สหายวัยเยาว์ของจอมยุทธ์อันดับหนึ่งในใต้หล้า - ༺ บทที่ 106 มีอาจารย์แล้ว (3) ༻
แสงจันทร์เอียงกระทบผืนฟ้า เป็นประกายสีม่วงทมิฬชวนลึกลับ
แสงดาวที่ลอยวนอยู่โดยรอบแม้จะสุกสว่างดั่งสีดั้งเดิมของมัน ทว่าดวงจันทร์อัปมงคลดวงนั้นกลับให้ความรู้สึกราวกับจะกลืนกินทุกสิ่ง
จ๊อก…
ภายในม่านความมืด เสียงหยดน้ำที่หยดลงสู่พื้นก้องสะท้อน
เพล้ง!
ทันใดนั้น เสียงถ้วยชาที่ตกกระทบพื้นก็ดังขึ้น พร้อมกับเสียงหนึ่งที่แว่วมาในความมืด
[เจ้าช้ามากนะ…]
ทั้งที่เสียงนั้นไม่ได้เจือด้วยอารมณ์ใดเป็นพิเศษ แต่เพียงถ้อยคำนั้นดังขึ้น หัวใจก็พลันบีบรัด
แววตาสีม่วงเข้มที่เปล่งประกายนั้น ยังคงชวนให้ขนลุกเช่นเดิม แม้กาลเวลาจะผ่านไปเพียงใด
[…ข้าขอน้อมคารวะต่อฟ้าของลัทธิ.]
บุรุษคนนั้นก้าวเข้ามาข้างหน้า คุกเข่าลงข้างหนึ่งโดยไม่ลังเล
เขาไม่โง่พอจะเงยหน้าต่อหน้าสิ่งมีชีวิตอันเหนือความเข้าใจนั้น
มารสวรรค์
จ้าวผืนฟ้าแห่งลัทธิมารกำลังยืนอยู่เบื้องหน้า มารสวรรค์จ้องมองเขาอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยขึ้นเบาๆ
[ข้าได้ยินข่าวแล้ว… ราชินีกระบี่มาร ตายไปแล้วสินะ]
ทันทีที่ชื่อหนึ่งหลุดออกจากปากของมารสวรรค์ แผ่นหลังของบุรุษก็สั่นไหวเล็กน้อย
[เจ้ารู้สึกเคียดแค้นหรือไม่]
คำถามของมารสวรรค์ทำให้เขาเกิดความลังเล
คำว่า ‘เคียดแค้น’ ที่อีกฝ่ายเอ่ยนั้น… หมายถึงใครกันแน่?
เขาโกรธแค้นตนเองอย่างนั้นหรือ? หรือหมายถึงจูกัดฮยอก?
หรือบางที… มารสวรรค์กำลังถามว่า เขากล้าหาญพอจะโกรธแค้นตนด้วยหรือไม่?
แต่สุดท้าย เขาก็ไม่ได้เอ่ยคำตอบใดออกไป
คิก… คิก…
บางที มารสวรรค์อาจสัมผัสได้จากปฏิกิริยานั้น เขาจึงแค่นหัวเราะเบา ๆ
[เจ้าไม่ได้ปฏิเสธเลยสินะ…]
ครืด…
ถ้วยเล็กใบหนึ่งกลิ้งมาทางเขา บุรุษก้มลงเก็บถ้วยขึ้นอย่างระมัดระวัง
[จงรับมันไว้]
เขายกถ้วยขึ้นตามคำสั่งของมารสวรรค์…
จ๊อก!
เสียงสุราถูกรินลงในถ้วยจนเต็ม บุรุษถือถ้วยที่เต็มไปด้วยสุราไว้ในมือแล้วเงยหน้าขึ้น ชุดนักรบสีดำที่มารสวรรค์สวมใส่นั้นเด่นสะดุดตา
ชุดนักรบนั้นสะอาดไร้ที่ติ
ไม่มีแม้แต่ฝุ่นเกาะสักนิด จนเขาเผลอกลืนน้ำลายโดยไม่รู้ตัว
ร่างกายของมารสวรรค์ก็เช่นกัน… ไม่มีแม้แต่รอยแผล
ปราชญ์สวรรค์ได้ตายไปแล้ว และจ้าวแห่งความพ่ายแพ้ก็ถูกมารสวรรค์สังหารไปในวันนี้
แม้สหพันธ์ยุทธภพและจักรพรรดิกระบี่สวรรค์จะร่วมมือกันเข้าจู่โจม แต่ร่างของมารสวรรค์กลับไม่มีร่องรอยบาดเจ็บแม้แต่น้อย
ผลลัพธ์ที่ออกมาก็ชัดเจน
จ้าวแห่งความพ่ายแพ้ตายเพราะหัวใจถูกควักออก ส่วนจักรพรรดิกระบี่สวรรค์ แม้รอดชีวิตมาได้ แต่สภาพร่างกายก็ไม่ต่างจากซากศพ
แม้จะเป็นการร่วมมือของสองในสามสามจอมปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งยุทธภพ ก็ยังมิอาจแตะต้องคนผู้นี้ได้แม้แต่ปลายชายแขนเสื้อ
หากปราชญ์สวรรค์ยังไม่ตาย และทั้งสามร่วมมือกัน… ผลลัพธ์จะเปลี่ยนไปหรือไม่?
คำตอบนั้น ยากจะเอ่ยได้ด้วยความมั่นใจ
[ข้าได้รักษาคำมั่นแล้ว จักรพรรดิกระบี่สวรรค์… ข้ายังไว้ชีวิตเจ้าแก่นั่นถึงสองครั้ง คงพอเพียงกระมัง]
[นี่ถือเป็นความเมตตาจากข้าที่มีต่อผู้บัญชาการแล้ว]
[…ขอบคุณท่านมากขอรับ]
หรือว่านี่คือคำบอกกล่าว… ให้เขาอย่าได้ยึดติดกับความตายของราชินีกระบี่มารอีกต่อไป
เขายกถ้วยสุราที่มารสวรรค์รินให้ขึ้นดื่มจนหมด แม้ร่างกายจะไร้ซึ่งความรู้สึกต่อรสชาติขมใดๆ มานานแล้ว แต่สุราถ้วยนี้กลับขมจนแสบลิ้นอย่างบอกไม่ถูก
[เขี้ยวหมาป่าสวรรค์นั่น… ดูเหมือนจะคิดว่าข้าจะมอบ ‘จอมกระบี่น้อย’ ให้กับผู้บัญชาการ เช่นนั้นเจ้าคิดอย่างไร?]
[…]
[แม้จะมองไม่เห็นสีหน้า แต่ข้าก็รู้ได้ทันทีเลยล่ะ]
ฉายาของวีซอลอาถูกเอ่ยออกจากปากของมารสวรรค์ น้ำเสียงแผ่วเบาที่ไล้ผ่านแนวสันหลังนั้น ทำเอาแทบกลั้นลมหายใจไว้ไม่อยู่
จ๊อก…
มารสวรรค์รินสุราลงในถ้วยที่ว่างเปล่าอีกครั้ง บุรุษรับถ้วยขึ้นและกระดกดื่มจนหมดเช่นเดิม
[ข้าจะไม่กล่าวล้อเล่นอีกต่อไป ข้า… ไม่ได้ลืมคำมั่นที่ให้ไว้]
ทันทีที่คำพูดนั้นจบลง เบื้องหลังของเขาก็ปรากฏเสียงแปลกประหลาด
แซ่กกก…
ครืด… ครืด…
เสียงขนลุกขนพองนั้นดังขึ้นพร้อมกับรอยแยกสีม่วงที่ค่อยๆ ขยายตัว
รอยแยกจำนวนมากเปิดขึ้นพร้อมกัน ก่อนจะกลืนกินกันเองแล้วหลอมรวมเป็นรอยแยกเพียงหนึ่งเดียว
บุรุษรู้ดีว่าทุกอย่างตรงหน้านั้น ล้วนเกิดจากฝีมือของมารสวรรค์โดยตรง
ฮึ่กกก…
ครืด…!
เสียงคำรามของอสูรมารดังลอดมาจากรอยแยก พวกมันสัมผัสได้ถึงตัวตนของมารสวรรค์
แม้จะแสดงความหวาดกลัวออกมาอย่างชัดเจน แต่กลับยังคงเปล่งความเคียดแค้นต่อโลกใบนี้อย่างไม่ปิดบัง
แม้จะสัมผัสได้ถึงความเคียดแค้นอันไกลลึกที่แน่นขนัด มารสวรรค์กลับยังเอ่ยต่ออย่างไม่สะทกสะท้าน
[เจ้ารู้ใช่ไหมว่าข้าคาดหวังอะไรจากผู้บัญชาการมากเพียงใด]
[ขอรับ]
[เจ้าขอให้ข้าช่วยชีวิตนาง ข้าก็ช่วย เจ้าขอพลัง ข้าก็ให้พลังแก่เจ้า]
— ฮึ่ก!
ในเวลาไม่นาน เหล่าอสูรมารยักษ์ก็ทยอยโผล่ออกมาจากรอยแยกทีละตน
พลังอาฆาตที่พวกมันปลดปล่อยออกมารุนแรงเสียจนทั่วทั้งบริเวณสั่นสะเทือน
[แม้แต่เรื่องที่เจ้าตัดสินใจลงมือที่เสฉวนด้วยตนเอง ข้าก็ไม่ได้ตำหนิ นั่นก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่ง แล้วเจ้าคิดหรือไม่… ว่าทำไมข้าถึงทำเช่นนั้น?]
สุราในขวดหมดลงจนไม่อาจรินต่อได้อีก
มารสวรรค์ปล่อยขวดในมือละลายกลายเป็นฝุ่น แล้วปลิวหายไปตามแรงลม
[อย่างที่ข้าเคยบอกไว้ ด้วยคำมั่นที่ข้าทำไว้กับผู้บัญชาการ ข้าจะยังไม่แตะต้องจอมกระบี่น้อย แต่…]
แววตาสีม่วงฉายชัดราวอัสนี พุ่งจ้องบุรุษตรงหน้าราวจะกรีดแทง
[จำไว้ว่านั่น… ก็ใกล้ถึงจุดจบเต็มทีแล้ว]
[…ขอบคุณท่าน สำหรับพระเมตตาอันล้ำลึก]
มารสวรรค์กล่าวจบก่อนจะลุกขึ้น
ผ้าคลุมสีดำพลิ้วไหวด้วยแรงพลังมารที่แผ่ออกมาโดยไม่ตั้งใจ
เขาเดินตรงไปยังประตูอสูรที่เบิกขึ้นเองกับมือ ก่อนจะถอดแหวนวงหนึ่งจากนิ้ว แล้วโยนไปยังผู้บัญชาการ
บุรุษรับแหวนไว้ในมือแน่น
ทันทีที่จับสัมผัสได้ถึงพลังมารอันข้นคลั่่นที่แผ่ออกมา จนศีรษะรู้สึกราวกับจะปริแตก
[นี่คือคำสั่ง… นำศีรษะของหัวหน้าสหพันธ์ยุทธภพมาให้ข้า]
บุรุษไม่ได้ตอบอะไร เพียงสวมแหวนลงบนนิ้วอย่างสงบ
นั่น… คือคำตอบของเขา
มารสวรรค์เห็นดังนั้นจึงหันก้าวเท้าเข้าไปในรอยแยก
[ข้าให้เวลาเจ้าเพียงสามวัน… เท่านั้นคงเพียงพอแล้วกระมัง]
เหล่าอสูรมารทยอยเดินตามเข้าไปในรอยแยก จากนั้นรอยแยกก็ปิดลง และมลายหายไปจากความเป็นจริง
แม้มารสวรรค์จะจากไปแล้ว ผู้บัญชาการก็ยังคงก้มหน้าไม่กล้าเงยขึ้น
เขาไม่อาจบอกได้เลยว่า สิ่งที่กำลังพลุ่งพล่านอยู่ในใจนั้น คือความโกรธต่อตนเอง… หรือความเคียดแค้นต่อใครบางคนกันแน่
แม้จะมองตนเองว่าน่าเวทนาเพียงใด… บุรุษก็รู้ดีว่า ตนไม่มีสิทธิ์จะโทษใคร เพราะทุกสิ่งที่เกิดขึ้น ล้วนเป็นผลจากบาปที่เขาก่อขึ้นด้วยน้ำมือของตนเอง
เขาจึงสลัดทิ้งซึ่งความรู้สึกฟุ้งซ่านไร้ประโยชน์นั้นอย่างรวดเร็ว
ไม่มีคุณสมบัติพอจะโทษตัวเอง และไม่มีเวลาพอจะลังเลใจอีกต่อไป
ร่างของเขาลุกขึ้นยืน แล้วก้าวเข้าสู่ม่านหมอกสีดำตรงหน้าอย่างเงียบงัน
◇◆
ตาแก่ชินเคยถามว่า… “มารสวรรค์” มันคือสิ่งใด?
เป็นคำถามที่ฟังดูแปลก ทว่าเมื่อคิดให้ลึกแล้วจึงเข้าใจเจตนา
ไม่ได้ถามว่าเป็น “ใคร”
แต่ถามว่าเป็น “สิ่งใด”
ข้าไม่รู้ว่าตาแก่ชินได้เห็นความทรงจำของข้าลึกถึงเพียงใด แต่มันก็เป็นคำถามที่ทำให้ข้ารู้สึกไม่สบายใจนัก
[แม้ข้าจะไม่อาจเห็นภาพเหตุการณ์หลายอย่างได้ชัดเจน… แต่เรื่องที่เกี่ยวข้องกับเจ้ามารสวรรค์นั่น ช่างพร่าเลือนราวกับถูกหมอกบดบังเสียหมด]
[แต่กระนั้น… เท่าที่ข้าเห็นเพียงเล็กน้อย ก็ยังไม่อาจละความสงสัยได้ว่า… มันน่ะ เป็นมนุษย์จริงหรือไม่กันแน่]
“…”
[ข้าจะถามอีกครั้ง เจ้าหนู… เจ้าคิดว่ามันคือสิ่งใดกันแน่]
เมื่อได้ยินคำถามจากตาแก่ชิน ข้าก็นึกถึงภาพของมารสวรรค์ขึ้นมาในหัว
ตัวตนบิดเบี้ยว… ผู้พยายามจะยืนอยู่บนท้องฟ้าเพียงลำพัง
ผู้ควบคุมจิตใจแห่งมวลมารทั้งปวง และแม้จะไม่มีพวกพ้องใดๆ เขาก็ยังเป็นเพียงหนึ่งเดียวที่พลังอำนาจนั้นแตะต้องได้แม้กระทั่งฟากฟ้า
ตาแก่ชินไม่ใช่คนที่จะมองเพียงพลังแล้วปฏิเสธความเป็นมนุษย์ของใคร
ทว่า… สำหรับข้า แม้เพียงเท่านั้น ก็เพียงพอให้รู้สึกสงสัยมาตลอดว่า
‘เขา’ ยังเป็นมนุษย์อยู่หรือไม่
ข้าครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วจึงตอบเขาไปตรง ๆ
“…ข้าไม่รู้รายละเอียดเกี่ยวกับมารสวรรค์นักหรอก”
[ว่าไงนะ?]
ตาแก่ชินเอ่ยอย่างเหลือเชื่อ แต่ข้ากล่าวความจริงทั้งหมดแล้ว
ไม่ใช่แค่ข้าคนเดียว แต่ไม่เคยมีใครรู้เลยว่ามารสวรรค์ปรากฏตัวจากที่ใด หรือก่อนหน้านั้นเขาใช้ชีวิตอยู่เช่นไร
แค่เพียงวันหนึ่ง…
ประตูอสูรซึ่งหายสาบสูญไปนานหลายศตวรรษ จู่ๆก็เปิดขึ้นกลางดินแดนยุทธภพ
แม้สถานการณ์จะเกิดขึ้นอย่างกะทันหัน แต่คนส่วนใหญ่กลับไม่ได้หวาดกลัวนัก
ช่วงเวลานั้นเป็นช่วงที่สหพันธ์ยุทธภพกำลังจัดศึกประลองกับเหล่ายอดฝีมือเป็นจำนวนมาก
ทั่วบริเวณจึงแน่นขนัดไปด้วยผู้ฝึกยุทธระดับสูง รวมถึงบรรดาผู้มีอำนาจจากสี่ตระกูลสูงศักดิ์ที่มาร่วมเป็นสักขีพยานในศึกครั้งนั้น
ไม่เพียงแต่จอมยุทธ์แห่งสหพันธ์ยุทธภพเท่านั้น แม้แต่หัวหน้าตระกูลนัมกุง รวมถึงหัวหน้าตระกูลอื่นๆ ทั้งสามตระกูลก็ล้วนเข้าร่วม
แม้จะขาดเพียงตระกูลเผิงเท่านั้น รวมถึงยอดฝีมือจากเก้าสำนักใหญ่… ล้วนรวมตัวกันอยู่ในที่เดียว
โดยปกติ หากประตูอสูรเปิดขึ้นในเวลาอื่น คงนับเป็นหายนะใหญ่หลวง
แต่ในตอนนั้น ทุกคนกลับคิดว่าสถานการณ์ไม่น่าจะร้ายแรงอะไร
…ทว่ามันกลับกลายเป็นจุดเริ่มต้นของหายนะ
ทุกคนคิดว่าพวกอสูรมารนับสิบจะกรูกันออกมา… แต่ประตูอสูรกลับปรากฏเพียงหนึ่งเดียว
เพียงเงาร่างหนึ่ง… ที่เดินออกมาอย่างเชื่องช้า
ทั้งร่างตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าแผ่กลิ่นอายสีดำหม่น เว้นก็แต่ผิวที่ขาวซีดเท่านั้น
ทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างตกตะลึง
แม้จะไม่รู้ว่าเป็นใคร… แต่ก็รีบชักกระบี่ขึ้นพร้อมกัน
…และในขณะที่ทุกคนตึงเครียด ‘เขา’คนนั้นกลับยิ้มบาง ๆ เท่านั้น
— “เจ้ามันตัวอะไร?”
เมื่อหัวหน้าสหพันธ์เอ่ยถาม ‘เขา’ ผู้นั้นกลับยิ้ม
— “ยินดีที่ได้พบกัน”
นั่นแหละ… คือจุดเริ่มต้นของหายนะ
— “ข้าคือมารสวรรค์”
ไม่เคยมีคำทักทายใดที่สงบสุขเลยตั้งแต่ต้น
เขาสังหารจอมยุทธ์ในที่นั้นไปเกือบครึ่ง และแผดเผาพื้นที่โดยรอบจนสิ้นซาก
จากนั้น มารสวรรค์ก็เดินออกไปทางประตูใหญ่ของสหพันธ์อย่างสงบ… ราวกับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น
นั่นคือวินาทีที่ชื่อ “มารสวรรค์” ถูกจารึกลงในยุทธภพทั่วทั้งใต้หล้า
ในวันนั้น เหล่ายอดฝีมือขั้นปลายมากมาย รวมถึงผู้มีชื่อเสียงนับไม่ถ้วน ล้วนสิ้นชีพลง
มารสวรรค์กลายเป็นศัตรูอันดับหนึ่งของยุทธภพในพริบตา แต่ต่อหน้าความบิดเบี้ยวไร้เหตุผลที่เขาครอบครองอยู่ การเป็นศัตรูหรือไม่… ก็ไม่มีความหมายใดเลย
พลังของเขา—เพียงตัวมันเอง ก็เปี่ยมเสน่ห์ราวกับมนตรา และเพราะแรงดึงดูดนั้น จึงมีผู้คนมากมายยินยอมก้าวเข้าสู่เงื้อมมือของเขาโดยสมัครใจ
…และมารสวรรค์ ก็ไม่เคยปฏิเสธใคร
หากใครต้องการเป็น “มาร” เขาก็จะเปิดทางให้ตามที่ผู้นั้นปรารถนา
แม้จะต้องแลกด้วยอิสรภาพ ถูกผนึกไว้ด้วยคำสาปและข้อจำกัด
แต่ตราบใดที่อยู่ภายใต้เงาของมารสวรรค์ ก็สามารถโบยบินได้อีกครั้ง—ด้วยเหตุนี้ จำนวนมารจึงเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
…แล้วแท้จริง มารสวรรค์ต้องการสิ่งใดกันแน่?
เขาปรากฏตัวต่อหน้าสวรรค์และโลกเพื่อสิ่งใด? และฝันถึงสิ่งใดอยู่?
แม้จะมีมารนับไม่ถ้วนอยู่ใต้ปีกของเขา ก็ยังไม่มีใครสามารถตอบคำถามนั้นได้
เพราะมารสวรรค์… ก็คือมารสวรรค์
เขาปรารถนาจะยืนอยู่เหนือผืนฟ้า และเขาก็มีคุณสมบัติพอจะยืนอยู่ตรงนั้น
ดังนั้นต่อให้ไร้ซึ่งเหตุผลหรือคำอธิบาย—ก็ไม่จำเป็นต้องมี
ทุกคนคิดเช่นนั้น แม้แต่ตัวข้า… ก็เช่นกัน
[…เจ้าหมายความว่า มารสวรรค์ปรากฏตัวขึ้นจากรอยแยกงั้นหรือ]
ตาแก่ชินพึมพำเบาๆ หลังได้ยินคำตอบของข้า
เขาไม่ถามว่าทำไมข้าจึงย้อนไปในอดีตได้ หรือข้าเป็นมารได้อย่างไร
แม้แต่เรื่องที่ว่าทำไมถึงกลายมาเป็นมาร—เขาก็ไม่แตะต้อง
อาจเพราะเขารู้ดีอยู่แล้วจึงไม่ถาม แต่กลับกัน เขากลับให้ความสนใจอยู่เพียงเรื่องเดียว… คือ “มารสวรรค์ปรากฏตัวจากรอยแยก”
[…ทำไมกัน]
คำถามที่เต็มไปด้วยความครุ่นคิดดังแผ่วเบา ก่อนที่ความเงียบจะเข้าปกคลุมอีกครั้ง
ข้ารู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย เพราะคำถามที่ข้าคิดว่าเขาจะถามกลับไม่หลุดออกมาสักคำ
ข้าเคยคิดว่าเขาน่าจะถามเรื่อง สำนักฮวาซาน ก่อนเป็นอันดับแรก…
แต่ไม่เลย
สิ่งที่ตาแก่ชินสนใจกลับมีเพียง “มารสวรรค์”
“…ท่านอาจารย์”
[ว่ามาเถอะ]
“ท่านทราบหรือไม่ว่า… ข้าเคยทำเรื่องเลวร้ายไว้กับสำนักฮวาซานในชาติก่อน”
แม้ในหัวจะร่ำร้องให้ข้าเงียบปากเสียเถอะ แต่ในที่สุดข้าก็เอ่ยออกไปจนได้
แม้จะเป็นคำสารภาพที่สายเกินไปแล้ว แต่เมื่อมาถึงจุดนี้ ข้าก็ไม่อาจหลบหนีอีกต่อไป
[ข้ารู้]
คำตอบของตาแก่ชินนั้นราบเรียบ แต่ทำให้ดวงตาข้ากลับเบิกกว้าง
“…เช่นนั้น เหตุใดท่านจึงไม่ตำหนิข้า”
[เจ้าต้องการให้ข้าตำหนิเจ้าอย่างนั้นหรือ]
“…”
[แม้ข้าจะเป็นนักพรตก็ตาม แต่ใช่ว่าจะไร้ซึ่งความคับแค้นต่อเรื่องที่เกิดขึ้นในอดีต]
ตาแก่ชิน… คือยอดฝีมือผู้เคยปกป้องสำนักฮวาซานด้วยทั้งชีวิต
เขาคืออดีตเจ้าสำนัก ผู้เป็นเสมือนตำนานแห่งยุทธภพ
ในฐานะผู้นำของสำนัก จะให้ไร้ซึ่งความรู้สึกผูกพันได้อย่างไร
[แต่อย่างไรก็ตาม… หากจะมีใครควรโกรธแค้น นั่นย่อมต้องเป็นคนที่ยังอยู่ในยุคปัจจุบัน]
ตาแก่ชินหยุดหายใจหนึ่งครู่ ก่อนเอ่ยต่ออย่างช้า ๆ
[เหตุที่ข้าไม่กล่าวโทษเจ้า… ไม่ใช่เพราะข้าเห็นเพียงดอกเหมยที่มอดไหม้ในวันนั้น]
“…ท่านอาจารย์”
[แต่อย่าเข้าใจผิด ข้าไม่ได้ให้อภัยเจ้า เพียงแต่ข้ายอมอดทนและเฝ้ามองเท่านั้น]
“…”
[เพราะฉะนั้น… จงอย่าลังเลอีกเลย เหตุผล เจ้าก็รู้อยู่แก่ใจดีแล้วมิใช่หรือ]
ข้าหลับตาแน่นเมื่อได้ยินคำพูดของท่านอาจารย์… เพราะบาปที่ข้าต้องแบกไว้ มันหนักหนาเกินรับไหว
[เจ้าหนูเอ๋ย…]
“ขอรับ…”
[จากนี้ไป… เจ้าคิดจะทำอย่างไร]
คำถามของตาแก่ชินนั้นชัดเจนจนไม่ต้องแปลความ
“เจ้าจะหยุดมารสวรรค์… หรือจะปล่อยเขาไป”
ริมฝีปากที่ปิดแน่นของข้าไม่อาจขยับได้ง่าย ๆตาแก่ชินมองเห็นความลังเลนั้นจึงเอ่ยต่อ
[ข้ารู้ดีว่าเหตุใดเจ้าจึงลังเล… แต่ข้าก็รู้เช่นกันว่าในใจของเจ้า ได้ตัดสินใจไปแล้วเช่นกัน เพราะฉะนั้นพูดออกมาด้วยปากของเจ้าเองเถิด]
“…เหตุใดท่านถึงถามเรื่องนี้ขึ้นมากะทันหันเล่า…”
[เพราะเมื่อได้สัมผัสความทรงจำของเจ้า… ข้าก็เริ่มเข้าใจแล้วว่า เหตุใดจึงยังหลงเหลืออยู่บนโลกนี้]
“…จู่ ๆ พูดอะไรขึ้นมาอย่างนั้นเล่า…”
[เจ้าตอบคำถามนั้นไปแล้วมิใช่หรือ เพียงแต่ไม่กล้าพูดออกมาเท่านั้นเอง]
แม้จะรู้สึกตะขิดตะขวงกับการเร่งเร้าของท่านอาจารย์ แต่ก็ไม่อาจปฏิเสธได้เลยว่า… ท่านพูดถูกทุกอย่าง
‘…เดิมทีข้าก็ไม่ได้คิดแบบนี้หรอก’
ข้าแค่อยากใช้ชีวิตเงียบสงบ… เมื่อได้รับโอกาสใหม่อีกครั้ง ข้าก็เพียงอยากดำเนินชีวิตไปอย่างเรียบง่าย
ข้าคิดว่าแค่เพียงเท่านั้น ทุกอย่างก็คงเปลี่ยนแปลงไปได้
แต่พอมาถึงตอนนี้ก็ต้องยอมรับแล้วว่า แท้จริงข้ารู้มาตั้งแต่ต้น แค่แกล้งทำเป็นไม่รู้เท่านั้น
ข้าสูดลมหายใจลึก แล้วกล่าวกับตาแก่ชิน
“ขอรับ… ข้าตั้งใจจะหยุดมารสวรรค์”
แม้จะไม่รู้ว่าจะหยุดเขาได้หรือไม่ ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าควรหยุดอย่างไร หรือแม้แต่มีความสามารถจะทำเช่นนั้นได้หรือเปล่า
แต่ข้าก็ตัดสินใจแล้ว
ไม่ใช่เพราะอยากเป็นวีรบุรุษ… แต่เป็นเพราะนี่คือบาปที่ข้าสมควรแบกรับไว้ตั้งแต่ต้น
แม้จะเป็นเพียงคำมั่นที่ดูไร้น้ำหนัก แต่สิ่งที่อยู่ในนั้นล้วนมาจากใจจริง
[ฮึ่ก… ฮึ่ก…]
ตาแก่ชินหอบลมหายใจสั้นๆ หลังจากได้ฟังคำตอบของข้า
ไม่รู้ว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่กันแน่ แม้เขาจะรู้ความในใจของข้าได้บางส่วน แต่ข้ากลับไม่เคยอ่านความคิดของเขาออกเลย
จนกระทั่งในที่สุด เขาก็เอ่ยขึ้นอีกครั้ง
[อืม… เพียงเท่านี้ก็ดีแล้ว]
หลังจากประโยคนั้น… ท่านอาจารย์ก็เงียบไปเนิ่นนาน
ไม่มีคำถามเพิ่มเติม ไม่มีคำตำหนิ ไม่มีคำปลอบใจ
คำถามเกี่ยวกับมารสวรรค์… จบลงเพียงเท่านั้น
‘…แค่นี้พอแล้วจริงหรือ?’
แม้ในใจยังค้างคา แต่ข้าก็ไม่เอ่ยถามเพิ่ม
ใกล้จะถึงเที่ยงวันแล้ว…
หลังจากนี้ ข้าตั้งใจจะไปพบกับเซียนดอกเหมยตามที่ได้นัดหมายไว้
ยังมีเรื่องต้องสะสางให้จบ ทั้งเรื่องโอสถโซฮวนที่ข้าสัญญาจะมอบให้รวมถึงเรื่อง “พลังปราณประหลลาด” ที่อยู่ภายในร่างของข้า
ขณะเดินกลับขึ้นเขาทางเดิม
ตาแก่ชินก็ครุ่นคิดบางสิ่งอยู่เงียบ ๆ
…มารสวรรค์—ผู้ที่ก้าวออกมาจาก “รอยแยก”
พลังที่เหนือสามัญ และชั้นเชิงที่ไร้ความเป็นมนุษย์
กลับให้ความรู้สึก… คุ้นเคยอย่างประหลาด
[…ไม่ควรเป็นเช่นนั้น…]
เพราะเหตุนี้เอง ตาแก่ชินจึงยิ่งรู้สึกกังวลใจ และเต็มไปด้วยความสงสัย
แม้ประวัติศาสตร์จะบอกไว้ว่า…
…เจ้าสิ่งนั้น ตายไปแล้ว
ใช่… พวกเรานั่นแหละที่เคยหยุดมันไว้
หายนะครั้งนั้น—ก็สิ้นสุดลงด้วยน้ำมือของพวกเรา
[…ถ้าเช่นนั้น แล้วเหตุใดกันเล่า…]
เหตุใดกัน—เหตุใดตนจึงเผลอซ้อนภาพของ “มารโลหิต” ลงบนตัวตนของมารสวรรค์โดยไม่รู้ตัว?
ความรู้สึกไม่สบายใจที่แผ่คลุมอยู่ในอกของตาแก่ชินนั้นช่างรุนแรงและลึกซึ้งเกินจะอธิบาย
◇◆
เวลาไม่นานหลังจากที่กู่หยางชอนออกจากไป
บุรุษผู้หนึ่งปรากฏตัวในห้องใต้ดินของสาขาใหญ่ ชุดของเขาเป็นเครื่องแบบของสหพันธ์ยุทธภพ
เขากำลังเดินตรวจตราไปทั่วบริเวณ โดยมีร่างไร้ชีวิตของเหล่า “ยอดกระบี่ดอกเหมย” นอนเกลื่อนอยู่รายรอบ
“…”
สายตาของเขากวาดมองไปทั่วทั้งผนังและพื้นอย่างพิจารณา แต่แทบไม่พบร่องรอยของการต่อสู้เลย
ดูจากสภาพพื้นที่แล้ว คงไม่มีการปะทะกันอย่างรุนแรงเกิดขึ้น
ตึก—!
เขาใช้ปลายเท้าเขี่ยร่างหนึ่งที่นอนคว่ำอยู่ พลิกให้หงายขึ้น
ชุดดำหน้ากากดำ—ดูแวบเดียวก็รู้ว่าเป็น “นักฆ่า” แน่นอน
ผู้ตายนั้นเป็นนักฆ่าระดับสูง “รากษส”
ถูกแทงทะลุหัวใจเสียชีวิตในทันที
‘แขนข้างหนึ่งถูกตัดขาด… เส้นเอ็นก็ถูกตัดขาดทุกจุด’
ดูท่าจะเป็นการตัดขาดเพื่อกันไม่ให้หลบหนี?
แต่ดูจากแนวแผลแล้ว ไม่น่าจะเกิดขึ้นกลางการต่อสู้อย่างแน่นอน
มีความเป็นไปได้มากกว่าที่จะถูกสยบเสียก่อน จากนั้นจึงค่อยตัดเอ็นตาม
การที่ไม่มีร่องรอยการต่อสู้เลย… แปลว่าถูกโจมตีอยู่ฝ่ายเดียว
และลักษณะแผลที่เรียบคมแบบนี้ บ่งบอกได้ชัดว่า… ฝีมือของผู้ลงมือนั้นเชี่ยวชาญในกระบี่
‘กระบี่… หรือว่าเป็นคนของฮวาซาน?’
แต่ก็ยังมีหลายจุดที่ไม่ชวนให้เชื่อเช่นนั้นเสียทีเดียว
ตั้งแต่ต้น—การที่อีกฝ่ายสามารถเปิดประตูเข้ามาได้ก็เป็นเรื่องน่าสงสัยแล้ว
‘หากไม่มีปราณสวรรค์ ไม่มีทางเปิดประตูนี้ได้แน่’
เขาไม่คิดว่านักฆ่าระดับรากษสจะโง่พอจะเปิดประตูทิ้งไว้เอง
หรือว่าอาจจะมีคนทรยศอยู่ภายในตำหนัก?
ถ้าไม่ใช่อย่างนั้น… ก็อธิบายไม่ได้
“ชิ…”
เขาคำรามในลำคอเบาๆ
จากนั้นก็เดินตรงไปยังแอ่งเลือดที่อยู่ไม่ไกล
บริเวณนั้นเดิมทีควรจะมีดอกไม้บางอย่างเติบโตอยู่ แต่ตอนนี้กลับไม่มีเหลือแม้แต่กลีบเดียว ดูท่าจะถูกถอนออกไปหมดแล้ว
‘…แย่แล้วสิ’
ความล้มเหลวของนักฆ่าครั้งนี้ ถือเป็นเรื่องที่เหนือความคาดหมาย
น่าจะไม่ต่างจากที่ “ท่านเจ้าตำหนัก” เองก็คิดเช่นกัน
ข้าเองก็เชื่อว่า—ตราบใดที่กระบี่ดอกเหมยไม่รับรู้ถึงสถานการณ์ และไม่เข้ามายุ่งเกี่ยวโดยตรง ก็ไม่น่ามีปัญหาใดเกิดขึ้น
‘…แต่ว่ากลับปล่อยให้ของสำคัญของฮวาซานหลุดมือไปเสียได้’
แม้มันจะไม่ใช่หัวใจหลักของแผน แต่ก็ถือว่าเป็นชิ้นส่วนสำคัญไม่น้อย
ยิ่งไปกว่านั้น—คนที่ลงมือนั้นจัดการงานได้อย่างแนบเนียน แทบไม่ทิ้งร่องรอยอะไรไว้เลย
“ทั้งการที่ตระกูลกู่เข้ามาแทรกแซงด้วย… ข้าจะรายงานกลับไปอย่างไรดีล่ะนี่”
ชายผู้นั้นเพิ่งได้ยินข่าวไม่นานว่า บุตรชายของตระกูลกู่เป็นผู้ที่สังหาร ยาฮยอลจ็อกลงได้
หรือว่านี่จะมีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์นี้ด้วย?
ได้ยินว่าบุตรชายของตระกูลกู่ถนัดการใช้อัคคีในการต่อสู้ แต่จากสภาพของศพเบื้องหน้านี้… กลับไม่พบร่องรอยของเพลิงเลยแม้แต่น้อย
งั้น… เขาเกี่ยวข้องในส่วนไหนกันแน่?
เมื่อไม่นานมานี้ ก็มีข่าวว่าพรรคฮ่าวเหมินเริ่มเคลื่อนไหวใกล้สาขาหลายแห่ง บางทีต้นตออาจจะมาจากฝั่งนั้นก็เป็นได้
…และด้วยเหตุนี้เอง รายการที่ต้องตรวจสอบ จึงเพิ่มขึ้นอีกหนึ่ง
ชิ…
ชายคนนั้นยกมือขึ้นกุมขมับด้วยความปวดหัว
ปัญหาก็คือ เมื่อแผนพังเมื่อใด ทุกอย่างก็มักจะยุ่งเหยิงซับซ้อนเช่นนี้ทุกที
“ท่านผู้บัญชาการ”
ชายอีกคนหนึ่งปรากฏตัวจากด้านหลังห้อง และเอ่ยเรียกชายในชุดสหพันธ์
เขารีบปรับสีหน้าให้กลับมาเรียบเฉยในทันที แล้วหันไปตอบ
“มีอะไรเจอบ้าง?”
“เรื่องกลไกของประตูลับ… ดูท่าต้องให้ผู้เชี่ยวชาญมาตรวจสอบโดยเฉพาะขอรับ”
“งั้นก็จดแยกไว้ต่างหาก แล้วส่งมาให้ข้าด้วย”
“ขอรับ… แล้วตรงนี้จะให้จัดการอย่างไรดี?”
“จัดการอะไร?”
“จะไม่แจ้งทางฮวาซานเลยหรือขอรับ?”
ดวงตาของเจ้าหน้าที่สหพันธ์ขมวดเข้าหากันเล็กน้อย เขามองศพที่นอนตายจมกองเลือดอยู่เต็มพื้นรอบตัว
ยิ่งเห็นบ่อเลือดขนาดใหญ่กลางห้อง ก็ยิ่งรู้สึกคลื่นไส้จนแทบอาเจียน
เขากลั้นไว้ก่อนจะเอ่ยออกมา
“…พวกเขาต้องการอะไรกันแน่”
“จะไปรู้ความคิดพวกฝ่ายอธรรมได้อย่างไร อย่าพยายามเข้าใจเลย”
“…ก็จริงขอรับ”
ชายในชุดสหพันธ์ยิ้มบางๆ ให้กับคำพูดของเจ้าหน้าที่นั้น เขาเองก็เริ่มเบื่อเต็มทีแล้วกับบทบาทลับๆ แบบนี้
‘ยังต้องทำตัวเป็นค้างคาวอยู่อีกเป็นปี… ช่างน่ารำคาญจริง ๆ’
แม้แต่ไอ้โง่อย่างยาฮยอลจ็อกก็ยังมีตำแหน่งในลัทธิ แต่ตัวเขากลับต้องมานั่งจัดการเก็บศพในที่แบบนี้
เขาข่มความหงุดหงิดในใจ แล้วเอ่ยกับอีกฝ่าย
“เรื่องฮวาซาน ข้าจะเป็นคนรายงานต่อเบื้องบนเอง เจ้าไม่ต้องยุ่ง”
“ขอรับ? เอ่อ—ขอรับ!”
“เรื่องทั้งหมดสุดท้ายก็ต้องผ่านมือข้าอยู่ดี ถ้าเห็นอะไรผิดปกติ ก็เอามารายงานตรงที่ข้าเข้าใจไหม?”
“เข้าใจแล้วขอรับ!”
“ดี… ขอบใจมาก”
หลังจากส่งอีกฝ่ายกลับขึ้นไปแล้ว เขาก็แผ่กระแสลมปราณออกมากวาดตรวจโดยรอบ พร้อมนั่งลงใกล้ศพของรากษสเพื่อจัดการลบหลักฐานที่อาจยังหลงเหลืออยู่
“…อะไรน่ะ?”
ขณะที่ปลายนิ้วแตะลงบนร่างศพ เขาก็รู้สึกถึงบางสิ่งผิดแปลก
แม้จะตายมาได้ไม่นาน แต่ยังคงหลงเหลือพลังลมปราณบางเบาอยู่ในร่าง
แม้จะกระจัดกระจายไปมากแล้ว แต่พลังปราณภายในบางส่วนก็ยังไม่จางหาย
…ทว่า
‘…กลับไม่มีปราณสวรรค์เหลืออยู่แม้แต่น้อย?’
สิ่งสำคัญที่สุด—กลับหายไปโดยสิ้นเชิง
ปราณสวรรค์เป็นพลังพิเศษที่ได้รับจากการยอมรับของท่านเจ้าตำหนัก และต้องผ่านการเข้าสู่ที่พักพิงภายในตำหนักรัตติกาลเท่านั้นจึงจะได้รับมา
ในเมื่อเขาเองก็มีพลังชนิดเดียวกันอยู่ ย่อมสัมผัสได้ทันทีหากยังคงหลงเหลืออยู่ในร่างของอีกฝ่าย
แต่ในศพของรากษส… ไม่มีเลย
ทั้งที่ร่างยังไม่เย็นชืด ทั้งที่ตันเถียนก็ยังไม่ถูกทำลาย พลังปราณควรจะยังหลงเหลืออยู่
แต่กลับไม่มีแม้แต่นิดเดียว… ไม่สามารถอธิบายได้
มันไม่น่าเป็นไปได้—หากจะพูดให้สุดโต่ง ก็ราวกับมีใครบางคนตั้งใจดึงปราณสวรรค์ออกไปอย่างสมบูรณ์
‘…ต้องเพิ่มอีกหนึ่งบรรทัดแล้วสิ’
ในหัวของเขา ข้อความรายงานที่จะส่งไปยังตำหนักรัตติกาลถูกแก้ไขเพิ่มเติมในทันที
เขาแน่ใจ…
…ว่าสิ่งนี้—คือประเด็นสำคัญที่สุดของทั้งหมด