สหายวัยเยาว์ของจอมยุทธ์อันดับหนึ่งในใต้หล้า - บทที่ 33 เสาะหาคลังลับ (1)
นัมกุงชอนจุนกำมือแน่นกุมหว่างขา ร่างของเขาสั่นระริก
แม้แต่เสียงกรีดร้องก็ยังเปล่งออกมาไม่ได้ ริมฝีปากอ้าค้าง น้ำลายไหลริน และเลือดก็หยดลงมาจากทั้งจมูกและปากของเขา
ภาพของอัจฉริยะผู้สูงส่งแห่งตระกูลนัมกุง พังทลายลงอย่างสิ้นเชิง
ตระกูลนัมกุง— หนึ่งในสี่ตระกูลสูงศักดิ์ และเป็นเสาหลักของฝ่ายธรรมะ
นัมกุงชอนจุนเป็นผู้ที่จะก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำของตระกูลที่ยิ่งใหญ่เช่นนั้น
แต่ตอนนี้—
ชายผู้ยิ่งใหญ่คนนั้นกลับนอนดิ้นอยู่บนพื้นในสภาพน่าอดสู
“อย่ามาทำเป็นโอดครวญไปหน่อยเลย กระดูกเจ้าก็ยังไม่หักนี่”
การควบคุมแรงที่พอดิบพอดี
เจ็บปวดแทบตาย แต่ไม่ถึงกับพิการ หรือแค่พอให้รักษาได้
เรื่องแบบนี้ข้าเคยทำมานับครั้งไม่ถ้วนในชาติก่อน
ถึงแม้ว่าร่างกายของข้าจะเปลี่ยนไปแล้ว แต่มันก็ไม่ได้ยากอะไรนัก
‘หากข้าเตะแรงกว่านี้อีกนิดเดียว คงจบกันแล้ว’
…แต่สุดท้ายมันก็ยังไม่แตก ก็แล้วจะไปกังวลทำไม?
“เจ้า… เจ้า… ไอ้เวรเอ๊ย…!”
“หืม? โอ้ ดูเหมือนเจ้าจะยังพอพูดได้นี่นา”
ข้าคิดว่าเขาคงนอนทรมานอยู่แบบนั้นไปอีกหลายสิบนาที แต่ดูเหมือนเจ้าหมอนี่จะอึดกว่าที่คิด
ข้าก้าวเข้าไปหาเขา ก่อนจะคว้าหมับที่แขนข้างหนึ่งและ…
-กร๊อบ!
“อั่กกกกก!!”
ข้าบิดแขนของเขาออกไปด้านหลังอย่างแรง
ไอ้เวรนี่คิดจะใช้วิธีสกปรกอีกแล้ว ข้าก็แค่ชิงลงมือก่อนเท่านั้นเอง
แม้ว่าแขนของเขาจะบิดเบี้ยว แต่ดวงตาของเขากลับยังเต็มไปด้วยจิตสังหารที่หนักแน่น
แรงกดดันที่สะสมเป็นจิตสังหารค่อย ๆ ทิ่มแทงลงบนกระหม่อมของข้า ข้าหัวเราะเยาะพลางยกมุมปากขึ้น
“เห็นหรือยัง? เจ้าไม่ควรข้ามเส้นมาแต่แรก ถ้าเจ้าไม่เผยจิตสังหารออกมา ข้าก็อาจจะปล่อยเจ้าไปง่าย ๆ ก็ได้”
แต่เจ้าไม่ทำแบบนั้น
นัมกุงชอนจุนจริงจังมาตั้งแต่ต้น ไม่ว่าจะเป็นพลังปราณจาง ๆ ที่แฝงอยู่ในกระบี่ไม้ หรือจิตสังหารที่แผ่ออกมาโดยไม่รู้ตัว
เขาคิดจะฆ่าข้าจริง ๆ ไม่ใช่แค่การท้าประลองธรรมดา
จะบอกว่าเป็นเพียงแค่ความผิดพลาดที่เกิดจากอารมณ์ชั่ววูบงั้นหรือ?
ไม่น่าจะใช่ เพราะแม้แต่ในตอนนี้ แววตาและปราณของเขาก็ยังเต็มไปด้วยจิตสังหารไม่เปลี่ยนแปลง
“ว่าแต่ เจ้าเคยฆ่าคนมากี่คนแล้ว?”
ทันทีที่ข้าถาม นัมกุงชอนจุนสะดุ้งเล็กน้อย พลังกดดันของเขาสั่นคลอน
“อย่างน้อยก็คงไม่ต่ำกว่าสิบ ใช่ไหม?”
“เจ้า…พูดเรื่องไร้สาระอะไร!?”
เสียงของเขาสั่นเครือ มีทั้งความตกใจและความโกรธเจืออยู่
แต่ข้าไม่สนใจว่ามันจะเป็นความจริงหรือไม่ เพราะข้ามั่นใจในคำตอบของตัวเองอยู่แล้ว
บางทีเขาอาจจะฆ่าคนพวกที่ขวางทาง หรือบางทีอาจจะเป็นแค่คนที่เขาเห็นว่าไร้ค่า ไม่ว่าอย่างไร ข้าก็ไม่คิดว่าเขาจะใช้ชีวิตตามหลักคุณธรรมของฝ่ายธรรมะ
จิตสังหารของเขาเข้มข้นเกินกว่าที่เด็กอายุเท่านี้ควรมี ข้าอาจจะมองข้ามไปได้ แต่ข้ารู้จักกลิ่นอายของมันดี
“ตระกูลนัมกุง…” ข้าพึมพำในใจ
เมื่อนึกถึงอดีตหัวหน้าตระกูลของพวกมัน ข้าก็ไม่ได้รู้สึกแปลกใจนัก
-กร๊อบ!
“อึก…!”
ข้าบิดแขนที่กำลังจับอยู่เพิ่มแรงกดลงไปอีก ทำให้นัมกุงชอนจุนครางออกมาอย่างเจ็บปวด
“จะเอายังไงดี?”
ข้าสามารถหักแขนของเขาได้ทันที หรือจะถอดกระดูกหัวไหล่ออกไปเลยก็ยังได้
แน่นอนว่าข้าไม่สามารถทำให้แขนของเขาใช้การไม่ได้ตลอดชีวิต เพราะนั่นจะเป็นปัญหาตามมา แต่…
“การปล่อยเขาไปง่าย ๆ ไม่เคยอยู่ในตัวเลือกของข้าแต่แรกแล้ว”
หากศัตร้าถึงกับเผยจิตสังหารออกมาแล้ว แต่ข้ากลับปล่อยผ่านไปง่าย ๆ งั้นหรือ?
นั่นมันก็แค่ไอ้โง่เท่านั้นแหละ
“กูจอลยอบ…!”
ขณะที่ข้ากำลังพิจารณาว่าควรจะทำอย่างไรต่อ ถังจูยอก ก็รีบพุ่งเข้ามาแทรก
“หยุดแค่นี้เถิด ท่านเห็นแล้วมิใช่หรือ? การประลองครั้งนี้…”
ข้าหัวเราะออกมาอย่างอดไม่ได้ คำพูดของเขามันน่าขันเกินไป
เสียงหัวเราะของข้าทำให้ถังจูยอกชะงักไปครู่หนึ่ง
ข้าหรี่ตาลง มองตรงไปที่เขาก่อนจะถามกลับด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน
“เจ้าไม่ได้รู้สึกถึงจิตสังหารที่ไอ้หมอนี่ปล่อยออกมางั้นหรือ? ไม่จริงน่ะสิ”
“…”
ถังจูยอกเม้มปากแน่น ไม่สามารถตอบกลับมาได้
ระดับฝีมือของเขาไม่มีทางพลาดเรื่องนี้แน่
ข้าเลยยิ้มเย็นก่อนจะกล่าวต่อ
“มันถ่ายเทพลังลงกระบี่และปล่อยจิตสังหารออกมา แล้วเจ้าจะให้ข้าปล่อยเขาไปง่าย ๆ อย่างนั้นรึ?”
หากเป็นนักสู้ ย่อมไม่มีทางปล่อยให้สิ่งนี้ผ่านไปได้
เมื่อมีคนยกอาวุธขึ้นหมายจะฆ่าเจ้า แต่เจ้ายังเลือกที่จะเมินเฉย—
นั่นมันไม่ต่างอะไรกับการฆ่าตัวตาย
ข้ายกยิ้มมุมปากเล็กน้อย ก่อนจะพูดต่อ
“หรือว่าเจ้าเห็นว่าเขายังเด็กและไร้เดียงสา? คิดว่าเป็นเพียงความผิดพลาดที่เกิดจากความรู้เท่าไม่ถึงการณ์?”
“ไอ้เวรนี่อายุมากกว่าข้านะ”
แน่นอนว่าความจริงแล้วข้าอายุมากกว่าเขาเป็นสองเท่า แต่เรื่องนั้นมันไม่สำคัญตอนนี้
ข้าค่อย ๆ เพิ่มแรงบิดที่แขนของเขา เสียงครางเจ็บปวดของ นัมกุงชอนจุน ดังขึ้นเรื่อย ๆ
ถังจูยอกรีบพูดแทรกขึ้นมาอย่างร้อนรน
“…ชอนจุนเป็นคนของตระกูลนัมกุง หากมีเรื่องร้ายแรงเกิดขึ้นไปมากกว่านี้ มันจะส่งผลเสียต่อตัวท่านเองนะ”
“ใช่ เขาเป็นนัมกุง” ข้าพยักหน้าอย่างเชื่องช้า ก่อนจะกล่าวต่อ “แต่เจ้ารู้หรือไม่?”
-กร๊อบ!
“อ๊ากกกกก!!”
เสียงกรีดร้องดังก้องไปทั่วสนามประลอง
ข้ายิ้มเย็นชา “เพราะเขาเป็นนัมกุงนั่นแหละ เขาถึงยังมีชีวิตอยู่”
“เพราะเขาเป็นนัมกุง ข้าถึงต้องอดทนกับเรื่องนี้มากขนาดนี้”
“แต่ลองคิดดูสิ…ถ้าเป็นข้าอยู่ในสถานะเดียวกับเขา—มันจะเป็นยังไง?”
แม้ว่าตระกูลกู่จะเป็นตระกูลสูงศักดิ์ แต่มันก็ไม่มีอำนาจเทียบเท่าตระกูลนัมกุง
ถ้าสถานการณ์กลับกันล่ะ? ถ้าเป็นข้าที่เผยจิตสังหารออกมาในการประลองกับเขา?
ข้าจะยังมีชีวิตอยู่หรือไม่?
คำตอบมันง่ายมาก
และไม่ใช่แค่ข้า…แต่เด็กหนุ่มบุตรหลานตระกูลอื่นที่ยืนดูอยู่นี่ก็เช่นกัน หากพวกเขาเป็นฝ่ายที่ล้ำเส้นใส่นัมกุงชอนจุนล่ะ?
ผลลัพธ์จะเป็นยังไง?
“ข้ากำลังอดทนอย่างมากแล้ว”
“เจ้าคงไม่เข้าใจหรอก…แต่ข้าไม่จำเป็นต้องให้เจ้าเข้าใจ”
ข้ากล่าวกับถังจูยอกพลางตัดสินใจ
ข้าดึงพลังปราณจากตันเถียนขึ้นมาห่อหุ้มฝ่ามือ
…มันเป็นปริมาณที่พอเหมาะ ไม่ต่างจากที่นัมกุงชอนจุนใช้ในตอนแรก
-กร๊อบ!!
“อ๊ากกกกก!!!”
แขนของนัมกุงชอนจุนหักในทันที
ร่างของเขาสั่นระริก ก่อนที่เสียงกรีดร้องที่มาช้าไปหน่อยจะดังก้องไปทั่ว
เสียงของเขาน่ารำคาญเกินไป ข้าจึงฟาดสันมือเข้าที่ต้นคอของเขา ส่งให้เขาสลบไปในทันที
ถังจูยอกถอนหายใจเฮือกใหญ่ พลางใช้มือปาดหน้าของตัวเองอย่างหนักใจ
…ก็แน่ล่ะ เขาให้ยืมสนามประลอง แต่กลับเกิดเรื่องใหญ่แบบนี้ขึ้น จะปวดหัวก็ไม่แปลก
แต่ถึงอย่างไร นั่นก็ไม่ใช่เหตุผลที่ข้าจะต้องปล่อยไอ้เวรนี่ไปง่าย ๆ
‘นี่ข้าทำเรื่องใหญ่ไปหรือเปล่านะ?’
ทันใดนั้น ข้านึกถึงคำเตือนของผู้อาวุโสสอง…
“อย่าก่อเรื่อง”
…อ่า ให้ตายเถอะ ข้าเผลอลืมไปเลย
ถ้าข้าบอกว่าข้าทำให้ลูกชายตระกูลนัมกุงกลายเป็นก้อนเนื้อเลือดเลอะเทอะ ผู้อาวุโสสองจะพูดว่าอะไรนะ?
‘ก็ไม่ได้ฆ่ามันนี่นา’
…ใช่ เขาคงพูดแบบนั้น
ตอนนี้สถานการณ์เป็นแบบนี้ ข้าก็สงสัยอยู่ว่าทางฝั่งนัมกุงจะหาทางเอาคืนหรือไม่
แต่เมื่อนึกถึงหัวหน้าตระกูลคนปัจจุบันแล้ว ก็คงไม่น่าจะเกิดปัญหาใหญ่
‘มีพยานอยู่ และเป็นมันที่ก้าวข้ามเส้นมาก่อน’
ที่สำคัญ…ถึงอย่างไร “นัมกุง” ก็คงไม่กล้าแตะต้อง “ตระกูลกู่” อย่างง่าย ๆ
ข้าปล่อยให้ร่างหมดสติของนัมกุงชอนจุนนอนอยู่ตรงนั้น ก่อนจะยืดตัวขึ้นยืน
เมื่อหันกลับไปมอง ข้าเห็นถังโซยอล ทรุดตัวลงกับพื้น ใบหน้าแดงก่ำจนน่าสงสัย ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับนาง
ส่วน นัมกุงบีอา ยังคงรักษาสีหน้าไร้อารมณ์ของนางเช่นเคย
แม้ว่าน้องชายของนางจะถูกทำให้ป่นปี้ขนาดนี้ แต่นางกลับยังไม่แสดงท่าทีขุ่นเคืองหรือโกรธเคืองเลยแม้แต่น้อย
ไม่มีทั้งความแค้น ไม่มีทั้งความไม่พอใจ แววตาของนางสงบนิ่งราวกับแม่น้ำที่ไหลเอื่อย
…แปลกจริง ๆ
“ทางนี้ครับ!”
เสียงตะโกนดังขึ้นจากด้านหลัง
กลุ่มคนของตระกูลถังปรากฏตัวขึ้น พวกเขาคงมาเพื่อพานัมกุงชอนจุนไปรักษาตัว
ไม่นานนัก คนของตระกูลนัมกุงก็ตามมาถึงเช่นกัน
กลุ่มองครักษ์งั้นหรือ?
สมแล้วที่เป็นหนึ่งในสี่ตระกูลสูงศักดิ์ ทุกคนล้วนมีกระแสพลังอันแข็งแกร่ง
หนึ่งในนั้นก้าวออกมาและเดินตรงเข้าหาข้า
“ข้าชื่อมาชอล เป็นองครักษ์ของคุณชาย”
ชายผู้นั้นโค้งศีรษะให้ข้าเล็กน้อย
ดูจากรัศมีพลังแล้ว…เขาเป็นยอดฝีมือคนหนึ่งแน่นอน
“การประลอง…จบลงแล้ว พวกเราจะพาคุณชายกลับไป”
“จากที่ไม่พูดอะไรมาก ข้าคิดว่าเจ้าคงเห็นทุกอย่างแล้วสินะ?”
มาชอลไม่ได้ตอบคำถามของข้า
…ก็ว่าอยู่
ความรู้สึกแปลก ๆ ที่ข้ารับรู้ก่อนหน้านี้ น่าจะมาจากการจับตาดูของคนพวกนี้เอง
“จะพาไปหรือไม่ก็แล้วแต่พวกเจ้า ข้าไม่สนใจ”
แขนของนัมกุงชอนจุนอาจจะต้องใช้เวลาสักพักในการรักษา แต่ไม่นานก็คงกลับมาเป็นปกติ
ส่วนบริเวณที่ข้าถีบไปนั้น…บางทีข้าอาจจะลงแรงมากเกินไปหน่อย แต่ก็คงไม่มีปัญหาใหญ่
…หรืออาจจะมีก็เป็นได้?
เมื่อเหลือบมองไปที่พื้น ข้าเห็นรอยเลือดของนัมกุงชอนจุนยังคงติดอยู่บนลานฝึก
ถังจูยอกดูมีสีหน้าลำบากใจ คงกำลังคิดไม่ตกว่าจะทำอย่างไรกับเรื่องนี้ดี
อันที่จริง คนที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดจากเรื่องนี้ก็คงเป็นเขา
‘ก็ใครใช้ให้เจ้าให้ข้ายืมสนามฝึกกันล่ะ?’
คิดได้ดังนั้น ข้าก็ตัดสินใจทำตัวหน้าด้าน ๆ ไปเลย
“ข้าคงอยู่ที่นี่ต่อไม่ได้แล้ว ขอลาก่อน”
หากใช้ข้ออ้างนี้ บางทีข้าอาจจะหลบออกไปเข้าร่วม “ทัพศาสตราถัง” ได้โดยไม่ถูกก่อกวน
แบบนั้นจะทำให้ข้ามีเวลาในการค้นหา “คลังลับ” ได้มากขึ้นอีกหนึ่งวัน
‘ถึงจะต้องถูกต่อว่าจากตระกูลกู่ก็เถอะ แต่เรื่องนั้นไม่สำคัญ…สิ่งสำคัญที่สุดตอนนี้คือคลังลับ’
บิดาคงไม่สนใจเรื่องนี้มากนัก แต่หากจะมีใครด่าข้า ก็คงเป็น “หัวหน้าผู้ดูแล” หรือ “ผู้อาวุโสสอง” นั่นแหละ
“สุดท้ายแล้วผู้อาวุโสสองก็คงพูดว่า— ‘อย่างน้อยเจ้าก็ไม่ได้ฆ่าใคร ดีแล้วที่ยังอดทนได้ขนาดนี้'”
“แต่หัวหน้าผู้ดูแลคงไม่ปล่อยข้าไปง่าย ๆ แน่”
ข้ากำลังจะใช้โอกาสนี้เลี่ยงออกจากที่นี่อย่างแนบเนียน แต่ทันใดนั้น—
“หืม?”
มีใครบางคนคว้าแขนเสื้อของข้าเอาไว้
เป็น นัมกุงบีอา
“อะไรของเจ้าหรือ?”
คนของตระกูลนัมกุงพานัมกุงชอนจุนไปหมดแล้ว แต่เหตุใดนางยังคงอยู่ที่นี่?
หรือนางมีอะไรจะพูดเกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้น?
หลังจากจ้องมองข้าอยู่นาน นางก็เปิดปากพูด
“ชื่อของเจ้า…”
“…ว่าไงนะ?”
“บอกชื่อจริงของเจ้ามา”
“ข้าก็บอกไปแล้วนี่”
ข้าแนะนำตัวเองว่า “กู่จอลยอบ” อย่างชัดเจนไปแล้ว หรือว่านางจะลืมไปแล้วกัน?
แต่สิ่งที่นัมกุงบีอาตอบกลับมานั้นทำให้ข้าต้องชะงัก
“นั่นมันโกหก”
“…”
“โกหก ข้าต้องการชื่อจริงของเจ้า”
…อะไรนะ?
นางรู้ได้อย่างไรว่าข้าโกหก?
นัมกุงบีอาไม่มีแววสงสัยใด ๆ ในดวงตาของนาง นางมั่นใจเต็มเปี่ยมว่าชื่อที่ข้าบอกไปนั้นเป็นของปลอม
ข้านึกย้อนไปถึงตอนที่พบกับนางครั้งแรก— นัมกุงบีอาเป็นคนที่ดูเหมือนจะเลื่อนลอยและไม่สนใจอะไร แต่บางครั้งก็ดูมีเซนส์ในเรื่องแปลก ๆ อย่างไม่น่าเชื่อ
ข้าเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยถาม
“ก่อนอื่น ข้าขอถามอะไรเจ้าสักอย่าง”
“ว่ามาสิ”
ข้ามองลึกเข้าไปในดวงตาของนางแล้วถามออกไป
“ทำไมเจ้าถึงพูดห้วน ๆ กับข้า?”
“…”
คราวนี้เป็นนางที่เงียบไป
นางหลบสายตาของข้า ราวกับไม่สามารถตอบคำถามนี้ได้
นี่เจ้าคิดจะหาเรื่องข้าใช่ไหม?
นางจ้องข้าอีกครั้งก่อนจะกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงที่จริงจัง
“ถ้าเจ้าไม่บอกชื่อจริงของเจ้า ข้าจะตามเจ้าไป…ตลอด”
…นางเป็นบ้าไปแล้วหรือ?
ข้าเกือบจะทรุดลงกับพื้นไปแล้ว
ช่างเรื่องที่นางจับได้ว่าข้าโกหกไปก่อนเถอะ แต่ที่น่าตกใจกว่าคือ… นางรู้ได้อย่างไรว่าเรื่องนี้ทำให้ข้ารู้สึกไม่สบายใจ?
‘ไอ้…บ้าเอ๊ย นางเป็นแบบนี้มาตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?’
“เจ้ารู้ไหมว่าข้าเพิ่งทำให้น้องชายของเจ้าเละเป็นก้อนเนื้อไป?”
“นั่นเป็นความผิดของชอนจุนเอง”
“ไม่สิ ขนาดนั้นแล้วเหตุใดเจ้าถึงยังตามตื๊อข้าอีก?”
แม้ว่าข้าจะพยายามปฏิเสธ แต่นัมกุงบีอาก็ไม่ยอมปล่อยมือที่จับแขนเสื้อของข้าเลย
และหากนางดื้อดึงมาถึงขนาดนี้ ก็หมายความว่านางไม่มีทางล้มเลิกง่าย ๆ
‘…หรือว่านางจะตามข้าไปจริง ๆ?’
ข้าขนลุกซู่ทันทีที่คิดได้
มันเป็นไปไม่ได้หรอก ใช่ไหม?
แต่เมื่อนึกถึงเรื่องวุ่นวายที่นางเคยก่อในชาติก่อน…ข้าก็ไม่อาจแน่ใจได้เลย
“ทำไมเจ้าถึงอยากรู้ชื่อของข้านัก?”
ข้าถาม แต่นางไม่ตอบ
นางเพียงแค่จ้องข้าไม่วางตา สายตาของนางแน่วแน่จนข้ารู้สึกกดดัน
ข้ายกมือขึ้นเสยหน้าผาก ถอนหายใจเฮือกใหญ่
ข้าถูกลากเข้ามาในสถานการณ์แบบนี้ได้อย่างไร?
ข้าถามออกไปด้วยน้ำเสียงอ่อนล้า
“ถ้าข้าบอกชื่อของข้า เจ้าจะเลิกตื๊อข้าหรือไม่?”
“อืม”
“รวมถึงการพูดห้วน ๆ ด้วย?”
“อืม… ได้”
ข้าถอนหายใจอีกครั้ง ดูเหมือนว่าช่วงนี้ข้าจะถอนหายใจบ่อยเกินไปแล้ว
หลังจากนิ่งคิดไปครู่หนึ่ง ข้าก็เอ่ยปากพูดออกไป
“…ชอน”
“หืม?”
“กู่หยางชอน”
ข้าพ่นชื่อออกไปสั้น ๆ แค่สามพยางค์
จากนั้นก็เดาะลิ้นเล็กน้อย “พอใจแล้วใช่ไหม? ข้าจะไปแล้ว ห้ามมาก่อกวนข้าอีก”
พูดจบ ข้าก็หันหลังให้แล้วเดินออกไปจากตรงนั้นอย่างรวดเร็ว
จากข้างหลัง นัมกุงบีอาทวนชื่อของข้าเบา ๆ “กู่หยางชอน”
ถังโซยอลที่เฝ้าดูอยู่จากระยะไกลถึงกับเบิกตากว้างเมื่อเห็นสีหน้าของนัมกุงบีอา
นางพึมพำกับตัวเอง “กู่จอลยอบเป็นแค่ชื่อปลอม…”
และจากนั้น…นางก็ยิ้มออกมา
รอยยิ้มของนางเจิดจ้าราวกับทำให้บรรยากาศรอบตัวสดใสขึ้น
◇◆
หลังจากการประลอง ข้ากลับไปยังที่พัก
วีซอลอา ดูจะไม่ได้ใส่ใจนักว่าข้าหายตัวไปช่วงหนึ่ง นางบอกว่าเพราะมีเวลาว่างจึงเล่นสนุกกับเหล่าคนรับใช้
คำพูดของนางทำให้ข้าหงุดหงิดขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว ข้าจึงดีดหน้าผากนางไปหนึ่งที
เมื่อถึงยามราตรี ข้านั่งกินอาหารอยู่ข้าง ๆ วีซอลอาที่กำลังเพลิดเพลินกับขนม “ยักกวา” ขณะที่ข้าเองก็กินซาลาเปาไปเงียบ ๆ
‘…ข้าก่อเรื่องเข้าแล้วสินะ’
ข้าน่าจะปล่อยผ่านมันไปตั้งแต่แรก นั่นเป็นความคิดที่ผุดขึ้นมาในหัว
พูดให้ถูก ข้าควรหลีกเลี่ยงการเข้าร่วมโต๊ะอาหารนั้นตั้งแต่ต้น
แต่ถึงอย่างนั้น—ข้าก็ไม่ได้รู้สึกเสียใจที่อัดนัมกุงชอนจุน
จริง ๆ ข้าน่าจะกระชากแขนของมันออกมาให้เป็นคนพิการไปเลยด้วยซ้ำ
แต่ในที่สุด ข้ากลับแค่หักแขนมันหนึ่งข้าง… นี่เรียกว่าอ่อนโยนเกินไปหรือไม่?
แม้แต่ตัวข้าเองยังรู้สึกภูมิใจที่สามารถอดทนได้ถึงเพียงนี้
‘มันเกือบจะเป็นปัญหาครั้งใหญ่แล้ว’
นัมกุงชอนจุนเป็นนักกระบี่ที่ยอดเยี่ยม ไม่มีข้อสงสัยในเรื่องนั้น
แม้ว่านิสัยของนัมกุงชอนจุนจะน่ารำคาญสิ้นดี แต่ร่างกายของเขาก็ยังมีความสง่างามสมกับเป็นผู้สืบทอดของตระกูลสูงศักดิ์
ปัญหาก็คือ… มันเป็นกระบี่ของตระกูลนัมกุง
กระบี่ของตระกูลนี้ ข้าดูมามากเกินพอจนเบื่อหน่าย
สาเหตุหลักก็มาจาก “เจ้านั่น” ผู้ซึ่งคลุ้มคลั่งอยู่กับการพิสูจน์ปัญหาของกระบี่ตระกูลนัมกุงถึงขนาดออกตระเวนประลองไปทั่ว
ข้าถูกลากไปพัวพันด้วยจนต้องทำความคุ้นเคยกับกระบวนท่าของพวกมันโดยปริยาย
ส่วนเรื่องที่ข้ายอมบอกชื่อจริงให้นัมกุงบีอา ก็เพราะข้ารู้ว่านางจะไม่ยอมปล่อยไปง่าย ๆ อยู่แล้ว
จะบอกว่าเป็นเพราะ “ความรู้สึกผิดอันน้อยนิด” ของข้าก็คงไม่ผิดนัก…
แต่จริง ๆ แล้วก็แค่รำคาญ ไม่อยากให้นางตามติดเท่านั้นเอง
อย่างน้อยตอนนี้ ข้ามีข้ออ้างที่จะหลีกเลี่ยง “ทัพศาสตราถัง” ได้แล้ว
“ข้ารู้สึกผิดเกินกว่าจะไปเข้าร่วม”
ไม่ว่าสมาชิกของตระกูลถังจะพยายามรั้งข้าไว้เพียงใด หากข้าอ้างแบบนี้ พวกเขาก็คงไม่มีทางขัดได้
สิ่งเดียวที่ต้องกังวลคือตอนกลับไปยังตระกูลกู่…
ข้าอาจถูกต่อว่านิดหน่อย แล้วก็จบ…
…ไม่สิ หัวหน้าผู้ดูแลเป็นคนที่น่ากลัวจริง ๆ
ข้ากำลังครุ่นคิดเรื่องนี้อยู่เมื่อจู่ ๆ วีซอลอาก็ยื่นบางอย่างมาตรงหน้า
เป็น “ยักกวา” ขนมที่ข้าชอบ
“คุณชาย”
“หืม?”
“อยากได้ยักกวาสักชิ้นไหมเจ้าคะ?”
ข้าชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะเลิกคิ้วขึ้น
“เจ้าจะให้ข้ากินงั้นหรือ?”
ให้ตายสิ…นี่มันเรื่องอะไรกัน!?
ข้าทำสีหน้าตกใจเกินจริงเล็กน้อย ทำให้วีซอลอาถลึงตาใส่ข้าอย่างไม่พอใจ
ข้าหัวเราะออกมาเบา ๆ
“อา…น่าสนุกดี แล้วทำไมถึงจู่ ๆ ถึงอยากแบ่งข้า?”
“เพราะสีหน้าของคุณชายดูยุ่งเหยิงมากเลยค่ะ…”
ข้าเป็นแบบนั้นจริง ๆ หรือ?
มือของนางสั่นเล็กน้อยขณะยื่นขนมมาให้
ดูจากสายตาของนางแล้ว การปฏิเสธคงไม่ใช่ทางเลือก ข้าจึงรับขนมมาอย่างว่าง่าย
วีซอลอาทำหน้าตกตะลึงราวกับกำลังคิดว่า ‘ให้ไปเล่น ๆ แต่เจ้ารับจริง ๆ เรอะ…!?’*
ท่าทางของนางมันทั้งขำและ…น่ารัก
ข้าจึงทำให้นางตกใจไปอีกขั้นโดยการยัด “ยักกวา” ทั้งชิ้นเข้าปากในคราวเดียว
ดวงตาของวีซอลอาเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง
ท่าทางของนางทำให้ข้าหัวเราะออกมาเสียงดังอย่างช่วยไม่ได้ ราวกับความเครียดก่อนหน้านี้ได้สลายไป
“ใช่แล้ว เจ้าโง่ที่วัน ๆ ไม่คิดอะไรอย่างข้าจะมาทำเป็นคิดมากไปทำไม”
“ยะ…ยักกวา…หายไปในคำเดียว…”
ข้าหัวเราะอีกครั้งก่อนจะไล่นางออกจากห้อง “ไปนอนได้แล้ว”
เมื่อนางจากไป ข้าก็ปิดประตูห้อง
ข้าส่ายหัวเล็กน้อย—ไม่ควรคิดเรื่องที่ซับซ้อนให้ปวดหัวอีกแล้ว
‘ก่อนอื่น คลังลับของตระกูลกึมชอนยอนก่อน’
ตั้งแต่พรุ่งนี้เป็นต้นไป ข้าคงไม่มีเวลาว่างอีกแล้ว…