สหายวัยเยาว์ของจอมยุทธ์อันดับหนึ่งในใต้หล้า - ༺ บทที่ 104 มีอาจารย์แล้ว (1) ༻
*แจ้งจากผู้แปล เปลี่ยนฉายาของ วีฮโยกุน จาก
จักรพรรดิกระบี่สวรรค์ เป็น เซียนกระบี่ ขอบคุณครับ
บทที่ 104 มีอาจารย์แล้ว (1)
…เขารู้ได้อย่างไรกัน?
ทั้งที่ก่อนหน้านี้ดูเหมือนไม่รู้เรื่องการย้อนเวลากลับมาของข้าเลยสักนิด
หรือว่า… แกล้งทำเป็นไม่รู้?
ในขณะที่ข้ากำลังสงสัย เสียงของตาแก่ชินก็ดังขึ้นราวกับตอบคำถามนั้น
“ตอนที่เจ้าถูกเจ้าสัตว์ร้ายในร่างกลืนกินจิตสำนึกจนหลับใหล ข้าก็ได้เห็นอะไรมากมาย”
[นั่นมัน…หมายความว่าอย่างไรขอรับ?]
“แม้มีสิ่งที่ข้ามองไม่เห็นอยู่มาก แต่สิ่งที่เจ้าปิดบังไม่เอ่ยปาก ข้าก็เห็นมันเช่นกัน”
[…]
“แม้ข้าเองก็มีหลายสิ่งที่อยากถามในตอนนี้ แต่เวลาเช่นนี้ไม่ใช่เวลาจะมัวสนใจเรื่องพรรค์นั้น จงอย่าได้สร้างความวุ่นวายไปเปล่าๆ มีแต่ต้องตั้งใจ รับรู้เท่านั้น”
หากร่างกายเคลื่อนไหวได้ละก็… ข้าอาจทรุดตัวลงตรงนั้นแล้วก็ได้
เพราะคำพูดของตาแก่ชินนั้น… สะเทือนใจอย่างยิ่ง
“แทนที่จะปล่อยให้ตัวเองหวั่นไหว จงวิเคราะห์มันให้มากขึ้นแม้เพียงเรื่องเดียวก็ตาม”
แม้จะพูดเรียบๆ แต่น้ำเสียงนั้นเด็ดขาด ข้าไม่อาจเดาได้เลยว่า…เขาเห็นสิ่งใด จึงกล่าวเช่นนั้นกับข้า
กึก
จู่ๆ ตันเถียนก็กระตุกวูบขึ้น
แม้จะพยายามไม่ใส่ใจ แต่ความรู้สึกนั้นกลับชัดเจนยิ่งกว่าครั้งไหนๆ อาจเพราะมันแตกต่างจากวิธีที่ข้าเคยฝึกมาโดยสิ้นเชิง
นี่หรือ…คือสัมผัสของ ‘การผลิบานของดอกเหมย’
แม้จะเพียงเล็กน้อย แต่รอบตัวข้ากลับรู้สึกราวกับมีกลีบดอกเหมยกระจายลอยอย่างแผ่วเบา
…ความฝันของเหล่าศิษย์แห่งสำนักฮวาซาน
และยามนี้ มันกำลังผลิบานจากร่างกายของข้าเอง เป็นความรู้สึกที่ทั้งแปลกประหลาดและประหลาดใจในคราเดียว
“…ไม่ได้มีไว้เพื่อแค่ให้มันผลิบาน”
เมื่อข้ากำลังถูกกลืนไปกับความรู้สึกแปลกประหลาดนั้น ตาแก่ชินก็เอ่ยขึ้นมาอีกครั้ง
“หากเจ้าคิดจะหยุดอยู่แค่การผลิบานของดอกเหมย ก็เปล่าประโยชน์แล้วล่ะ”
ไม่ใช่คำพูดจากผู้ใด หากแต่เป็นคำของยอดฝีมือที่มีนามจารึกในประวัติศาสตร์ของสำนักฮวาซาน
“หากมันได้ผลิบานแล้ว ก็จงโอบอุ้มมันไว้ เพราะเส้นทางจะเริ่มต้นจากตรงนั้น”
เพียงได้ยินคำพูดนั้น ทุกสิ่งภายในร่างกายก็เผยชัดขึ้น
พายุที่โหมกระหน่ำภายใน… พายุที่โอบอุ้มกลีบดอกเหมยเอาไว้
ภายนอกอาจดูสงบนิ่ง ทว่า…ในร่างกายกลับปั่นป่วนถึงเพียงนั้น
“เจ้ารู้หรือไม่ ว่าทำไมจึงสั่งให้ศิษย์แห่งฮวาซานฝึกฝนภาชนะของร่างกายให้สมบูรณ์ก่อนเป็นอันดับแรก”
แม้จะควบคุมพลังได้อย่างแม่นยำเพียงใด ก็ยังคงมีพลังที่เล็ดรอดออกมา
หรือว่าสิ่งนี้…เกิดจากร่างกายที่ยังไม่แข็งแกร่งพอ?
“ข้าเชื่อว่าเจ้าก็น่าจะรู้… เพราะวรยุทธ์ของตระกูลกู่ก็ไม่ต่างกัน”
ดังที่ตาแก่ชินกล่าว… ข้าก็เคยคิดแบบนั้นอยู่บ้าง
การที่เปลวเพลิงปะทุออกมาจากภายใน สุดท้ายแล้วก็ต้องย้อนกลับมากลั่นเป็นความร้อนที่โอบอุ้มไว้
หากคิดถึงจุดสูงสุดของคล็ดวิชาแห่งตระกูลกู่ ว่าคือการโอบอุ้มความร้อนนั้นไว้เพื่อยกระดับสมรรถภาพของร่างกายให้ถึงขีดสุด…
ก็ถือเป็นเรื่องที่ถูกต้องทีเดียว
‘เจ้าคิดจริงๆ หรือว่าต้องใช้พลังปราณภายในอย่างมากมาย? ไม่ใช่เลย… ที่เจ้าเห็นมันก็แค่รั่วไหลออกมาเองเท่านั้น’
ขยับร่างได้แล้ว
แต่จะว่าจับกระบี่ก็คงไม่ถูกนัก… รู้สึกราวกับกระบี่ลอยมาตามสายลมแล้วตกอยู่ในมือเสียมากกว่า
พลิ้วไหว…
แม้แต่ข้ายังอดประหลาดใจไม่ได้ ว่าร่างกายของข้ามีความอ่อนช้อยถึงเพียงนี้เชียวหรือ
‘ฮึ่ม… ถึงข้าไม่อาจถ่ายทอดให้ศิษย์รุ่นหลังได้ ยังต้องมาบอกเจ้าแมลงสาบยักษ์นี่อีกงั้นหรือ’
แม้จะเอ่ยปากบ่นเช่นนั้น… แต่เส้นทางกระบี่กลับแผ่พุ่งออกไปอย่างแน่วแน่
รากษสที่จับตามองอยู่รีบเคลื่อนไหวอย่างร้อนรน
“แก…!”
ถึงจะเหลือแขนข้างเดียว แต่ความเร็วของรากษสก็ยังเหนือกว่า
…ทว่า แปลกนัก คมกระบี่กลับแตะถึงจุดหมายก่อนรากษสจะเข้าถึง
ฉัวะ! ฉึบ!
“อั่ก!”
ปลายกระบี่เฉือนผิวกายของรากษสเป็นทางยาวซ้ำแล้วซ้ำเล่า ราวกับเจาะจงฟันเฉพาะเส้นเอ็นสำคัญตามแขนขาอย่างแม่นยำเกินมนุษย์
กระบี่ของตาแก่ชินนั้นไม่ได้เหมือนกับดอกเหมยที่เบ่งบานจากยอดฝีมือเช่นยองพุงเลย…
กลับกัน… กลีบดอกเหมยที่ร่วงหล่นจากกระบี่นั้นช่างบางเบาราวกับใบไม้แห้ง
‘อย่าหลงลืมในหน้าที่ของตน เมื่อเจ้าผลิดอกเหมยและโอบอุ้มมันไว้แล้ว… สุดท้ายก็ต้องกลับมาเป็น “ยอดกระบี่” เช่นเดิมอยู่ดี’
ไม่มีความจำเป็นต้องโปรยกลีบดอกเหมยมากมาย
เพียงแค่ใบเดียวที่เจิดจรัส… ก็เพียงพอแล้ว
ดูเหมือน…ตาแก่ชินจะกล่าวเช่นนั้นด้วยสายตานิ่งลึก
‘วิธีไร้แบบแผนของเจ้านะ ต้องมีพลังปราณภายในมากมายราวกับมหาสมุทรจึงจะเป็นไปได้ และจุดจบของมันก็กระจ่างอยู่แล้ว เจ้าก็รู้อยู่เต็มอกไม่ใช่หรือ’
ชาติที่แล้ว ข้ามีวิชามารสนับสนุน จึงไม่มีวันที่พลังปราณภายในจะหมด
ทว่า…ท้ายที่สุดแล้ว ข้าก็ไม่อาจก้าวถึงจุดสูงสุดได้
เมื่อย้อนนึกถึงกำแพงที่ทั้งสูงใหญ่และกว้างไกลนั้น… ก็ยังคงรู้สึกอึดอัดยิ่งนัก
‘เพราะฉะนั้น… จงตื่นรู้ซะ’
กระบี่เพียงไม่กี่ครั้ง แต่ก็เพียงพอจะจัดการนักฆ่าขอบเขตจุดสูงสุด อย่างรากษสได้แล้ว
ร่างแขนเดียวที่เส้นเอ็นถูกตัดจนหมด ทรุดฮวบลงกับพื้น ส่งสายตาหวาดหวั่นและเลื่อนลอยมาอย่างไร้ความหวัง
ทั้งที่เหนือกว่าทั้งด้านพลังปราณภายใน ความเร็ว และพละกำลัง…
แต่กลับถูกเล่นงานราวกับเป็นของเล่น ด้วยเพียงแค่กระบี่เดียว
“ปีศาจ… แก… แกมันปีศาจ …”
คำพูดนั้นเปล่งออกมาด้วยน้ำเสียงสิ้นหวังโดยสิ้นเชิง และข้า… ก็เข้าใจมันได้ดียิ่งกว่าใคร
เพราะข้าไม่ได้ใช้พลังปราณภายในเกินความจำเป็นเลยสักนิด
แม้แต่พลังปราณภายในของข้าเองก็ยังไม่ได้แตะต้องมันเลย… มีเพียงพลังของ วัตถุวิเศษของฮวาซานที่ข้าเคยกลืนกินก่อนหน้านี้เท่านั้นที่ถูกนำมาใช้
ถึงจะพอเข้าใจว่าตาแก่ต้องการให้ข้าเห็นอะไร…
แต่การจะตระหนักถึงมันผ่านประสบการณ์จริงเช่นนี้ มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
ข้ารู้สึกเจ็บปวดแทบทุกข้อต่อของร่างกาย กล้ามเนื้อที่ไม่เคยใช้งานกลับตึงเครียดไปหมด นั่นหมายความว่าข้ายังไม่เคยใช้ศักยภาพของร่างกายได้เต็มที่เลยสักครั้ง
แม้จะพยายามอ้างความต่างระหว่างผู้ใช้กระบี่กับนักสู้ ก็ยังไม่อาจใช้เป็นข้อแก้ตัวได้
ทั้งหมดก็เพราะ…ข้าเองต่างหากที่ละเลยการใช้ร่างกายของตน
‘อย่ายึดติดกับพลังปราณภายในให้มากนัก’
[ท่านใช้วิธีลำบากเช่นนี้…ก็เพื่อสอนข้าเรื่องนี้อย่างนั้นหรือขอรับ?]
‘ถ้าปล่อยไว้ เจ้าคงตายแน่ ข้าก็เลยอุตส่าห์ยื่นมือช่วย เจ้าก็อย่าได้ตีหน้าไม่พอใจนักเลย—ควรจะขอบคุณข้าด้วยซ้ำไป! ก้มหัวขอบคุณข้าเสียเถอะ’
[…ขอบพระคุณท่านมากขอรับ]
ข้ากล่าวขอบคุณอย่างจริงใจต่อถ้อยคำของตาแก่ชิน
เพราะสิ่งที่เขาพูด… ถูกต้องทุกอย่าง
ทั้งช่วยเหลือข้า และทั้งต้องการถ่ายทอดคำสอนอันมีค่า
และก็เพราะสิ่งนั้น… ความคิดจองหองที่เคยมีในใจเพราะการย้อนกลับชาติมาเกิดใหม่นั้น… ก็หายวับไปทันที
แม้จะเคยไปถึงระดับสูงในชาติก่อน…มันก็ไม่อาจนำมาใช้เป็นข้ออ้างอะไรได้เลย
ยิ่งรู้เช่นนี้ ข้าก็ยิ่งตระหนักว่า เส้นทางที่ต้องเดินนั้นยังอีกยาวไกลนัก
ตาแก่ชินพ่นลมหายใจเบาๆ แล้วก้าวเท้าเข้าไปหารากษส
แม้จะใช้เรื่องนี้เป็นโอกาสในการสั่งสอน แต่ข้าก็รู้ดีว่า เขากำลังโกรธอยู่ไม่น้อย
อาจเป็นเพราะเหล่าศิษย์แห่งฮวาซานที่สิ้นชีพกระจัดกระจายอยู่โดยรอบ
ยิ่งไปกว่านั้น ท่านกลับยังสามารถรักษาอารมณ์ไว้ได้โดยไม่ปล่อยให้ถูกครอบงำ นั่นแหละคือสิ่งที่น่าตกใจยิ่งกว่า
“…ฆ่าข้าเถอะ”
เสียงแหบแห้งของรากษสเอ่ยขึ้น
ก่อนหน้านี้ เขายังพยายามหลบหนีอยู่หลายครั้ง ทว่าทุกเส้นทางกลับถูกขวางกั้นด้วยเส้นทางกระบี่จนหมด
สุดท้าย…สายตาของรากษสก็สิ้นหวังจนหมดสิ้น ไม่แม้แต่จะไขว่คว้าหาความอยู่รอดอีกต่อไป
เพราะเขาย่อมรู้ดีว่า ต่อให้ร้องขอชีวิต…ก็ไม่มีใครรับฟัง
“…ความเสียดายเพียงหนึ่งเดียวของข้า คือไม่อาจส่งข่าวเจ้าไปถึงท่านเจ้าตำหนักได้ ฮ่าๆๆ ! แต่เจ้าจงอย่าได้หลงระเริงนัก—เพราะฟ้าย่อมอยู่ข้างเราเสมอ!”
“ตั้งแต่อดีตก็เป็นแบบนี้แหละ…คนในฝ่ายพวกเจ้าล้วนเสียสติหมดทั้งนั้น”
ฉัวะ!
สิ้นคำ ตาแก่ก็กระแทกกระบี่เสียบเข้าไปกลางอกของรากษสอย่างเฉยชา
การตายของจอมยุทธ์ขอบเขตจุดสูงสุด… กลับจบลงได้เงียบเหงาเช่นนี้
“เผื่อจะสงสัย—เจ้ามีปัญหาอะไรหรือไม่ที่ข้าฆ่ามันโดยไม่สอบสวน”
[ใช้เสียงของข้าพูดด้วยน้ำเสียงแบบนั้น… มันรู้สึกแปลกชะมัดเลยนะขอรับ]
“…เจ้าระวังให้ดีเถอะ เดี๋ยวข้าจะไม่คืนร่างให้เสียเลยนี่”
[ไม่กล้ามีปัญหาขอรับ]
แต่เดิม… นักฆ่าระดับนั้น ต่อให้จับมาได้ก็แทบไม่อาจสอบสวนอะไรได้อยู่ดี
แม้จะปิดปากไม่พูด ก็ยังมีวิธีทำลายตนเองอีกนับไม่ถ้วน
เอาเข้าจริง… หากลองหาวิธีดีๆ ก็คงมีหนทางอยู่บ้าง ข้าเองก็รู้สึกเสียดายอยู่ไม่น้อย
แต่เมื่อคิดถึงความรู้สึกของตาแก่ชินแล้ว… แค่นี้ก็นับว่าเป็นการยอมอ่อนให้มากพอแล้ว
ตาแก่ขยับแขนไปมาช้าๆ พลางบ่นพึมพำราวกับเสียดาย
“…แค่ขยับแขนไปนิดหน่อยก็เหนื่อยเสียแล้ว นี่มันช่างน่าเสียดายจริงๆ ”
[ท่านจะใช้ร่างข้าต่อไปอีกนานแค่ไหนกันขอรับ…]
“อย่าเร่งเลย ข้าเองก็ใกล้ถึงขีดจำกัดแล้วเหมือนกัน”
ว่าพลาง ตาแก่ชินก็หมุนตัวเดินจากไปอย่างเชื่องช้า และจุดที่เขาเดินไปหาก็คือร่างของศิษย์ฮวาซานที่ล้มตายอยู่
ตาแก่ชินคุกเข่าลงข้างศพนั้นด้วยท่าทางสงบนิ่ง ไม่แม้แต่จะสนใจกลิ่นเน่าเหม็นที่คละคลุ้งไปทั่ว
หลับตาลง…อย่างเงียบงัน
ข้าไม่รู้เลยว่าตาแก่ชินกำลังคิดอะไรอยู่
แต่สิ่งนั้น—ก็คงเป็นอารมณ์ความรู้สึกที่ข้าไม่อาจเข้าใจได้ในตอนนี้
หลังจากนั่งนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ตาแก่ชินก็เอ่ยขึ้นช้าๆ
“พอแล้ว… ข้าเองก็มีเรื่องอยากถามเจ้ามากมายเช่นกัน แต่คงต้องเอาไว้คุยกันทีหลัง”
—ตึง!
ทันใดนั้น ความรู้สึกบางอย่างก็แผ่สะท้อนออกมา พร้อมกับที่การมองเห็นของข้ากลับคืนสู่ปกติ
ร่างกายก็กลับมาเคลื่อนไหวได้อีกครั้งโดยไม่มีปัญหา
…เพียงแต่ความรู้สึกที่คล้ายถูกสลับจิตอย่างเมื่อครู่ มันทำให้ข้ารู้สึกคลื่นไส้มากกว่าที่คิดไว้เสียอีก
“…ตาแก่”
[อืม]
น่าโล่งใจที่ตาแก่ชินยังไม่หายไปไหน
ข้าลองขยับร่างกายเล็กน้อยเพื่อตรวจสอบ แต่ก็ไม่พบปัญหาใด
เมื่อแน่ใจแล้ว ข้าจึงหันไปมองรอบตัว ก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงขมขื่น
“จะให้ข้านำร่างพวกเขากลับไปยังสำนักฮวาซานหรือไม่…”
คำถามนั้นเอ่ยขึ้นในขณะที่ข้าจ้องมองร่างไร้วิญญาณของเหล่าศิษย์ฮวาซาน
ทว่า ตาแก่กลับตอบทันควันโดยไม่ลังเล
[อย่าเสนอหน้าทำในสิ่งที่ไม่ใช่หน้าที่เลย เจ้าเองก็รู้ดีว่าไม่สามารถทำเช่นนั้นได้]
“…”
ใช่แล้ว
เช่นเดียวกับที่ตาแก่กล่าว—ข้าไม่อาจพาพวกเขากลับไปได้
แม้จะใช้เวลาจัดการก็พอมีหนทางอยู่บ้าง แต่มันซับซ้อนเกินกว่าจะอธิบายได้ในสถานการณ์เช่นนี้
[…เอาเจ้าดอกไม้นั่นไปก็พอ]
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ข้าก็หันกลับไปมอง
ใช่แล้ว… รากษสคนนั้นก็มาที่นี่เพราะเจ้าดอกไม้ดอกนั้น
ข้าก้าวเท้าไปยังดอกไม้อย่างระมัดระวัง
จ๋อม… แจ๋ม…
ฝ่าเท้าของข้าแหวกผ่านผืนเลือดอุ่นที่ปริ่มท่วมพื้นดังเสียงซ่า
เลือดที่กำลังเดือดปุดๆ นั้นร้อนระอุ…
แต่ก็ไม่อาจสร้างอันตรายใดต่อร่างกายข้าได้
ยิ่งเข้าใกล้ พลังจากดอกไม้ก็ยิ่งรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ
มันคือดอกไม้อะไรกันแน่… เหตุใดจึงสามารถผลิบานอยู่ในบ่อโลหิตเช่นนี้ได้?
“เจ้าพวกสารเลวนี่… ทำให้มันผลิบานขึ้นมาได้ยังไงกัน?”
แม้ในโลกนี้จะมีดอกไม้สีแดงอยู่มากมาย แต่ดอกไม้ที่เติบโตโดยดูดกินเลือดเช่นนี้ ข้ากลับไม่เคยได้ยินมาก่อน
หากจะให้เดา—ก็มีเพียงสิ่งเดียวเท่านั้นที่พอจะนึกออก
“…มิน่าเล่า ถึงได้กลิ่นของแดนมารลี้ลับอยู่แบบนี้”
สถานที่ที่ไร้ซึ่งสามัญสำนึก เป็นดั่งขุมนรกที่กลืนกินทุกอย่าง—หากเป็นพืชจากแดนนั้น…ก็คงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร
และเจ้าดอกไม้นี่ก็ไม่มีทางเป็นเพียงสมุนไพรวิญญาณธรรมดาแน่นอน
เพราะพลังที่มันแผ่ออกมา…เลวร้ายเกินกว่าจะเรียกแบบนั้นได้
แต่สิ่งที่ข้าอยากรู้อย่างแท้จริงก็คือ—พวกมันจะใช้ของเช่นนี้ไปเพื่ออะไร?
ข้าค่อยๆ ยื่นมือไปแตะดอกไม้ โชคดีที่ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ไม่ปรากฏผลข้างเคียงใด และเคล็ดวิชามารดูดกลืนสวรรค์ก็ไม่ถูกกระตุ้นขึ้นมา
[ไม่คิดจะถามหน่อยหรือ ว่าควรปล่อยไว้แบบเดิมจะดีกว่าหรือไม่]
‘จะปล่อยไว้ทำไมกันเล่า…’
สุดท้ายแล้ว หากมีใครพบเข้า คนพวกนั้นก็คงเป็นสหพันธ์ยุทธภพอยู่ดี
แม้จะมีเหตุผลมากมายที่ข้าไม่อยากให้เป็นแบบนั้น… แต่ให้สหพันธ์ยุทธภพได้มันไป ย่อมไม่ใช่เรื่องดีแน่
ปึ่ก!
ข้าออกแรงเบาๆ แล้วดึงมันขึ้น
น่าแปลก… เจ้าดอกไม้นี่กลับถูกถอนขึ้นมาอย่างง่ายดายจนแทบไม่ต้องออกแรง
และทันทีที่มันถูกถอนออกมา—บ่อโลหิตที่เดือดพล่านเมื่อครู่กลับสงบนิ่งลงในพริบตา
แสดงว่า…ต้นตอของทุกสิ่ง คือดอกไม้นี้จริงๆ
[ไม่กลัวบ้างเลยหรือ]
“กลัวอะไรหรือขอรับ”
[เจ้าจับของที่ไม่รู้ที่มา ไม่รู้ความหมาย แต่กลับไม่มีวี่แววความหวาดหวั่นใดเลย]
“…”
แดนมารลี้ลับ… แค่ได้ยินชื่อก็คลื่นไส้แล้ว
ความทรงจำที่ผุดขึ้นมา ทำให้ข้าอยากเบือนหน้าหนี
แต่ถึงอย่างนั้น ข้าก็ยอมรับ—ว่าตัวเองลงมือโดยไม่ทันคิดจริงๆ
‘ทีหลังต้องระวังให้มากกว่านี้แล้ว’
ข้าก้มมองดอกไม้อีกครั้ง
ตั้งแต่กลีบดอกจนถึงราก…มันแดงฉานไปทั้งต้น ราวกับถูกหล่อหลอมด้วยเลือด
หากไม่นับพลังปราณภายในที่แผ่ออกมาจนทำให้มือของข้าชา… มันก็เป็นเพียงดอกไม้ธรรมดาเท่านั้น
โดยทั่วไปแล้ว สมุนไพรวิญญาณจะสูญเสียพลังไปมากกว่าครึ่งทันทีเมื่อถูกถอนจากพื้นดิน
ยิ่งไปกว่านั้น ลำต้นของมันก็มักจะเสื่อมสภาพและแหลกสลายไปตามเวลา จนต้องรีบกลืนกินให้ทันก่อนหมดฤทธิ์
แต่เจ้านี่…
“…พลังของมันกลับไม่ลดลงแม้แต่น้อย”
และนั่นเอง—คือสิ่งที่ทำให้มันน่ากลัวที่สุด
ข้ายอมรับ… หากมันส่งผลร้ายตอนถอน ข้าอาจเลือกเผาทิ้งเสียด้วยซ้ำ
แต่ตอนนี้ ข้าตัดสินใจเก็บมันใส่ไว้ในอกเสื้ออย่างระวัง
หลังจากนั้นจึงก้าวออกจากบ่อเลือด พร้อมจัดแจงร่างกายให้เรียบร้อย
เลือดที่ท่วมถึงข้อเท้าทำให้ชายกางเกงบางส่วนถูกย้อมไปด้วยสีแดงเข้ม
…ร่างกายก็เริ่มเจ็บหนึบขึ้นเรื่อยๆ คงเป็นผลจากที่ตาแก่ชินยืมร่างข้าไปใช้กระบี่เมื่อครู่
“…จะปล่อยไว้แบบนี้จริงๆ หรือขอรับ?”
[…ปล่อยไว้เถอะ]
คำพูดสั้นๆ เพียงสามคำของตาแก่
…แต่กลับสื่อความหมายมากเกินกว่าที่ข้าจะเอ่ยอะไรได้อีก
ถึงจะอยากทำลายบ่อโลหิตอันน่าชังนี่ให้สิ้นไป…
แต่ตอนนี้ ข้ายังไม่สามารถปลดปล่อยความร้อนที่รุนแรงพอจะทำให้มันระเหยหายไปได้
ท้ายที่สุด… ข้าก็ทำได้เพียงหันหลังจากไปเท่านั้น
ข้าประนมมือไว้อาลัยให้แก่ผู้ล่วงลับ
จากนั้น ก่อนจะออกจากถ้ำ ข้าก็เดินเข้าไปหาร่างของรากษสผู้ตาย แล้วค่อยๆ วางมือบนร่างนั้น
[…เจ้ากำลังจะทำอะไร?]
ซึบ…
ทันใดนั้น พลังปราณมารที่หลงเหลืออยู่ในร่างของรากษสก็ค่อยๆ ไหลเข้ามาตามฝ่ามือของข้า
เมื่อเทียบเฉพาะปริมาณของปราณมาร โดยไม่นับรวมพลังปราณภายในอื่นใดแล้ว… รากษสคนนี้มีพลังน้อยกว่ายาฮยอลจ็อกอย่างเห็นได้ชัด
ตาแก่ชินที่เห็นเข้าก็เอ่ยขึ้นอย่างระอา
[ก่อนหน้านี้ยังทำเป็นไม่อยากดูดกลืนอยู่เลย แล้วนี่มันอะไรกัน…]
“ท่านดูจะรู้เรื่องเยอะกว่าที่ข้าคิดเสียอีกนะขอรับ”
ทั้งที่ไม่เคยเล่าให้ฟัง…
แต่ท่านกลับไม่แสดงท่าทีแปลกใจแม้แต่น้อย ขณะที่เห็นข้าดูดกลืนปราณมารเข้าสู่ร่าง
…ไม่รู้เลยจริงๆ ว่าระหว่างที่ตาแก่สิงอยู่ในร่างข้านั้น ท่านได้เห็นอะไรมากมายถึงเพียงใด
และเจ้าสิ่งที่ทำให้มันยอมเปิดเผยให้ท่านเห็นอีก… มันมีเจตนาอะไรแน่?
[เหตุผลที่ข้ามีเรื่องจะถามเจ้ามากนัก ก็คงเพราะสิ่งนี้ล่ะมั้ง]
“…ข้าแค่รู้ตัวว่าไม่ใช่เวลาจะมาทำตัวเลือกกินอีกต่อไปแล้วเท่านั้น”
หากจะควบคุมเจ้าสิ่งที่คลุ้มคลั่งอยู่ในร่างได้ ก็จำเป็นต้องใช้พลังปราณมารคอยสะกดมัน และยุคสมัยที่สงบสุขพอให้เลือกวิธีอย่างยึดมั่นถือมั่นแบบในอดีตนั้น… ก็ไม่มีเหลืออีกต่อไปแล้ว
หากไม่ยอมเปลี่ยนแปลง… ข้าก็จะสูญเสียทุกสิ่งไป
ทั้งที่เพิ่งชำระล้างปราณมารของราชินีกระบี่ได้ไม่นาน ตอนนี้กลับต้องเติมมันเข้าไปในร่างอีกครั้งแล้ว
แม้จะเข้าใจดีว่าต้องยอมรับให้ได้… แต่ข้าก็อดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้ว
สุดท้าย…ข้าก็ดูดกลืนปราณมารที่หลงเหลืออยู่ในร่างของรากษสจนหมดสิ้น
แล้วค่อยๆ ลุกขึ้น ก้าวเท้าออกจากถ้ำอย่างเงียบงัน
เมื่อกลับมาถึงสำนักฮวาซาน—ดวงอาทิตย์ก็กำลังโผล่พ้นขอบฟ้า
ราวกับเวลาที่ผ่านมาตั้งแต่พระจันทร์ขึ้น…ได้พัดพาเรื่องราวมากมายเกินกว่าจะบรรยาย
ทั้งร่างกาย และจิตใจของข้า… ต่างก็อ่อนล้าจนถึงขีดสุด
แม้จะรู้ว่าควรรีบเริ่มฝึกฝน เพื่อไม่ให้ลืมสัมผัสของการเคลื่อนไหวที่ตาแก่ชินได้ใช้ร่างข้าสร้างขึ้นมา
แต่ตอนนี้… ข้ายังไม่มีแรงแม้แต่จะคิด
ทั้งร่างกายที่อ่อนเพลีย และข้อมูลที่ถาโถมเข้ามาในคราวเดียว… ล้วนทำให้จิตใจของข้าเหนื่อยล้าเกินไป
ร่างไร้วิญญาณของรากษส ถูกข้าฉาบร่องรอยปลอมไว้ก่อนโยนทิ้งปะปนกับศพอื่น
ประตูกลไกของถ้ำก็ถูกเปิดทิ้งไว้
อีกไม่นาน สหพันธ์ยุทธภพก็คงจะพบมัน
แล้วเรื่องก็จะกลับมาวุ่นวายอีกครั้ง
[แล้วเจ้าคิดจะทำอย่างไรกับดอกไม้นั่นกันล่ะ]
‘…ไม่แน่ใจเหมือนกัน แต่ถ้ามองว่าเป็นของสำนักฮวาซาน ข้าก็คิดจะส่งคืนให้’
น้ำเสียงของตาแก่ที่ถามนั้น…ก็แสดงออกชัดว่าอ่อนล้าไม่น้อย
อย่างที่เคยบอก—ดูเหมือนว่าความเหนื่อยล้าจะสะสมมากกว่าที่คิด
ข้าเองก็ได้แต่ตอบกลับไป…
ก่อนที่ตาแก่จะถอนหายใจเบาๆ และกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงอันหนักอึ้ง
[อย่าเลยจะดีกว่า]
คำพูดนั้นช่างน่าประหลาดใจนัก
ข้าคิดว่าตาแก่ชินในฐานะอดีตคนของฮวาซาน ย่อมต้องหวังให้ข้านำดอกไม้นั้นกลับไปคืนสำนักเสียด้วยซ้ำ
[หากจะพูดให้ตรงไปตรงมา… ข้าเองก็ไม่อาจรู้ได้ว่าเด็กๆ มากมายเพียงใดที่ต้องสังเวยชีวิตให้เจ้าดอกไม้นั่น]
‘เพราะอย่างนั้น ข้ายิ่งควรคืนมันให้ไม่ใช่หรือขอรับ?’
[เจ้าจะอธิบายได้อย่างไรว่ามันมาอยู่ในมือเจ้า? และต่อให้ส่งคืน—เจ้าสำนักในตอนนี้ก็คงเอาไปปลูกไว้แค่ที่เรือนเมิ่งฮวาเท่านั้นแหละ]
…แล้วจะให้ข้าทำอย่างไร?
หรือว่าท่านอยากให้ข้ากลืนมันลงไปจริงๆ ?
[ให้เจ้ากลืนซะยังจะดีกว่า]
‘…ท่านเสียสติไปแล้วหรือเปล่า’
แม้จะปนเปื้อนพลังปราณมาร แต่พลังวิญญาณที่แฝงอยู่ในดอกไม้นั้นก็จัดว่ามากมหาศาล
ข้าสัมผัสได้ชัดเจน…โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พลังนี้ยังเป็นสิ่งที่รากษสเรียกว่า ต้นตอเสียด้วย
ต่อให้ไม่พูด ก็รู้ได้ทันทีว่ามันหนักหนาแค่ไหน
แต่ว่า…
[ไอ้หนู… เจ้าเคยพูดว่าตนเองมีเป้าหมายมิใช่หรือ? แต่ในเมื่อเจ้ายังคงมัวแสวงหาข้ออ้างเช่นนี้ เจ้าก็ยังไม่พร้อมหรอก]
คำพูดของตาแก่…เหมือนอะไรบางอย่างกระแทกเข้ามากลางหัวข้า
[อย่าเอาความรู้สึกผิดมาปิดบังสิ่งที่เจ้ารู้ว่าควรทำเลย เจ้าเองต่างหากที่รู้อยู่แก่ใจว่า… อะไรคือหนทางที่แท้จริงสำหรับการไถ่โทษ]
“…”
ข้าไม่อาจเอ่ยคำใดตอบ
เพราะใจหนึ่ง…ก็หวาดกลัว
ข้าไม่รู้เลยว่าตาแก่ได้เห็นความทรงจำของข้าจากอดีตชาติมากมายเพียงใด
หากเขารู้ว่าข้าเคยเป็นผู้ทำลายสำนักฮวาซานจนสิ้นสิ้นในชาติก่อน…
[…ก่อนอื่น เจ้าควรพักเถอะ หากใครมาเห็นสภาพของเจ้าเข้า คงไม่ใช่เรื่องดีนัก]
“…เข้าใจแล้วขอรับ”
แม้แขนที่โดนรากษสเล่นงานจะได้รับการปิดจุดเลือดและหยุดเลือดไว้แล้ว
แต่ขาที่เปรอะไปด้วยโลหิตจากบ่อเลือดนั้น…ยังคงเปียกชุ่มอย่างน่าขยะแขยง
ข้าค่อยๆ เปิดประตูห้องอย่างระมัดระวัง เพื่อจะได้หยิบเสื้อผ้าไปชำระร่างกาย
“…หืม?”
[หืม?]
แต่สิ่งที่ข้าคิดว่าจะไม่มี—กลับปรากฏขึ้นในห้องของข้า
บางอย่างกำลังขยับตัวบนฟูกของข้า…
ดูเหมือนนางตัวจะพลิกไปพลิกมา จนเสื้อผ้าหลุดลุ่ยเผยผิวขาวเนียนออกมาอย่างไม่ตั้งใจ
“…นี่นางมานอนอยู่ตรงนี้อีกแล้วเนี่ย?”
คนที่กำลังนอนกอดผ้าห่มของข้าไว้แน่น แล้วหลับปุ๋ยอยู่กลางห้อง…
ไม่ใช่ใครอื่น
นางคือ นัมกุงบีอา นั่นเอง