สหายวัยเยาว์ของจอมยุทธ์อันดับหนึ่งในใต้หล้า - ༺ บทที่ 103 ยินดีที่ได้พบนะ เจ้าเด็กน้อย (3) ༻
- Home
- สหายวัยเยาว์ของจอมยุทธ์อันดับหนึ่งในใต้หล้า
- ༺ บทที่ 103 ยินดีที่ได้พบนะ เจ้าเด็กน้อย (3) ༻
รากษสเอื้อมมือขึ้นลูบลำคอตนเองเบา ๆ
ความรู้สึกจากเมื่อครู่ที่ทั่วร่างถูกฉีกกระชากยังคงหลงเหลืออยู่จนร่างกายแข็งค้าง
‘ทั้งหมดนั้น…เป็นเพียงภาพลวงตาอย่างนั้นหรือ?’
ผู้ที่ใช้ชีวิตคลุกคลีอยู่กับกลิ่นอายแห่งความตายมายาวนาน ย่อมเข้าใจดียิ่งกว่าผู้ใด—มันไม่ใช่แค่ความรู้สึกผิดเพี้ยน
สิ่งที่ตนสัมผัสได้แน่ชัด คือ “ความตาย”
เพียงไม่กี่ก้าว กลับสัมผัสได้ถึงความตายหลายร้อยครั้งประดังเข้ามา
มันเป็นพลังสังหารกระนั้นหรือ? หรือเพียงเพราะตนเผลอไผลจนตกอยู่ใต้แรงกดดันของบรรยากาศกันแน่
‘ข้า…รากษส…จะแพ้ให้กับเจ้าหนูนั่น?’
แท้จริงแล้ว รากษสเคยเป็นหนึ่งในหน่วยนักฆ่าเงารัตติกาล ที่มีราชาเงามืดเป็นผู้ควบคุม
แม้ปัจจุบันจะย้ายมาจงรักภักดีกับเจ้าตำหนัก แต่ความจริงที่ว่าเขาเคยเป็นหนึ่งในหน่วยลับของราชาเงามืดย่อมบ่งบอกถึงความสามารถที่มิอาจดูแคลน
นักฆ่านั้นแตกต่างจากจอมยุทธ์ทั่วไป ไม่ได้ยึดติดกับขอบเขตพลังมากนัก ด้วยทักษะเฉพาะด้านในการลอบสังหารและโจมตีแบบปิดลับ จึงมีวิถีทางที่แยกจากสายอื่นโดยสิ้นเชิง
หากจะเปรียบ ก็คงคล้ายกับสายผู้ใช้พิษ
ดังนั้น รากษสจึงเชื่อเสมอว่า ตราบใดที่เวลาและสถานที่เหมาะสม แม้ต้องสังหารผู้ที่อยู่เหนือกว่าตนหนึ่งระดับ ก็ใช่ว่าจะทำไม่ได้
เขาภาคภูมิในฝีมือของตนเองถึงเพียงนั้น
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในตอนนี้คืออะไร?
รากษสจ้องมองกู่หยางชอน ขณะพยายามปรับลมหายใจที่ยังวูบไหวให้กลับคืนสู่ปกติ
ไม่ว่าจะเป็นอัจฉริยะเพียงใด หากดูจากขอบเขตแล้วก็ยังไม่เกินระดับชั้นหนึ่ง
ในยุทธภพ สายตาของจอมยุทธ์จะเริ่มนับจริงจังก็เมื่อก้าวข้ามระดับชั้นยอดขึ้นไปเท่านั้น
ระดับชั้นยอด…คือจุดที่ทำลายข้อจำกัดเดิม ขยายขอบเขต และเติมเต็มพลังใหม่ให้แก่ตนเอง
แม้จะใช้พลังในปริมาณเท่าเดิม แต่ระดับความแข็งแกร่งจะเปลี่ยนแปลงโดยสิ้นเชิง และสัมผัสต่อพลังรอบกายก็จะแหลมคมขึ้น
กล่าวได้ว่า เป็นจุดเริ่มต้นที่จอมยุทธ์เริ่มเข้าใจวิถีของพลังอย่างแท้จริง
ผู้ใดที่สามารถข้ามพ้นระดับนั้นได้ จะถูกกล่าวขานว่าก้าวเข้าสู่ภาวะ ‘เหนือสามัญ’
ทั้งที่พลังนักฆ่ามักไม่พัฒนาไปถึงระดับนั้นง่าย ๆ ทว่า รากษสกลับเป็นผู้ที่บรรลุถึงระดับชั้นยอดอย่างแท้จริง
ถึงอย่างนั้น เขากลับถูกเจ้าหนูนั่นกดดันอย่างสิ้นเชิง
“เจ้า…ทำอะไรกับข้ากันแน่…”
แม้จะเอ่ยปากถาม แต่รากษสก็ไม่ได้รับคำตอบใดจากกู่หยางชอน
อีกฝ่ายเพียงยืนสงบนิ่งถือกระบี่ไว้ในมือเท่านั้น
“นี่มันเรื่องบัดซบอะไรกันแน่วะ…!”
รากษสสบถกราดด้วยอารมณ์พลุ่งพล่าน ทว่ากู่หยางชอนยังคงเงียบงัน ดวงตาแน่วแน่จ้องมองมาไม่ขาดสาย
เมื่อครู่ อีกฝ่ายเพิ่งกล่าวว่าตนชื่อ “ชินชอล”
เขาไม่เข้าใจความหมายนั้น จึงลองไตร่ตรองชั่วครู่ แต่ก็ไม่อาจเชื่อมโยงกับสิ่งใดได้ จึงสรุปว่าอีกฝ่ายคงตั้งใจสร้างความสับสนให้ตน
ตามรายงานที่ได้รับมา กู่หยางชอนนั้นฝึกสายหมัดเช่นเดียวกับพ่อของเขา—ยอดจอมยุทธ์ผู้มีฉายานักรบพยัคฆ์
และที่แน่ชัดกว่านั้นคือ ก่อนหน้านี้ก็ยังเห็นชัดว่าอีกฝ่ายใช้หมัดมืออย่างเชี่ยวชาญ
แต่ตอนนี้…เกิดอะไรขึ้น?
‘ถึงขั้นจะแสร้งทำเป็นยอดกระบี่เลยหรือ?’
กู่หยางชอนเคยแสดงให้เห็นอย่างเด่นชัดแล้วว่าเชี่ยวชาญวิชาหมัด จึงยากที่จะเชื่อว่าอีกฝ่ายจะถนัดกระบี่ด้วย
แม้จะเป็นผู้มีพรสวรรค์สูงส่งปานใด แต่จะให้ชำนาญทั้งสองสายอย่างสมบูรณ์ก็เป็นเรื่องเป็นไปไม่ได้
และนั่นก็ปรากฏชัดตรงท่วงท่าที่ราวกับเปิดช่องโหว่มากมายของกู่หยางชอนในตอนนี้
ต่างจากก่อนหน้านี้ลิบลับ—ตอนที่เขากำหมัดไม่มีแม้แต่ช่องว่างให้มองเห็น ทว่าเมื่อต้องถือกระบี่กลับแลดูเปราะบางถึงขั้นสามารถโจมตีจุดใดก็สังหารได้ทันที
แน่นอนว่า เหล่ายอดยุทธ์ระดับสูงสุดที่ฝ่าขีดจำกัดของวิชายุทธ์จนหลอมรวมตัวตนเข้ากับพลังวรยุทธ์ของตน มีอยู่จริงในยุทธภพ
ไม่ว่าจะเป็นเจ้าตำหนักรัตติกาล หรือแม้แต่ราชาเงามืด—ยอดนักฆ่าอันดับหนึ่งก็ล้วนอยู่ในระดับนั้น
‘ถ้าอย่างนั้น…เจ้าหนูนี่ก็อยู่ในระดับเดียวกันกับพวกนั้นหรือไง?’
แค่คิดขึ้นมาเองก็อยากหัวเราะให้ตัวเอง
เพราะถึงจะไม่อยากยอมรับ แต่ตัวเขาเองก็ยังไม่อาจเอื้อมถึงระดับนั้น และยังไม่กล้าจะเอ่ยปากอ้างด้วยซ้ำว่าตนอยู่ใกล้
ดังนั้นเจ้าหนูตรงหน้าจะไปถึงระดับนั้นได้อย่างไรกัน?
…ทั้งที่รู้ดีว่าไม่ใช่ ทำไมถึงขยับตัวไม่ได้
“เจ้าหนู”
เสียงของกู่หยางชอนเอ่ยขึ้น ทำให้รากษสสะดุ้งเฮือก
“ท่าทางเจ้าสั่นจนเสียจังหวะแล้วนะ ตั้งหลักดี ๆ เถอะ”
“เจ้า…!”
คำพูดที่ฟังดูราวกับสั่งสอนของกู่หยางชอน ทำให้เส้นเลือดบนลำคอของรากษสปูดขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
“กล้าดียังไง…ไอ้เด็กเวรอย่างเจ้ากล้าคิดจะสั่งสอนข้าอย่างนั้นรึ!”
“หึ…แม้แต่จากใบไม้เล็กๆ ยังต้องรู้จักแสวงหาความหมาย แล้วเจ้าล่ะ เจ้าหนูน้อย เจ้ากลับละทิ้งแก่นแท้ที่ผู้ฝึกยุทธพึงมีไปเสียแล้ว”
“หุบปาก! ที่ข้ายังไม่ฆ่าเจ้าในทันทีเพราะเห็นว่าการดิ้นรนของเจ้านั้นมันช่างน่าขัน แต่ดูท่าเจ้าจะลืมตัวเกินไปแล้ว!”
เป็นคำยั่วยุที่น่าขันยิ่ง
สำหรับนักฆ่าซึ่งต้องดำรงชีวิตอยู่ด้วยความเยียบเย็นและสติอันมั่นคง คำพูดเพียงเท่านี้นับว่าไม่อาจสั่นคลอนจิตใจได้เลย
แต่ก็เป็นเรื่องน่าขำ…เพราะรากษสกลับหวั่นไหว
เขากัดฟันแน่น พลางเร่งเร้าแรงปราณขึ้นมาด้วยตนเอง
‘อย่าให้ภาพลวงตามาหลอกเจ้า…มันก็แค่กำลังรนหาที่ตายเท่านั้น’
เขากดจิตให้เย็นลงอย่างฝืนทน และแรงปราณนั้นก็ไหลเวียนรวมเข้าที่มีดสั้นในมือ
ส่วนกู่หยางชอนยังคงยืนอยู่เช่นเดิมด้วยใบหน้าสงบนิ่ง
จุดหมายของรากษสคือช่องว่างที่เปิดออกตรงหน้าอก จุดที่เขาจะจบศึกได้ด้วยการแทงทะลุหัวใจ
ด้วยความเร็วของรากษส หากระดมพลังไว้ที่ปลายเท้า ยามจู่โจมก็ใช้เวลาเพียงพริบตาเดียว
จะต้องรีบจัดการให้เสร็จก่อนฟ้าสาง
ทันทีที่เขาต่ำตัวลงเตรียมจู่โจม
“เมื่อก่อน ข้าเคยพูดคำหนึ่งให้เด็กๆ ฟังอยู่เสมอ”
เสียงของกู่หยางชอนทำให้ร่างรากษสหยุดชะงัก
‘อะไรนะ…?’
ไม่ใช่เพราะตกใจ แต่เป็นเพราะร่างกายถูกบางสิ่งตรึงไว้จนขยับไม่ได้ต่างหาก
ไม่ใช่แรงกดจากพลังภายในแน่นอน แล้วมันคืออะไรกันแน่?
“เมื่อความโกรธเข้าครอบงำ หัวใจก็จะว้าวุ่น และจิตที่สั่นไหวก็จะซึมซาบเข้าสู่กระบี่”
กู่หยางชอนกล่าวพลางทอดสายตามองซากศพของยอดกระบี่ดอกเหมยที่นอนเกลื่อนอยู่รอบตัว
“หากเป็นเช่นนั้น ดอกเหมยที่กำลังผลิบานก็จะร่วงโรยตามเจตจำนงแห่งสวรรค์ และการจะให้มันผลิบานขึ้นอีกครั้ง…คงต้องรออีกนานนับแรมปี”
แววตาของเขาว่างเปล่า ทว่าถ้อยคำนั้นกลับแฝงไว้ด้วยอารมณ์นับไม่ถ้วน
“คนเฒ่าคนนั้นที่เคยพร่ำสอนถ้อยคำนั้น ยังจำได้ดี…ตอนเผชิญมหันตภัยโลหิต เขากลับเป็นคนแรกที่ปลดปล่อยความโกรธอย่างบ้าคลั่ง เจ้าไม่คิดหรือว่ามันน่าขัน?”
“นี่เจ้าพร่ำเพ้ออะไรของเจ้า!”
รากษสแทบอยากสบถออกมา เขาไม่เข้าใจเลยแม้แต่น้อยว่าคำพูดพิลึกพิลั่นที่หลุดจากปากกู่หยางชอนนั้นมีความหมายใดแฝงอยู่
“เข้าใจหรือไม่…ก็ไม่สำคัญหรอก”
ซู่ว์…
“เพราะนี่ก็แค่การระบายอารมณ์ของตาเฒ่าที่น่าเวทนา…เท่านั้นเอง”
“…ว่าอย่างไรนะ?”
เบื้องหน้าของรากษส—บางสิ่งหล่นลงมา
เพดานของที่นี่คือชั้นหินทึบ ไม่มีช่องว่างให้สิ่งใดร่วงหล่นได้
เขาหรี่ตาลง มองต่ำไปยังพื้นหินเบื้องล่าง
สิ่งที่ตกลงมา คือกลีบดอกเหมย
และเพียงพริบตา กลีบนั้นก็แหลกสลาย
“อะไรกัน…”
เขาเงยหน้าขึ้นมองกู่หยางชอนอีกครั้ง แต่สิ่งที่เห็นรอบตัวอีกฝ่ายก็ยังคงเป็นเพียงความว่างเปล่า
กรอด…
เขาขบฟันแน่น
นี่เขาเห็นภาพลวงตางั้นหรือ? หรือเป็นเพราะสับสนจากสิ่งที่เกินจะเข้าใจ?
ร่างที่เคยแข็งค้างของเขากลับมาเคลื่อนไหวได้อีกครั้งโดยไม่รู้ตัว
รากษสไม่ลังเลแม้แต่น้อย เวลานี้เขาไม่มีสิทธิ์รีรอ เป้าหมายที่ได้รับมอบหมายจากเจ้าตำหนักนั้นยังไม่สำเร็จ และเขาต้องจบเรื่องทั้งหมดเสียที
แรงปราณห่อหุ้มทั่วกาย ก่อนที่เขาจะพุ่งเข้าใส่กู่หยางชอนราวกับลูกธนูที่ถูกยิงออกจากคันศร
จุดหมายยังคงเหมือนเดิม—หัวใจ
และเมื่อเห็นศัตรูตรงหน้าขยับ รากษสก็แค่นเสียง
ช้าเกินไป
‘ก็แค่ดิ้นรนไร้ค่า’
เขาเห็นอย่างชัดเจน กู่หยางชอนกำลังยกกระบี่ขึ้น
แต่การเคลื่อนไหวนั้นแสนจะเชื่องช้า
ด้วยความเร็วของเขา มีดสั้นในมือจะเสียบทะลุหัวใจอีกฝ่ายก่อนที่กระบี่จะฟันลงมาเสียอีก
…หรือก็ควรจะเป็นเช่นนั้น
ฟุวะก!
เสียงน่าขนลุกดังขึ้นพร้อมละอองเลือดที่กระเซ็นไปทั่ว ก่อนที่บางสิ่งจะลอยเคว้งและร่วงลงกระแทกพื้น
“อ๊ากกก…!!”
รากษสร้องคำรามลั่น เข่าทรุดทรุดลงกับพื้น
เขายกมือข้างหนึ่งกุมไหล่ พลางเหลียวหลังกลับไปมองด้วยดวงตาสั่นไหว…แล้วเขาก็เห็น
แขนของตนเองที่ยังคงกำมีดสั้นไว้…กำลังกลิ้งอยู่บนพื้น
“เป็นไปไม่ได้…!”
เขาแน่ใจว่ากู่หยางชอนช้ากว่าแน่ ๆ
เขาแน่ใจว่าตัวเองเร็วกว่าหลายเท่า
แล้วไย…แขนของเขาถึงถูกตัดขาดไปเสียได้?
ซู่…ซู่…
เสียงแผ่วเบาเริ่มขยับเข้ามาใกล้หูอีกครั้ง
เขาเงยหน้าขึ้นด้วยสัญชาตญาณ—แล้วก็เห็นมัน
กลีบดอกเหมย
กลีบดอกเหมยที่ร่วงลงมาทีละแผ่น
‘นี่มัน…อะไรกันแน่? มาจากไหนกัน…?’
เสียงซ่าเบา ๆ ยังดังต่อเนื่อง
เขามองดูกลีบดอกไม้ที่ร่วงหล่นทีละกลีบลงบนพื้นหินตรงหน้า…
รากษสรู้ทันที…ว่าบางอย่างผิดปกติ
[นี่มันอะไรกัน?]
พอได้สติกลับมาเล็กน้อย เขาก็พบว่าตัวเองกำลังอยู่ในสถานการณ์ที่ผิดแผกไปจากเมื่อครู่
ข้าถือกระบี่ไว้ในมือ ส่วนรากษส—มือสังหารผู้เปิดเผยตัวเอง—กลับนั่งทรุดอยู่กับพื้นโดยไร้แขนข้างหนึ่ง
[อย่าบอกนะว่า…]
ข้าหลุดสติไปอีกแล้ว? เหมือนกับตอนที่สู้กับปีศาจทำลายล้าง?
‘เจ้าฟื้นแล้วหรือ’
[…หือ?]
เสียงหนึ่งดังขึ้นในหัว ข้าเผลอถามไปโดยไม่รู้ตัว
[ตาแก่…หรือว่า?]
‘ใช่ ข้านี่แหละ นานแล้วสินะ’
[แล้ว…ท่านกำลังทำอะไรอยู่นี่!?]
ข้าพยายามขยับตัว แต่ไม่ว่าพยายามอย่างไรก็ขยับได้แค่ปลายนิ้วเท่านั้น
ร่างกายทั้งหมด…ไม่ได้อยู่ในการควบคุมของข้าอีกแล้ว
‘อย่าขัดขืนไปหน่อยเลย เดี๋ยวก็คืนให้แล้ว’
[นี่มันเรื่องอะไรกันแน่!?]
‘เรื่องอะไรกันอีกล่ะ? ข้าก็กำลังช่วยชีวิตเจ้าอยู่นี่ไง’
[แต่…ท่านเคยบอกว่าทำแบบนี้ไม่ได้ไม่ใช่หรือ? ว่าท่านไม่อาจควบคุมร่างข้าได้…]
ข้ายังจำได้ดี ท่านยืนยันเองว่าไม่สามารถสิงร่างหรือควบคุมตัวข้าได้
แต่นี่มันอะไรกัน!? ถ้าไม่ใช่การสิงร่าง แล้วจะเรียกว่าอะไรได้อีก!?
เมื่อข้าถามกลับไป เสียงของตาแก่ชินก็ตอบมาอย่างหน้าตาเฉย
‘…นั่นน่ะสิ ข้าเองก็ไม่คิดว่าจะทำได้เหมือนกัน แต่ปรากฏว่ามัน…ทำได้นี่นะ’
…ตาแก่ชินนี่สติเสียแล้วแน่ ๆ
[บ้าจริง…]
‘อย่าบ่นน่า! ยังไงข้าก็อยู่ได้ไม่นาน และคงทำบ่อยไม่ได้หรอก เพราะงั้นเงียบๆ ไปเถอะ!’
“อึก…”
รากษสกัดเสียงครางขณะจับไหล่ตนเองแน่น ก่อนจะล่าถอยออกห่างด้วยสีหน้าเจ็บปวด
“ฮ้า…ฮ้า…!”
“เร็วกว่าที่คิดนะ เจ้านี่”
“…แกปิดบังพลังไว้สินะ…!”
“พูดซ้ำซากเหมือนพวกตัวประกอบเลยนะ ข้าผิดหวังหน่อย ๆ แล้วสิ…”
ท่าทางที่ตาแก่ชินสะบัดกระบี่เบา ๆ เป็นเพียงการปัดเศษฝุ่นธรรมดา
แต่สำหรับข้า ผู้ที่ยังรู้สึกถึงทุกการเคลื่อนไหวในร่างกายของตน…กลับสัมผัสได้ถึงอะไรบางอย่างที่ลึกซึ้งกว่านั้น
‘นี่ก็เป็นโอกาสดีสำหรับเจ้าด้วย ตั้งใจสัมผัสให้ดีล่ะ’
ไม่จำเป็นต้องเอ่ยถามว่าหมายความว่าอย่างไร เพราะถึงจะควบคุมร่างไม่ได้ แต่ข้าก็สัมผัสได้ชัดเจนเกินพอว่าไหลเวียนพลังภายในร่างกำลังเคลื่อนไปเช่นไร
‘คงเพราะเจ้ากินพลังแห่งวิญญาณจากวัตถุวอเศษเข้าไปล่ะมั้ง อย่างน้อยก็ยังดีที่ใช้กระบี่ได้โดยไม่มีปัญหา’
ตาแก่ชินไม่ได้เรียกใช้เคล็ดเพลิงของตระกูลกู่ที่เขาใช้ไม่ถนัด แต่ดึงเพียงปราณวิญญาณที่แฝงอยู่ในกายมาใช้เท่านั้น…ความรู้สึกของมันช่างจั๊กจี้จนยากจะอธิบาย
เมื่อหันไปมองรากษสที่ยืนหอบหายใจอยู่ไกลออกไป ก็เข้าใจได้ทันที—ตาแก่ชินใช้น้ำหนักเพียงบางส่วนของพลัง ก็สามารถกดดันรากษสได้ถึงเพียงนี้
สายพลังมุ่งเน้นการต่อสู้ระยะประชิดนั้นมีพลังทำลายล้างมหาศาลก็จริง แต่ก่อนจะขึ้นถึงระดับสูงกลับไม่ค่อยได้แสดงศักยภาพออกมานัก ข้าจึงต้องถมช่องโหว่นั้นด้วยพลังภายในที่มากเกินตัวอยู่เสมอ
แม้จะไม่ได้คิดว่าการใช้กระบี่จะดีกว่า แต่ตอนนี้…
‘เฮ้อ เจ้านี่มันชินกับการใช้พลังเกินตัวเสียจริง’
เสียงของตาแก่ชินดังขึ้น คล้ายเอือมระอาเต็มทน
‘แค่ใช้ให้เพียงพอก็พอแล้วก็ยังไม่รู้จักคิด ถึงจะเข้าใจว่าพลังเพลิงมันกินแรง แต่เจ้าก็ใช้มันอย่างสิ้นเปลืองเกินไป’
การเรียกเปลวเพลิงย่อมต้องใช้พลังจำนวนมาก ข้ารู้ดี แต่นั่นก็เป็นสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้
‘อย่ามาอ้างว่าหลีกเลี่ยงไม่ได้หน่อยเลย ข้าขอบอกไว้ก่อน ถ้าวันหนึ่งเจ้าเดินไปจนชนกำแพง ก็อย่าได้พูดว่า “ข้าไม่รู้จะทำอย่างไร” ล่ะ’
[…ทำไมจู่ ๆ ท่านถึงมาสั่งสอนข้าขึ้นมาอีกล่ะขอรับ…]
‘เพราะมันน่าหงุดหงิดนัก! ก็คิดว่าเจ้านี่มีพรสวรรค์มาก คงจะเดินไปในทางของตนได้เอง…แต่ดูสิ สุดท้ายเด็กที่เคยเหยียบย่างขึ้นสู่จุดสูงสุด กลับยืนหยุดอยู่แค่ตรงนี้…’
[…!]
เมื่อครู่นี้…ตาแก่ชินพูดว่าอะไร?
ไม่สิ ข้าคงหูฝาดไป…
[เมื่อกี้…ท่านว่าอะไรนะครับ?]
‘ข้ารู้ ว่าเจ้าย้อนเวลากลับมา’
คำพูดของตาแก่ชินทำให้หัวใจข้าหล่นวูบลงไปในเงามืดทันที…