สหายวัยเยาว์ของจอมยุทธ์อันดับหนึ่งในใต้หล้า - ༺ บทที่ 107 ครึ่งหนึ่งคือเท็จ ครึ่งหนึ่งคือความจริง (1) ༻
- Home
- สหายวัยเยาว์ของจอมยุทธ์อันดับหนึ่งในใต้หล้า
- ༺ บทที่ 107 ครึ่งหนึ่งคือเท็จ ครึ่งหนึ่งคือความจริง (1) ༻
ข้ากลับมายังเรือนพัก แล้วใช้ผ้าผืนดีห่อหุ้มดอกไม้อย่างระมัดระวัง ก่อนจะวางมันไว้ในกล่อง
แม้จะดูเหมือนว่าเวลานี้เหมาะจะกลืนมันเข้าไปเพื่อเสริมพลัง แต่การกินสมุนไพรวิญญาณอันลี้ลับเข้าไปทันทีหลังจากเพิ่งทะลวงระดับนั้น…ก็อันตรายเกินไป
[หากเช่นนั้น เจ้าคิดว่าจะลองใช้มันตอนไหน?]
“ข้าว่าคงต้องรอให้ข้าหลอมรวมพลังกับร่างกายให้มั่นคงก่อนกระมัง”
แม้ข้าจะได้รับความกระจ่างจากผู้เฒ่าชินจนทะลวงถึงขอบเขตจุดสูงสุดได้สำเร็จ แต่ร่างกายของข้าก็ยังไม่มั่นคงพอจะเรียกได้ว่าทันกันกับพลังนั้น
หากพูดถึงเรื่องพละกำลังเพียงอย่างเดียว—ศิษย์รุ่นใหม่ของฮวาซานอย่างยองพุงหรือพวกที่อายุใกล้เคียงกันหลายคน ล้วนแล้วแต่แข็งแกร่งยิ่งกว่าข้าในเชิงร่างกายทั้งสิ้น
‘ฮวาซานนี่มันจะเป็นสำนักมนุษย์อยู่หรือเปล่านะ…ถึงจะว่าไปก็พูดไม่ผิดเท่าไรหรอก’
อย่างน้อยสิ่งที่น่ายินดีก็คือกลีบดอกไม้นั้นแม้จะผ่านเวลามานาน กลับยังคงพลังของมันเอาไว้อย่างไม่เสื่อมคลาย
ข้าตั้งใจจะตรวจดูมันอยู่เป็นระยะ แต่จนถึงตอนนี้ก็ยังคงสภาพดีอยู่ คาดว่าอย่างช้าก็ภายในเจ็ดวันข้าคงได้กินมันแน่
‘ก่อนอื่นต้องไปพบเซียนดอกเหมยให้ได้ก่อน’
ไม่มีเหตุผลจะชักช้าอีกแล้ว ข้าคิดว่าควรรีบไปในทันที ดังนั้นจึงรีบก้าวออกจากเรือนเพื่อไปส่งข่าว
แต่ทันทีที่เปิดประตูออกมา ข้าก็สบตาเข้ากับผู้อาวุโสเซียนกระบี่ที่กำลังกวาดลานอยู่
ตอนเข้ามาไม่เห็นท่านอยู่เลย แต่ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไร ท่านก็ออกมากวาดลานเงียบๆ อยู่แล้ว
เมื่อสายตาเราประสานกัน ผู้อาวุโสเซียนกระบี่ก็ตอบสนอง
‘…คงรู้แล้วกระมัง?’
ดวงตาคู่นั้นของท่านคงสัมผัสได้ว่าข้าเพิ่งจะทะลวงระดับพลังไป
ดวงตาของข้าแจ่มชัดขึ้น พลังที่แผ่ออกมาก็กว้างไกลขึ้น แต่กระนั้น…จากร่างของผู้อาวุโสเซียนกระบี่ ข้ากลับไม่อาจสัมผัสได้ถึงพลังปราณภายในใดๆเลย
‘ระดับของเขาจะอยู่ในขั้นไหนกันแน่’
ในอดีตชาติ ข้าไม่เคยมีโอกาสได้พูดคุยหรือเผชิญหน้ากับผู้อาวุโสเซียนกระบี่อย่างจริงจังมาก่อน จึงไม่เคยรู้ชัดว่าเขาอยู่ในระดับไหนกันแน่ในบรรดายอดฝีมือ
มีเพียงถ้อยคำจากมารสวรรค์เท่านั้นที่เคยกล่าวไว้ว่า “ในบรรดาสามจอมปราชญ์สวรรค์ เขาแข็งแกร่งที่สุด”
แม้พลังของข้ายังไม่มั่นคงดีนักหลังจากเพิ่งทะลวงระดับ แต่การที่ไม่อาจรู้สึกถึงแม้แต่เศษเสี้ยวของพลังจากเขาได้นั้น…มันก็ชวนให้ตกใจอยู่ไม่น้อย
[เจ้าผู้นั้นน่ะหรือ คือกระบี่อันดับหนึ่งแห่งใต้หล้าในยุคนี้?]
ดูเหมือนผู้เฒ่าชินจะจำเรื่องในความทรงจำของข้าได้จึงพูดขึ้นมา
‘ใช่แล้ว’
ข้าไม่คิดจะปฏิเสธสิ่งใด
[น่าเสียดายนัก…]
‘เสียดายอะไรหรือ?’
[ข้าไร้ร่างกาย จึงไม่อาจสัมผัสพลังจากผู้นั้นได้อย่างแท้จริง]
ข้าจำได้คลับคล้ายว่าผู้เฒ่าชินเคยพูดว่าร่างวิญญาณเช่นนี้ ไม่อาจสัมผัสพลังปราณภายในได้แม่นยำ
พอคิดแบบนั้น ข้าเองก็อดไม่ได้ที่จะเผลอเปรียบเทียบว่า ระหว่างผู้เฒ่าชินกับผู้อาวุโสเซียนกระบี่ ใครกันจะแข็งแกร่งกว่า
[ไอ้หนูนี่…คิดอะไรตื้นเขินเสียจริง]
‘ก็แค่สงสัยเฉย ๆ เองนี่นา…’
หากเป็นกระบี่เซียนแห่งฮวาซานแล้วล่ะก็ คงไม่เกินเลยไปนักหากจะบอกว่าเขาเป็นผู้ใช้กระบี่ที่ยอดเยี่ยมที่สุดในยุคนั้น
แน่นอน ข้าไม่รู้เรื่องราวของยุคนั้นมากนักจึงไม่อาจฟันธงได้
ผู้อาวุโสเซียนกระบี่ก้มหัวให้ข้าทันทีที่สายตาเราประสานกัน ทุกครั้งที่เห็นก็รู้สึกประดักประเดิด จึงได้แต่พยักหน้าตอบรับอย่างเงียบๆ แล้วรีบเดินเลี่ยงออกมา
เวลาเพิ่งเลยเที่ยงมาไม่นาน แต่รอบตัวกลับเงียบสงัดอย่างประหลาด
นั่นคงเพราะวันนี้ไม่มีแม้แต่เงาของวีซอลอาหรือนัมกุงบีอาให้เห็นเลยแม้แต่น้อย…
นึกไม่ถึงเลยว่าการที่ทั้งสองคนไม่อยู่จะทำให้รู้สึกถึงความว่างเปล่าได้ขนาดนี้ ข้ารู้สึกว่าตัวเองเปลี่ยนไปไม่น้อยทีเดียว
จะว่าเป็นการเปลี่ยนไปในทางที่ดีหรือไม่ก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน
‘ไปไหนกันนะ’
ตอนที่วีซอลอามาถึงจวนก็วิ่งมาทันทีจนข้าสังเกตเห็นได้ง่าย ส่วนนัมกุงบีอาก็น่าจะนอนอยู่ในห้องไม่ใช่หรือไง… แต่ไม่ว่าจะมองไปทางไหนก็ไม่เห็นเงาของทั้งคู่เลย
พอดีฮงวาเดินผ่านมาพร้อมของบางอย่าง ข้าจึงเรียกไว้แล้วถามออกไป
“อ๋า… คุณหนูซอลอากับนัมกุงบีอาออกไปดูพิธีประลองดอกเหมยค่ะ”
“พิธีประลองดอกเหมย?”
“ใช่ค่ะ คุณหนูเล็กมาหาทั้งสองคน แล้วบอกว่าวันนี้ก็จะมีอีกเลยชวนกันไปดูน่ะค่ะ…”
ที่แท้ก็เป็นกู่หลิงฮวาที่มาชวนสินะ
‘แสดงว่าพิธีประลองยังคงจัดต่อ’
ไม่รู้ว่าเพราะเหตุผลไหนจากที่เคยคิดไว้กันแน่
แม้ข้าจะหวังให้เป็นเหตุผลแรก แต่ลางสังหรณ์กลับไม่ค่อยดีเอาเสียเลย
‘ในสหพันธ์ยุทธภพจะมีสายลับแฝงตัวอยู่สักกี่คนกันแน่’
ไม่ใช่แค่ตำหนักรัตติกาลเท่านั้น สำนักฝ่ายอธรรมอื่นๆ เองก็เช่นกัน รวมถึงแม้แต่สหพันธ์ยุทธภพก็มีการส่งสายลับเข้าออกเป็นเรื่องปกติ
แต่สิ่งที่ติดใจก็คือ…หลังจากที่พวกรากษสมาป้วนเปี้ยนเมื่อคืน ก็ดูจะถูกกำจัดอย่างรวดเร็วเกินไป
ยิ่งเวลาผ่านไป ความรู้สึกยิ่งเอนเอียงไปทางที่ว่าตำหนักรัตติกาลแกล้งทำเป็นล่มสลายมากกว่าจะถูกโค่นล้มจริงๆ โดยสหพันธ์ยุทธภพ
[ดูเจ้าจะให้ความสนใจไม่น้อยเลยนี่]
“ก็ใช่น่ะสิ ข้าว่ามันเกี่ยวข้องกันอยู่น่ะขอรับ”
จะเกี่ยวข้องโดยตรงกับมารสวรรค์หรือไม่นั้นไม่แน่ใจ แต่สิ่งสำคัญก็คือ ในชีวิตก่อน ข้าเคยได้รู้เรื่องพวกนี้แค่ในบันทึกเท่านั้น ทว่าตอนนี้กลับมีเหตุการณ์ที่ไม่เคยปรากฏในบันทึกเกิดขึ้นจริงต่อหน้าข้า
ทั้งเรื่องที่พวกนั้นพยายามลักพาตัวหมอเทวดา ทั้งเรื่องที่พาพวกศิษย์ฮวาซานไปสกัดเลือดเพื่อหล่อเลี้ยงดอกไม้นั่น
[แล้วเจ้าคิดจะทำอย่างไร]
“ท่านก็รู้อยู่แล้วมิใช่หรือขอรับ”
ในเมื่อข้าตัดสินใจแล้วว่าจะขัดขวางมารสวรรค์ หากตำหนักรัตติกาลมีความเชื่อมโยงกัน ก็ย่อมหนีไม่พ้นชะตาเดียวกัน
หากมันเกี่ยวข้องกับการปรากฏตัวของมารสวรรค์ละก็…
“ข้าก็จะตัดมันให้ขาด”
นั่นคงจะเป็นก้าวแรกที่แท้จริง
ไหนๆ พิธีประลองดอกเหมยก็กำลังดำเนินอยู่ ข้าคิดว่าคงไม่สามารถพบเซียนดอกเหมยได้ในตอนนี้ จึงมาหาราชินีกระบี่แทน
“มาแล้วหรือ”
“ขออภัยที่มารบกวนโดยไม่บอกล่วงหน้าขอรับ”
โชคดีที่นางอยู่ในกระท่อมของตน
‘ดูอ่อนวัยลงกว่าก่อนมากเลยแฮะ’
เส้นข้าสีดำที่เคยซีดหมองกลับเปล่งประกายเงางาม ผิวพรรณก็เรียบเนียนไร้ริ้วรอยแม้แต่น้อย
แม้จะประเมินแบบใจดี ก็ต้องบอกว่าใบหน้าในตอนนี้ยังดูไม่เกินสามสิบปีดีนัก ราชินีกระบี่เพียงเงียบมองข้าอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยออกมาอย่างประหลาดใจเล็กน้อย
“…ดูเหมือนเจ้าจะผ่านเรื่องราวมามากทีเดียว”
“ข้าเพียงมีสติรู้แจ้งเล็กน้อยเท่านั้นขอรับ”
“เพียงแค่นั้นก็สามารถทะลวงถึงขั้นนั้นได้งั้นหรือ… สวรรค์ช่างประทานพรแก่ตระกูลกู่จริงๆ”
“ท่านชมเกินไปแล้วขอรับ…”
[…ก็แน่นอนว่านางชมเกินไปสิ! โลกนี้ควรจะได้รู้จักกับเจ้าตัวแสบคนนี้เสียที!]
หลังบรรลุขั้นสูงสุดของขอบเขตชั้นยอด สายตาข้าก็มองเห็นพลังปราณภายในกายของราชินีกระบี่ได้โดยอัตโนมัติ
ดูท่าราชินีกระบี่จะเป็นยอดฝีมือที่เหนือกว่าข้าหลายขุม ถึงไม่อาจมองเห็นได้ชัดเจนนัก แต่ก็ยังพอสัมผัสได้ว่าพลังที่สถิตอยู่ในกายนางนั้นมิธรรมดาเลย
‘ไม่เสียทีที่ได้รับฉายาว่าราชินีกระบี่’
แทนที่จะเป็นฉายาใหม่อย่างที่บางคนได้รับ คนที่สืบทอดฉายาเก่ากลับเป็นผู้ที่บรรลุขอบเขตสูงส่งอย่างแท้จริง
ไม่ว่าจะเป็นราชินีกระบี่ในยุคนี้ หรือจักรพรรดิกระบี่สวรรค์ก็ตามที
ดูเหมือนราชินีกระบี่จะจับได้ว่าข้าจ้องมองอยู่ นางจึงยิ้มบางๆ ออกมา
“ดูไม่งดงามอย่างที่คิดล่ะสิ?”
ข้าพอได้สติก็รู้ตัวทันทีว่านั่นเป็นการเสียมารยาท จึงรีบเอ่ยขอโทษ
“ขออภัยขอรับ… ข้ายังควบคุมไม่ค่อยถนัดน่ะขอรับ”
“ไม่เป็นไร ข้าเองก็เพิ่งได้รู้ว่าเรือนร่างของข้ายังฟื้นคืนกลับมาได้ไม่สมบูรณ์”
พูดจบ นางก็ยื่นถ้วยชาให้ข้า กลิ่นหอมของชานั้นช่างคุ้นเคย เป็นกลิ่นเดียวกับชาเม็ดบ๊วยที่เซียนดอกเหมยมักชงให้ดื่ม
“เจ้าสำนักมักแวะเวียนมาให้ข้าอยู่เรื่อย ๆ น่ะ”
“อ๋อ แบบนี้นี่เอง…”
ถึงว่ากลิ่นถึงได้เหมือนกันเป๊ะ ขณะจิบชาช้าๆ ราชินีกระบี่ก็เอ่ยขึ้นมาคล้ายจะรอจังหวะ
“ข้าอยากจะกล่าวคำขอบคุณอีกสักครั้ง พอดีเจ้ามาหาพอดีเลยถือโอกาสพูดตอนนี้เสียเลย”
“เรื่องอะไรหรือขอรับ…?”
“เมื่อคืนหลิงฮวาที่มาหาข้าน่ะ ดูเปลี่ยนไปมากทีเดียว”
สีหน้าราชินีกระบี่ในตอนนั้นดูดีขึ้นมากอย่างเห็นได้ชัด
“นางยิ้มให้ข้า”
“…”
“ข้าไม่เคยรู้เลยว่าหลิงฮวาจะสามารถยิ้มได้อย่างแจ่มใสขนาดนั้น มันน่ารักเสียจนข้าอดชื่นชมไม่ได้เลยจริง ๆ”
ดูเหมือนราชินีกระบี่เองก็สังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงของกู่หลิงฮวาที่ข้าได้เห็นในพิธีประลองเมื่อวาน
เพียงแต่…การที่นางยกความดีความชอบนั้นให้ข้ากลับทำให้รู้สึกไม่ค่อยสบายใจเท่าไหร่
“ถ้าเป็นเรื่องนั้น ข้าคงไม่มีส่วนเกี่ยวข้องหรอกขอรับ…”
หากจะว่าไป ข้าเองนั่นแหละที่อาจเป็นคนปิดกั้นความเป็นไปได้ในใจของกู่หลิงฮวาเสียด้วยซ้ำ
ข้าค่อนข้างมั่นใจในความคิดนั้นเสียจนไม่อยากเอ่ยออกมาเป็นคำพูดด้วยซ้ำ
เพราะงั้น…การที่นางสามารถก้าวผ่านมันไป แล้วยังยิ้มได้อย่างภาคภูมินั้นต่างหากที่น่ายกย่อง
ราชินีกระบี่ไม่ตอบอะไร เพียงแค่ยิ้มอย่างอ่อนโยน ไม่รู้ว่านางไม่เชื่อ หรือแค่ไม่อยากพูดอะไรกันแน่
“อ้อ หลิงฮวาบอกว่าจะไปหาเจ้าด้วยนะ เห็นว่าเดินลงเขาไปแล้ว แต่พอดีเจ้าอยู่ตรงนี้ แสดงว่าคงไม่ได้เจอกันสินะ”
“หา… มาหาข้าหรือขอรับ?”
เมื่อครู่ยังได้ยินว่าหลิงฮวามาที่จวนเพื่อชวนวีซอลอากับนัมกุงบีอาไปดูพิธีประลอง… นั่นคือที่มาหาข้าหรอกหรือ?
แต่ข้าก็ไม่คิดว่านางจะมาหาข้าเป็นพิเศษเลยนี่นา…
‘เดี๋ยวคงต้องไปหานางทีหลัง’
ไม่รู้ว่านางมีธุระอะไร แต่หากพลาดกันไปก็แค่ไปพบใหม่ก็เท่านั้น
ราชินีกระบี่จิบชาช้าๆ ก่อนจะเอ่ยต่อ
“แล้วเจ้าจะออกเดินทางกลับตระกูลเมื่อไรล่ะ”
“ข้ากะว่าจะออกเดินทางทันทีที่ธุระทั้งหมดเสร็จสิ้นขอรับ อย่างช้าก็ไม่เกินพรุ่งนี้”
“โอ้…เร็วกว่าที่ข้าคิดไว้เสียอีกนะ”
“ข้ากลับรู้สึกว่าตัวเองอยู่นานเกินไปต่างหาก เลยอยากรีบออกเดินทางน่ะขอรับ”
“แล้วเจ้าบอกเรื่องนี้กับหมอเทวดารึยัง”
“อ๋า…ลืมสนิทเลยขอรับ เดี๋ยวข้าจะไปบอกท่านเองทีหลัง”
จริงด้วย… ข้าลืมเรื่องนี้ไปเสียสนิทเลย
เมื่อข้าเผลอทำหน้าเหลอหลา ราชินีกระบี่ก็หลุดหัวเราะออกมาเบา ๆ
ข้ารู้สึกกระดากใจอยู่ไม่น้อยจึงแสร้งกระแอมไอเพื่อกลบเกลื่อน
“…ขออภัยขอรับ ท่าทางของข้า คงดูไม่เอาไหนเกินไปหน่อยสินะขอรับ”
“เปล่าหรอก เจ้าทำให้ข้าเผลอหัวเราะออกมาก็เพราะเจ้าทำตัวเหมือนแม่เจ้าราวกับถอดแบบกันมาเลย ข้าต่างหากที่ต้องขอโทษ”
ทุกครั้งที่นางพูดถึงมารดาของข้า แววตาของนางมักเต็มไปด้วยรอยยิ้มเสมอ
ดูเหมือนทั้งสองจะสนิทกันมาก แต่ถึงอย่างนั้นข้าก็ไม่เคยได้ยินแม่เอ่ยถึงราชินีกระบี่เลยสักครั้ง
‘บางทีคงเป็นเรื่องตอนข้ายังเด็กมาก ถึงจำไม่ได้ก็ไม่แปลก’
อยู่ๆ ความอยากรู้ก็แล่นเข้ามาในใจ ว่ามารดากับราชินีกระบี่รู้จักกันได้อย่างไร และเป็นเพื่อนกันแบบไหน
‘แต่ถึงอย่างนั้น…’
ข้าก็ไม่กล้าถามอยู่ดี แค่เอ่ยถึงแม่ในตอนนี้ก็ยังรู้สึกติดขัดอยู่มาก
ข้าสูดลมหายใจลึกๆ เพื่อเรียบเรียงความคิด ก่อนจะเริ่มพูดถึงเหตุผลที่มาหานางในวันนี้
“ท่านยังจำได้หรือไม่ขอรับ ก่อนหน้านี้ข้าเคยบอกว่ามีเรื่องจะขอร้องในภายหลัง”
“จำได้สิ ข้ายังไม่ลืม แล้วเจ้ามีเรื่องอยากให้ข้าช่วยแล้วสินะ?”
“ขอรับ… ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร”
ก่อนออกเดินทางพรุ่งนี้ ข้าตั้งใจจะแวะไปหาเซียนดอกเหมยอีกสักครั้ง และในวันนั้น ข้าอยากให้ราชินีกระบี่ไปด้วย
สิ่งที่ข้าขอให้นางช่วยก็มีเพียงเรื่องเดียว
“แค่ช่วยอยู่ข้างข้าสักครู่ก็พอขอรับ”
แค่นั้นก็พอแล้ว
หลังพูดคุยกับราชินีกระบี่เสร็จ ข้าก็เริ่มเดินลงเขาช้าๆ เพื่อไปหากู่หลิงฮวา
ลมเย็นๆ ที่พัดผ่านใบหน้า ทำให้ข้ารู้สึกได้ว่าฤดูร้อนใกล้จะสิ้นสุดลงแล้ว
“เวลาผ่านไปเร็วชะมัด…”
แม้เวลาจะผ่านไปไม่นาน แต่ก็มีเรื่องราวมากมายเกิดขึ้น ทว่าข้ากลับยังรู้สึกว่าทุกอย่างยังช้าเกินไป
แม้จะบรรลุขอบเขตจุดสูงสุดภายในเวลาไม่ถึงปี แต่เมื่อคิดถึงหายนะที่กำลังจะมาถึง ความภูมิใจก็กลายเป็นสิ่งไร้ค่าในทันที
ต่อให้เก่งกาจเพียงใด อย่างมากก็เป็นเพียงผู้ฝึกยุทธขั้นสูงเท่านั้น
[ดูเจ้าจะรีบร้อนอยู่ไม่น้อยนะ]
“ข้าคิดว่า… ความรีบร้อนแบบนี้บางครั้งก็จำเป็นเหมือนกันนะขอรับ”
[…ฟังดูแล้วก็ไม่อาจเถียงได้ทั้งหมดเหมือนกัน]
“แค่ต้องไม่ให้มันกลายเป็นพิษต่อใจตัวเองก็พอ”
แม้จะรู้ว่าไม่ใช่เรื่องง่ายก็ตาม
ขณะที่ข้าเดินลงเขามาจนเกือบถึงตีนเขา พลันก็เหลือบไปเห็นใบหน้าคุ้นตาเข้า
“…หือ?”
“…อา…”
คงเพราะข้าออกเสียง จึงทำให้สายตาเราประสานกันโดยไม่ตั้งใจ
เด็กหนุ่มที่ไว้หน้าม้ายาวจนบดบังสันจมูก เขาคือหลานชายของหมอเทวดา จูกัดฮยอก
‘เจ้านี่ทำอะไรอยู่กันนะ’
เจ้าหนุ่มผู้นั้นหอบตะกร้าที่ใหญ่กว่าครึ่งตัวแล้วเดินวนเวียนไปมาไม่หยุดในตะกร้ามีบางอย่างที่ดูคล้ายเห็ดปรากฏให้เห็นลางๆ
แรกทีเดียวข้ากะจะปล่อยผ่าน แต่สุดท้ายก็อดไม่ได้ที่จะเดินเข้าไปหา
“เจ้ามาทำอะไรตรงนี้?”
เด็กหนุ่มที่เพิ่งเก็บเห็ดใส่ตะกร้าได้อีกดอกหันมามองข้าทันทีหลังได้ยินเสียงถาม
ท่าทางที่จูกัดฮยอกทำเหมือนจะหยิบเห็ดเข้าปาก ทำให้ข้าพอเดาได้ว่า เขาคงเก็บมันมาเพื่อนำไปทำอาหาร
“…เห็ดนี่ กินได้แน่นะ?”
สีสันของมันดูฉูดฉาดเกินกว่าจะบอกว่า ‘ปลอดภัย’ ได้ง่าย ๆ
ไม่ว่าจะมองอย่างไรก็ไม่เหมือนของที่ควรเอาเข้าปากเลยสักนิด
เด็กหนุ่มเหมือนจะยกมือขึ้นตอบ แต่แล้วก็หยุดไป
จากนั้นเขาก็หยิบกิ่งไม้แห้งข้างทางมา แล้วค่อยๆ เขียนบางอย่างลงบนพื้นดิน
— “ไม่เป็นไรขอรับ กินได้แน่นอน”
ข้าอ่านตัวอักษรที่เขาเขียนไว้ แล้วรู้สึกประหลาดใจอยู่นิดหน่อย ที่ผ่านมาไม่เคยมีโอกาสได้คุยกับจูกัดฮยอกอย่างจริงจังเลยสักครั้ง
“…เจ้ามั่นใจได้ยังไง?”
— “ในหนังสือของท่านปู่มีเขียนไว้ขอรับ”
“หนังสือของหมอเทวดาน่ะเหรอ?”
จูกัดฮยอกพยักหน้าช้า ๆ เขาถือหนังสือแบบนั้นไว้ด้วยงั้นหรือ?
“แล้วจะเอาไปทำอะไรเหรอ?”
— “จะเอาไปทอดขอรับ แล้วก็ต้มทำซุปด้วย”
ดูท่าจะตั้งใจทำกับข้าวจริงๆ เหมือนที่ข้าคิดไว้
เด็กหนุ่มที่มักจะเงียบขรึม ไม่แสดงความรู้สึกอะไรให้เห็น กลับดูร่าเริงอย่างไม่น่าเชื่อในเวลานี้
อาจเพราะเหตุนี้ ข้าถึงเผลอเอ่ยถามออกไป
“เจ้าชอบทำอาหารเหรอ?”
ได้ยินคำถามนั้น ดวงตาของเขากลมโตขึ้นเล็กน้อย จากนั้นก็พยักหน้าแรงๆ อย่างสดใส
— “ท่านรู้ได้ยังไงขอรับ?”
ข้าไม่ได้ตอบคำถามนั้นในทันที
แม้จะยังรู้สึกประดักประเดิดกับการเผชิญหน้ากับเด็กหนุ่มผู้นี้
แต่ขณะเดียวกัน ภาพบางอย่างในความทรงจำก็กำลังฉายชัดขึ้นมา
“ก็…ดูจากท่าทางของเจ้าน่ะ”
แค่ความทรงจำผุดขึ้นมาในหัวเท่านั้น
— “ข้าเคยอยากเปิดร้านอาหารเล็กๆสักแห่ง ร้านที่อบอุ่น เรียบง่าย เพราะข้าชอบทำอาหารน่ะขอรับ”
คำพูดไร้ค่า ที่เขาเคยเอ่ยไว้ในตอนที่ร่างกายแทบจะพังยับเยินจนใกล้ตาย
แม้ในสภาพที่เลือดทะลักจนแทบเปล่งเสียงไม่ได้ เด็กหนุ่มคนนั้นก็ยังคงเล่าเรื่องของตัวเองออกมาเป็นคำพูดที่ชัดถ้อยชัดคำ
แต่เมื่อมองย้อนกลับไปในตอนนี้ ทุกคำนั้นล้วนไร้ความหมาย
ในชาติก่อน สิ่งที่จูกัดฮยอกพูดกับข้านั้น ครึ่งหนึ่งเป็นคำโกหก
เขาเคยพูดความจริงเพียงครั้งเดียว ในยามที่รับคำสั่งจากมารสวรรค์ ให้สั่งเคลื่อนทัพเหล่ามารเท่านั้น
คนที่ปิดบังความจริงไว้จนถึงลมหายใจสุดท้าย ย่อมไม่มีคำใดที่น่าเชื่อถืออีกต่อไป
— “ตอนเด็กๆ ข้าเป็นเด็กกำพร้า ไม่มีครอบครัวเลยสักคน”
คำพูดนั้นคือคำโกหก เขายังมีหมอเทวดาอยู่ทั้งคน
— “แต่ข้าก็แข็งแรงดีนะขอรับ เพื่อนก็เยอะด้วย”
ก็โกหกอีกนั่นแหละ
— “รู้ไหมขอรับ? ถ้าไม่ใช่เพราะเรื่องทั้งหมดนี้ บางทีข้ากับท่านอาจเป็นเพื่อนกันก็ได้นะขอรับ”
ทุกประโยคที่ออกจากปากเขาล้วนเป็นคำโกหก โดยเฉพาะประโยคนั้น… ต่อให้ตอนนั้นข้าจะไร้เรี่ยวแรง แต่ก็ไม่มีวันเชื่อมัน
— “ท่านผู้บัญชาการ… ท่านโกรธข้าหรือเปล่า?”
ข้าตอบไปว่าโกรธ และยังพูดไปอีกว่าอยากฉีกมันเป็นชิ้นๆ ด้วยซ้ำ
เขาหัวเราะออกมา แม้เลือดจะทะลักออกจากมุมปากจนเปื้อนเสื้อผ้าก็ตาม
— “แต่ถ้านี่คือช่วงสุดท้ายของข้าล่ะก็…ก็คงไม่เลวนัก”
เสียงสุดท้ายของเขา ก็คือเสียงประโยคนั้น
ในคำพูดมากมายเหล่านั้น มีคำใดบ้างที่เป็นความจริงกันแน่?
ข้าเคยคิดว่าอย่างน้อยเรื่องในอดีตของจูกัดฮยอกคงไม่มีอะไรปิดบัง
แต่ก็น่าขันดี… เพราะสิ่งที่หมอนั่นพูด มันกลับเต็มไปด้วยคำโกหก
พอมาคิดดูตอนนี้ก็อดสงสัยไม่ได้ หรือจริงๆ แล้วมันไม่เคยพูดความจริงเลยสักครั้ง
“…”
ข้าจ้องมองจูกัดฮยอกอยู่เงียบๆ…
ทำไมถึงได้กลายมาเป็นมารเช่นนี้กัน?
หากตอนนั้นเขาโดนลักพาตัวไปพร้อมกับหมอเทวดา… นั่นอาจเป็นจุดเริ่มต้นหรือไม่?
หากเป็นเช่นนั้นล่ะก็… เมื่อทุกอย่างถูกบิดเบือนไปแล้วมากมาย เขาจะไม่มีวันกลายเป็นมารอีกใช่หรือไม่?
แม้จะเป็นเพียงชั่ววูบ แต่ในหัวของข้ากลับมีเรื่องราวนับไม่ถ้วนวิ่งพล่านอย่างควบคุมไม่ได้
ขณะกำลังสับสนอยู่กับความคิดอันวุ่นวาย จู่ๆ จูกัดฮยอกก็ยื่นถุงผ้าเล็กๆ ใบหนึ่งให้
“…อะไรน่ะ?”
เพราะเป็นเหตุการณ์ที่ไม่ทันตั้งตัว จึงอดระแวงขึ้นมานิดๆ
แต่เมื่อรับมาเปิดดูก็พบว่า… ข้างในเต็มไปด้วยเห็ดที่เจ้าหมอนั่นเพิ่งเก็บเมื่อครู่
ข้าเงยหน้ามองเขาอย่างงุนงง จูกัดฮยอกจึงก้มเขียนบางอย่างลงบนพื้นดินอีกครั้ง
— “เก็บมาเยอะน่ะขอรับ ข้าแบ่งให้ มันอร่อยมากเลย”
ว่าแล้วเจ้าหมอนั่นก็ยิ้มกว้างออกมา
ข้าเผลอลังเลชั่วขณะ คิดว่ายิ้มนั่น… จะเป็นเพียงภาพลวงหรือไม่?
แต่สุดท้ายก็เป็นแค่เสี้ยววินาทีเท่านั้น ข้ารับเห็ดมาอย่างระมัดระวังและเก็บมันไว้ในอกเสื้อ
“…อืม ขอบใจนะ”
อย่างน้อย… ข้าก็อยากเชื่อว่ายิ้มเมื่อครู่นั้นไม่ใช่เรื่องโกหก
จูกัดฮยอกดูจะยังไม่เสร็จธุระ เห็นเดินวนหาของต่อ ข้าจึงไม่รบกวนและลุกขึ้นเดินกลับ
พอถึงเรือนพัก ยังไม่เห็นพวกที่ออกไปดูงานพิธีกลับมา
เพราะได้ยินมาว่ากู่หลิงฮวามาหาข้า ข้าก็คิดว่า คงต้องไปหานางสักหน่อย
ก่อนออกไป ข้าแวะยื่นเห็ดให้ฮงวา
“…นายน้อย นี่มัน…”
สีหน้าฮงวาดูตกใจอย่างเห็นได้ชัด ข้าเลยได้แต่หัวเราะแห้งๆ แล้วตอบ
“แค่ของฝากน่ะ ถ้าไม่ดูแปลกๆ ล่ะก็…ช่วยทำอะไรให้กินหน่อยได้ไหม”
“จะ…เจ้าค่ะ แล้วคุณชาย…”
“หือ?”
“ท่านจะไปรับซอลอาหรือเปล่าคะ?”
“เปล่าหรอก ไม่ได้คิดจะไปรับใคร”
จริงอยู่ที่ข้าจะไปหากู่หลิงฮวา ซึ่งก็คงดูใกล้เคียงกับสิ่งที่นางพูด แต่ข้าก็ไม่ได้ตั้งใจจะอธิบายอะไรเพิ่มเติม
แล้วฮงวาก็ถอนหายใจยาว
“มีอะไรรึเปล่า?”
“…ซอลอาน่ะ ไม่ได้ทำงานก่อนออกไปเลยค่ะ เห็นทีจะไม่รู้ว่ามีหน้าที่ต้องทำ เลยออกไปเฉยๆ”
นางคงกำลังอดกลั้นไม่ให้โกรธต่อหน้าข้า แต่ข้าก็เห็นชัดว่า ฮงวากำลังโมโหจนมือสั่น
[ดูสิ มือนางสั่นแล้ว]
‘อืม ข้าก็เห็น’
ข้ามองมือที่กำไว้แน่นจนสั่นน้อยๆ แล้วได้แต่ภาวนาในใจ
‘สู้ๆนะ เจ้าเด็กดื้อ…’
เผลอนึกภาพวีซอลอากำลังยกมือยืนโดนลงโทษอยู่กลางลาน แบบนั้นขึ้นมาแล้วก็อดอมยิ้มไม่ได้
◇◆
อีกด้านหนึ่ง — ณ ที่พำนักของผู้นำสหพันธ์ยุทธภพ
จางชอน ผู้นำคนปัจจุบัน กำลังอ่านจดหมายที่จักรพรรดิกระบี่สวรรค์ส่งมาอย่างละเอียด
แม้จะอ่านไปหลายรอบแล้ว แต่เขายังอ่านซ้ำเผื่อมีรายละเอียดใดหลงลืมอยู่…
‘…หลานสาวอย่างนั้นหรือ’
ในจดหมายมีเรื่องราวมากมายเขียนไว้ แต่สิ่งที่ทำให้เขารู้สึกแปลกใจที่สุด ก็คือประเด็นเกี่ยวกับหลานสาวของจักรพรรดิกระบี่สวรรค์
“ช่างเป็นเรื่องประหลาดยิ่งนัก…”
จางชอนรู้ดีว่าจักรพรรดิกระบี่สวรรค์ไม่มีครอบครัว ญาติสนิทเพียงคนเดียวที่เคยมีก็คือบุตรสาว และนางก็เสียชีวิตจากอุบัติเหตุไปนานแล้ว
เพราะเป็นเขาเองที่เป็นผู้มอบร่างไร้วิญญาณของนางกลับคืนให้กับจักรพรรดิกระบี่สวรรค์
ถ้าอย่างนั้น… หลานสาวที่ว่านั่นคือใครกันแน่?
ในช่วงสิบกว่าปีที่จักรพรรดิกระบี่สวรรค์หายตัวไปนั้นเกิดอะไรขึ้นบ้าง เขาเองก็ไม่อาจล่วงรู้ได้
ก่อนหน้านี้เคยได้ยินข่าวว่า ทั้งสำนักบู๊ตึ๊งและวัดเส้าหลินต่างก็กำลังตามหาตัวของจักรพรรดิกระบี่สวรรค์
แม้จะมาขอให้เขาช่วยตรวจสอบเบาะแส แต่ในเมื่อตนไม่รู้อะไรเลย ก็ยากจะให้ความช่วยเหลือได้
‘เรื่องนี้จะให้จัดการอย่างไรดี…’
เขารู้สึกว่ากำลังจะถูกดึงเข้าไปพัวพันกับเรื่องที่ซับซ้อนเกินคาด
หากจะตอบรับคำร้องขอในจดหมายนั้น ก็เท่ากับต้องขัดแย้งกับฝ่ายเก้าสำนักใหญ่
แต่หากจะเพิกเฉย ก็ใช่ว่าจะทำได้ง่าย ๆ เพราะบุญคุณที่จักรพรรดิกระบี่สวรรค์เคยมอบให้เขานั้น—ใหญ่หลวงเกินกว่าจะปฏิเสธได้
ขณะที่จางชอนกำลังครุ่นคิดหนัก…
– ก๊อก ก๊อก
เสียงเคาะประตูดังขึ้นเบาๆ จากด้านนอก
จางชอนรีบพับจดหมายนั้นอย่างระมัดระวัง ก่อนจะสอดเก็บไว้ในอกเสื้อ
– “ท่านพ่อ ลูกเซียนยอนเองขอรับ”
“เข้ามาเถิด”
ทันทีที่ได้รับอนุญาต บานประตูก็ถูกเปิดออก
ชายหนุ่มหน้าตาอ่อนโยนคนหนึ่งก้าวเข้ามา—บุตรชายของจางชอนนั่นเอง
“เจ้ามีธุระอะไรหรือ?”
“ได้ยินว่าท่านพ่อกลับมาแล้ว ลูกจึงมาคารวะขอรับ”
“เจ้ากำลังตั้งใจฝึกฝนอยู่ไม่ใช่หรือ ข้าก็บอกไปแล้วว่าไม่จำเป็นต้องมาพบ”
“ไม่ได้ขอรับ จะให้ลูกอยู่เฉยได้อย่างไร”
จางชอนยิ้มบางๆ พลางพยักหน้าให้กับบุตรชาย
เขารู้สึกภาคภูมิใจยิ่งนัก ไม่ว่าจะพาไปที่ใดก็ไม่มีวันน่าอับอาย เพราะลูกชายของเขา เติบโตมาอย่างมีมารยาทและงดงาม
ช่วงนี้ยังได้ยินมาว่า บุตรชายของเขาได้บรรลุเคล็ดวิชาหลายอย่าง มีแววว่าจะขึ้นแท่นหนึ่งในห้ามังกรคนใหม่ได้ในไม่ช้า
“ฮ่าๆ เจ้าช่างรู้จักพูดดีเสียจริง ฟังแล้วข้าก็อดปลื้มใจไม่ได้เลย”
จางชอนหัวเราะออกมาอย่างร่าเริง
บุตรชายของเขา—จางเซียนยอน ก็ยิ้มตอบอย่างนุ่มนวลไม่แพ้กัน