สหายวัยเยาว์ของจอมยุทธ์อันดับหนึ่งในใต้หล้า - บทที่ 41 กระบี่ฟีนิกซ์ (1)
ตระกูลนัมกุง
หนึ่งในเสาหลักแห่งฝ่ายธรรมะ และหนึ่งในตระกูลสูงศักดิ์ทั้งสี่ที่ได้รับการยกย่องให้เป็นหัวใจของยุทธภพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งตระกูลนัมกุง นับเป็นตระกูลกระบี่ที่ทรงอิทธิพลที่สุด
ในช่วงที่มารสวรรค์โลหิตก่อมหันตภัยโลหิต ผู้ที่สามารถตัดศีรษะของมารสวรรค์โลหิตลงได้ ก็ไม่ใช่ใครอื่นนอกจาก นัมกุงจูชอน ผู้นำตระกูลในขณะนั้น
ก่อนที่ยอดฝีมือพเนจรนามว่าจักรพรรดิกระบี่สวรรค์ จะปรากฏตัวขึ้น ตระกูลนัมกุงยังครองตำแหน่ง “กระบี่อันดับหนึ่งแห่งยุทธภพ” มาโดยตลอด
◇◆
นัมกุงจิน ผู้เป็นเจ้าตระกูลคนปัจจุบัน หรือที่รู้จักกันในฉายา “จักรพรรดิแห่งกระบี่ท้องนภา” จ้องมองบุตรชายของตนพลางกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ
“ข้าส่งเจ้าไปเพื่อดูแลพี่สาวของเจ้าให้ดี แต่เจ้ากลับกลับมาพร้อมข่าวการสูญเสียองครักษ์ไปเช่นนั้นหรือ?”
เดิมที ทัพศาสตราถัง เป็นเพียงงานที่ส่งบุตรชายไปเข้าร่วมเพื่อเปิดหูเปิดตาอย่างสบายใจ ทว่ากลับเกิดเรื่องที่ไม่น่าให้อภัย
เขาไม่เพียงแต่เสนอให้ตนเองประลองกับยอดฝีมือรุ่นเยาว์ที่อายุน้อยกว่า
แต่ยังพ่ายแพ้ในการประลอง
แถมยังถึงขั้นปล่อยจิตสังหารออกมา
และท้ายที่สุด ผลลัพธ์คือ ถูกตอบโต้จนแขนหัก
ที่เจ็บใจไปกว่านั้นคือ ผู้ที่หายไปก็คือ บุรุษนาม ‘มาชอล’
ชื่อของยอดฝีมือมากมายเคยผ่านเข้ามาในความคิดของนัมกุงจิน ทว่า มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่เขาจะจดจำได้ขึ้นใจ
เพราะในตระกูลนัมกุง มีผู้ที่แข็งแกร่งและเปี่ยมพรสวรรค์มากเกินไป
‘ยอดฝีมือระดับจุดสูงสุด…’
มาชอล อดีตยอดฝีมือแห่งหน่วยองครักษ์ ผู้มีฉายาว่า “กระบี่วายุเขียวขจี”
เป็นหนึ่งในผู้ที่เขาจดจำได้
มีไม่กี่คนที่สามารถบรรลุถึงระดับจุดสูงสุดได้ในวัยนั้น และจากกระบวนท่าที่แสดงให้เห็น ชัดเจนว่าผู้ใช้อาวุธนั้นยังมีศักยภาพในการเติบโตอีกมาก
แต่บุคคลเช่นนั้นกลับหายสาบสูญ ไประหว่างภารกิจคุ้มกันอย่างนั้นหรือ?
นัมกุงจิน ไม่อาจเข้าใจเรื่องนี้ได้
“เจ้ากำลังบอกว่าเราสูญเสียยอดฝีมือระดับจุดสูงสุดเพราะยอดฝีมือรุ่นเยาว์ที่ไม่มีใครรู้จักเลยแม้แต่ชื่ออย่างนั้นหรือ?”
เมื่อได้ยินคำถามของบิดา นัมกุงชอนจุนกำหมัดแน่นโดยไม่เอื้อนเอ่ยคำใด
เพราะแม้แต่ตัวเขาเองก็ยังไม่สามารถเข้าใจได้
‘นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?’
แม้ว่าเรื่องนี้จะใช้เวลาเพียงไม่กี่วันก็ตาม แต่มันก็ไม่สมเหตุสมผลเลย
แม้เขาจะพูดออกไปด้วยความขุ่นเคือง แต่เขาก็รู้ดีว่าการจับตัวทายาทของตระกูลสูงศักดิ์โดยตรงไม่ใช่เรื่องง่าย
ทว่าก่อนหน้านี้ มาชอลเสนอตัวเองเป็นผู้เดินทางไป และทุกครั้งที่ชายผู้นี้เอ่ยเช่นนั้น เขาไม่เคยล้มเหลวแม้แต่ครั้งเดียว
ด้วยเหตุนี้ ตอนที่พี่สาวของเขาเอ่ยว่าจะไปอำลาเจ้าคนตระกูลกู่ด้วยตนเอง เขาจึงไม่ได้ขัดขวาง
เพราะไม่ว่าอย่างไร นางก็ไม่มีวันพบเจ้าคนตระกูลกู่นั่นแน่
‘เรื่องมันควรจะเป็นเช่นนั้น…’
แต่สิ่งที่เขาได้รับรู้กลับแตกต่างออกไป
พี่สาวของเขากลับมาพร้อมกับบอกว่า “ทุกอย่างผ่านไปด้วยดี”
อีกทั้ง เจ้าคนของตระกูลกู่นั่นยังเดินทางกลับไปพร้อมกับขบวนของพวกมันโดยไม่มีอะไรเกิดขึ้น
…เช่นนั้นแล้ว มาชอลล่ะ?
องครักษ์ของเขาหายไปไหน?
‘หรือว่า…มันฆ่าเขาไปแล้ว?’
ไม่…เป็นไปไม่ได้เด็ดขาด!
มาชอลเป็นยอดฝีมือระดับจุดสูงสุด
สำหรับจอมยุทธ์แล้ว เส้นทางจากระดับหนึ่งไปสู่ระดับจุดสูงสุด ไม่ใช่สิ่งที่สามารถไขว่คว้าด้วยความพยายามเพียงอย่างเดียว แต่เป็นสิ่งที่ต้องอาศัยพรสวรรค์อันล้ำเลิศ
ไม่ว่าผู้ใดจะเสริมพลังด้วยโอสถวิเศษสักเพียงใด หรือฝึกฝนอย่างหนักหน่วงเพียงไหน หากปราศจาก “การตระหนักรู้” ก็ยากที่จะก้าวข้ามขอบเขตนี้ไปได้
นัมกุงชอนจุนเรียนรู้มาเช่นนั้น และมาชอลก็คือยอดฝีมือที่บรรลุถึงระดับจุดสูงสุด
แต่เขากลับ พ่ายแพ้ต่อเด็กหนุ่มที่แม้แต่ขอบเขตระดับหนึ่งยังเอื้อมไม่ถึง และเพิ่งจะก้าวเข้าสู่ขอบเขตระดับสองเท่านั้น?
เรื่องเช่นนี้เป็นไปไม่ได้!
‘หรือว่านี่จะเป็นกับดัก?’
หากอีกฝ่ายล่วงรู้ถึงแผนการของเขาตั้งแต่ต้น และเตรียมการรับมือเอาไว้ล่วงหน้า…
แต่ถ้าเป็นเช่นนั้น มันรู้ได้อย่างไร?
และมันเตรียมอะไรมาบ้างจนสามารถทำให้มาชอลหายตัวไปได้?
ไม่ว่าจะมองในมุมไหน เรื่องนี้ก็คือปัญหาใหญ่
เพราะต่อให้ตระกูลนัมกุงจะยิ่งใหญ่เพียงใด การสูญเสียยอดฝีมือระดับจุดสูงสุดไปเพียงคนเดียวก็ถือเป็นเรื่องร้ายแรง
ยิ่งไปกว่านั้น… กู่หยางชอนรู้เรื่องนี้แล้ว
‘ไอ้เวรเอ๊ย…’
แค่คิดถึงชื่อของมัน โทสะก็พวยพุ่งขึ้นมาอีกครั้ง
แม้บาดแผลภายนอกจากการปะทะกับมันจะฟื้นตัวแล้ว ทั้งจุดสำคัญที่ถูกโจมตี ทั้งแขนที่เคยหัก
แต่ความคับแค้นที่ฝังแน่นอยู่ภายในกลับยังไม่จางหายไปเลยแม้แต่น้อย
“ชอนจุน”
“…ขอรับ ท่านพ่อ”
นัมกุงจิน ค่อยๆ ก้าวเข้ามาใกล้ด้วยท่วงท่าที่สงบนิ่ง
นัมกุงชอนจุนหลับตาลงแน่น
บิดาของเขาไม่เคยลงมือทำร้ายลูกหลานของตระกูลนัมกุง
แต่เพียงแค่ก้าวเข้ามาใกล้เท่านั้น…
มันก็เป็นสิ่งที่กดดันยิ่งกว่าความตายเสียอีก
“ก้าวย่างแห่งราชัน”
แรงกดดันที่ไร้รูปร่างซึ่งเป็นสมบัติล้ำค่าของสายเลือดตระกูลนัมกุง จะเพิ่มพูนขึ้นตามระดับพลังของผู้ใช้
และเมื่อกล่าวถึงยอดฝีมือที่มีพลังแข็งแกร่งพอจะเทียบชั้นกับ สามจอมปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งยุทธภพแล้ว…
นัมกุงจิน ย่อมอยู่ในจำนวนนั้น
บารมีของเขา ยิ่งเกินกว่าคำบรรยายใด ๆ!
“อึ่ก…”
ภายใต้แรงกดดันที่บดขยี้ราวกับภูเขาทับ นัมกุงชอนจุน ไม่อาจกลั้นเสียงครางออกมาได้
“สิ่งที่ข้าผิดหวังในตัวเจ้า ไม่ใช่เพราะเจ้าพ่ายแพ้ให้กับยอดฝีมือรุ่นเยาว์”
“ไม่ใช่เพราะเจ้าเผลอปล่อยจิตสังหารออกมาระหว่างประลอง”
เขารู้ดี…
ตั้งแต่ยังเด็ก เขาถูกสอนมาอย่างเข้มงวดว่าความผิดพลาดใดที่ไม่อาจให้อภัย
“แต่เป็นเพราะเจ้าไม่สามารถจัดการกับเรื่องที่เกิดขึ้นได้อย่างสมบูรณ์”
“นั่นต่างหากคือสิ่งที่ข้าผิดหวังที่สุด”
แรงกดดันที่กระแทกลงมานั้นหนักหน่วงจนเขารู้สึกเหมือนลำไส้จะบิดตัวเป็นเกลียว กระเพาะของเขาเหมือนถูกบีบแน่นจนอยากจะอาเจียนออกมา
แต่ นัมกุงชอนจุนกัดฟันแน่น ใช้พลังทั้งหมดที่มีข่มกลั้นมันเอาไว้
หากเขาทรุดลงหรืออาเจียนออกมาตรงนี้…
นัมกุงจินจะโกรธเกรี้ยวจริง ๆ แน่!
ในฐานะสายเลือดของตระกูลนัมกุง เขาต้องรักษาศักดิ์ศรีและเกียรติยศของตนเองไว้ ไม่ว่าอยู่ที่ใดก็ตาม
และหากมีใครที่ทำให้ศักดิ์ศรีของนัมกุงต้องแปดเปื้อน…
พวกมันจะต้องถูกกำจัด ไม่ว่าจะด้วยวิธีการใดก็ตาม
“ด้วยเหตุนี้ ข้าจึงตัดสินลงโทษเจ้า… ให้ปิดด่านฝึกฝนอยู่ในหอชิงกึม เป็นเวลาสามเดือน เจ้าจะคัดค้านหรือไม่?”
“…ไม่มีข้อโต้แย้งขอรับ…”
ทันทีที่นัมกุงชอนจุนตอบรับ ความกดดันที่โถมทับลงมาก็หายไปในชั่วพริบตา
เขาสูดลมหายใจลึกๆ พลางพยายามควบคุมร่างกายที่ยังสั่นสะท้านอยู่
“เจ้าบอกว่าเป็น… ตระกูลกู่?”
“…ขอรับ เป็นพวกมัน”
ตระกูลกู่แห่งซานซีที่มี “นักรบพยัคฆ์” เป็นผู้นำ
หลังจากได้ฟังคำตอบ สีหน้าของนัมกุงจินเปลี่ยนไปเล็กน้อย
มันเป็นสีหน้าที่ นัมกุงชอนจุนแทบไม่เคยเห็นจากบิดามาก่อน
เป็นสีหน้าที่เขาไม่สามารถอ่านออกได้เลย!
“…ตระกูลกู่อย่างนั้นหรือ”
นัมกุงจิน พึมพำกับตัวเองก่อนจะหันหลังเดินไปยังระเบียงของห้องโถงประมุขตระกูล
ลมพัดผ่านเบาๆ ทำให้ชายเสื้อคลุมของเขาปลิวไสว เผยให้เห็นตัวอักษร “นัมกุง” ที่ถูกปักไว้อย่างสง่างาม
หลังจากตกอยู่ในความเงียบครู่หนึ่ง นัมกุงจินก็กล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“เรื่องของตระกูลกู่ จงลืมมันไปเสีย”
“ท่านพ่อ…?”
นี่เป็นครั้งแรก…
เป็นครั้งแรกที่บิดาของเขาบอกให้ ลืมเรื่องที่เกี่ยวกับความขัดแย้ง!
ทั้งที่ตลอดชีวิตที่ผ่านมา บิดาสั่งสอนให้เขาจดจำความแค้นทุกหยดเลือด ไม่ลืมเลือนแม้เพียงเสี้ยวเดียว
แล้วนี่มันหมายความว่าอย่างไร?
“เมื่อถึงวันที่เจ้ากลายเป็นประมุข เจ้าจะเข้าใจเอง”
“จนกว่าจะถึงวันนั้น อย่าริอาจแตะต้องตระกูลกู่โดยพลการ”
“…ขอรับ…”
แม้ว่าเขาจะไม่เข้าใจ แต่นัมกุงชอนจุน ก็รู้ดีว่าเขาไม่มีสิทธิ์ขัดคำสั่งของบิดา
สิ่งเดียวที่เขาทำได้คือลดศีรษะลงและรับคำ
“ยิ่งไปกว่านั้น… ในอนาคต เราอาจจะต้องเป็นครอบครัวเดียวกัน”
“…!?”
คำพูดของนัมกุงจิน ทำให้นัมกุงชอนจุนชะงัก
เขาไม่เข้าใจความหมายของประโยคนี้เลย
“…ท่านพ่อหมายความว่าอย่างไร?”
“ที่ประชุมผู้อาวุโส ได้ตัดสินใจเรื่องการแต่งงานของพี่สาวเจ้าแล้ว”
“…ท่านพ่อ!?”
เขาเผลอเปล่งเสียงออกมาด้วยความตกใจ แต่เมื่อสบเข้ากับสายตาเยียบเย็นของบิดา เขาก็รีบปิดปากของตนเองทันที
แม้มันจะเป็นเรื่องที่คาดไม่ถึง แต่นี่คือความจริงที่ไม่อาจปฏิเสธได้
แม้ว่าจะไม่มีการประกาศอย่างเป็นทางการต่อยุทธภพ แต่ในสายเลือดของประมุขตระกูล มีเพียงพี่สาวของเขาเท่านั้นที่ได้รับการยกย่องว่ามีพรสวรรค์สูงสุด
พี่สาวของเขา… หญิงงามแห่งตระกูลนัมกุง
บุปผาของตระกูลนัมกุง
หากพี่สาวของเขาได้เผยฝีมือในเวทีเช่น ชุมนุมมังกรหงส์หรือ สถาบันมังกรสวรรค์แล้วล่ะก็…
…เป็นไปได้ว่าทุกอย่างจะเปลี่ยนไป!
แน่นอนว่า ‘กระบี่ฟีนิกซ์’ จะต้องตกอยู่ในมือของพี่สาวเป็นแน่
‘…พี่สาวกำลังจะแต่งงาน?’
เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันเกินไป
นัมกุงชอนจุน ซ่อนมือที่กำลังสั่นเล็กน้อยไว้ด้านหลัง ไม่ให้บิดาสังเกตเห็น
“ปะ…เป็นการแต่งกับตระกูลใดหรือขอรับ?”
นัมกุงจิน เหลือบตามองบุตรชายของตน
ทุกอย่างอยู่ในสายตาเขา
ดวงตาที่สั่นไหว…
ลมหายใจที่ไม่เป็นจังหวะ…
ทุกสิ่งสะท้อนให้เห็นถึง ความไม่มั่นคงของบุตรชาย เขายังเป็นเพียงเด็กที่อ่อนหัด แม้แต่ความรู้สึกของตนเองยังไม่อาจควบคุมได้
แต่ในอนาคต เขาจะต้องเป็นผู้นำของตระกูลนัมกุง
ดังนั้น หากมีข้อบกพร่องจะต้องเติมเต็ม
หากมีสิ่งใดผิดพลาด จะต้องแก้ไขให้สมบูรณ์แบบ
หลังจากจ้องมองบุตรชายครู่หนึ่ง นัมกุงจิน ก็เอ่ยขึ้นอย่างช้า ๆ
และเมื่อได้ยินคำตอบจากบิดา ดวงตาของนัมกุงชอนจุนก็เบิกกว้าง
“…ว่าอย่างไรนะ?”
◇◆
กู่หยางชอน จ้องมองไปยังผู้อาวุโสสองที่เพิ่งกลับมาถึงตระกูล พร้อมกับกล่าวเรื่องไร้สาระออกมาทันทีที่มาถึง
“เมื่อครู่ท่านพูดว่าอะไรนะ?”
“ข้าบอกว่า เจ้าได้หมั้นหมายกับบุตรสาวของตระกูลนัมกุงแล้ว”
“…ว่าไงนะ?”
นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน?!
จากมณฑลเสฉวนจนถึงที่นี่ เขาใช้เวลาเดินทางมากกว่าสิบวัน…
แล้วเรื่องพรรค์นี้มันเกิดขึ้นตอนไหนกัน?!
เขาเร่งเดินทางมาตลอด เพราะต้องการไปถึงที่หมายโดยเร็ว แต่เมื่อเดินทางกลับ เขาคิดว่าคราวนี้คงไม่จำเป็นต้องรีบร้อนอีกแล้ว
เขายังต้องใช้เวลาจัดระเบียบพลังภายในที่เติบโตขึ้นอีกด้วย
แต่ทันทีที่ลากสังขารอันเหนื่อยล้ากลับมาถึงตระกูล สิ่งแรกที่เขาได้รับคือระเบิดที่ผู้อาวุโสสองโยนมาใส่หน้าตรง ๆ
“เจ้าถูกกำหนดวันหมั้นหมายแล้ว”
“…เดี๋ยว นี่ท่านพูดเรื่องอะไรอยู่?”
ข่าวที่พุ่งเข้าใส่ทันทีที่เห็นหน้ากันโดยไม่แม้แต่กล่าวคำทักทาย ทำให้เขาเผลอปล่อยสีหน้าตกตะลึงออกมาโดยไม่ตั้งใจ
เขายังไม่ทันได้ปลดสัมภาระเลยแท้ๆ แล้วนี่มันเรื่องบ้าบออะไรกัน!?
การหมั้นหมายกับตระกูลเผิงเพิ่งถูกยกเลิกไปไม่นานนี้เองไม่ใช่หรือ?
สำหรับเขา มันเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นนานมากจนแทบเลือนลางไปแล้ว แต่ตามเส้นเวลาในชีวิตนี้ มันเพิ่งผ่านไปได้ไม่นาน
แล้วจู่ ๆ จะให้เขาหมั้นหมายอีกครั้ง?
‘…มันไม่มีเรื่องแบบนี้ในชาติก่อนเลยนี่?’
หลังจากยกเลิกการหมั้นกับเผิงอาฮี แล้วชาติก่อนของเขาก็ไม่เคยมีการหมั้นหมายครั้งใหม่อีกเลย
ไม่ใช่เพราะเขาไม่ต้องการ… แต่เพราะชื่อเสียงของเขากระจายไปทั่วจนไม่มีใครอยากผูกสัมพันธ์กับ ‘หมาบ้า’ อย่างเขาต่างหาก!
ในชาตินี้ เขาก็คิดว่าผลลัพธ์คงจะเหมือนเดิม
แต่ ทำไมจู่ๆ เรื่องนี้ถึงเกิดขึ้นได้?
ใบหน้าของเขาค่อยๆ หย่อนคล้อยราวกับกำลังละลาย เขาหันไปพูดกับผู้อาวุโสสองด้วยน้ำเสียงปนเปกับความเหนื่อยล้า
“ท่านอาวุโส ข้ากลับมาอย่างอ่อนล้ามาก ท่านคิดว่าเรื่องแบบนี้เป็นเรื่องล้อเล่นหรือไร…?”
“บังอาจ! เจ้าเห็นว่าข้าจะแกล้งเจ้าเล่นได้หรือ!?”
“แต่ท่านก็ทำแบบนั้นเป็นประจำไม่ใช่หรือ?”
…หรือว่ามันจะเป็นเรื่องจริง?
‘…นี่มันซวยแล้ว’
มีบางอย่างผิดพลาดแน่ ๆ
ใบหน้าของวีซอลอาผุดขึ้นมาในหัวเขาเพียงเสี้ยววินาที แต่เขาก็รีบสะบัดความคิดนั้นทิ้งไปทันที
“…ถ้ามันเป็นเรื่องจริง ข้าหมั้นกับใคร?”
ขณะที่พูดไป รายชื่อบุตรสาวของตระกูลต่างๆ ที่พอจะรู้จัก ก็ไหลผ่านสมองอย่างรวดเร็ว
เผิงอาฮีถูกตัดออกไปแน่นอน เพราะการหมั้นนั้นถูกยกเลิกไปแล้ว
เก้าสำนักใหญ่นั้น เขาไม่ค่อยรู้จักเท่าไร
อยู่ๆ ภาพของหญิงบ้าแห่งตระกูลมู่หยงก็ผุดขึ้นมาในหัว แต่ยัยบ้านั่นเป็นพวกเสียสติที่ทั้งชาติก่อนก็วิ่งไล่ตาม “มังกรอสนี” ไม่หยุด หญิงบ้าคนนั้นคงตัดออกไปได้
แน่นอนว่ายังมีสตรีมากมายที่ไม่ได้อยู่ในสี่ตระกูลสูงศักดิ์
แต่เขาแทบไม่รู้จักพวกนางเลย
ถ้าจะให้เดา… หรือว่าจะเป็นถังโซยอล?
ในชาติก่อน ถังโซยอลไม่เคยหมั้นหมายหรือแต่งงานกับผู้ใด ดังนั้นไม่น่าจะเป็นไปได้
‘…แถมยัยนั่นยังให้ยาพิษเป็นของขวัญอีกต่างหาก’
คิดไปคิดมา… เรื่องนี้มันชักจะยุ่งเหยิงไปหมด
เขาไม่มีทางจับต้นชนปลายได้เลย
‘ไอ้เรื่องที่มันเริ่มพันกันยุ่งเหยิงนี่มันเริ่มมาจากตรงไหนกันแน่?’
‘ตอนนี้มันเยอะเกินไปจนข้าจับจุดไม่ได้แล้ว…’
“ถ้าเจ้าถามว่าที่เป็นไหนล่ะก็…”
ผู้อาวุโสสอง เอานิ้วก้อยแคะหูพลางพูดอย่างไม่ใส่ใจ ราวกับว่ามันเป็นเรื่องเล็กน้อย
“ตระกูลนัมกุง”
“…ว่าไงนะ?”
คำพูดนั้นทำให้เขาถามซ้ำโดยอัตโนมัติ
อะไรนะ… ตระกูลไหนนะ?
“เมื่อครู่ท่านพูดว่าอะไรนะ?”
“กู่หยางชอน ข้าบอกว่า เจ้าหมั้นหมายกับบุตรสาวของตระกูลนัมกุงแล้ว”
“…หา?”
นัมกุง?
หรือว่ามันจะมี ตระกูลนัมกุงอื่นที่ข้าไม่รู้จัก?
บางทีอาจจะเป็น “นัมกุงชอนกา” หรือ “นัมกุงมยองกา” อะไรทำนองนั้นก็ได้?
ขอให้เป็นแบบนั้นทีเถอะ…!
ในบรรดาบุตรของประมุขตระกูลนัมกุง มีบุตรีเพียงคนเดียวเท่านั้น
“ชื่อของนาง… นัมกุงบีอาใช่หรือไม่นะ? พวกผู้อาวุโสของตระกูลนัมกุงทำเหมือนกับว่านางเป็นของล้ำค่า ไม่อยากปล่อยให้ออกไปเลยด้วยซ้ำ ดังนั้นข้าจึงต้องออกแรงไปไม่น้อย”
…ชิบ…
โลกใบนี้มันไม่เคยเป็นไปตามที่ข้าหวังเลยจริง ๆ
ข้าถามจริง ๆ เถอะ ท่านไปออกแรงทำบ้าอะไรถึงไปเอาเรื่องแบบนี้มาได้?!
‘ข้า… ต้องหมั้นหมายกับยัยบ้านั่น?’
ทำไม? เกิดอะไรขึ้น?
แล้วมันกลายเป็นว่าชื่อของนัมกุงบีอาโผล่มาได้ยังไง!?
ข้ากำลังช็อกจนแทบทรงตัวไม่อยู่ แต่อาวุโสสองกลับพูดต่ออย่างหน้าตาเฉย
“เอาเถอะ เรื่องนั้นเอาไว้ทีหลัง เจ้าค่อยไปถามประมุขตระกูลด้วยตัวเอง แต่ตอนนี้มีเรื่องสำคัญกว่านั้น”
“…เดี๋ยวก่อนนะท่านอาวุโส เรื่องนั้นมันไม่สำคัญได้ยังไง!?”
อะไรจะสำคัญไปกว่าข้าที่กำลังจะถูกจับแต่งงานกับยัยบ้าโรคจิตนั่นกัน!?
ข้ายังไม่ทันได้เอ่ยปากโวยวายมากกว่านี้ แต่อะไรบางอย่างที่อาวุโสสองพูดออกมากลับทำให้ข้าต้องกลืนคำพูดทั้งหมดกลับลงคอ
“พี่สาวของเจ้ากลับมาแล้ว”
“…ว่าไงนะ?”
ข้าตัวแข็งทื่อไปทันที
“กระบี่ฟีนิกซ์ กู่ฮุยบี”
“ยอดฝีมือรุ่นเยาว์อันดับหนึ่ง”
“พี่สาวของข้า กลับมาแล้ว?”
อาวุโสสองตบไหล่ข้าเบาๆ พลางหัวเราะอย่างพึงพอใจ
“พี่สาวเจ้ากลับมา ก็เอาแต่ถามหาเจ้าทันที ดูเหมือนว่านางจะคิดถึงเจ้าไม่น้อยเลย สายสัมพันธ์ของพวกเจ้าช่างแน่นแฟ้น น่ายินดีจริง ๆ”
“ตอนนี้นางอยู่ที่ตำหนักประมุข รีบไปหานางเถอะ…”
“…หยางชอน?”
ข้าไม่ได้รอฟังจนจบ
มีเพียงความคิดเดียวที่แล่นเข้ามาในหัวข้าในตอนนี้
‘เวรแล้ว ต้องหนีเดี๋ยวนี้!’
เรื่องหมั้นหมายบ้า ๆ นั่นช่างหัวมันก่อน!
ตอนนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ—ข้าต้องหนีให้พ้นก่อนที่พี่สาวจะเจอข้า!