สหายวัยเยาว์ของจอมยุทธ์อันดับหนึ่งในใต้หล้า - บทที่ 40 เส้นทางกลับ (3)
‘…ทำไมพวกนางถึงอยู่ที่นี่?’
ทันทีที่ก้าวเข้าไปในโรงเตี๊ยม ภาพที่ปรากฏตรงหน้าทำให้ข้าขมวดคิ้วแน่น
ข้ายังพยายามปลอบใจตัวเองเงียบๆ ว่าบางทีข้าอาจรู้สึกผิดไปเอง
แต่แน่นอนว่า มันเป็นไปไม่ได้เลย
ถังโซยอล ที่กำลังคีบอาหารอย่างระมัดระวังชะงักไปทันทีที่สบตากับข้า ราวกับกลายเป็นก้อนหินไปแล้ว
ส่วนนัมกุงบีอาที่ยังคงทำสีหน้าทื่อๆ อยู่ๆก็ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ คีบเส้นบะหมี่เข้าปากต่อไปอย่างหน้าตาเฉย
ที่เลวร้ายกว่านั้น… วีซอลอา
นางเดินเข้าไปนั่งข้างๆ อย่างเป็นธรรมชาติ ราวกับนี่เป็นเรื่องปกติที่สุดในโลก
จากนั้นก็คว้าตะเกียบขึ้นมา ร่วมโต๊ะกินบะหมี่ด้วยกันอย่างหน้าตาเฉย
‘…เอาล่ะ ใจเย็นไว้ ข้าควรเข้าใจให้มากกว่านี้’
ข้าพยายามคิดให้ดี
วีซอลอาน่ะ เป็นแบบนี้อยู่แล้ว… นางไม่เคยมีความระมัดระวังต่ออะไรเลย
นัมกุงบีอา… นางเป็นคนที่คาดเดาไม่ได้ตั้งแต่แรก การที่นางทำตัวเช่นนี้จึงไม่น่าแปลกใจนัก
แต่… ถังโซยอล…?
ทำไมนางถึงมาอยู่ที่นี่?
นางนั่งอยู่ตรงนั้น ทำเหมือนเป็นหินประดับ ไม่มีทีท่าจะพูดอะไร
แต่ชัดเจนว่านางกำลังพยายามหลบสายตาของข้า
ข้ากวาดตามองนางก่อนจะเรียกขึ้น
“ถังโซยอล”
“ขะ… ขะ… ขะเจ้าค่ะ!?”
ข้าเพียงแค่เรียกชื่อ แต่ทำไมนางต้องสะดุ้งขนาดนั้น?
“ทำไมท่านถึงอยู่ที่นี่?”
“คะ… แค่ผ่านมาโดยบังเอิญ…”
“บังเอิญอย่างนั้นหรือ?”
ให้ตายเถอะ
‘ถังโซยอล’ ทายาทคนสำคัญของตระกูลถัง ผู้ที่ได้รับสมญานาม “พญาหงส์พิษ”
มีโอกาสแค่ไหนที่นางจะบังเอิญผ่านมาแถวนี้ แล้วบังเอิญเจอพวกเราโดยไม่มีอะไรแอบแฝง แถมในตอนที่ข้าไม่อยู่เสียด้วย
ข้าถามออกไปเพื่อความแน่ใจ
“หรือว่าท่าน… กำลังรอข้าอยู่?”
สิ้นคำถามของข้า—
ถังโซยอลตอบกลับทันทีโดยไม่ลังเล…
“มะ… ไม่ใช่นะ! ข้าจะมารอคุณชายกู่ที่นี่ทำไมกัน!?”
ถังโซยอลโบกมือไปมาพลางปฏิเสธสุดชีวิต
แต่ในเมื่อทุกอย่างมันฟ้องชัดเจน ต่อให้ปฏิเสธอย่างไรก็เปลี่ยนความจริงไม่ได้
“นั่นสินะ ถ้างั้นเหตุใดท่านถึงมาอยู่ที่นี่เล่า?”
“…”
ครั้งนี้นางเงียบไป ไม่มีข้อแก้ตัวใด ๆ
“นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน?”
ไม่ว่าจะชีวิตก่อนหรือชีวิตนี้ ข้าไม่เคยเข้าใจถังโซยอลเลยสักครั้ง
…หรือว่า นางจะชอบข้ากันแน่?
…เดี๋ยว ข้ารีบสลัดความคิดนั้นทิ้งไปทันที
ข้าไม่ใช่กู่จอลยอบ หรือนัมกุงชอนจุน ที่มีรูปลักษณ์หล่อเหลาเป็นอาวุธเสียหน่อย
เว้นแต่ว่าถังโซยอลจะมีรสนิยมแปลกประหลาดถึงขีดสุด ซึ่งข้าคิดว่านั่น ไม่มีทางเป็นไปได้
…ไม่มีทางแน่นอน
ข้าพยายามจินตนาการ หากสมมติว่านางมีใจให้ข้าจริง ๆ
ทันใดนั้น ภาพหนึ่งก็แล่นเข้ามาในหัว
ถังโซยอลในอดีตชาติ ขณะกำลังจับแมลงพิษขนาดเท่านิ้วก้อย แล้วยัดมันเข้าไปในรูจมูกของศัตรูเพื่อทรมานพวกมัน…
แม้ว่าข้าจะไม่เคยโดนกับตัวเอง
แต่ภาพของถังโซยอลที่ทำแบบนั้นด้วยสีหน้าราบเรียบยังคงตราตรึงอยู่ในความทรงจำของข้า
…เป็นไปไม่ได้แน่นอน
ช่างเถอะ! นางคงมาเพราะมีธุระอะไรบางอย่าง…
ขอแค่รีบทำธุระแล้วรีบไปก็พอ!
ข้าหันไปมอง “นัมกุงบีอา” ที่ยังคงคีบเส้นโซเม็งเข้าปากอย่างหน้าตาเฉย
ข้าถามออกไปตรง ๆ
“นัมกุง… ทำไมเจ้าถึงมาอยู่ที่นี่?”
“…”
นางเงยหน้าขึ้นมองข้าเล็กน้อย
“…หืม?”
อะไรกัน…?
ทำไมถึงทำสีหน้าแบบนั้น…?
จากสีหน้าของนัมกุงบีอา ข้าสัมผัสได้ถึงความรู้สึก “ทำไมต้องถามเรื่องที่ชัดเจนขนาดนี้?”
ข้าหวังเหลือเกินว่าข้าจะตีความผิดไปเอง…
“คำว่า ‘ทักทาย’…?”
“ห๊ะ?”
เช่นเคย คำพูดสั้นๆ ของนางมักจะทำให้คนฟังหัวเสียเสมอ
และตอนนี้ก็เป็นหนึ่งในสถานการณ์นั้น
‘ทักทาย’ ที่ว่าหมายถึงอะไรกันแน่?
หมายถึงการทักทายธรรมดาแบบ “สวัสดี” นั่นน่ะหรือ?
หรือว่าเหมือนกับในอดีตชาติของข้า… ที่เป็นคำย่อของ “ล่าสังหารมนุษย์” กันแน่?
สำหรับข้าแล้วนัมกุงบีอา ยังคงเป็นหญิงสาวที่เหมาะกับความหมายของ “ล่าสังหารมนุษย์” มากกว่า
แม้ว่าข้าจะพยายามเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับนางแล้วก็ตาม
ดังนั้น ข้าจึงพยายามอดทนและถามกลับไปอย่างใจเย็น
“ทักทาย?”
“ยัง… ไม่ได้ทักทายเลย”
“ขะ… ข้าเองก็เหมือนกัน!”
ทันทีที่นัมกุงบีอาพูดจบ ถังโซยอลก็รีบแทรกขึ้นมาทันที
…เดี๋ยวนะ
พวกนางกำลังจะบอกว่ามารอข้าอยู่ที่นี่ เพราะยังไม่ได้กล่าวคำอำลาอย่างนั้นหรือ…?
ทำไมต้องลำบากขนาดนั้น!?
“ข้าได้แจ้งไปแล้วกับผู้นำตระกูลถัง ท่านไม่ได้ยินหรือ?”
“…ข้าได้ยินแล้ว…”
ถังโซยอลตอบด้วยเสียงแผ่วเบา ขณะที่นัมกุงบีอายังคงทำสีหน้า “แล้วมันมีปัญหาตรงไหน?”
ข้าหรี่ตาลง
‘…ใช่ นั่นไม่ใช่ปัญหาอะไรเลย’
จริงอยู่ ทุกอย่างจบลงอย่างราบรื่น ข้าไม่จำเป็นต้องมองหาความหมายแอบแฝงเบื้องหลัง
ดังนั้น หากให้สรุปแบบง่าย ๆ
‘พวกนางแค่ไม่ได้กล่าวลา จึงตั้งใจตามหาข้าเพื่อบอกลาโดยเฉพาะ’
…ข้าควรรู้สึกซาบซึ้งใจดีหรือเปล่านะ?
‘…ใช่ คิดในแง่ดีไว้เถอะ’
พวกนางแค่ต้องการมากล่าวลา เพราะไม่ได้เห็นข้าเดินจากไป
หากข้าทำสีหน้ารำคาญใจ ก็คงจะดูใจแคบเกินไป
แต่…
ข้าไม่ต้องการเกี่ยวข้องกับหญิงสาวเหล่านี้อีกจริง ๆ
อย่างจริงจังเลย!
“ขอบคุณที่แวะมาพบ ข้ารู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่ง หวังว่าเส้นทางข้างหน้าของพวกท่านจะราบรื่น ขอให้ใช้ชีวิตที่สงบสุข”
ข้ากล่าวคำอำลาด้วยมารยาทครบถ้วน หวังว่าพวกนางจะพึงพอใจแล้วจากไปเสียที
แต่—
สีหน้าของพวกนางกลับแปลกไป
ราวกับว่าคำตอบของข้า “ไม่ใช่สิ่งที่พวกนางต้องการ”
บรรยากาศรอบตัวข้าเต็มไปด้วยความลังเลและความอึดอัดใจบางอย่าง
พวกนางต้องการอะไรกันแน่?
แต่ช่างเถอะ ข้าปล่อยเรื่องนั้นไว้ก่อน เพราะตอนนี้ข้ามีสิ่งที่อยากรู้มากกว่า
ข้าหันไปทางนัมกุงบีอา และเอ่ยถาม
“คุณหนูนัมกุง”
“หืม?”
“ทัพศาสตราถังจบไปแล้ว แล้วเหตุใดท่านยังอยู่ที่นี่? คนอื่นๆจากตระกูลนัมกุงล่ะ?”
“ชอนจุนบอกว่ามีธุระ… เขาต้องรอใครบางคน”
นัมกุงชอนจุนมีธุระที่เสฉวน?
เอาเข้าจริง ข้าไม่ได้แปลกใจหรอก หากหมอนั่นจะมีเรื่องให้ต้องจัดการ
ข้าก็มีภารกิจของข้า เช่นเดียวกับที่มันมีภารกิจของมัน
แต่เรื่องที่ทำให้ข้าสงสัยจริง ๆ คือ—
“แล้วเขาอนุญาตให้ท่านมาอยู่ที่นี่หรือ? เขาไม่ได้ตามมาด้วยเลยหรือ?”
นัมกุงบีอาอยู่ที่นี่เพียงลำพัง?
และนัมกุงชอนจุนปล่อยให้นางมาที่นี่โดยไม่ขัดขวางเลยอย่างนั้นหรือ?
นั่นแหละ ที่ข้ารู้สึกว่ามันแปลก…
“หืม…? เขาอนุญาตให้ข้ามานะ… บอกว่าไปเถอะ เพราะยังไงก็ไม่กลับไปหรอก…”
“เขาอนุญาต?”
นัมกุงชอนจุนคนนั้นน่ะนะ?
ไอ้คนบ้าคลั่งที่ควบคุมทุกอย่างรอบตัวได้หมดนั่นน่ะนะ?
ข้าคิดว่าอย่างน้อย ๆ เขาต้องพยายามตามนางมา หรือไม่ก็ห้ามไม่ให้นางออกมาแน่ ๆ
แต่กลับปล่อยให้นางมาโดยไม่มีปัญหาอะไร?
‘แถมยังบอกว่านางจะไม่กลับไปด้วย?’
นี่มันหมายความว่าอะไรกันแน่?
แต่ก่อนจะไปคิดเรื่องนั้น ข้ามีเรื่องที่ต้องสะสางก่อน
“ว่าแต่คุณหนูนัมกุง”
“…?”
“ก่อนหน้านี้เราเคยทำข้อตกลงกันไว้ว่าท่านจะไม่มายุ่งวุ่นวายกับข้า จำได้หรือไม่?”
“หืม…?”
“ตอนนั้นข้ายอมบอกชื่อของข้า แลกกับคำสัญญาว่าท่านจะไม่กวนใจข้าอีก”
“อืม… ข้าจำได้นะ”
นางตอบอย่างมั่นใจ สีหน้าของนางดูเหมือนจะหมายความว่า “ข้าจำได้ดีเลยล่ะ!”
…แต่ถ้าจำได้แล้ว ทำไมนางยังมาอยู่ที่นี่?
ข้าจึงถามซ้ำ
“แล้วเหตุใดท่านจึงยังอยู่ที่นี่?”
“ทำไมล่ะ?”
“ก็ท่านบอกว่าจะไม่ทำให้ข้ารำคาญไง”
“…ข้าไม่ได้รบกวนเจ้านี่?”
…ให้ตายเถอะ
ข้าเข้าใจแล้ว นัมกุงบีอาไม่ได้แค่แกล้งทำเป็นไม่เข้าใจ
นางไม่เข้าใจมันจริง ๆ!
ข้าเองก็ผิดเหมือนกันที่ไม่ได้ระบุเงื่อนไขให้ละเอียดกว่านี้…
ใช่ ข้ามันโง่เอง!
ข้าถอนหายใจ ก่อนจะยิงคำถามสุดท้ายออกไป
“แล้วเรื่องที่ต้องพูดกับข้าโดยใช้ภาษาสุภาพล่ะ?”
นัมกุงบีอาชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะกลอกตามองไปรอบ ๆ แล้วตอบว่า
“….เจ้าค่ะ~”
“…”
ข้าควรจะชกนางดีไหม?
ข้าจริงจังกับเรื่องนี้มาก…
ขนาดนี้แล้ว ข้าว่ามันก็ไม่ต่างจากการที่ นัมกุงบีอาเป็นฝ่ายชักดาบท้าให้ข้าสู้ก่อนแล้วล่ะ
ทุกครั้งที่ต้องพูดคุยกับนาง ข้ามักจะปวดหัวเสมอ
ชาติก่อน ข้าทนกับเรื่องนี้ไปได้ยังไงกันนะ…?
…อ้อ ใช่แล้ว
ข้าไม่เคยพูดคุยกับนางเลยตั้งแต่แรก
‘อัจฉริยะจริง ๆ’
ข้าคิดพลางกุมขมับกับอาการปวดหัวที่เริ่มกำเริบ
ในขณะเดียวกัน ถังโซยอลที่เงียบมาตลอดก็ขยับตัวเล็กน้อย ดูเหมือนนางอยากพูดอะไรบางอย่าง แต่ข้าไม่คิดจะถาม
“ถ้าข้าแกล้งทำเป็นไม่รู้ นางอาจจะล้มเลิกไปเองก็ได้”
“อะ…เอ่อ”
…แต่แน่นอนว่า นางไม่ล้มเลิก
“ขอรับ?”
“ถ้าหากท่านกลับไปที่จวนตระกูลกู่… อีกเมื่อไรจะมาเสฉวนอีกหรือ?”
“อืม… ไม่รู้สิ?”
ข้าจะมาที่นี่อีกไหมงั้นหรือ…?
เอาเข้าจริงก็คงต้องมาในสักวัน แต่มันคงไม่ใช่เร็วๆ นี้แน่นอน อาจใช้เวลาหลายปีกว่าจะได้กลับมาอีกครั้ง
ข้าตอบไปตามตรง แต่ดูเหมือนถังโซยอลจะไม่พอใจกับคำตอบของข้า
‘ไม่ได้นะ… นั่นมันนานเกินไป’
นางขมวดคิ้วครุ่นคิด ก่อนจะถามออกมาอย่างจริงจัง
“ท่านชอบพิษแบบไหนหรือ?”
“…อะไรนะ?”
“ถ้าอย่างนั้น… ท่านเชี่ยวชาญวิชาดาบสั้นหรือไม่?”
‘…ทำไมข้าต้องเชี่ยวชาญด้วย?’
ข้าหรี่ตาลง นี่ข้าหูฝาดไปหรือเปล่า?
เมื่อครู่นี้นางพูดถึง “พิษ” ใช่ไหม?
ข้าเพ่งมองถังโซยอลด้วยความสงสัย
เมื่อเห็นปฏิกิริยาของข้า นางก็ดูเหมือนจะสะดุ้งขึ้นมาเล็กน้อย…
“อ่า… ดูเหมือนว่านี่จะไม่ใช่ทางเลือกที่ดีแฮะ”
ถังโซยอลพึมพำกับตัวเอง
“พี่ชายบอกว่ามันน่าจะได้ผล…”
“…คุณหนูถัง เจ้าสบายดีหรือไม่?”
โดยเฉพาะส่วนหัว… ข้าว่ามันอาจจะมีปัญหาอยู่บ้าง
ไม่สิ อาจจะมีปัญหาเยอะเลยด้วยซ้ำ
ก่อนที่ข้าจะคิดอะไรไปมากกว่านั้น ข้าก็เห็นมือข้างหนึ่งยื่นมาทางจานของข้า
ข้าจึงตบลงไปที่หลังมือของมัน เพียะ!
มีเสียงร้องสั้นๆ ดังขึ้น
ข้าไม่จำเป็นต้องหันไปดูว่าเป็นใคร
“เจ้ากินหมดแล้วหรือยัง?”
“…หมดแล้ว”
วีซอลอาลูบหลังมือของตัวเองพลางตอบเสียงอ่อย
ถ้าอย่างนั้นทำไมไม่นางไม่สั่งเพิ่ม? แล้วทำไมต้องพยายามแย่งของข้าด้วย!?
ข้าถอนหายใจยาว ก่อนจะเลื่อนจานเกี๊ยวไปให้นาง ข้าไม่ได้อยากกินอะไรมากนักอยู่แล้ว
วีซอลอายิ้มกว้างก่อนจะคีบเกี๊ยวขึ้นมากินอย่างมีความสุข
…แต่ดูเหมือนจะไม่จบแค่นี้
ข้าเห็นตะเกียบคู่หนึ่งกำลังคืบคลานเข้ามาเงียบๆ ข้าจึงรีบคว้าข้อมือนั้นเอาไว้ทันที
“สั่งเพิ่มเถอะ อย่ามาแย่งของข้า”
นัมกุงบีอาชะงัก ก่อนจะเงยหน้ามองข้าด้วยสายตาทื่อๆ
แต่ในครั้งนี้ ข้ารู้สึกว่าประกายบางอย่างในดวงตาของนางดูชัดเจนขึ้น
“ข้ามีคำถาม”
“…ทำไมจู่ ๆ พูดจาสุภาพขึ้นมาน่ะหรือ?”
“มัน… เกี่ยวกับสิ่งนั้น”
นางพูดพลางชี้ไปที่บริเวณ ตันเถียนของข้า
…นางก็รู้เหมือนกันสินะ
เช่นเดียวกับมูยอน นัมกุงบีอาก็สัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลงของข้า
ถังโซยอลดูเหมือนไม่สนใจเรื่องพวกนี้เลย
แต่ นัมกุงบีอาไม่ใช่แบบนั้น
“ก็แค่มีเรื่องบางอย่างเกิดขึ้นนิดหน่อย”
นี่เป็นคำตอบเดียวที่ข้าพอจะให้ได้
ข้าจะไปบอกได้อย่างไรว่า ข้าพบคลังลับของตระกูลกึมชอนในเสฉวน แล้วเจองูยักษ์ที่คายลูกแก้วออกมาให้เป็นโชควาสนา?
…
ถึงจะพูดไป นางก็คงเชื่อแบบไม่คิดอะไรก็เถอะ…
แต่ต่อให้เป็นแบบนั้น ก็ไม่มีความจำเป็นที่ข้าต้องพูดออกไปอยู่ดี
นัมกุงบีอาพยักหน้าให้กับคำตอบของข้า
จากนั้น…
ประกายในดวงตาของนางดูจะเปล่งประกายขึ้นเล็กน้อย
ไม่ใช่สัญญาณที่ดีเลย
เพราะข้ารู้ดีว่า เมื่อใดที่นัมกุงบีอาทำสีหน้าแบบนี้ คำพูดที่หลุดออกจากปากของนางก็มักจะเป็นประโยคเดียวเสมอ
“ถ้างั้น มาประลองกัน—”
“ไม่”
ข้าปฏิเสธทันทีโดยไม่รอให้เธอพูดจบ
นัมกุงบีอาเบิกตากว้าง ดูตกใจไม่น้อยกับการปฏิเสธอันรวดเร็วของข้า
“ทำไมล่ะ!”
นางขึ้นเสียง—เป็นครั้งแรกในรอบหลายวัน
เกิดอะไรขึ้นกับนางกันแน่…?
นางที่สนใจแต่เพลงกระบี่มาโดยตลอด ทำไมถึงจู่ ๆ ถึงมาสนใจข้า?
มันเป็นความสนใจที่ ข้าไม่ต้องการเลยสักนิด
“ข้าไม่มีเวลาจะอยู่ที่นี่นานนัก เพราะงั้น ข้าประลองไม่ได้”
เมื่อพูดจบ ข้าก็รู้สึกได้ถึงสายตาของมูยอน ที่ส่งมาอย่างเหน็บแนมจากด้านหลัง
“ข้ารู้ว่าข้าทำให้พวกเจ้าล่าช้าไป ขอโทษละกัน… เพราะงั้นอย่ามองข้าแบบนั้นได้ไหม?”
“แค่ก ๆ…”
ข้ากระแอมไล่ความอึดอัด แล้วลุกขึ้นจากที่นั่ง
ข้าอิ่มแล้ว และก่อนที่พระอาทิตย์จะลับขอบฟ้า ข้าต้องออกเดินทางต่อ
เส้นทางกลับยังอีกยาวไกล—
และมันจะเป็นการเดินทางที่ไม่ง่ายเลย…
…แค่คิดก็น่าเบื่อแล้ว
ข้าเตรียมจะออกเดินทางต่อ แต่ทันใดนั้นถังโซยอล ก็รีบหยิบบางอย่างออกมาจากอกเสื้อด้วยความร้อนรน
“โปรดรับสิ่งนี้ด้วยเจ้าค่ะ…!”
สิ่งที่นางยื่นให้คือ…
“จดหมายเชิญที่พับอย่างเรียบร้อย และขวดเล็กๆ ที่ไม่รู้ว่าบรรจุอะไรอยู่ภายใน”
ข้าขมวดคิ้วก่อนจะถามกลับไป
“นี่คืออะไร?”
“เป็น… จดหมายเชิญเข้าร่วมพิธี ทัพศาสตราถังในปีหน้าเจ้าค่ะ”
“แล้ว… ทำไมถึงมอบให้ข้า?”
“ข้าแค่อยากรักษาความสัมพันธ์อันดีระหว่างตระกูลใหญ่เอาไว้! ไม่ได้มีความหมายอะไรเป็นพิเศษเลยเจ้าค่ะ!”
ถึงแม้ว่าจดหมายเชิญจะถูกส่งออกเป็นประจำทุกปี
แต่หากเป็นเชิญจาก ทายาทโดยตรงของตระกูลถังด้วยตัวเอง มันก็มีความหมายที่แตกต่างออกไป
มันไม่ใช่เพียงการเชิญเข้าร่วมตามปกติ แต่มันเป็นคำขอร้องพิเศษให้มาเข้าร่วมให้ได้
ข้ารู้สึกหนักใจขึ้นมาทันที…
‘หรือว่านางจะชอบข้าจริง ๆ?’
ข้ารีบสลัดความคิดนี้ออกไป แล้วถามต่อ
“แล้วขวดนี้ล่ะ? เป็นโอสถหรืออย่างไร?”
หากเป็นยาอะไรสักอย่าง ข้าก็คงพอเข้าใจได้
แต่เมื่อข้าถามออกไป ถังโซยอลกลับยิ้มออกมาอย่างพึงพอใจ
“อ้อ นั่นหรือเจ้าคะ? มันคือ… พิษที่ข้าชอบที่สุด!”
“…อะไรนะ?”
“เป็นของขวัญให้ท่านไงเจ้าคะ! เผื่อว่าวันหนึ่ง ท่านอาจต้องฝึกเคล็ดวิชาพิษ ขอให้ใช้มันได้ตามสบายเลยนะเจ้าคะ!”
ข้าชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าเบา ๆ
…ใช่ นางก็ไม่ได้ปกติเลย
ตอนนี้ข้ามั่นใจแล้ว ถังโซยอลเองก็ไม่ใช่คนธรรมดาแน่นอน
ข้าไม่สามารถปฏิเสธจดหมายเชิญได้ จึงรับมันมาเก็บไว้ในอกเสื้ออย่างเสียไม่ได้…
ข้าควรหาข้ออ้างอะไรดีเพื่อปฏิเสธในปีหน้า?
ข้าเริ่มคิดหาข้ออ้างล่วงหน้าเพื่อที่จะไม่ต้องไป ทัพศาสตราถังปีหน้า
ข้าจะไม่ไปเด็ดขาด…
“ถ้าเช่นนั้น… ข้าขอตัวก่อน สองท่านใช้เวลาต่อกันตามสบายเถอะ”
“แล้วพบกันใหม่นะ”
นัมกุงบีอา โบกมือเล็กน้อยให้ข้าเป็นเชิงอำลา
ข้าฝืนยิ้มพลางตอบรับ
“อะ… เอ่อ ไว้พบกันใหม่”
ข้ารับคำอำลาแบบเสียไม่ได้ ก่อนจะหันหลังเดินไปยัง รถม้า
ถังโซยอล ก็กล่าวคำอำลาอย่างแข็งทื่อ ข้าจึงตอบรับกลับไป
ส่วนวีซอลอา นางกำลังยัดอาหารที่เหลือเข้าไปจนเต็มปาก แล้วรีบเดินตามข้าออกมา
…ข้าสงสัยจริงๆว่า อาหารมากมายขนาดนั้นเข้าไปอยู่ในปากของนางได้อย่างไร?
“จบแล้วหรือยัง?”
ข้าจะได้กลับไปที่จวนตระกูลกู่แล้วหรือยัง?
แม้ว่าตอนนี้ข้าจะรู้สึกว่า ร่างกายไม่ได้เหนื่อยล้า เพราะพลังภายในของข้าเพิ่มขึ้น
แต่ จิตใจของข้ากลับอ่อนล้าอย่างที่สุด
ข้าเดินไปทางรถม้าอย่างหมดแรง ก้าวเท้าไปด้วยท่าทีที่แทบจะโซเซ
ในขณะเดียวกัน…
นัมกุงบีอายังคงมองตามแผ่นหลังของกู่หยางชอนที่ค่อยๆ ห่างออกไป
นางนึกถึงคำพูดบางอย่างที่เขาเคยกล่าวไว้…
“ทำไมเจ้าถึงพูดจาห้วนๆ กับข้าตลอด?”
นัมกุงบีอานึกถึงคำถามของกู่หยางชอน
“จริงสิ… ทำไมข้าถึงพูดห้วนกับเขากันนะ?”
หากมองตามเหตุผลที่สมควรแล้ว กู่หยางชอนอายุน้อยกว่าน้องชายของนาง นัมกุงชอนจุน
แต่… นั่นก็ไม่ได้หมายความว่านางจะพูดกับเขาอย่างไม่เป็นทางการได้
ถึงกระนั้น นางกลับรู้สึกว่า การใช้ภาษาสุภาพกับเขาเป็นสิ่งที่ไม่ถนัดเลย
ทำไมกัน?
แม้แต่นางเองก็ไม่เข้าใจเรื่องนี้ นางจึงได้แต่เอียงคออย่างงุนงง
“พี่หญิง…”
เป็นเสียงเรียกจากถังโซยอล
“หืม?”
“พี่หญิง… ชอบคุณชายกู่หรือเปล่า?”
“หืม?”
คำถามของถังโซยอลทำให้นัมกุงบีอาขมวดคิ้ว
“ชอบ?”
“ที่ว่าชอบ… หมายถึงอะไร?”
“อะ… เอ่อ… หมายถึง…”
คราวนี้ ถังโซยอลกลับดูสับสนแทน
ใบหน้าของนางเริ่มขึ้นสีอย่างเห็นได้ชัด นางอ้าปากคล้ายจะพูดอะไรบางอย่าง แต่สุดท้ายก็เลือกที่จะเงียบไป
ดูเหมือนว่า ถังโซยอลเองก็ไม่ได้เข้าใจความหมายของคำว่า ‘ชอบ’ อย่างแท้จริง
“ชอบอย่างนั้นหรือ?”
แล้ว ‘ชอบ’ มันคืออะไรล่ะ?
“เป็นความรู้สึกแบบนั้นหรือเปล่า?”
หากถามว่านาง รู้สึก ‘รัก’ กู่หยางชอนหรือไม่?
นางสามารถตอบได้ทันทีว่า— ไม่ใช่
แต่หากถามว่า ‘สนใจเขาในฐานะจอมยุทธ์’ หรือไม่?
นั่นกลับเป็นคำตอบที่ ‘ใช่’ อย่างไม่ต้องสงสัย
“เขาเป็นคนละคนกันเลย”
กู่หยางชอนที่ หักแขนของน้องชายของนางอย่างเลือดเย็นในวันนั้น
กับกู่หยางชอนที่ เพิ่งยืนอยู่ตรงหน้านางเมื่อครู่ คือคนเดียวกันจริงหรือ?
นัมกุงบีอาไม่แน่ใจเลย
มันเป็นเรื่องที่น่าหัวเราะ แต่ก็น่าคิดในเวลาเดียวกัน
“ข้าอยากจะประลองกับเขา”
แต่น่าเสียดายที่ ข้าถูกปฏิเสธอย่างรวดเร็ว
แล้วตอนนี้ มีใครสามารถเอาชนะกู่หยางชอนได้ไหม?
นัมกุงบีอาครุ่นคิด
“ยังไงตอนนี้ก็คงเป็นไปได้”
แต่… จะเป็นแบบนั้นได้อีกนานแค่ไหนกัน?
“…จนถึงตอนนี้น่ะนะ”
นัมกุงบีอาไม่ได้แน่ใจเลยว่าในอนาคตจะยังสามารถพูดประโยคนั้นได้อยู่หรือไม่
มันเป็นเรื่องแปลกสำหรับนางเองเช่นกัน
แม้ว่ากู่หยางชอนจะ ไม่มีกลิ่นเหม็นเน่าเหมือนพวกอื่น ๆ
แต่ที่สำคัญกว่านั้นก็คือ…
เขาดึงดูดสายตาของนางได้มากเกินไป
“…ถ้าหากต้องเรียกสิ่งนี้ว่าความ ‘สนใจ’ นั่นก็อาจเป็นความสนใจจริง ๆ”
ขณะที่นางพึมพำกับตัวเอง สีหน้าของถังโซยอลก็พลันสลดลง
“เป็นอะไรหรือ?”
“เปล่าค่ะ…”
แต่ข้าก็ได้ยินเสียงพึมพำเบาๆ ของถังโซยอล
“…ถ้าพี่หญิงเป็นคู่แข่ง งั้นก็ไม่มีทางแล้วสิ…”
ไม่มีทาง?
“แล้วเจ้าล่ะ ถังโซยอล”
“ขะ…ข้าหรือคะ?”
“ของที่เจ้าบอกว่าจะให้ข้า”
“อ้อ!”
ตอนแรก จดหมายเชิญของทัพศาสตราถังควรจะเป็นของนาง
ตั้งแต่ปีแรกที่นางเข้าร่วม ถังโซยอลเป็นคนมอบมันให้กับนัมกุงบีอามาโดยตลอด
แต่ในปีนี้ นางกลับเลือกที่จะให้กู่หยางชอนแทน
นัมกุงบีอาสงสัย จึงถามออกไป
“…เพราะอะไร?”
ดูเหมือนถังโซยอลจะตกใจเล็กน้อย นางเริ่มพูดติดขัดมากขึ้นกว่าเดิม
ช่วงนี้นางดูจะติดอาการพูดตะกุกตะกักมากขึ้น
“ทำไมนะ? หรือว่านางไม่สบาย?”
กลิ่นเหม็นเน่าที่มักจะโชยออกมาจากร่างของถังโซยอลนั้น เบาบางมากจนแทบไม่รู้สึก
ถ้าไม่ตั้งใจดม ก็แทบจะสัมผัสมันไม่ได้เลย
และเพราะแบบนั้น นางจึงเป็นคนที่นัมกุงบีอาอยู่ด้วยแล้วรู้สึกสบายใจ
ดังนั้น นางจึงหวังว่าขอให้นางอย่าได้เจ็บป่วยอะไรเลย
“ก็แค่… อยากสนิทกันมากขึ้นเท่านั้นค่ะ”
“อย่างนั้นเองสินะ”
“…ขอโทษนะคะพี่หญิง รู้สึกน้อยใจหรือเปล่า?”
“หืม? ไม่เป็นไร”
“ถึงไม่ได้รับจดหมายเชิญ ข้าก็ไปเองได้อยู่แล้ว”
สำหรับนาง มันไม่มีเหตุผลอะไรให้ต้องเสียใจเลยสักนิดเดียว
“กลับกันเถอะ…?”
เสียงของถังโซยอล เต็มไปด้วยความเสียดาย
นางเสียดายอะไรกัน?
มีแต่สิ่งที่ข้าไม่เข้าใจทั้งนั้น
“อืม”
นัมกุงบีอา ตอบรับสั้น ๆ แล้วก้าวเดินตามถังโซยอลไป
ตอนนี้ กู่หยางชอนไม่อยู่ที่นี่แล้ว
และนางเองก็ต้อง กลับเข้าสู่โลกที่เต็มไปด้วยกลิ่นเหม็นเน่าอีกครั้ง
แต่นั่นก็เป็นสิ่งที่นางเคยชินอยู่แล้ว
ดังนั้น มันจึงไม่ใช่เรื่องที่ต้องรู้สึกเสียดาย
แต่เหนือสิ่งอื่นใด—
‘ข้าคิดว่า เราจะได้พบกันอีกในไม่ช้า’
เป็นลางสังหรณ์บางอย่างที่นางไม่สามารถอธิบายได้
และที่สำคัญ…
ลางสังหรณ์ของนางไม่เคยผิดพลาดเลยสักครั้ง