สหายวัยเยาว์ของจอมยุทธ์อันดับหนึ่งในใต้หล้า - ༺ บทที่ 101 ยินดีที่ได้พบนะ เจ้าเด็กน้อย (1) ༻
- Home
- สหายวัยเยาว์ของจอมยุทธ์อันดับหนึ่งในใต้หล้า
- ༺ บทที่ 101 ยินดีที่ได้พบนะ เจ้าเด็กน้อย (1) ༻
เมื่อใกล้ถึงช่วงสิ้นสุดวันแรกของพิธีประลองดอกเหมย ดวงอาทิตย์ก็ลับขอบฟ้าไปอย่างเงียบงัน
แม้ผู้คนส่วนมากจะเริ่มรู้สึกเหนื่อยล้าและท้องร้องเพราะความหิว แต่เสียงโห่ร้องของผู้ชมกลับยังไม่จางหาย พวกเขายังคงเปล่งเสียงยินดีอย่างต่อเนื่องราวกับไม่มีวันเหน็ดเหนื่อย
“ขะ…ข้ายอมแพ้แล้วขอรับ…”
การประลองคู่สุดท้ายที่กินเวลายาวนานก็จบลงในที่สุด
ผู้ที่เหลือรอดเป็นคนสุดท้ายคือชายหนุ่มนามว่ายองซอง ซึ่งข้าเคยพบโดยบังเอิญในโรงเตี๊ยมเมื่อครั้งอยู่กับยองพุง
หากข้าไม่เข้าใจผิด ยองซองเป็นศิษย์รุ่นสามที่ได้รับการประเมินว่าสูงที่สุด และเมื่อไม่รวมยองพุงแล้ว คนผู้นี้ก็นับว่ามีฝีมือราบรื่นที่สุดในรุ่น
กู่หลิงฮวาเอาชนะได้แค่ในรอบแรก จากนั้นก็ไม่สามารถผ่านเข้ารอบต่อไปได้อีกเลย
ถึงแม้จะสามารถคว้าชัยได้ในการประลองแรก แต่นั่นก็เป็นผลจากความประมาทของคู่ต่อสู้มากกว่าจะเป็นฝีมือล้วนๆ แม้นางจะเปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหัน แต่ขีดจำกัดก็ยังคงชัดเจน
อย่างไรก็ตาม สีหน้าของนางขณะเดินลงจากเวที กลับดูโล่งใจและสดใสอย่างประหลาด
ดูเหมือนว่าสิ่งที่นางได้รับจะมากกว่าสิ่งที่สูญเสียไป
“เมื่อครู่นั่น…เจ้าเด็กผู้หญิงที่เป็นศิษย์รุ่นสองนั่นน่ะ”
“อ๋อ เด็กคนที่หน้าตาน่ารักนั่นน่ะหรือ…”
“ไม่เคยเห็นมาก่อนเลย แล้วชื่อว่าอะไรนะ…”
ดูเหมือนผู้คนจะเริ่มจดจำกู่หลิงฮวาได้แล้ว
ก็สมควรอยู่หรอก—เพราะฝีมือที่นางแสดงออกมานั้น เกินกว่าที่ใครจะคิดว่าเป็นของเด็กสาวตัวเล็กๆ
เมื่อการประลองทั้งหมดสิ้นสุดลง เหล่าศิษย์ที่ร่วมประลองก็เริ่มแสดงคารวะต่อกัน ก่อนจะแยกย้ายไปเก็บกวาดสถานที่
พร้อมๆ กันนั้น ผู้ชมเองก็ค่อยๆ ลุกขึ้นเตรียมตัวกลับ
เพราะทำเลของสำนักฮวาซานที่อยู่บนเขาสูง หากรอจนค่ำมืดย่อมเสี่ยงต่ออันตราย จึงควรรีบลงจากเขาเสียแต่เนิ่นๆ
นัมกุงบีอาที่ดูเหมือนจะง่วงจนแทบหลับไปแล้วตั้งแต่กลางงาน ถูกวีซอลอาช่วยพยุงก่อนจะพาเดินเข้าไปหาผู้ที่กำลังจัดเก็บเวที
เป็นเพราะนางเห็นใบหน้าคุ้นตาคนหนึ่งในกลุ่มนั้นนั่นเอง…
“ยองพุง เจ้าทำอะไรอยู่หรือ”
“อ๊ะ…คุณชายกู่?”
บุรุษหนุ่มในชุดเรียบง่ายที่กำลังช่วยเก็บของอยู่ในหมู่ศิษย์ ก็คือยองพุง
กระทั่งกระบี่มังกรยังลงแรงจัดเก็บสถานที่กับเขาด้วยตนเอง…โลกนี้ช่างน่าอัศจรรย์จริงๆ
ยองพุงเมื่อเห็นข้า ก็ส่งยิ้มกว้างมาต้อนรับ
“อ๋า ท่านอยู่ดูพิธีประลองดอกเหมยด้วยหรือขอรับ?”
“ก็…เรียกว่าบังเอิญดูจนจบก็แล้วกัน”
มันเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นโดยไม่ตั้งใจจริงๆ
แต่เดิมข้าคิดจะกลับหลังจากที่กู่หลิงฮวาพ่ายแพ้แล้ว ทว่าด้วยความที่วีซอลอาร้องขอว่าอยากดูต่ออีกสักหน่อย ข้าจึงจำต้องอยู่ต่อ
และพอจะกลับจริงๆ นางนัมกุงบีอาก็ดันหลับคาไหล่ข้าเสียก่อน
สุดท้ายข้าก็มายืนอยู่ที่นี่จนได้
ข้าเอ่ยชวนคุยเพียงเล็กน้อย ทว่าไม่นานยองพุงกลับมีท่าทางเหมือนนึกอะไรขึ้นได้ ก่อนจะกล่าวอย่างจริงจัง
“อ้อ…ขออภัยขอรับคุณชาย”
“หือ? เรื่องอะไร?”
“วันนี้ข้าคงฝึกกลางคืนกับท่านไม่ได้แล้ว พอดีต้องรีบเข้านอน…”
“…ข้าไม่เคยคิดจะชวนเจ้าอยู่แล้วนะ”
นี่มันอะไรกัน ช่างจินตนาการล้ำลึกเสียจริง แถมยังรู้สึกแปลกๆ ยังไงชอบกลเหมือนข้าเพิ่งโดนปฏิเสธอะไรสักอย่างอย่างไรอย่างนั้น
“แล้วท่านมาหาข้าด้วยเรื่องใดหรือ?”
ยองพุงเอ่ยถาม ข้าจึงเปลี่ยนสีหน้ากลับมาเคร่งขรึม
เรื่องที่กำลังจะถามนั้นสำคัญ ข้าจึงจงใจปรับบรรยากาศให้จริงจังขึ้นเล็กน้อย ซึ่งดูเหมือนจะได้ผล เพราะยองพุงก็เริ่มมีท่าทีจริงจังตามไปด้วย
ข้าจึงโน้มตัวเข้าไปใกล้แล้วกระซิบเบาๆ
“คนที่ประลองกับน้องสาวข้าเป็นคนแรก…ข้าขอทราบชื่อเขาได้หรือไม่?”
สิ้นคำถาม ข้าก็ผละออกมาเล็กน้อย เห็นใบหน้าของยองพุงยู่ย่นราวกับไม่เข้าใจ
“…หา?”
เขามองข้าราวกับกำลังจ้องคนสติไม่ดีอยู่
เวลานี้ล่วงเข้าสู่ยามซื่อแล้ว
เป็นเวลาที่ใครต่อใครต่างก็เข้านอนกันหมดแล้วทั้งนั้น…
ตั้งแต่ข้ากลับมา นัมกุงบีอาก็อยู่ในสภาพครึ่งหลับครึ่งตื่น แล้วไม่นานก็หลับไปสนิท
คาดว่าแม้แต่ผู้อาวุโสกระบี่กับวีซอลอาก็คงไม่ต่างกัน ข้าจึงอาศัยช่วงเวลานี้แอบออกมาด้านนอกอย่างเงียบๆ
มีองครักษ์ไม่กี่คนยืนเฝ้าอยู่ที่จุดสำคัญ ดูจากท่าทางแล้ว มูยอนก็คงไม่อยู่แถวนี้
นี่คือเหตุผลที่ข้าตั้งใจเลือกเวลานี้โดยเฉพาะ โชคดีที่ทุกอย่างเป็นไปตามแผน
ข้าเร้นกายลดลมหายใจให้เบาที่สุด ค่อยๆสอดส่องไปรอบๆ จากนั้นก็กระโจนข้ามกำแพงออกมาโดยไร้ร่องรอย
แม้ข้าจะเตรียมข้ออ้างไว้แล้วว่าหากถูกจับได้ก็จะบอกว่ามาเดินเล่น แต่ก็ไม่คิดว่าทุกอย่างจะราบรื่นเกินคาดแบบนี้
ไม่ใช่แค่ระดับพลังของข้าที่สูงขึ้น แต่การออกมาได้อย่างไร้เสียงขนาดนี้…น่าแปลกใจจริงๆ
‘ไว้ต้องให้มูยอนลองออกเวรเฝ้ายามซะบ้างแล้ว’
หรือเพราะอยู่ในสำนักฮวาซานเลยทำให้คนเฝ้ายามหละหลวมไปบ้างกันนะ?
ไม่ว่าอย่างไร อย่างน้อยตอนนี้ก็แอบออกมาได้สำเร็จ
ข้ารวบรวมลมปราณแล้วเร่งฝีเท้าพุ่งลงเขาอย่างรวดเร็ว
หากไม่อยากให้เรื่องวุ่นวาย ต้องรีบกลับมาทันยามเช้าเท่านั้น
‘ป่าแถบตะวันตก…ใช่ตรงนั้นสินะ’
แม้ข้าจะได้ยินตำแหน่งคร่าวๆ มาก่อน แต่ก็ไม่มีแผนที่ในมือ จึงต้องระวังตัวให้มาก
ที่หมายของข้าคือสาขาย่อยของตำหนักรัตติกาลดำที่สำนักฮวาซานเป็นผู้จัดการดูแล
หรือพูดให้ชัดกว่านั้นก็คือ ที่ที่พวกศัตรูของข้า—เงาโลหิต—เคยซ่อนตัวอยู่
เดิมทีข้าคิดจะดูเพียงแค่การประลองของกู่หลิงฮวาแล้วกลับ แต่พอทุกอย่างจบลงช้าเกินไป ข้าจึงตัดสินใจไปแม้จะเป็นเวลาดึกก็ตาม
‘โชคดีที่ยองพุงรู้เรื่องนี้’
สิ่งที่ข้าอยากถามจากยองพุงเมื่อครู่นั้น ที่แท้ก็คือเรื่องนี้
ส่วนเรื่องชื่อของศิษย์ที่ประลองกับศิษย์น้องหญิงกู่…ก็แค่ถามเล่นขำๆ เท่านั้นแหละ
‘ชื่อยองจินใช่ไหม’
แต่ถึงอย่างนั้น ข้าก็ยังจดจำชื่อไว้ได้อย่างแม่นยำ
รวมถึงใบหน้าของมันด้วยเช่นกัน…
หากตอนนั้นยองพุงอ้างว่าเป็นเรื่องของสำนัก ไม่สามารถบอกข้าได้จริงๆ ข้าก็คงต้องรีบไปหาพรรคยาจกหรือไม่ก็พรรคฮ่าวเหมิน เพื่อเค้นเอาข้อมูลมาให้ได้
แต่สุดท้าย ยองพุงกลับตอบออกมาอย่างง่ายดายราวกับไม่ใช่เรื่องใหญ่
ถึงขนาดที่ข้าต้องย้อนถามออกไปว่า “เจ้าจะไม่ถามหน่อยหรือว่าข้าถามไปทำไม?”
—“ในเมื่อเป็นคำถามจากคุณชายกู่ ข้าคิดว่าย่อมต้องมีเหตุผลอยู่แล้วขอรับ”
คำตอบนั้นทำให้ข้าหลุดหัวเราะเบาๆ
ความเชื่อมั่นไม่มีที่สิ้นสุดของเขานั้น…มันมาจากที่ไหนกันแน่
พอถูกไว้ใจมากเกินไปกลับกลายเป็นรู้สึกอึดอัดอย่างประหลาด
พักหลังมานี้ คนรอบข้าล้วนแสดงความเชื่อใจมากเกินเหตุ ไม่ใช่เรื่องเลวร้าย แต่ในขณะเดียวกันก็นำมาซึ่งความรู้สึกแปลกๆ ที่ยากจะอธิบาย
‘หรือว่า…เป็นเพราะมันน่ากดดัน’
ในอดีตไม่เคยมีใครคาดหวังอะไรจากข้าแบบนี้มาก่อน จึงยิ่งรู้สึกไม่คุ้นเคย และก็ไม่ใช่ความรู้สึกที่พอใจนักด้วย
ตึก!
ข้าหยุดฝีเท้าทันทีที่มาถึงจุดหนึ่ง
แม้จะพอรู้ทิศทางจากที่ยองพุงชี้ไว้ แต่ไม่ได้แม่นยำนัก จึงต้องใช้สัมผัสลมปราณช่วยค้นหาเป็นระยะ
‘ตอนนี้น่าจะอยู่ในการดูแลของสหพันธ์ยุทธภพแล้วสินะ’
สำนักฮวาซานในฐานะฝ่ายธรรมะเป็นหนึ่งในกลุ่มหลักของสหพันธ์ยุทธภพ แน่นอนว่าสิ่งที่ค้นพบช่วงแรกคงถูกฮวาซานรับผิดชอบไปก่อน แต่หลังจากนั้น…มันย่อมถูกส่งต่อให้สหพันธ์จัดการ
“หากตอนนี้การตรวจสอบสิ้นสุดไปแล้วก็คงดี…”
ข้าคาดเดาว่าจังหวะเวลานี้ พวกเขาน่าจะถอนกำลังกลับไปหมดแล้ว
หากยังไม่เสร็จ ก็ไม่ควรฝืนฝ่ากองตรวจการณ์เพื่อเข้าไป ข้าก็แค่หวังจะมาสำรวจดูสักครั้งอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องเสี่ยงเกินควร
ข้าฝืนเดินทางต่อไปอีกพักใหญ่ จนกระทั่งมาถึงยังจุดหมาย
เบื้องหน้าเป็นป่าทึบ มีพุ่มไม้รกชัฏรายรอบ แต่ตรงกลางกลับมีโพรงถ้ำขนาดใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่
บริเวณนี้ห่างไกลผู้คน ไหนจะต้นไม้สูงปิดบังจากทุกทิศทาง ยิ่งทำให้ในยามค่ำคืนแทบไม่เห็นอะไรเลย
‘ในพื้นที่แบบนี้ยังวางค่ายกลพรางไว้ด้วย…จะให้หาเจอง่ายได้อย่างไรกัน’
หากจะหาทางมาจากแค่คำอธิบายของยองพุงเพียงอย่างเดียว ข้าคงไม่มีวันหาที่นี่เจอแน่
แต่…ก็แค่ถ้าเป็นคนอื่นเท่านั้น
‘แม้มันจะจาง แต่ยังคงเหลืออยู่’
ภายในถ้ำยังหลงเหลือร่องรอยของพลังปราณมารอยู่เล็กน้อย
ข้าอาศัยพลังนั้นเป็นแนวทางในการค้นหา แม้ภูมิประเทศจะซับซ้อน แต่ก็สามารถมาถึงได้ไม่ยาก
‘หรือว่าสหพันธ์ยุทธภพถอนกำลังไปหมดแล้ว?’
ข้าระบายลมหายใจพลางแผ่พลังสำรวจโดยรอบ ทว่ากลับไม่รู้สึกถึงแม้แต่เงาของผู้คน
ข้าจึงเริ่มก้าวเท้าอย่างระมัดระวังเข้าไปในถ้ำ
ซ่า…
เสียงแผ่วเบาดังแทรกผ่านความเงียบ และความมืดก็แผ่คลุมทั่วถ้ำราวกับกลืนกินทุกสิ่ง
ข้าโบกมือหนึ่งเบาๆ ไฟลุกวาบขึ้นจากฝ่ามือแทนที่คบเพลิง แล้วค่อยๆ เดินเลาะผนังถ้ำไปอย่างช้าๆ
ยิ่งเดินลึกเข้าไปถึงได้รู้ว่าถ้ำนี้กว้างกว่าที่เห็นจากด้านนอกมากนัก
ข้าต้องเดินต่อมาอีกนานกว่าจะพ้นช่วงทางเข้า
ระหว่างทาง ข้าใช้พลังนำทางพลางสำรวจไปด้วย จนกระทั่งพบพื้นที่ราบอยู่ตอนลึกเข้าไป
ด้วยลักษณะภูมิประเทศเป็นถ้ำ ภายในจึงไม่ได้กว้างมากนัก
‘ที่แบบนี้น่ะหรือที่พวกมันใช้เป็นฐานย่อย?’
แม้เห็นกับตา ข้าก็ยังไม่อยากเชื่อ
ต่อให้สำนักฮวาซานหรือสหพันธ์ยุทธภพจะเคลียร์พื้นที่ไปก่อนหน้าแล้วก็ตาม แค่ดูจากสิ่งที่ยังหลงเหลืออยู่ก็พอจะเข้าใจได้
ที่นี่ไม่มีคุณสมบัติใดที่พอจะเรียกว่าเป็นฐานปฏิบัติการได้เลย
‘พวกมันมาอยู่ที่นี่เพื่ออะไรกันแน่…?’
ข้าสะกดลมหายใจแทรกผ่านช่องทางแคบๆ ไปเรื่อยๆ จนในที่สุดก็มาถึงบริเวณที่พอจะเรียกว่า “ห้อง” ได้
ที่นี่น่าจะเป็นเพียงพื้นที่เดียวที่พอมีขนาดให้คนเข้าออกได้สะดวก
เบื้องหน้ามีเก้าอี้ตัวใหญ่ตั้งอยู่ชิดผนัง คล้ายกับเป็นจุดที่ใครบางคนเคยนั่งประจำ
หากให้เดา ก็คงเป็นห้องที่ยาฮยอลจ็อกใช้สิงสถิตอยู่เป็นประจำ.
‘จะเรียกว่าห้องก็คงไม่ถูกนักแฮะ’
ไม่มีแม้แต่ร่องรอยใดๆ ให้ใช้เป็นเบาะแส พวกมันอาจจะเก็บกวาดทุกอย่างไปหมดแล้วก็ได้
ดูเหมือนว่าที่นี่คงไม่เหลืออะไรให้ค้นหาอีกแล้ว
ข้าเริ่มคิดว่าบางที แทนที่จะเสียเวลาไล่หาด้วยตัวเองแบบนี้ ควรไปขอข้อมูลจากสำนักข่าวสารอย่างพรรคกระยาจกหรือไม่ก็พรรคฮ่าวเหมินจะง่ายกว่า
ทว่าในตอนที่คิดจะถอยกลับนั้นเอง…
“…หืม?”
จู่ๆ ข้าก็ชะงัก เมื่อกลิ่นคาวบางอย่างแตะปลายจมูกเข้าพอดี
ภายในถ้ำลอยตลบไปด้วยกลิ่นคาวเลือดแปลกประหลาด
‘อะไรน่ะ…?’
เป็นกลิ่นที่เข้มข้นเสียจนรู้สึกคลื่นไส้
กลิ่นมันรุนแรงขนาดนี้ แล้วพวกสหพันธ์ยุทธภพยังกล้าเก็บของแล้วหายไปดื้อๆ โดยไม่ทิ้งกำลังไว้เลยงั้นหรือ?
ข้าถอยหลังไปหนึ่งก้าว ขณะที่ไอเย็นบางอย่างไต่ขึ้นมาตามแนวกระดูกสันหลัง
แล้วข้าก็เพิ่งเข้าใจบางสิ่ง
‘ไม่ใช่กลิ่น…’
นี่ไม่ใช่ “กลิ่นหอม” ธรรมดา
แต่มันคือ “พลัง”
พลังปราณบางอย่างกำลังแผ่ซ่านออกมา
จากที่ไหนกัน? แล้วเหตุใดพลังเช่นนี้จึงยังคงหลงเหลืออยู่?
‘ต่อให้เป็นพลัง ก็ไม่น่าจะไม่รู้สึกกันทั้งสหพันธ์ยุทธภพได้หรอก’
หากพวกเขารับรู้ถึงสิ่งนี้จริง คงไม่มีทางปล่อยพื้นที่แบบนี้ไว้แน่
‘มันแผ่มาจากตรงไหนกันแน่?’
ข้าเพิ่มเปลวไฟในมือให้สว่างขึ้นอีกเล็กน้อย แล้วไล่ส่องไปรอบห้อง
ห้องนี้ปิดทึบด้วยผนังหินทั้งสี่ด้าน ยกเว้นทางเข้าเพียงทางเดียวเท่านั้น
แต่ข้ากลับสัมผัสได้ชัดเจนว่า พลังนั้นแผ่ออกมาจากผนังด้านหนึ่ง
หรือจะเป็นค่ายกล?
ทว่าแม้จะเพ่งจิตแค่ไหน ก็ไม่พบลักษณะของค่ายกลเลย
‘หรือจะเป็นกับดักหรือกลไก?’
น่าแปลกใจไม่น้อยที่พวกมันลงทุนสร้างกลไกไว้ในฐานลับแค่นี้
ไม่รู้ว่าฝีมือของตำหนักรัตติกาลจะล้ำถึงเพียงนั้นหรือไม่ แต่ถ้ามีส่วนเกี่ยวพันกับลัทธิมารจริง ก็คงไม่ใช่เรื่องแปลก
ข้าเริ่มลูบไล้ผิวผนังถ้ำด้วยปลายนิ้ว ไล่หาความผิดปกติที่อาจซ่อนอยู่
หากเป็นกลไกก็น่าจะเหลือร่องรอยบ้าง
‘แม้ข้าจะไม่ได้ชำนาญด้านนี้… แต่ในเมื่อเจ้าของฐานคือยาฮยอลจ็อกแล้วล่ะก็—’
เจ้านั่นดูยังไงก็ไม่ใช่คนช่างคิด คงไม่ได้ออกแบบกลไกซับซ้อนอะไรไว้แน่
…อย่างน้อยก็ข้าคิดแบบนั้น
ข้าถอยจากผนังแล้วหันมาสำรวจเก้าอี้แทน
ทว่าเท่าที่ดู ก็ยังไม่รู้สึกถึงความผิดปกติใดๆ
ตุบ
“…หืม?”
บริเวณใต้ที่วางแขนด้านขวาของเก้าอี้ ข้าสัมผัสได้ถึงอะไรบางอย่างที่แปลกไป
มันยื่นนูนออกมาเล็กน้อย ต่างจากอีกข้างที่เรียบสนิท
ข้าลองกดดูด้วยความสงสัย และมันก็กดลงไปได้ง่ายดาย
แต่ผิดคาด—ไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ทั้งห้องยังเงียบสนิทเหมือนเดิม
‘หากกลไกอยู่ในจุดนี้จริง พวกชุดค้นหาของสหพันธ์ยุทธภพย่อมต้องเจอแน่’
ข้าเริ่มลังเล คิดจะเปลี่ยนไปสำรวจที่อื่นต่อ ทว่าแล้วความคิดบางอย่างก็ผุดขึ้นในหัว
เพื่อความแน่ใจ ข้าจึงลองกระตุ้นปราณมารที่หลงเหลืออยู่ในร่าง
ปกติแล้วมันจะแทรกแซงระหว่างข้าใช้พลังไม่ได้ ข้าจึงต้องดึงมันขึ้นมาเอง
ภายในตันเถียนปราณมารที่แอบซ่อนอยู่สั่นไหวเบาๆ
จากนั้นข้าจึงกดตรงส่วนนูนของที่วางแขนอีกครั้ง
แกรก… แกรกก…
“…เวรเอ๊ย”
ความเป็นไปได้ที่ข้าไม่อยากให้เกิด กลับกลายเป็นความจริงจนได้
ไม่ใช่แค่กลิ่นเลือดที่น่าสะอิดสะเอียน
แต่ตอนนี้ข้าเริ่มเข้าใจแล้วว่าทำไมทั้งสหพันธ์ยุทธภพกับสำนักฮวาซานถึงหาหลักฐานอะไรไม่ได้เลย
แทยันกวี ผู้วางกลไกนับร้อยเพื่อสร้างพระราชวังหลักของลัทธิมารสวรรค์ในอนาคต
นี่มันเทียบได้กับผลงานบ้าคลั่งของหมอนั่นเลยทีเดียว—กลไกที่ตอบสนองต่อปราณมาร
ครืนนน—!
เสียงกึกก้องสั่นสะเทือนไปทั่วถ้ำ ฝุ่นผงลอยคลุ้งออกมาทุกทิศทาง
ผนังด้านหลังเก้าอี้ค่อยๆ เปิดออก เผยให้เห็นประตูบานใหญ่ที่ซ่อนอยู่
และกลิ่นคาวเลือดอันน่าคลื่นไส้ ก็พวยพุ่งออกมาอย่างรุนแรง…