สหายวัยเยาว์ของจอมยุทธ์อันดับหนึ่งในใต้หล้า - บทที่ 46 กระบี่ฟีนิกซ์ (6)
ความทรงจำในวัยเยาว์ย่อมเลือนรางไปตามกาลเวลา นั่นเป็นเรื่องธรรมดาของมนุษย์ ต่อให้กู่ฮุยบีเป็นผู้ฝึกยุทธ์ที่มีพลังภายใน ก็หาได้แตกต่างจากผู้อื่นมากนัก
ทว่ามีเรื่องหนึ่งที่แม้จะเลือนรางเพียงใด ก็ยังคงสลักลึกอยู่ในใจ ไม่อาจลืมเลือนได้
[ฝากดูแลหยางชอนด้วยนะ]
มันคือความทรงจำที่อบอุ่นที่สุดของกู่ฮุยบี เป็นภาพที่ผุดขึ้นมาโดยไม่รู้ตัวในยามที่ต้องเผชิญเรื่องราวอันโหดร้าย ความทรงจำนั้นเป็นทั้งพรและคำสาปสำหรับนาง
ในความทรงจำของกู่ฮุยบี นางเป็นสตรีที่งดงามและอ่อนโยน แตกต่างจากผู้คนดุดันในตระกูลกู่โดยสิ้นเชิง ราวกับแสงจันทร์ที่ส่องสว่างท่ามกลางเปลวเพลิงอันร้อนระอุ
บางที…นางอาจจะเป็นคนที่รักพวกเรามากกว่ามารดาแท้ ๆ ของเราเสียอีก
นางเป็นคนที่ให้บุตรชายหนุนนอนบนตักของตน เป็นคนที่ไม่เคยปริรอยยิ้มแม้จะต้องรับมือกับความซุกซนของบุตรบุญธรรม เป็นคนที่เมื่อพวกเราได้รับบาดเจ็บเพียงน้อยนิด กลับแสดงสีหน้าราวกับว่าตัวเองเจ็บปวดเสียเอง
“มารดา”
นางคู่ควรกับคำเรียกขานนั้นโดยมิต้องสงสัย
บัดนี้ นางจากไปแล้ว หญิงผู้ที่โอบอุ้มพวกเราด้วยหัวใจแทนที่จะเป็นพลัง นางมิอาจอยู่เคียงข้างพวกเราอีกต่อไป
แต่นางเคยขอร้องสิ่งหนึ่งไว้ และกู่ฮุยบีรู้ดีว่านางต้องรักษาสัญญานั้น
ทว่า…นางไม่อาจอ่อนโยนได้เช่นเดียวกับผู้เป็นมารดา
พยายามแล้ว… แต่สุดท้ายก็เป็นไปไม่ได้ตั้งแต่แรก
ดังนั้น นางจึงต้องหาหนทางอื่น
อย่างแรก นางคิดว่าต้องมีพลังเสียก่อน จึงเริ่มฝึกเพลงดาบ
โชคดีที่นางมีพรสวรรค์
ในฐานะสายเลือดของตระกูลกู่ สิ่งที่นางได้เห็นและได้ยินล้วนเป็นเรื่องโหดร้ายทั้งสิ้น นับตั้งแต่นางจากไป นิสัยของนางก็เริ่มมีโทสะแฝงอยู่ แต่กระนั้นกู่ฮุยบีก็ไม่เคยลืมสิ่งที่เคยเรียนรู้
เพราะรักจึงโอบอุ้ม และเมื่อโอบอุ้มได้ ก็สามารถปกป้องได้เช่นกัน
สิ่งที่นางเคยมอบให้ด้วยสุดหัวใจ กู่ฮุยบีไม่เคยลืม
นางเองก็จะใช้ชีวิตเช่นนั้น
และสิ่งสุดท้ายที่แลกมาด้วยชีวิต จะต้องถูกใช้เพื่อเป้าหมายนี้
“น้องชาย”
นางเอ่ยเรียกน้องชาย
หลังจากไม่ได้พบกันมานาน ดูเหมือนว่าอีกฝ่ายจะตัวสูงขึ้น
ก่อนหน้านี้เขาเคยชอบของหวาน และทานจนอ้วนขึ้นเล็กน้อย แต่หลังจากเริ่มฝึกยุทธ์ แก้มกลับตอบลงอย่างเห็นได้ชัด
เมื่อเห็นเช่นนั้น นางก็อดสงสารไม่ได้ จึงตั้งใจนำซาลาเปามาให้ด้วยตัวเอง
เมื่อเห็นเขารับไปกินอย่างเอร็ดอร่อย ก็รู้สึกดีไม่น้อย
“อืม”
คำตอบที่ได้รับแห้งแล้งไร้ซึ่งความอบอุ่นแม้แต่น้อย
กู่ฮุยบียิ้มกว้าง มองดูอีกฝ่ายที่ทำราวกับลูกแมวน้อยที่พยายามแยกเขี้ยวขู่ ดูยังไงก็น่ารักเสียมากกว่า
นางมองเห็นว่าร่างกายของน้องชายเต็มไปด้วยพลังแปลกปลอมที่สะสมอยู่ ดูท่าจะเผลอกินอะไรผิดไปที่เสฉวน
เพียงแค่ละสายตาไปไม่นาน ก็ไปก่อเรื่องเสียแล้ว
ตั้งแต่เข้าสู่วัยต่อต้าน เจ้าตัวก็ดูจะไม่ค่อยฟังใครเสียเลย
‘ไม่พอใจอะไรถึงได้หมั้นไปสองครั้งแล้ว?’
ไม่ว่าจะเป็นการหมั้นหมายกับตระกูลเผิง หรือการหมั้นกับตระกูลนัมกุง ทุกอย่างล้วนเป็นเช่นนั้น
ทำไมทุกอย่างต้องเกิดขึ้นในเวลาที่นางไม่อยู่เสมอ
พอเป็นเช่นนี้ นางก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกเคืองบิดาที่ผลักดันการหมั้นหมายของน้องชาย
เพราะทุกครั้งที่นางออกไปปฏิบัติภารกิจระยะยาว มันก็มักจะเกิดเรื่องพวกนี้ขึ้นเสมอ
ทำไมต้องเป็นตอนที่นางไม่อยู่? หรือว่าจงใจทำกันแน่?
แต่สิ่งที่แปลกประหลาดที่สุด คือในช่วงเวลาเพียงไม่กี่เดือน น้องชายของนางเปลี่ยนไปเหมือนเป็นคนละคน
แน่นอน เขาก็ยังคงเป็นน้องชายของนางอยู่วันยังค่ำ นางไม่มีทางมองผิด
เพียงแค่… ตอนนี้เขาเริ่มมีกลิ่นอายของผู้ฝึกยุทธ์แฝงอยู่เล็กน้อยเท่านั้น
ดูตอนนี้สิ
หากเป็นเมื่อก่อน เมื่อเจอสถานการณ์แบบนี้ เขาคงหนีไปซ่อนตัวในห้องตั้งแต่แรกแล้ว
แต่ในตอนนี้ แม้จะอยู่ต่อหน้าพลังภายในอันเอ่อล้นของนาง แววตาของเขากลับไร้ซึ่งความหวาดกลัว
ยิ่งกว่านั้น เขากำลังมองหาช่องว่าง ช่องว่างที่เขาสามารถแทรกตัวเข้าโจมตีได้
ควรจะอธิบายความรู้สึกนี้ว่าอย่างไรดี?
รู้สึกตื่นเต้น? หรือนี่มันจะฟังดูวิปริตเกินไป?
การประลองกับผู้ที่แข็งแกร่งมักเป็นเรื่องสนุกเสมอ เพราะไม่มีการถอยหนี
แต่ไม่เคยคาดคิดเลยว่านางจะได้สัมผัสความรู้สึกนี้จากน้องชายของตนเอง
ตอนที่เขาเริ่มดื้อและเอาแต่ใจ นางยังเคยกังวลว่าจะจัดการกับเขาอย่างไรดี
แต่แค่ไม่กี่เดือนเท่านั้น… เขากลับเติบโตขึ้นถึงเพียงนี้
มันทำให้นางรู้สึกภาคภูมิใจ แต่ในขณะเดียวกันก็อดเสียดายไม่ได้
หากน้องชายยังคงคำรามเป็นสัตว์ป่าป่าเถื่อนเหมือนเมื่อก่อน นางอาจพาตัวเขาไปเข้าหน่วยกระบี่ของนางแล้วฝึกเสียให้หนักก็ได้
แต่โชคดีที่ไม่จำเป็นต้องทำเช่นนั้น
‘นี่ก็เพราะแม่นางนัมกุงนั่นอีกสินะ’
ฟึ่บ!
ด้วยอารมณ์ที่พลุ่งพล่าน พลังภายในของนางจึงแปรปรวนไปชั่วขณะ
ทัพศาสตราถัง? หรืออะไรประมาณนั้น… เขาว่าไปเจอกันที่นั่นสินะ
ตอนแรกนางคิดว่าเขาจะหาข้ออ้างเพื่อหลีกเลี่ยงอีกตามเคย ที่ไหนได้กลับไปก่อเรื่องไร้สาระเข้าให้
‘ได้ยินว่าผู้อาวุโสสองเป็นคนบังคับให้หมั้นนี่นา’
นางได้ยินมาแบบนั้น
แล้วนั่นใครกันล่ะ? ผู้อาวุโสสองเชียวนะ! นางยังโกรธไม่ได้เลยด้วยซ้ำ… ชิ
บุตรีตระกูลนัมกุงงั้นรึ…?
จะงดงามหรือเปล่านะ?
ถ้าดูจากเจ้ามังกรสายฟ้านั่นที่หน้าตาไม่เลวเลย พี่สาวของมันก็คงไม่แย่
ถ้าเคยเจอหน้านางสักครั้งก็คงดี แต่นี่กลับถูกปิดเป็นความลับเสียจนไม่มีข้อมูลอะไรเลย
‘…สิ่งเดียวที่รู้ได้มีแค่นี้หรือไง’
ว่ากันว่าความงามของนางเป็นหนึ่งในมณฑลอันฮุย
แทนที่จะได้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ นางกลับได้ยินเพียงเรื่องไร้สาระเช่นนี้
“พี่หญิง”
เสียงของน้องชายดังขึ้น ขัดจังหวะความคิดฟุ้งซ่านของนาง
กู่หยางชอนเข้าเตรียมท่าตั้งรับเรียบร้อยแล้ว
“เรียกพี่ทำไม?”
“เห็นพี่ดูคิดอะไรอยู่มากก่อนประลอง เลยลองเรียกดู”
“อะไรนะ? เป็นห่วงว่าพี่จะบาดเจ็บหรือไง? ช่างใจดีเสียจริง”
กู่หยางชอนไม่ตอบอะไร เพียงแค่เอียงคอไปมาเพื่อคลายกล้ามเนื้อ
เสียงกระดูกลั่นกรอบแกรบในทุกการเคลื่อนไหวสร้างบรรยากาศเคร่งขรึมโดยไม่รู้ตัว
แต่นางกลับมองว่าน่ารักเสียมากกว่า
ท่าทางเหมือนกำลังเตรียมพร้อม แต่กลับไม่รู้สึกถึงไอร้อนอันเป็นเอกลักษณ์ของผู้ฝึกยุทธ์ระดับสามดารา
ทำไมกัน?
กำลังรออะไรอยู่? หรือว่า… กำลังตื่นเต้น?
“น้องชาย เจ้าไม่ใช้กระบี่หรือ?”
“ตอนนี้ข้าไม่ใช้กระบี่แล้ว”
คำพูดของกู่หยางชอนทำให้กู่ฮุยบีชะงักไปชั่วขณะ
ไม่ใช้กระบี่แล้วอย่างนั้นหรือ…?
ทั้งที่เมื่อไม่กี่เดือนก่อน นางยังเห็นเขาพกกระบี่ไม้ติดตัวอยู่เลย
หรือว่าเขารู้สึกว่ากระบี่ไม่เหมาะกับตนเองแล้วจึงละทิ้ง?
แต่นั่นก็ไม่น่าใช่ เพราะเขาเองก็ไม่ได้ฝึกกระบี่มานานขนาดนั้น
หากเป็นเพียงเพราะ ‘ไม่ถูกใจ’ แล้วเลือกที่จะวางกระบี่ลง…
‘เช่นนั้นก็คงต้องสั่งสอนกันสักหน่อย?’
คิดได้เช่นนั้น แต่แล้วนางก็ส่ายหัว
‘…ปล่อยให้มันเป็นไปเองเถอะ’
นั่นไม่ใช่เรื่องที่นางควรเข้าไปก้าวก่าย
เพราะสุดท้ายแล้ว นางก็ไม่ใช่มารดาของเขา
“เอาเถอะ ไม่ใช้ก็ไม่ใช้”
กู่ฮุยบีพูดพลางเล็งปลายกระบี่ไม้ไปที่กู่หยางชอน
“น้องชาย”
“อืม”
“จะไม่เข้ามาหรือ?”
“เปล่า ข้ากำลังจะไป”
เมื่อได้ยินคำตอบ นางก็ปรับท่าทางให้มั่นคงขึ้น
พูดตามตรง นางไม่ได้คิดจะจริงจังมากนัก
แรกเริ่มตั้งใจว่าจะแสดงพลังให้หนักขึ้นสักหน่อย เพราะเรื่องหมั้นหมายน่าปวดหัวพวกนั้น…
แต่พอคิดดูอีกที นางก็ไม่อยากลงมือหนักกับน้องชายที่ดูอ่อนแอแบบนี้
‘เพียงพอให้พลังในร่างของเขาสลายออกมาก็พอ’
นั่นคือเป้าหมายของการประลองครั้งนี้ ถือเป็นการประลองกับน้องชายหลังจากไม่ได้ทำมานาน
ต่างจากกู่ยอนซอที่มักจะเกาะติดนางไม่ห่าง กู่หยางชอนกลับเป็นคนที่เกลียดการประลองกระบี่กับนางเป็นที่สุด
ในแง่นั้นแล้ว มันก็รู้สึกแปลกใหม่ไม่น้อย
‘ค่อย ๆ จัดการก็แล้วกัน’
นางอยากสัมผัสความรู้สึกที่แตกต่างนี้ไปอีกสักหน่อย
ถ้าพลาดพลั้งเผลอใช้แรงมากเกินไป การประลองคงจบลงอย่างรวดเร็ว และเป้าหมายของนางก็จะไม่บรรลุผล
กู่ฮุยบีเป็นคนที่มั่นใจในพรสวรรค์ของตนเอง
หากเปรียบเทียบกับพวกห้าพยัคฆ์ หรือสามขุนพล ที่นางเคยเห็นมา นางก็ยังเชื่อว่าตัวเองเหนือกว่าพวกนั้น
แม้คำพูดของนางจะฟังดูโอหังไปบ้าง แต่ก็เป็นความมั่นใจที่มีพื้นฐานรองรับ
‘เจ้าบ้านั่น…’
เผิงอูจิน
อ้อ… ตอนนี้ควรจะเรียกว่า ทายาทเจ้าสำนักสินะ
แม้ว่าสมองของมันจะเพี้ยนไปหน่อย แต่มันก็เป็นผู้ฝึกยุทธ์ที่สมบูรณ์แบบ
ระดับในการใช้ดาบของมันอยู่เหนือกว่าผู้ฝึกยุทธ์รุ่นเยาว์คนอื่น ๆ อย่างชัดเจน
แต่นางก็ไม่คิดว่ามันจะทิ้งห่างเกินไป
อีกไม่นาน นางก็คงจะตามทัน
นางมั่นใจเช่นนั้น
“พี่หญิง”
เสียงของกู่หยางชอนดังขึ้น
กู่ฮุยบีเพิ่งรู้ตัวว่านางเผลอจมอยู่กับความคิดของตนเองอีกแล้ว
ต่อให้คู่ต่อสู้เป็นน้องชาย นั่นก็ยังถือเป็นความผิดพลาดที่ไม่น่าให้อภัย
นางกำลังจะเอ่ยปากขอโทษ…
แต่มีบางอย่างผิดปกติ
เสียงของกู่หยางชอนดังใกล้กว่าที่นางคาดไว้มาก
“อะไรกัน…?”
ยังไม่ทันที่นางจะพูดจบ ร่างกายของนางก็ขยับไปก่อนแล้ว
ด้วยการใช้ชีวิตร่วมกับหน่วยกระบี่ในการสังหารสัตว์อสูรมาหลายเดือน ร่างกายของนางจึงไวต่ออันตรายโดยสัญชาตญาณ
กระบี่ไม้ถูกเหวี่ยงออกไป
พลังภายในสีแดงฉานแหวกอากาศเป็นแนวเสี้ยวพระจันทร์ตรงไปข้างหน้า
แต่ตรงนั้น… ไม่มีอะไรอยู่เลย
“อึก—!”
ไม่ใช่ด้านหน้า
แรงกระแทกที่รู้สึกได้จากสีข้างทำให้นางรีบหันตัวหลบ
ปัง—!
นางหลบได้อย่างหวุดหวิด
ทันทีที่ร่างของนางถอยออกมา เสียงระเบิดของพลังภายในก็ดังขึ้นจากตำแหน่งเดิมที่นางเคยยืนอยู่
เพียงแค่ชั่วพริบตาเดียว
กู่ฮุยบีถอยหลังออกไปสองสามก้าว จ้องมองกู่หยางชอนด้วยแววตาสั่นไหว
ตรงจุดที่นางเคยยืนอยู่ บัดนี้กู่หยางชอนยืนแทนที่
กำปั้นของเขายังคงยื่นออกไปเล็กน้อย และมีไอสีแดงจางๆ เอ่อล้นขึ้นมา
ถึงแม้มันจะเลือนราง แต่ก็เป็นสิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้
เมื่อระยะห่างเพิ่มขึ้น สนามฝึกก็ตกอยู่ในความมืดอีกครั้ง
กลางเงามืดนั้น นางสัมผัสได้ถึงสายตาของกู่หยางชอน
นัยน์ตาของเขาส่องประกายเป็นสีแดงเรืองรองจาง ๆ
‘เป็นไปได้ยังไง…?’
การใช้พลังภายในสีแดงเคลือบร่างกาย การเปลี่ยนแปลงของร่างกายที่เห็นได้ชัด สิ่งเหล่านี้ควรจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อนางไปถึงระดับของตนเองแล้วเท่านั้น
‘เป็นไปได้ยังไงกัน?’
คำถามเดิมวนซ้ำอยู่ในหัวของนาง
เพราะใช้วรยุทธ์สายเดียวกัน นางจึงเข้าใจมันได้ดียิ่งกว่าใคร
นี่มันคือเคล็ดเพลิงอัคคีเก้ากงล้อแน่นอน… แต่มีบางอย่างแตกต่างออกไป
หากต้องหาคำอธิบาย ก็คงต้องบอกว่า—มันคล้ายกับประมุขตระกูล
ทั้งท่าทางการยืน ทั้งสายตา แม้กระทั่งพลังภายในที่กำลังแปรเปลี่ยน
ในกู่หยางชอน นางมองเห็นเค้าโครงของ ‘นักรบพยัคฆ์’
แต่นั่นไม่ใช่เพียงเพราะเขาเป็นบุตรชาย
กู่หยางชอนอยู่เพียงระดับสามดารา ขณะที่บิดาของพวกเขากำลังจะก้าวไปสู่ระดับที่สูงกว่านี้ในอีกไม่ช้า—หากจะบอกว่าน้องชายของนางสะท้อนเงาของบิดาออกมา มันก็นับเป็นเรื่องที่น่าพิศวงเกินไป
กู่หยางชอนปัดฝุ่นออกจากมือสองสามครั้งก่อนจะเอ่ยขึ้น
“พี่หญิง”
—ความกดดันถาโถมเข้ามา
มันเป็นสัมผัสที่นางไม่เคยรู้สึกแม้แต่จากสัตว์อสูรที่เคยเผชิญหน้า
มันไม่ใช่เพราะพลังภายใน แต่เป็นเพราะ ‘บรรยากาศ’ ที่แผ่ออกมาจากตัวของกู่หยางชอนเพียงลำพัง
‘…ขนลุกชะมัด’
อะไรที่ทำให้เด็กคนนี้เปลี่ยนไปถึงเพียงนี้กัน?
ช่วงเวลาหลายเดือนที่นางไม่อยู่กับตระกูล นางอดไม่ได้ที่จะรู้สึกโกรธตัวเองที่พลาดช่วงเวลานั้นไป
เพราะในช่วงเวลาที่น้องชายเปลี่ยนแปลง นางกลับไม่อยู่เพื่อเป็นพยาน
—น่าเสียดายเกินไป
กู่หยางชอนจ้องตรงเข้ามา พลางเอ่ยเสียงเรียบ
“หมดช่วงเวลาประมาทแล้วหรือยัง?”
“…นั่นสินะ ข้าคงเผลอประมาทไปเสียแล้ว”
หากกู่หยางชอนไม่ได้เรียกนางล่ะ?
หากเป้าหมายของเขาไม่ใช่สีข้าง แต่เป็นปลายคางของนางแทน?
นางจะยังยืนอยู่ตรงนี้ได้อย่างปลอดภัยหรือไม่?
นางไม่สามารถตอบคำถามนั้นได้เลย
ข่มกลั้นความตื่นเต้นที่กำลังพวยพุ่งขึ้นมา นางเอ่ยถาม
“น้องชาย… เกิดอะไรขึ้นกับเจ้า?”
“ก็มีเรื่องต่างๆ มากมายเกิดขึ้น”
กู่หยางชอนตอบกลับด้วยสีหน้าที่ดูไม่ค่อยพอใจนัก
ดูเหมือนว่าเรื่องที่เกิดขึ้นจะไม่ใช่เรื่องที่น่ายินดีนักสำหรับเขา
“ไม่ได้การ… ถ้าเป็นแบบนี้”
กู่ฮุยบีแลบลิ้นเลียริมฝีปากเบาๆ
นางรู้สึกดีใจกับการเติบโตของน้องชาย
เด็กที่เคยนึกว่ากำลังเดินทางผิด บัดนี้ดูเหมือนจะค้นพบเส้นทางที่ควรจะเป็นของตนเองแล้ว
มันทำให้นางรู้สึกโล่งใจไม่น้อย แต่นั่นก็เป็นเพียงส่วนหนึ่งของความรู้สึกเท่านั้น
ในขณะเดียวกัน ความกระหายของผู้ฝึกยุทธ์ก็กำลังปะทุขึ้นในใจของนาง
ราวกับเสียงกระซิบที่คอยเร่งเร้า—ให้รีบโค่นคู่ต่อสู้ที่อยู่ตรงหน้า
นางพยายามเตือนตัวเองว่าไม่ควรลืมจุดประสงค์แรกเริ่ม
แต่ความต้องการที่ค่อยๆ กัดกินหัวใจนั้นช่างน่ารำคาญเสียเหลือเกิน
‘ลองลิ้มรสเพียงเล็กน้อยก็คงไม่เป็นไร…ใช่ไหม?’
แค่เพียงเล็กน้อยเท่านั้น… น้องชายก็น่าจะต้านไหว
เมื่อความคิดนั้นก่อตัวขึ้นในจิตใจ
ฟึ่บ!
กู่ฮุยบีลงมือทันที
‘…ในที่สุดก็กลับมาเป็นตัวเองสินะ?’
กู่หยางชอนถอนหายใจยาว
พลังปราณที่พุ่งตรงมาหาเขาร้อนแรงยิ่งกว่าเมื่อครู่
นางกำลังคิดอะไรอยู่กันแน่?
เดี๋ยวก็ขมวดคิ้ว เดี๋ยวก็ยิ้ม เดี๋ยวก็กลับมาขมวดคิ้วอีก
ตั้งแต่ต้นจนถึงตอนนี้ สีหน้าของกู่ฮุยบีเปลี่ยนไปมาหลายครั้งจนน่าปวดหัว
หากเมื่อตะกี้เขาเล็งไปที่ปลายคางของนางแทนสีข้าง เรื่องทั้งหมดก็คงจบลงง่ายๆ
แต่สุดท้ายนางก็มีจุดประสงค์เพียงแค่ทำให้เขาปลดปล่อยพลังในร่างออกมา
บางที นางเองก็คงรู้สึกแบบเดียวกัน
ดังนั้น เขาจึงตั้งใจจะกระตุ้นนางให้ตื่นจากภวังค์
แรกเริ่ม เพียงต้องการบอกให้นางรู้ว่า—‘ข้าเองก็ประลองได้’
แต่ดูเหมือนเขาจะทำเกินไปหน่อย
‘บ้าเอ๊ย… นางซ่อนพลังไว้ขนาดไหนกันแน่’
ลมร้อนที่เฉียดผ่านใบหน้าทำให้เขาถอยหลังไปโดยไม่รู้ตัว
สิ่งที่แน่ชัดคือ—นางกำลังเอาจริงแล้ว
นั่นไม่ใช่ระดับของผู้ฝึกยุทธ์ห้าดาราแน่
หากจะพูดให้ถูก มันควรจะสูงกว่านั้น
“…พี่หญิง ได้สติแล้วใช่ไหม?”
กู่หยางชอนเอ่ยถามด้วยความกังวล
แต่ท่ามกลางเปลวเพลิงที่ลุกโชน กู่ฮุยบีกลับเผยรอยยิ้มออกมา
“แน่นอน! ข้าสบายดี สบายดี”
—ดูยังไงก็ไม่สบายดีเลย
ท่าทางของนางเหมือนคนที่ขาดสติไปเสียแล้ว
และนั่นทำให้เขานึกถึงฉายาของนางขึ้นมา
กระบี่ฟีนิกซ์ กู่ฮุยบี
‘…พูดกันตรงๆ ก็คือ ‘ยัยบ้ากระบี่เปลวเพลิง’ ไม่ใช่รึไง’
ไม่ว่าจะมองยังไง มันก็เป็นฉายาที่หาสิ่งสวยงามมาห่อหุ้มไม่ได้เลย
แต่ในขณะเดียวกัน มันก็เหมาะกับนางอย่างที่สุด หรือว่าเขาจะไปกระตุ้นนางมากเกินไป?
แม้ว่าตอนนี้เขาจะขึ้นถึงระดับสามดารา ทำให้สามารถใช้กระบวนท่าได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
นั่นทำให้เขาสามารถโจมตีเข้าช่องว่างของนางได้สำเร็จ
“…ไม่น่าทำเลยจริง ๆ”
ดูเหมือนว่าเขาจะไปยั่วเจ้าแม่อสูรเพลิงเข้าให้แล้ว แบบนี้เห็นทีจะห้ามนางไม่อยู่เสียแล้ว
“ข้าจะไปแล้วนะ น้องชาย…!”
“…ไม่ ข้าว่าพี่ไม่ต้องมาก็ได—เฮ้อ ให้ตายเถอะ”
ยังไม่ทันที่เขาจะพูดจบ กู่ฮุยบีก็พุ่งเข้าหาอย่างเต็มกำลัง
และในคืนนั้น—สนามฝึกในตำหนักของกู่หยางชอน ก็พังพินาศลงภายใต้ความบ้าคลั่งของกู่ฮุยบี
◇◆
ขณะเดียวกัน ณ คฤหาสน์ตระกูลนัมกุง
ในห้องทำงานของผู้นำตระกูลนัมกุง
“…ว่าอะไรนะ?”
นัมกุงจิน ผู้นำตระกูลเอ่ยถามเสียงสั่น
แม้แต่เขาเองก็ไม่สามารถปกปิดความตกตะลึงที่ฉายชัดในแววตาได้
“เจ้าบอกว่าอะไรนะ?”
ผู้คุ้มกันที่คุกเข่าอยู่เบื้องหน้าค่อยๆ ยื่นจดหมายฉบับหนึ่งไปให้นายเหนือหัวของตน
แต่เขากลับไม่กล้าเอ่ยคำใดออกมา
“…เป็นความผิดของข้าเอง ขออภัยขอรับ ท่านประมุข”
แต่เสียงสำนึกผิดของผู้คุ้มกันนั้น กลับไม่ได้เข้าถึงหูของนัมกุงจินแม้แต่น้อย
สายตาของเขายังคงจ้องตรึงอยู่ที่สารตรงหน้า ดวงตาสั่นไหวไม่หยุด
สิ่งสำคัญในยามค่ำคืนนี้คือสารที่อยู่ในมือของเขา
นัมกุงจินค่อยๆ คลี่กระดาษแผ่นนั้นออกด้วยมือที่สั่นเทา
สายตาของเขากวาดมองตัวอักษรเพียงไม่กี่บรรทัด มันเป็นลายมือที่หวัดเสียจนแทบอ่านไม่ออก
ถึงกระนั้น เขาก็มั่นใจว่านี่เป็นข้อความที่บุตรสาวของเขาเป็นผู้เขียนแน่นอน
เพราะในตระกูลนัมกุง ไม่มีใครกล้าเขียนลวกๆ เช่นนี้แล้วยังเดินเชิดหน้าชูตาไปมาได้—นอกจากนาง
“เจ้าไม่รู้ด้วยซ้ำว่านางหายไปเมื่อไหร่?”
“ขอรับ…”
ผู้คุ้มกันตอบเสียงสั่น
ริ้วรอยบนหน้าผากของนัมกุงจินขมวดแน่นขึ้น
เขาควรจะชื่นชมที่บุตรสาวของเขามีความสามารถพอจะหลบหลีกสายตาขององครักษ์ของตระกูลได้หรือไม่?
หากเป็นในสถานการณ์อื่น บางทีเขาอาจจะภาคภูมิใจในตัวนาง
แต่นี่มันไม่ใช่เรื่องที่ควรยินดีเลยแม้แต่น้อย
“ชิ!”
เขากำหมัดแน่นก่อนจะขยำสารในมือลงด้วยความโกรธ
“ไปพานางกลับมาเดี๋ยวนี้”
เสียงของเขาเต็มไปด้วยความกราดเกรี้ยว กดดันเสียจนผู้คุ้มกันไม่กล้าตอบโต้
เพียงแค่เผชิญกับพลังปราณที่แผ่ซ่านออกมา ก็แทบกัดฟันกลั้นเสียงร้องออกมาอย่างยากลำบาก
เขาทำได้เพียงพยักหน้ารับคำสั่งเท่านั้น
และเนื้อความในจดหมายนั้น—
ตัวอักษรหวัด ๆ ที่เขียนอย่างไม่ใส่ใจ มีเพียงข้อความสั้น ๆ
“ข้าไปพบคู่หมั้นนะ”
—หมายความว่า…
นัมกุงบีอา กำลังหนีออกจากบ้าน