สหายวัยเยาว์ของจอมยุทธ์อันดับหนึ่งในใต้หล้า - บทที่ 43 กระบี่ฟีนิกซ์ (3)
เหตุใดวีซอลอาจึงต้องปรากฏตัวขึ้นในช่วงเวลานี้กัน…
ยิ่งไปกว่านั้น เหตุใดนางจึงถือซาลาเปาไว้ในมือ?
“คุณชาย! ข้านำซาลาเปามาให้เจ้าค่ะ!”
อ่า… เพราะข้าเองสินะ
นางคงได้ยินข้าพึมพำเบาๆ ระหว่างนั่งมาในรถม้าว่า ‘อา…อยากกินซาลาเปาจัง’
หากเป็นเช่นนั้น ใจของนางก็นับว่าน่าชื่นชมอยู่หรอก… แต่ว่าตอนนี้สถานการณ์มันไม่ค่อยเหมาะนัก
เพราะข้ายังไม่รู้เลยว่าจะจัดการกับหมูป่าพ่นไฟนี่อย่างไรดี
“คุณชาย…? ไยท่านถึงอยู่ในท่านั้นกันเจ้าคะ?”
วีซอลอาเอียงศีรษะถามข้าด้วยความสงสัย
จริงด้วย… ข้าเองก็อยากรู้เหมือนกันว่าทำไมตัวข้าถึงต้องอยู่ในสภาพนี้
ข้าพยายามจะยันตัวขึ้นเล็กน้อย ยืดเข่าขึ้น แต่แล้ว…
“น้องชาย”
ราวกับรอจังหวะนี้อยู่แล้ว เสียงของกู่ฮุยบีก็ดังขึ้น
ด้วยเหตุนี้ ข้าจึงต้องชะงักไว้กลางคัน โดยที่ยังเหยียดเข่าออกได้เพียงครึ่งเดียว
“นางนั่นเป็นใครกัน?”
สายตาคมกริบของกู่ฮุยบีจ้องเขม็งไปยังวีซอลอา
ข้าไม่อาจคาดเดาได้เลยว่าสตรีที่มีอารมณ์ร้อนดั่งเปลวไฟผู้นี้คิดจะทำสิ่งใด
กู่ฮุยบีก้าวเข้าหาวีซอลอาไปหนึ่งก้าว
ฟู่ม!
ข้าหมุนเวียนพลังเคล็ดเพลิงอัคคีเก้ากงล้อเพื่อโอบล้อมร่างกายของตนในทันที
ข้าไม่ได้คิดว่ากู่ฮุยบีจะลงมือทำสิ่งใดหรอก
แม้แต่ในชีวิตที่แล้ว นางก็เป็นคนที่ไม่ลงมือโดยพลการ แม้จะเกิดเรื่องใดขึ้นก็ตาม
แต่ถึงอย่างไร ข้าก็ไม่อาจมองข้ามเรื่องนี้ไปได้… เพราะ ‘ความเป็นไปได้’ เพียงเล็กน้อยนั้น อาจสำคัญอย่างยิ่งสำหรับข้า
แววตาของกู่ฮุยบีไหววูบ
ท่าทีของนางเหมือนกำลังคิดจะทำบางอย่าง ข้าจึงเตรียมตัวปกป้องวีซอลอาไว้ก่อน—
“อึก!”
บ้าเอ๊ย…
เร็วเกินไป!
การเคลื่อนไหวของกู่ฮุยบีนั้นรวดเร็วกว่าที่ข้าคาดไว้มาก
นางพุ่งเข้าประชิดวีซอลอาด้วยความเร็วมหาศาล แล้วใช้สองมือคว้าจับแก้มของนางเอาไว้
วีซอลอาร้องเสียงแปลกออกมาด้วยความตกใจ แต่กู่ฮุยบีกลับดูเหมือนถูกบางสิ่งครอบงำ นางเริ่มขยำแก้มของวีซอลอาราวกับกำลังหมกมุ่นกับความนุ่มนิ่มนั้น
“…ไม่น่าเชื่อเลยว่าแก้มจะดูนุ่มขนาดนี้ ไม่สิ… ไม่ใช่แค่ดูนุ่ม แต่มันก็นุ่มจริง ๆ…”
“อึก…! อ๊าย! คุณชาย! ช่วยข้าด้วย…!”
“…”
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกะทันหันทำให้ข้าไม่รู้จะพูดอะไรออกไปดี ข้าควรจะถือว่าโชคดีหรือไม่กันนะ…?
ข้าควรห้ามนางหรือเปล่า?
อย่างน้อยก็เป็นเรื่องดีที่ดูเหมือนกู่ฮุยบีไม่ได้คิดจะทำร้ายวีซอลอา
…แต่ถ้านี่ไม่นับเป็นการรังแก ก็ไม่รู้จะเรียกอะไรแล้ว
แก้มของวีซอลอาถูกกู่ฮุยบีดึงยืดไปมาอย่างไร้ความปรานี
ข้าพยายามไม่สนใจเสียงร้องน่าสงสารของนาง แล้วขยับตัวเข้าไปหา
ราวกับพึงพอใจมากพอแล้ว กู่ฮุยบีจึงปล่อยมือจากแก้มวีซอลอาในที่สุด
“เด็กน้อยนี่เป็นสาวใช้ของน้องชายหรือ?”
“ใช่”
“ข้าเอานางไปได้ไหม?”
“ไม่ได้”
คำตอบของข้าหลุดออกไปอย่างเฉียบขาดโดยไม่ต้องคิด กู่ฮุยบีดูจะประหลาดใจกับความเด็ดขาดของข้าเล็กน้อย
จากนั้น นางยกมุมปากขึ้น
เมื่อใบหน้านั้นละม้ายคล้ายท่านพ่อ และมุมปากยกขึ้นเช่นนี้ ยิ่งทำให้ดูน่ากลัวยิ่งกว่าเดิม
“น่าสนใจจริง ๆ”
ในขณะที่กล่าวออกมา กู่ฮุยบีก็โอบล้อมร่างกายด้วยพลังปราณไปแล้วโดยไม่รู้ตัว
ร้อน…
ชัดเจนว่า ความร้อนนี้แตกต่างจากกู่ยอนซอและกู่จอลยอบอยู่หลายขั้น
เพียงแค่ไอความร้อนที่แผ่ออกมาสัมผัสผิว ข้าก็ต้องขมวดคิ้วโดยไม่รู้ตัว
‘ช่องว่างระหว่างพลังระดับห้าดารา นับว่าสูงส่งยิ่งนัก’
ตอนนี้ข้ากำลังอยู่ในระดับสี่ดารา และหากสามารถฝึกฝนร่างกายร่วมไปด้วย ข้าก็จะสามารถพัฒนาเคล็ดเพลิงอัคคีเก้ากงล้อไปถึงระดับนี้ได้ในเวลาอันสั้น
เมื่อถึงตอนนั้น อย่างน้อยข้าก็คงไม่ต้องทนโดนกระทำฝ่ายเดียวอีกต่อไป
ปัญหาคือ…การฝึกฝนเพื่อทะลวงไปถึงห้าดารานั้น นับเป็นอีกเรื่องหนึ่งโดยสิ้นเชิง
ระดับห้าดาราเป็นจุดเริ่มต้นที่แท้จริงในการเผยศักยภาพของเคล็ดเพลิงอัคคีเก้ากงล้อ
ไม่เพียงต้องใช้การฝึกอย่างหนักหน่วง แต่ยังต้องอาศัยความเข้าใจและการตระหนักรู้ขั้นสูง
ในระดับนี้ ผู้ฝึกจะสามารถใช้พลังปราณสีแดงเข้มห่อหุ้มร่างกายได้อย่างสมบูรณ์
เป็นช่วงเวลาที่เคล็ดวิชาแทรกซึมเข้าสู่ร่างกายจนทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัด
กู่ฮุยบีกำลังอยู่ที่จุดนั้นพอดี
เส้นผมของนางเริ่มแฝงประกายสีแดงอ่อน ขณะที่ดวงตาค่อย ๆ ถูกย้อมไปด้วยสีชาด
ตลอดเวลาที่ผ่านมา ข้าต้องใช้กระบวนท่าเกินระดับของตนเองเพียงเพื่อเอาตัวรอด
ทว่า…เมื่อต้องมาเผชิญหน้ากับกู่ฮุยบีที่แท้จริง ผู้บรรลุระดับห้าดารา ข้าไม่มีทางเอาชนะนางได้เลย
“เจ้าปฏิเสธข้าอย่างไม่ลังเลเลยนะ น้องชาย”
เส้นผมของกู่ฮุยบีปลิวไสวไปตามความร้อนที่แผ่กระจายออกมา
พลังปราณที่พุ่งเข้ามาหมายจะหลอมละลายข้านั้นรุนแรงราวกับเปลวเพลิง ทว่าด้วยการหมุนเวียนพลังปราณ ข้าก็สามารถทานทนมันไว้ได้อย่างฉิวเฉียด
กู่ฮุยบียืนจ้องข้านิ่ง
นางกำลังคิดอะไรอยู่กันแน่?
ข้าค่อย ๆ พาวีซอลอาหลบไปอยู่ด้านข้างอย่างเงียบ ๆ
“นางเป็นไปไม่ได้”
เพียงคำพูดของข้า คิ้วของกู่ฮุยบีก็กระตุกไหว นางดูไม่สบอารมณ์นัก
จากนั้น นางเร่งพลังปราณให้แผ่ออกมาเพิ่มขึ้น ทำให้แรงกดดันในอากาศยิ่งทวีความหนักหน่วง
ข้าเองก็ไม่ยอมแพ้ เร่งพลังปราณของตนขึ้นเช่นกัน
สิ่งที่น่าประหลาดใจคือ ตามปกติข้าควรจะถูกพลังของนางบดขยี้จนหายใจไม่ออก แต่ในทางกลับกัน ข้ากลับสามารถผลักดันมันออกไปได้ง่ายกว่าที่คิด
‘…จะว่าเป็นการผลักออกไป ก็คงไม่ใช่ ดูเหมือนจะเป็นการปล่อยให้มันไหลผ่านไปเสียมากกว่า?’
เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้กัน?
โดยปกติ เคล็ดวิชาของตระกูลกู่เป็นศาสตร์ที่ดุดันและทำลายล้างสูง
แต่สิ่งที่ข้ากำลังทำในตอนนี้ ไม่ใช่การทำลายหรือปัดป้องพลังปราณของกู่ฮุยบีแต่อย่างใด
ข้ากำลัง ‘ไหลผ่าน’ มันไป
รูปแบบเช่นนี้… คล้ายกับวิชายุทธ์ของสำนักบู๊ตึ๊ง
ข้าไม่ใช่เพียงผู้เดียวที่รู้สึกถึงความแตกต่างนี้ เพราะดวงตาของกู่ฮุยบีฉายแววแปลกใจ
ไม่นาน ไอความร้อนที่ครอบคลุมรอบบริเวณก็จางหายไป เป็นเพราะกู่ฮุยบีถอนพลังปราณกลับเข้าสู่ร่างของนางเอง
“…นี่เป็นฝีมือของผู้อาวุโสสองหรือ?”
กู่ฮุยบีชี้มาทางข้าพลางเอ่ยถาม
คนแบบข้านี่มันอะไรกัน… นางช่างหยาบคายเสียจริง
ผู้อาวุโสสองเพียงแค่ยักไหล่ ก่อนตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
“ข้าไม่ได้ทำสิ่งใดเลย”
“…แต่เพียงแค่ไม่กี่เดือน เจ้ากลับเปลี่ยนไปถึงเพียงนี้งั้นหรือ?”
กู่ฮุยบีมองข้าด้วยแววตาเปี่ยมด้วยความสนใจ
สายตานั้นช่างทำให้ข้ารู้สึกอึดอัดยิ่งนัก
ก็แน่ละ…ในเวลาไม่ถึงปี ข้าสามารถฝึกฝนจนพัฒนาเคล็ดวิชาไปถึงระดับสามดาราได้ จะไม่ให้ผู้คนประหลาดใจได้อย่างไร?
‘…ข้าเองก็ไม่คิดว่ามันจะเป็นเช่นนี้เหมือนกัน’
เป้าหมายเดิมของข้าคือการบรรลุระดับสามดาราภายในปีนี้
แต่หากนับรวมประสบการณ์ที่ข้าได้จากการเดินทางไปเสฉวนแล้ว ก็เท่ากับว่าข้าสามารถเร่งให้ถึงเป้าหมายนั้นได้เร็วขึ้นถึงครึ่งปี
กู่ฮุยบีแค่นเสียง “ฮึ” ออกมาเบา ๆ ก่อนจะกล่าวกับข้า
“ท่านประมุขเรียกหา รีบไปได้แล้ว”
“…ธุระของท่านจบแล้วหรือ?”
หรือนางแค่แวะมาขู่ข้าเล่น? นางคิดว่าตัวเองเป็นไก่ชนหรืออย่างไร… อืม หรืออันที่จริงนางก็อาจจะเป็นเช่นนั้นก็ได้
“เดิมทีข้าก็ตั้งใจจะอบรมเจ้าสักหน่อย เพราะไม่ได้เจอกันนาน… แต่ตอนนี้หมดอารมณ์แล้ว”
กู่ฮุยบีโบกมือไล่ข้าไปอย่างไม่ใส่ใจ
พอมาคิดดูแล้ว… นี่มันที่พักของข้านี่นา?
ท่าทีแบบนั้นทำให้ข้าอยากลองขัดขืนดูสักครั้ง แต่พอคิดว่านางเป็น “หมูป่าคลั่ง” ที่อาจจะทำให้ข้าตายได้หากดื้อดึง ข้าก็เลือกที่จะยอมเดินออกไปโดยดี
“อ้อ น้องชาย”
ข้าหันกลับไปตามเสียงเรียกของกู่ฮุยบี
นางสบตากับข้า ก่อนจะสะบัดมือโยนบางสิ่งมาทางข้า
ข้ายื่นมือออกไปคว้ามันไว้ได้ทันที
มันคือ ถุงเครื่องรางใบเล็ก
“ของฝากจากการเดินทาง”
“นี่คืออะไร?”
“ห้อยไว้ที่เอวให้เรียบร้อยล่ะ ถ้าไม่ทำ ข้าจะลงโทษเจ้า”
ข้าเปิดถุงเครื่องรางออกดู ข้างในบรรจุลูกแก้วสีเหลืองเม็ดหนึ่ง
นี่มันอะไร? ศิลาอสูรหรือ?
ไม่น่าจะใช่…
เพราะข้าสัมผัสถึงพลังพิเศษใด ๆ จากมันไม่ได้เลย
ขณะที่ข้ากำลังพลิกดูถุงเครื่องรางไปมา กู่ฮุยบีกล่าวขึ้น
“ก็แค่ของที่พ่อค้าเร่บอกว่าเป็นยันต์นำโชค ข้าเลยซื้อมาก็เท่านั้น อย่าพูดมากแล้วห้อยมันไว้ดีๆ ซะ”
หากแปลความหมายที่แท้จริงของคำพูดนี้… ก็คือ ของกระจุกกระจิกไร้ค่า นั่นเอง
ข้าขมวดคิ้วเล็กน้อยอย่างไม่แน่ใจ แต่เมื่อเห็นว่านางเริ่มทำสีหน้าไม่พอใจพร้อมกล่าวว่า “ถ้าไม่ทำ ข้าจะลงโทษเจ้าอีกรอบ”
…ข้าจึงค่อยๆ หยิบมันขึ้นมาห้อยไว้ที่เอวโดยไม่อิดออด
คงไม่มีเจตนาไม่ดีอะไรอยู่เบื้องหลังหรอก
ข้ารู้ดีว่ากู่ฮุยบีไม่ได้เป็นคนเช่นนั้น
“อ้อ… ถ้าเจ้าทำมันหาย ข้าจะพับร่างเจ้าคว่ำครึ่งเลย รู้ไว้ซะ”
“…”
…หรือว่าข้าคิดผิด?
หลังจากที่กู่หยางชอนถูกบีบบังคับให้ไปพบท่านประมุขตระกูล
กู่ฮุยบียังคงอยู่ และเอ่ยถามผู้อาวุโสสองอีกครั้ง
“ท่านแน่ใจหรือว่าไม่ได้เป็นผู้ทำอะไรบางอย่าง?”
“ข้ายืนยันว่าข้าไม่ได้ทำ”
ผู้อาวุโสสองไม่ได้เป็นคนที่โกหกง่าย ๆ
นางรู้จักบุคลิกของเขาเป็นอย่างดี
หากเป็นคำพูดที่ออกจากปากเขา ก็ย่อมเป็นสิ่งที่น่าเชื่อถือ
ทว่า…
“เมื่อฤดูหนาวปีก่อน ข้ายังเห็นเจ้าเด็กนั่นอยู่แค่ระดับหนึ่งดาราเท่านั้น”
หนึ่งดารา—เป็นระดับที่สามารถเข้าถึงได้เพียงแค่ฝึกฝนพื้นฐานของ เคล็ดเพลิงอัคคีเก้ากงล้อ
ในตอนนั้น กู่หยางชอนยังอยู่แค่ระดับนั้น
แม้ว่าจะเข้าสู่เส้นทางของวิชาตระกูลมาได้หลายปีแล้วก็ตาม
แม้กระทั่งช่วงที่นางต้องออกไปทำภารกิจระยะยาว สถานการณ์ก็ยังไม่เปลี่ยนแปลง
เขายังไม่สามารถควบคุมพลังปราณร้อนออกมาได้อย่างมั่นคง กระทั่งพื้นฐานการเคลื่อนไหวของเขาก็ยังไม่สมบูรณ์แบบด้วยซ้ำ
เมื่อเทียบกับกู่ยอนซอ ผู้ที่เกิดห่างกันเพียงปีเดียวแล้ว นับว่าเป็นความแตกต่างราวฟ้ากับดิน
แต่ตอนนี้ล่ะ?
‘เขาสามารถก้าวไปถึงระดับนั้นได้อย่างไรในเวลาเพียงเท่านี้กัน?’
ตั้งแต่ได้ยินข่าวว่าเขาเอาชนะกู่ยอนซอได้ ข้าก็รู้สึกแปลกใจอยู่แล้ว
แรกเริ่ม ข้าคิดว่าอาจเป็นเพียงเรื่องบังเอิญ
บางทีวันนั้นกู่ยอนซออาจอยู่ในสภาพร่างกายที่ไม่สมบูรณ์
อาจเป็นเพราะโชคชะตาเล่นตลก จนทำให้เกิดปาฏิหาริย์ขึ้น
ทว่าต่อมา เมื่อข้าได้ยินว่ากู่ยอนซอถึงกับเลือกปิดด่านฝึกตนทันทีหลังจากกลับมา
เช่นนี้ย่อมหมายความว่ามีบางสิ่งเกิดขึ้นจริง ๆ
เพียงแค่ดูเผินๆ ก็เห็นชัดแล้วว่ากู่หยางชอนอยู่ที่ระดับสามดารา
แม้ว่าจะยังไม่ถึงสี่ดารา แต่ก็ถือว่าก้าวหน้าไปมาก
ด้วยระดับพลังของเขาตอนนี้… สี่ดาราคงอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม
แม้แต่ตัวข้าเอง เมื่ออยู่ในวัยเดียวกับเขา ข้าก็สามารถก้าวมาถึงระดับสามดาราและใช้เวลาไม่นานนักในการทะลวงไปสี่ดารา
แต่การพัฒนาของกู่หยางชอนไม่ใช่เรื่องของการฝึกฝนตามปกติ นี่เป็นเรื่องของ “ความเร็วในการเติบโต” ที่ผิดธรรมดา
ไม่เพียงแต่กู่ยอนซอ แม้แต่ตัวข้าเองก็ไม่เคยเติบโตได้รวดเร็วขนาดนี้
แต่ว่า…เด็กคนนั้นกลับสามารถพัฒนาไปถึงระดับนี้ได้ภายในเวลาเพียงไม่กี่เดือน…
“น่าทึ่งใช่หรือไม่?”
เป็นคำถามจากผู้อาวุโสสอง
“ข้าจะไม่ประหลาดใจได้อย่างไรกัน?”
“แม้แต่ข้าเองก็ยังต้องตกตะลึง ข้ามิได้คาดคิดว่าเด็กคนนั้นจะมีศักยภาพสูงถึงเพียงนี้”
เมื่อต้องแจ้งข่าวเรื่องการแต่งงานให้กู่หยางชอนทราบ ผู้อาวุโสสองต้องใช้ความพยายามอย่างมากในการปิดบังความประหลาดใจที่เกิดขึ้น
‘พลังปราณที่เขาสะสมไว้…แข็งแกร่งขึ้นมากเกินไปแล้ว’
ที่เสฉวน…เขาไปพบเจออะไรกันแน่ จึงเปลี่ยนไปได้ถึงเพียงนี้?
แม้เพียงช่วงเวลาสั้นๆ ที่เขากลับมา ข้าก็ยังตกตะลึงกับความเปลี่ยนแปลงของเขา
ราวกับว่าเขาได้รับโอสถวิเศษที่ซ่อนเร้นอยู่
แม้ปริมาณพลังภายในของเขาจะเพิ่มขึ้น แต่ก็ไม่ได้เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลจนน่าฉงน
ทว่า…สิ่งที่เปลี่ยนไปมากที่สุด กลับเป็นคุณภาพของพลังที่เขามีอยู่
แต่ไหนแต่ไร ปริมาณพลังภายในที่กู่หยางชอนมีอยู่นั้นถือว่าน้อย เมื่อเทียบกับผู้อื่น
ดังนั้นแม้มันจะเพิ่มขึ้น ก็แค่ดูเหมือนว่ามีมากขึ้นกว่าเดิม
อย่างไรก็ตาม…หากไม่นับเรื่องของปริมาณ สิ่งที่แตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิงก็คือ คุณภาพของพลังภายใน
เพียงแค่พิจารณาจากการที่เขาสามารถปล่อยพลังปราณให้ไหลผ่านไอร้อนของกู่ฮุยบีได้โดยไม่ถูกกดทับ ก็มากพอให้เข้าใจได้แล้วว่า… พลังของเขานั้น เปลี่ยนแปลงไปในระดับที่น่าตกใจ
‘ที่เสฉวน…มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?’
ใจหนึ่งข้าอยากจะโยนทุกอย่างทิ้ง แล้วตามไปตรวจสอบให้รู้แจ้ง
แต่หน้าที่ที่ข้าต้องรับผิดชอบมีมากเกินไป
ทั้งเรื่องการหมั้นหมายกับตระกูลนัมกุง
และเรื่องที่เกี่ยวข้องกับ “ศรัทธา” ที่ข้ายังไม่อาจเพิกเฉยได้
“รู้สึกเหมือนเราพลาดเรื่องสำคัญบางอย่างไปเสียแล้ว น่าอึดอัดจริง”
“แล้วเด็กคนนี้…”
กู่ฮุยบีหันมองหาวีซอลอาที่เมื่อครู่ยังยืนอยู่ข้าง ๆ
“…ไปไหนแล้ว?”
เมื่อครู่ยังอยู่ตรงนี้แท้ ๆ
“มีอะไรหรือ?”
“เปล่าเจ้าค่ะ แค่สาวใช้ที่อยู่เมื่อครู่นี้”
“อ้อ นางเพิ่งเข้ามาเป็นสาวใช้ได้ไม่กี่เดือน เป็นเด็กที่ยังไม่รู้ความมากนัก เจ้าไม่ต้องสนใจให้มาก”
“เข้าใจแล้ว…แต่…”
โดยปกติแล้ว กู่ฮุยบีไม่ได้เป็นคนที่ให้ความสำคัญกับพฤติกรรมของสาวใช้
แต่ในสายตาของนาง วีซอลอาดู “แปลกประหลาด”
เป็นความรู้สึกที่ยากจะอธิบายได้ชัดเจน
ตอนที่นางอยู่ใกล้วีซอลอา จึงอดไม่ได้ที่จะสัมผัสและตรวจสอบดู
แต่สุดท้ายแล้ว ก็ไม่พบสิ่งใดผิดปกติ
“หรือข้าคิดไปเอง…?”
มันเป็นเรื่องประหลาด
ที่ผ่านมา นางกรำศึกในแนวหน้า ต้องรับมือกับสัตว์อสูรปีศาจนับไม่ถ้วน
ประสาทสัมผัสของนางจึงยังคงเฉียบแหลมเป็นพิเศษ
แต่ถึงอย่างนั้น…เหตุใดความรู้สึกแปลกๆ นี้ถึงยังคงอยู่กัน?
แต่ข้าไม่ทันสังเกตเลยว่าสาวใช้ที่อยู่ข้างๆ ได้หายตัวไป… ทั้งที่กลับรู้สึกถึงบางสิ่งแปลกประหลาดจากนางงั้นหรือ?
‘…หรือบางทีข้าอาจจะระแวงเกินไปจนคิดไปเอง?’
เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมา ข้าต้องใช้ชีวิตด้วยความระมัดระวัง คิดเผื่อถึงทุกสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น จึงอาจทำให้ข้าใส่ใจในเรื่องเล็กๆ น้อย ๆ มากเกินไป
แต่ทางด้านผู้อาวุโสสองกลับรู้สึกประหลาดใจยิ่งกว่า
‘นางสามารถสัมผัสมันได้หรือ…?’
ด้วยระดับพลังของกู่ฮุยบีในตอนนี้ นางยังไม่อาจจับสังเกตถึงความผิดปกติของวีซอลอาได้อย่างชัดเจน
แต่ถึงอย่างนั้น ด้วยสัมผัสที่เฉียบแหลมและการรับรู้ของนางที่ถูกฝึกฝนจนถึงขีดสุด ก็สามารถตรวจจับสิ่งนั้นได้แม้เพียงเล็กน้อย
“พวกเจ้าสองคน ช่างเป็นอัจฉริยะเหนือธรรมดาจริงๆ ทั้งเจ้ากับหยางชอน”
“ท่านว่าอะไรนะ?”
“ไม่มีอะไร”
ผู้อาวุโสสองโบกมือเลี่ยง ก่อนจะกล่าวต่อ
“แต่เจ้าก็เกินไปจริงๆ นะฮุยบี พึ่งกลับมา ก็มาหาหยางชอนก่อนเลย”
“…เรื่องนี้ไม่น่าจะใช่สิ่งที่ท่านควรพูดนะเจ้าคะ”
กู่ฮุยบียกมือขึ้นเกาศีรษะเล็กน้อย คล้ายจะรู้สึกกระดากอาย
ในเวลานี้ แทบทุกคนในตระกูลได้หันหลังให้กับกู่หยางชอนไปแล้ว
ท่านพ่อของเขา “นักรบพยัคฆ์” นั้น แทบไม่เคยใส่ใจเขาแม้แต่น้อย
พี่สาวคนรอง กู่ยอนซอก็ละทิ้งเขาไปนานแล้ว
ส่วนคนสุดท้อง…
‘เรื่องนั้นค่อยว่ากันทีหลัง’
ในบรรดาผู้คนในตระกูล มีเพียงกู่ฮุยบีและผู้อาวุโสสองเท่านั้นที่ยังคงพยายามเข้าไปหากู่หยางชอนเพื่อชี้แนะและดุด่าว่ากล่าว
“เจ้าควรทำตัวให้ใจดีขึ้นกว่านี้หน่อยดีไหม?”
ผู้อาวุโสสองกล่าวด้วยรอยยิ้มจาง ๆ
“ถ้าพูดดี ๆ เขาก็ไม่ฟังหรอก ท่านก็รู้ดีมิใช่หรือ?”
“…อืม”
แม้ว่าช่วงนี้กู่หยางชอนจะดูเปลี่ยนไปบ้าง แต่เรื่องนี้ก็เป็นสิ่งที่แม้แต่ผู้อาวุโสสองเองก็ไม่อาจปฏิเสธได้
แม้เขาจะเงียบลงกว่าเดิมเล็กน้อย ทว่านิสัยอวดดีและความกวนประสาทอันเป็นเอกลักษณ์ของเขายังไม่หายไปเสียทีเดียว
แม้วิธีการของกู่ฮุยบีจะดูเกินไปอยู่บ้าง แต่ก็เป็นเรื่องเข้าใจได้
ผู้อาวุโสสองกระแอมไอเล็กน้อยก่อนจะกล่าวต่อ
“แต่ถึงอย่างนั้น เจ้าจะหาเรื่องตำหนิน้องชายเพียงเพราะเรื่องการหมั้นหมาย มันก็เกินไปหน่อยกระมัง?”
“….”
“แน่นอนว่าในมุมของเจ้า มันอาจจะเป็นเพียงการแสดงออกก็จริง…”
“….”
“…ฮุยบี?”
“จะ…เจ้าคะ! แน่นอน ทุกอย่างเป็นแค่การแสดง”
กู่ฮุยบีแสร้งยิ้มตอบ แต่ขอบตาของนางกลับกระตุกเล็กน้อย
ผู้อาวุโสสองมองดูท่าทางนั้น ก่อนจะพยักหน้าอย่างเข้าใจ
นางคงเหนื่อยล้าเป็นธรรมดา
ไม่มีทางที่นางจะหงุดหงิดจริงจังเพียงเพราะน้องชายของนางกำลังจะแต่งงาน
ไม่มีทางเป็นไปได้… ใช่ไหม?
แม้จะคิดเช่นนั้น แต่ผู้อาวุโสสองก็แสร้งทำเป็นมองข้ามท่าทีแปลก ๆ ของกู่ฮุยบีไป
◇◆
ขณะเดียวกัน ณ ตำหนักของประมุขตระกูล
“ข้าได้ยินมาว่าเจ้าหักแขนของมังกรอัสนี งั้นรึ?”
“หา? เปล่าหักเสียหน่อย… ก็แค่ทำให้มันแหลกไปนิดเดียวเอง…”
กู่หยางชอนกำลังตกอยู่ในสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดในชีวิตของเขา