฉวน”
“จริงหรือ? แต่ข้ารู้สึกว่าพวกเจ้ากำลังไปทางนั้นอยู่นะ”
…นี่นางแยกทางไม่ออก แต่ดันมีสัญชาตญาณที่แม่นยำเกินไปอีกหรือ?
ข้ากระแอมก่อนจะพูดต่อ
“อย่างไรก็ตาม ข้าไม่ว่าอะไรหากท่านจะเดินทางของท่านเอง”
“แต่ขอให้มันเป็นเพียงแค่นั้น อย่าก้าวก่ายไปมากกว่านี้”
พูดจบแล้ว… คราวนี้มันต้องจบจริง ๆ
ข้าหันหลังและเตรียมเดินกลับไปยังค่ายของตน
แต่แล้ว
“สหายน้อย”
เสียงของนัมกุงบีอาเรียกข้าเอาไว้
ข้าชะงัก
“…มีอะไรอีก?”
“ข้ามีนามว่านัมกุงบีอา”
“…ข้าทราบดี”
นางยังคงจ้องข้าเขม็ง
“…แล้วไง?”
เกิดความเงียบขึ้นชั่วครู่ ก่อนที่นางจะเอียงศีรษะเล็กน้อย คล้ายกำลังขบคิดบางอย่าง และเมื่อดูเหมือนว่านางนึกอะไรออก นางก็เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง
“ข้าแนะนำตัวแล้ว… เช่นนั้น ท่านก็ควรบอกชื่อของท่านแก่ข้าด้วยสิ”
…
‘ไม่เอาเด็ดขาด!’
ข้ากำลังจะตอบปฏิเสธ แต่จู่ๆ ความคิดหนึ่งก็แวบเข้ามาในหัวของข้า
ข้ายิ้มบาง ๆ ก่อนจะตอบกลับไป
“…ข้ามีนามว่ากู่จอลยอบ”
“หา?”
“ข้าคือกู่จอลยอบแห่งตระกูลกู่ กู่จอลยอบ”
นัมกุงบีอาฟังแล้วพยักหน้ารับ
…เหมือนกับว่านางตั้งใจจะจดจำชื่อนี้ให้ขึ้นใจ
…ขอโทษด้วยนะ กู่จอลยอบ
…ข้าขอใช้ชื่อเจ้าสักหน่อยเถอะ
ข้ารู้สึกผิดขึ้นมานิดหน่อย ที่ใช้ชื่อของคนอื่นแบบนี้ แต่เพื่อให้ตัวเองหลีกพ้นจากสถานการณ์อันน่าหวาดหวั่นนี้…
ก็ต้องทำแบบนี้แหละ!