สหายวัยเยาว์ของจอมยุทธ์อันดับหนึ่งในใต้หล้า - ༺ บทที่ 109 คนที่อธิบายได้ดีกว่าใครทั้งหมด (2) ༻
- Home
- สหายวัยเยาว์ของจอมยุทธ์อันดับหนึ่งในใต้หล้า
- ༺ บทที่ 109 คนที่อธิบายได้ดีกว่าใครทั้งหมด (2) ༻
ศิษย์กิตติมศักดิ์ หมายถึงตำแหน่งที่มอบให้ผู้เป็นคนนอกที่เคยมีพระคุณอย่างใหญ่หลวงต่อสำนัก เป็นเหมือนสัญลักษณ์ที่ประกาศให้โลกรู้ว่า บุคคลผู้นี้คือผู้มีพระคุณของสำนักเรา
และข้า…ก็กำลังร้องขออย่างเป็นทางการให้เซียนดอกเหมยรับรองว่าข้าคือผู้มีพระคุณของสำนักฮวาซาน
หากมองจากภายนอก อาจดูเป็นการกระทำที่หน้าด้านและชวนให้รู้สึกละอายใจ แต่ข้าไม่มีเวลาจะพูดอ้อมค้อมนัก
เซียนดอกเหมยทำสีหน้าแปลกใจเล็กน้อยกับคำร้องขอของข้า
เป็นสีหน้าที่สื่อชัดว่า ไม่นึกไม่ฝันมาก่อนเลยว่าข้าจะขอเรื่องแบบนี้
…ช่างน่าอึดอัดใจเสียจริง
“ข้าขออภัยที่เอ่ยขึ้นมาอย่างกะทันหัน”
เดิมทีข้าเคยคิดจะขอสิ่งอื่น แต่เมื่อลองพิจารณาสถานการณ์ในตอนนี้แล้ว ตำแหน่งศิษย์กิตติมศักดิ์ของสำนักฮวาซานคือสิ่งที่จำเป็นที่สุด
เหตุผลที่เซียนดอกเหมยลังเล คงเพราะตำแหน่งนี้มิใช่สิ่งที่มอบให้กันได้ง่ายๆ เป็นแน่
“ข้าขอถามสักหน่อย…เจ้าต้องการตำแหน่งนี้เพราะปราณจากวัตถุวิเศษที่อยู่ในร่างกายหรือ?”
ข้าพยักหน้าช้าๆ รับคำถามของเขา
“…หากจะต้องให้เหตุผล ก็ใช่แล้วขอรับ”
หากได้รับตำแหน่งศิษย์กิตติมศักดิ์ ข้าก็จะสามารถม้าใช้วิชาของสำนักฮวาซานได้ แม้จะไม่รวมถึงกระบวนท่ากระบี่ดอกเหมยหรือเคล็ดวิชาเฉพาะของสำนักก็ตาม
แต่อย่างน้อย ก็จะมีเหตุผลอันชอบธรรมให้สามารถม้าฝึกฝนวิชาอื่นๆ ของฮวาซานได้
เหตุผลตรงจุดนี้สำคัญสำหรับข้าในฐานะ “ฝ่ายธรรมะ”
ต่อให้ลักลอบฝึกฝนวิชาได้ก็จริง แต่หากวันหนึ่งถูกจับได้…ข้าก็ไม่อยากรับแรงปะทะที่ตามมาทีหลัง
‘ปัญหามันอยู่ตรงที่ แม้จะมีพลังปราณจากวัตถุวิเศษอยู่กับตัว แต่กลับไม่สามารถม้าใช้ได้ตามใจนี่แหละ’
พลังปราณของวัตถุวิเศษแห่งฮวาซานยังคงนิ่งสงบอยู่ในตันเถียนของข้า ไม่สามารถม้าเรียกใช้ออกมาได้อย่างเต็มที่
พลังนั้นเคยช่วยให้ข้าเข้าถึงระดับเพลิงศักดิ์สิทธิ์ ในเคล็ดเพลิงอัคคีเก้ากงล้อ และร่วมกับการชี้แนะของตาแก่ชินข้าจึงสามารถม้าทะลวงเข้าสู่ขอบเขตจุดสูงสุดได้ในที่สุด
แต่ต่อให้เป็นเช่นนั้น ก็ไม่อาจใช้พลังนั้นอย่างสะดวกใจนักหากยังไม่ได้รับอนุญาตอย่างเป็นทางการ
[…ก็แอบใช้มันเสียเลยสิ ทำไมถึงต้องจู้จี้กับเรื่องแบบนี้ด้วย]
‘ข้าไม่ใช่พวกนอกรีต จะให้ทำอะไรแบบนั้นได้อย่างไรกันเล่า’
[…ก็เจ้าเคยเป็นมารที่ชอบเผาบ้านคนเขาไม่ใช่รึไง? จะพูดให้ฟังดูดีไปเพื่ออะไร…]
‘…’
คำพูดของตาแก่ชินทิ่มแทงเข้าที่ลิ้นปี่อย่างจัง เพราะความจริงที่ข้าเคยทำในชาติก่อน ทำให้ไม่อาจหาคำมาโต้แย้งได้เลย
กระนั้น…ข้าก็หมายมั่นแล้วว่าจะใช้ชีวิตให้ถูกต้องในชาตินี้
อย่างน้อย ในชีวิตนี้ ข้าตั้งใจจะเดินในเส้นทางที่แตกต่างออกไป
ข้าจึงถามเซียนดอกเหมยอีกครั้งซ้ำด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“หรือว่าการจะมอบตำแหน่งนั้น…เป็นเรื่องที่ลำบากเกินไปสำหรับท่าน?”
“ไม่…ไม่ใช่ว่าเป็นเรื่องลำบากอะไรหรอก ที่จริงข้าเองก็เคยคิดจะเสนอให้เจ้าด้วยซ้ำ”
“ขอรับ?”
“ไม่มีใครรู้ดีไปกว่าข้าว่าเจ้าทำอะไรให้สำนักฮวาซานไว้บ้าง ข้าย่อมไม่อาจเพิกเฉยต่อความดีนั้นได้หรอก”
เสนอให้ข้าอย่างนั้นหรือ?
ข้าแสดงสีหน้าฉงนออกไปอย่างไม่ปิดบัง และเพื่อไม่ให้ข้าคาใจต่อไปเซียนดอกเหมยจึงอธิบายต่อทันที
“เหตุผลที่ข้ายังไม่เอ่ยเรื่องนี้ออกมา ก็เพราะเจ้าเป็นคนของตระกูลกู่ ข้าคิดว่าตระกูลกู่คงไม่ยินดีนักหากเจ้าจะรับตำแหน่งศิษย์กิตติมศักดิ์จากสำนักอื่น”
ข้าเข้าใจความหมายของเขาทันที เพราะก็เคยมีความรู้สึกเช่นนั้นอยู่บ้างเหมือนกัน
อย่างกู่หลิงฮวาเอง แม้จะสังกัดตระกูลกู่ก็จริง แต่เท่ากับว่านางละทิ้งทุกอย่างไว้ที่บ้านแล้วเข้ามาอยู่กับสำนักฮวาซานโดยสมบูรณ์
ยิ่งไปกว่านั้น นางเองก็อาจไม่ได้รู้ลึกเกี่ยวกับตระกูลกู่มากนักอยู่แล้ว
ในเรื่องนี้ ข้าจึงตอบเซียนดอกเหมยได้อย่างหนักแน่น
“ข้าไม่ถือขอรับ และทางบ้านก็คงไม่มีใครว่าอะไรด้วยเช่นกัน”
ข้าพูดไปอย่างนั้นไม่ใช่แค่คาดเดา แต่เป็นความมั่นใจอย่างแท้จริง
หากข้าบอกบิดาว่าได้รับตำแหน่งศิษย์กิตติมศักดิ์จากสำนักฮวาซาน เขาคงแค่ตอบว่า“อืม”แล้วก็จบ
ราชินีกระบี่ที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็ช่วยกล่าวเสริมขึ้นเบาๆ
“ท่านเจ้าสำนัก เด็กคนนี้…นอกจากช่วยชีวิตข้าไว้ ยังอาจช่วยไม่ให้หมอเทวดาต้องตกอยู่ในอันตรายด้วย ข้าว่าตำแหน่งนี้ มอบให้เขาก็สมควรยิ่งแล้วไม่ใช่หรือ?”
แม้เหตุการณ์จะมีเบื้องหลังที่ซับซ้อนอยู่บ้าง เช่นเรื่องพลังมารที่ได้มาโดยไม่ตั้งใจ แต่หากพิจารณาแค่เนื้อความ ก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่านางพูดถูก
เซียนดอกเหมยลูบปลายเครายาวของตนเบาๆ แล้วพยักหน้าเล็กน้อย
หรือว่านั่นคือการแสดงความเห็นชอบ?
“ตำแหน่งนี้ไม่ใช่เรื่องยากอะไร ข้าคงต้องปรึกษากับเหล่าผู้อาวุโสบ้าง แต่หากจะเสนอเรื่องนี้จริงๆ คำตอบก็คงรู้กันอยู่แล้วล่ะ”
“ถ้าอย่างนั้น…”
“แต่เจ้าหนู ข้ารู้ว่าเจ้าเป็นห่วงเรื่องพลังในร่างก็จริง…ทว่าข้าเองกลับไม่อาจแนะนำเจ้าถึงวิธีใช้งานมันได้ในตอนนี้”
เขากล่าวเช่นนั้นเพราะช่วงหลังมานี้ สำนักฮวาซานมีเรื่องวุ่นวายเกิดขึ้นมากมาย โดยเฉพาะเหตุการณ์ในพิธีประลองดอกเหมยที่ผ่านมา
แถมตอนนี้ข้าเองก็กำลังจะออกเดินทางกลับตระกูลในวันนี้ แม้ได้รับตำแหน่งแล้ว แต่ก็ไม่มีเวลาเรียนรู้อะไรอยู่ดี
“ไม่ต้องห่วงเรื่องนั้นหรอกขอรับ”
แม้ราชินีกระบี่ที่จะร่วมเดินทางไปด้วยยังไม่อาจใช้พลังได้เต็มที่เพราะอยู่ระหว่างฟื้นตัว แต่ข้ายังมีอีกคนหนึ่ง ผู้ที่สามารถม้าอธิบายเรื่องพลังนี้ได้ดียิ่งกว่าใคร
[…หืม?]
ตาแก่ชินส่งเสียงขึ้นในหัวด้วยความฉงน
ข้ารับคำอนุญาตจากเซียนดอกเหมยเรียบร้อย จากนั้นก็เดินทางกลับไปยังลานด้านหน้าเพื่อเตรียมขึ้นรถม้าร่วมกับราชินีกระบี่
‘ไม่นึกเลยว่าจะได้รับอนุญาตง่ายขนาดนี้…น่าแปลกใจจริงๆ ’
ทั้งที่ข้าอุตส่าห์ขอร้องอย่างจริงจัง แถมยังให้ราชินีกระบี่ช่วยพูดสนับสนุนด้วย แต่กลับกลายเป็นว่าเซียนดอกเหมยยินยอมรับคำขออย่างง่ายดายกว่าที่คิด
แถมยังกล่าวอีกว่า หากข้าไม่อยากให้เรียกว่า “เป็นการขอร้อง” ก็ให้ถือเสียว่าคุยกันใหม่อีกทีเมื่อถึงเวลาอันเหมาะสมก็ได้
‘ปกติมันได้ง่ายขนาดนี้เลยเหรอขอรับ?’
[ข้าก็ไม่รู้หรอก ตอนข้ายังอยู่ในยุทธภพน่ะ…ตำแหน่งพรรค์นี้ยังไม่มีด้วยซ้ำ]
ข้าลองถามตาแก่ชินแต่ดูเหมือนเขาเองก็ไม่รู้เหมือนกัน
อย่างไรก็ตาม…ผลลัพธ์ออกมาแบบนี้ ข้าก็ไม่มีอะไรให้บ่นได้อีกแล้ว
ขณะนั้นราชินีกระบี่ที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็กล่าวกับข้าเบาๆ
“ไม่แน่ใจว่าแบบนี้จะเพียงพอสำหรับเจ้าไหม…”
“ท่านหมายถึงเรื่องใดหรือขอรับ?”
“แม้จะชื่อฟังดูยิ่งใหญ่ แต่สุดท้ายมันก็เป็นเพียงตำแหน่งเชิงสัญลักษณ์…หากเจ้าต้องการเรียนรู้วิชาของฮวาซานจริงๆ ล่ะก็ ”
“ไม่ขอรับ ข้าไม่ได้มีความต้องการเช่นนั้น ท่านไม่ต้องกังวล”
สำนักฮวาซานนั้นเป็นสายกระบี่แท้จริง ทั้งเคล็ดวิชาและเคล็ดพลังล้วนฝังรากลึกในศาสตร์แห่งกระบี่ และข้า…ไม่คิดจะฝึกฝนไปในทิศทางนั้นแต่อย่างใด
[สรุปก็คือ…เจ้าจะเอาแต่เคล็ดลับการควบคุมวัตถุวิเศษไปใช้ฟรีๆ งั้นสินะ?]
‘ข้าว่าข้าคงไม่ถึงขั้นต้องฝึกฟาดฟันกลางดึกจนเหงื่อท่วมตัวหรอกกระมัง…’
แน่นอน หากตาแก่ชินจะช่วยชี้แนะทางให้ด้วยอีกแรงก็อาจจะลองดู แต่ข้าก็ไม่คิดว่าตัวเองจะมีเวลาว่างพอสำหรับการฝึกกระบี่จริงจังเช่นนั้น
‘แค่นี้…ก็เพียงพอแล้วสำหรับตอนนี้’
เพียงใช้วัตถุวิเศษกดทับพลังหยาบกร้านของเคล็ดวิชาที่ฝึกอยู่ ก็สามารถม้าลดอันตรายได้มาก
เพียงเท่านี้ ข้าก็รู้สึกได้ถึงความเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่แล้ว
เซียนดอกเหมยบอกว่าจะไปหารือกับเหล่าผู้อาวุโส แล้วค่อยส่งสารไปยังตระกูลกู่ในภายหลัง แต่เอาเข้าจริง แค่คำพูดของเขาก็แทบจะเท่ากับการอนุมัติอยู่แล้ว
เมื่อข้าเดินลงมาจากเขาฮวาซาน และมุ่งหน้าไปยังทางออกของสำนัก รถม้าก็ถูกจัดเตรียมไว้พร้อมแล้ว
แต่สิ่งที่ทำให้ข้าต้องชะงักฝีเท้ากลับไม่ใช่รถม้า…
เพราะมีบางอย่าง หรือพูดให้ถูกคือใครบางกลุ่ม ยืนล้อมอยู่รอบรถม้า
เมื่อมองชัดๆ ก็เห็นว่าทั้งหมดเป็นร่างกำยำในชุดสีขาวขลิบแดงที่แนบตึงไปกับกล้ามเนื้อ…ซึ่งก็คือศิษย์รุ่นสองของฮวาซานอย่างแน่นอน
“…นี่มันอะไรอีกล่ะเนี่ย”
ข้าอดพึมพำออกมาไม่ได้ ก็ในเมื่อไม่มีใครอื่นจะสวมชุดพิธีประลองดอกเหมยที่ดูจะปริแหล่มิปริจากแรงกล้ามเนื้อพวกนั้นได้อีกแล้ว
ราชินีกระบี่เองก็หันไปมองแล้วหลบสายตาเบาๆ
อย่าบอกนะ…ว่านางอายอยู่?
แม้จะไม่อยากเข้าไปใกล้ แต่ก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ ข้าจึงเดินเข้าไปหาพวกเขา
“รักษาตัวด้วยนะ ศิษย์น้อง!”
“อย่าลืมกินข้าวให้ครบมื้อล่ะ ห้ามลืมพวกพี่เด็ดขาด!”
“ศิษย์น้องผอมไปนะ น่าจะให้ช่วยฝึกช่วงล่างเพิ่มอีกหน่อย”
“แขนนี่เล็กเท่านิ้วข้าเอง…แบบนี้มันจะไปฟาดใครได้ล่ะเนี่ย?”
“…ศิษย์พี่ทั้งหลาย ได้โปรด…กลับไปได้หรือไม่เจ้าคะ?”
กู่หลิงฮวาซึ่งยืนอยู่ท่ามกลางวงล้อมของเหล่าร่างยักษ์เอ่ยขึ้นราวกับอ้อนวอน
แม้แต่ละคนจะพากันแสดงความเป็นห่วง แต่ก็ยังเว้นระยะห่างไว้เหมือนกลัวว่านางจะตกใจกลัวขึ้นมา และเพราะอย่างนั้น สายตาทุกคู่ของผู้คนในบริเวณก็พากันจับจ้องมาทางนี้
ในที่สุดกู่หลิงฮวาก็เกือบจะตะโกนออกมา
“คนอื่นเขาเริ่มกลัวกันหมดแล้วนะเจ้าคะ!”
“หืม? ใครบอกว่ากลัวกันล่ะ นั่นมันสายตาชื่นชมทั้งนั้น”
“ดูหลังพวกเจ้าสิ! ราวกับแบกภูเขาไว้คนละลูก ใครจะไม่กลัวกันเล่า!”
[…นั่นมันก็จริงอยู่นะ…]
ตาแก่ชินเสริมขึ้นมาเบาๆ อย่างเห็นด้วย
ถึงตรงนี้ ข้าก็เริ่มรู้สึกมึนๆขึ้นมาบ้างแล้ว และดูเหมือนข้าจะไม่ได้รู้สึกแบบนี้คนเดียว
เพราะทันใดนั้นเองชินฮยอนที่ยืนอยู่ไม่ไกลก็เดินเข้ามา แล้วใช้กำปั้นทุบหัวศิษย์ร่วมรุ่นอย่างไร้ปรานี
ตู้ม! ตุบ! เคร้ง!
เสียงกระแทกดังสนั่นจนข้าเผลอสะดุ้ง
‘…เดี๋ยวนะ เมื่อกี้นั่นเสียงจากหัวคนจริงเหรอ?’
ฟังดูราวกับเสียงหินแตกละเอียด และทันทีที่เสียงจบลง เหล่าศิษย์รุ่นสองของฮวาซานก็กลิ้งลงไปนอนกับพื้นกันเป็นแถบ
“โอ๊ยยยยยย!”
“ท่านพี่ใหญ่ลงไม้ลงมือกับผู้บริสุทธิ์แล้ว!”
“…หยุดพูดได้แล้ว ไอ้พวกบัดซบ พูดมากแล้วมันอาย!”
หลังจากจัดการกับเหล่าศิษย์สุดวุ่นวายเสร็จชินฮยอนก็เดินตรงไปยังกู่หลิงฮวา
“ศิษย์น้อง”
“เจ้าค่ะ ศิษย์พี่ใหญ่”
เสียงของกู่หลิงฮวาชัดเจนและหนักแน่นไม่มีสั่น และนั่นเองที่ทำให้สายตาของชินฮยอนพลันสั่นไหวขึ้นมาเล็กน้อย
“…ดีแล้ว เห็นเจ้ามีความมั่นใจเช่นนี้ ข้าก็เบาใจลงบ้าง”
“ขอบพระคุณที่เป็นห่วงเจ้าค่ะ…”
“ไม่หรอก ข้าไม่ได้ทำอะไรเลย เจ้าเอาชนะมันได้ด้วยตัวเองต่างหาก”
เขาพูดพลางมองไปยังกู่หลิงฮวาด้วยแววตาอบอุ่น มือใหญ่ของเขาค่อยๆ ยกขึ้นเล็กน้อย เหมือนกำลังลังเลว่าจะลูบศีรษะนางดีหรือไม่
“…ศิษย์พี่?”
เมื่อกู่หลิงฮวาเอ่ยถามด้วยความสงสัยชินฮยอนก็ค่อยๆ วางมือลง
ดูเหมือนเขาจะตัดสินใจแล้วว่า ‘ยังไม่ถึงเวลา’
เขาหัวเราะแห้งๆ อย่างเขินอาย แล้วกล่าวเพียงสั้นๆ
“ไม่เป็นไร เดินทางดีๆ ล่ะ”
พูดจบชินฮยอนก็ลากร่างศิษย์น้องร่วมสำนักที่นอนเกลื่อนกลาดอยู่กับพื้น แล้วเดินกลับเข้าไปในเขาฮวาซาน
ทันใดนั้น…สายตาของเขาก็มาประสานเข้ากับข้าชั่วขณะหนึ่ง
– ฝากดูแลศิษย์น้องข้าด้วย
เสียงกระแสจิตของชินฮยอนดังขึ้นในหัว
– ขอรับ
ข้าตอบกลับไปด้วยกระแสจิตเช่นกัน
และทันใดนั้นเอง สีหน้าของเขาก็แปรเปลี่ยนเป็นตกตะลึงสุดขีด
ดูเหมือนเขาไม่เคยคาดคิดมาก่อนเลยว่า…ข้าจะสามารถม้าใช้กระแสจิตตอบกลับไปได้
แต่เพียงชั่วอึดใจชินฮยอนก็เรียกสติตนกลับคืนมาได้อย่างรวดเร็ว
เขาพยักหน้าเบาๆแล้วค่อยๆ เดินขึ้นบันไดกลับไปยังเขาฮวาซานอย่างสงบนิ่ง
ดูเหมือนทุกอย่างจะเรียบร้อยแล้ว ข้าจึงหันไปตั้งใจจะเดินไปยังรถม้า ทว่าก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้นขัดจังหวะ
“คุณชายกู่…!”
เมื่อหันไปมองก็เห็นว่าเป็นยองพุงนั่นเอง
“เจ้ามาที่นี่ได้อย่างไร?”
ศิษย์รุ่นสามไม่สามารถม้าลงจากเขาฮวาซานได้โดยพลการ ข้าจึงรู้สึกแปลกใจอยู่ไม่น้อย แต่เจ้าตัวกลับตอบอย่างหน้าตาเฉย
“แค่แอบลงมาน่ะขอรับ!”
…เด็กคนนี้มันบ้าจริงๆ
ทำไมถึงสามารถม้าพูดเรื่องละเมิดกฎออกมาได้อย่างภาคภูมินักนะ
[…ข้าได้เห็นภาพวัยเด็กของตัวเองซ้อนขึ้นมาเลยล่ะ รู้สึกอบอุ่นดีแท้…]
‘ข้าคิดว่าจุดเริ่มต้นของปัญหาทุกอย่าง…ก็คือตัวท่านนั่นแหละ’
ข้าได้แต่ส่ายหน้าเบาๆ
“พอได้ยินว่าท่านจะไปวันนี้ ข้าก็รีบวิ่งลงมาเลยขอรับ!”
อ้อ…ข้าลืมบอกยองพุงไปสินะ มัวแต่ยุ่งกับเรื่องโน้นเรื่องนี้จนลืมเจ้าหนูนี่ไปเลย
“ร่างกายเจ้าไม่เป็นอะไรใช่ไหม? ได้ยินว่าถูกเล่นหนักเอาเรื่องทีเดียว”
ไหนจะเป็นศิษย์รุ่นสามที่อายุน้อยที่สุด ไหนจะต้องเผชิญกับชินฮยอนตั้งแต่รอบแรก แถมไม่ได้แค่แพ้ธรรมดา แต่ถึงขั้นหมดสติไปเลยด้วยซ้ำ
แต่ดูจากสภาพตอนนี้ก็ยังแข็งแรงดีอยู่
“อ้อ! ต้องขอบคุณท่านอาจารย์อาหญิงที่ช่วยดูแลอย่างดีขอรับ ถึงจะเจ็บจนจุก แต่ก็ไม่มีรอยช้ำเหลืออยู่เลย!”
“…อย่างนั้นเลยหรือ”
พูดถึงเรื่องน่ากลัวขนาดนั้น…แต่ไฉนถึงยิ้มออกมาได้อย่างสดใสขนาดนี้กัน พูดอีกอย่างคือโดนตีแบบเจ็บสุดชีวิต แต่ไม่ทิ้งร่องรอยไว้สักนิดน่ะสิ
‘สำนักนี้…ไม่มีทางจะเรียกว่าปกติได้หรอกจริงๆ ’
ยองพุงยิ้มแล้วล้วงมือเข้าไปในอกเสื้อ หยิบของสิ่งหนึ่งออกมายื่นให้ข้า
ของสิ่งนั้นประดับด้วยลายดอกเหมยที่วิจิตรตระการตา ข้ามองมันอย่างงุนงงยองพุงจึงอธิบายขึ้น
“นี่คือตราดอกเหมยของข้าขอรับ”
“…เจ้าเอามาให้ข้าทำไมกัน?”
“ตรานี้ข้ายังไม่เคยใช้เลยสักครั้ง…หากเราได้พบกันอีกในวันข้างหน้า ข้าอยากให้ท่านคืนมันให้ข้าในตอนนั้น”
ได้ยินเช่นนั้น ข้าก็อดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้วเล็กน้อย
‘นี่เจ้าจะทำเหมือนคู่รักล่ำลากันรึไง’
สายตาข้าเริ่มเปลี่ยนเป็นเหลือบต่ำไปทางหางตา ข้าจ้องเขาแบบหรี่ตาเฉียงอย่างอดไม่ได้ว่า…หรือว่าเจ้าหนูนี่จะเข้าข่ายรึเปล่านะ
แต่ยองพุงก็ยังไม่รู้สึกรู้สา พูดต่อไปด้วยสีหน้าจริงจัง
“และในตอนนั้น ข้าหวังว่าท่านจะรับคำท้าประลองของข้าด้วย”
“หืม?”
ข้ามองยองพุงด้วยสีหน้าประหลาดใจเล็กน้อย เพราะพยายามทำความเข้าใจว่าเขากำลังสื่อความหมายใดกันแน่ด้วยคำพูดเช่นนั้น
แล้วข้าก็รู้สึกได้ถึงแววตาอันแน่วแน่ของเขา ภายใต้ความสดใสนั้นคือประกายของจิตวิญญาณนักสู้
เมื่อเข้าใจแล้ว ข้าก็อดหัวเราะออกมาเบาๆ ไม่ได้
เพราะสิ่งที่ยองพุงกำลังเอ่ยก็คือการบอกข้าว่า เขาอยากให้ข้าเป็นคู่ต่อสู้ของเขา
‘ไม่น่าเชื่อเลยว่า…เจ้ากระบี่อัจฉริยะแห่งยุทธภพจะต้องมาเจอเรื่องแบบนี้’
รู้สึกพูดไม่ออกบอกไม่ถูกยังไงก็ไม่รู้
สุดท้าย ข้าก็ยิ้มบางๆ ก่อนจะรับตราดอกเหมยนั้นมาเก็บใส่ในอกเสื้อ
“อืม…งั้นข้าจะรอวันนั้นแล้วกัน”
ดูเหมือนคำตอบของข้าจะทำให้ยองพุงยิ่งยิ้มกว้างขึ้น
“ขอบพระคุณมากนะขอรับ คุณชายน้อยกู่… ข้าได้เรียนรู้อะไรหลายอย่างเพราะท่านเลยจริงๆ ”
พูดจบ เขาก็หันหลังกลับแล้ววิ่งขึ้นเขาฮวาซานโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย
‘แปลกดีเหมือนกัน’
ช่วงนี้ข้ามักได้ยินคำว่าขอบคุณจากหลายคน ทั้งที่ข้าเองก็ไม่ได้รู้สึกว่าทำอะไรเป็นพิเศษเลยสักนิด
‘ตาแก่’
[มีอะไรอีกล่ะ?]
‘ท่านแน่ใจแล้วใช่ไหม ว่าจะไม่อยู่ต่อ…? ข้าว่าหากเราจากไปตอนนี้ คงอีกนานทีเดียวกว่าจะได้กลับมาอีก’
แม้เมื่อคืนจะคุยเรื่องนี้กันไปแล้ว และตาแก่ชินก็ยืนยันชัดเจนว่าไม่เป็นไร
แต่ถึงอย่างนั้น ข้าก็ยังอยากถามซ้ำอีกครั้ง
[จะให้ข้าอยู่ต่อได้อย่างไรเล่า ตั้งแต่แรกก็ไม่มีทางเลือกอะไรอยู่แล้ว]
‘ก็ใช่นะขอรับ…แต่ ’
[และอีกอย่าง]
ตาแก่ชินหยุดนิ่งไปชั่วขณะ ก่อนจะพูดต่อด้วยน้ำเสียงจริงจัง
[ข้าว่าข้าเริ่มเข้าใจแล้วล่ะ ว่ามีเรื่องใดที่ข้าต้องไปสะสางให้จบ
ในเมื่ออยู่ที่นี่ต่อไปก็ไม่มีประโยชน์อะไร ข้าจึงไม่มีเหตุผลต้องลังเลไงล่ะ เจ้าไม่ต้องกังวลหรอก]
‘…เข้าใจแล้วขอรับ’
แม้จะอยากถามว่าหมายถึงอะไร แต่ขอเพียงเจ้าตัวไม่ยอมพูด ข้าก็ไม่อาจเซ้าซี้ต่อไปได้
ขณะนั้นกู่หลิงฮวาซึ่งกำลังจะก้าวขึ้นรถม้าก็หันมาเห็นข้ากับราชินีกระบี่พอดี นางรีบวิ่งมาหาทั้งสองอย่างรวดเร็ว
“ท่านอาจารย์! ในที่สุดก็มาแล้วหรือเจ้าคะ?”
เมื่อมาถึง นางก็โผเข้ากอดราชินีกระบี่อย่างเต็มแรง ฝ่ายนั้นเองก็ก้มลงลูบศีรษะนางเบาๆ อย่างเป็นธรรมชาติ
ข้ามองภาพสองคนนั้นแล้วยิ้มจางๆ ก่อนจะเอ่ยถาม
“ทุกคนขึ้นรถม้ากันหมดแล้วหรือ?”
“อืม”
“แล้วหมอเทวดาล่ะ?”
“ท่านขึ้นไปตั้งแต่เช้าแล้วล่ะ”
ตามที่กู่หลิงฮวาบอกหมอเทวดาขึ้นรถม้าของสำนักฮวาซานไปตั้งแต่เช้าแล้ว
ไม่ใช่รถม้าของตระกูลกู่…แต่เป็นรถม้าที่ฮวาซานจัดเตรียมไว้ให้ต่างหาก
ข้าจึงถือโอกาสหันไปถามกู่หลิงฮวาด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
“เตรียมของครบหมดแล้วใช่ไหม?”
“…คำถามนั้นพวกศิษย์พี่ก็ถามข้าไปเป็นสิบรอบแล้วนะ ท่านพี่จะถามด้วยอีกคนเหรอ?”
“…ถ้าจัดการเรียบร้อยแล้วก็แล้วไป”
เราพูดคุยเรื่องเล็กๆน้อยๆ กันไปพลางก่อนจะพากันขึ้นรถม้า
เมื่อเข้าไปข้างในวีซอลอาก็หันมายิ้มต้อนรับข้าอย่างร่าเริงเช่นเคย ส่วนนัมกุงบีอานั้น…นอนหนุนตักวีซอลอาอย่างสงบเรียบร้อยไปเรียบร้อยแล้ว
“ท่านพี่!”
“นี่ยังนอนอีกเรอะ?”
“นางบอกว่าเมื่อคืนหลับไม่สนิท…เลยยังเพลียอยู่ค่ะ!”
“ข้าว่า…นางดูเหมือนจะเพลียอยู่ตลอดเวลานั่นแหละ”
ถึงจะบ่นแบบนั้น แต่ข้าก็ระมัดระวังนั่งลงข้างๆ อย่างเงียบเชียบ เพื่อไม่ให้เผลอปลุกใครเข้า
ระหว่างมองวิวข้างทางอยู่นั้น เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นมาจากเบาะหน้าของรถม้า
“ถ้าเช่นนั้น…ออกเดินทางได้เลยนะ”
“อ-อ้อ! ขอรับ!”
พอได้ยินเสียง ข้าก็นึกขึ้นได้ทันที…ว่าผู้อาวุโสเซียนกระบี่กำลังทำหน้าที่เป็นสารถีของเรานี่นา
เมื่อนึกขึ้นได้ ข้าก็รีบจัดท่าทางให้นอบน้อมขึ้นในทันที
การนั่งอยู่ในรถม้าที่มีหนึ่งในสามจอมปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งยุทธภพเป็นคนขับ…มันทำให้รู้สึกต้องมีมารยาทอย่างประหลาด
ขณะเดียวกันตาแก่ชินก็ส่งเสียงขึ้น
[เจ้านั่น…ทำไมถึงได้กลายมาเป็นคนขับรถม้าไปได้ล่ะเนี่ย?]
‘…ข้าก็อยากรู้เหมือนกันนั่นแหละ’
พูดไปก็ชักเริ่มสงสัยตัวเองแล้วเหมือนกัน
ฮี้~~~~!
เสียงม้าฮี้ดังสนั่น รถม้าจึงค่อยๆเคลื่อนตัวออกจากเขาฮวาซานอย่างมั่นคง
ภารกิจในมณฑลส่านซีจบลงแล้ว และพวกเราก็กำลังเดินทางกลับสู่ตระกูลกู่อย่างเป็นทางการ
“กลับไปคราวนี้…ข้าว่าจะขอพักจากการเดินทางไกลสักพัก”
ปีนี้แค่ไป-กลับส่านซีกับเสฉวนก็แทบหมดแรง แค่คิดถึงการเดินทางไกลอีกครั้งก็รู้สึกอ่อนล้าแล้ว
ขณะกำลังคิดแบบนั้น เสียงของตาแก่ชินก็ดังขึ้นมาอีกครั้ง
[ฟังจากที่เจ้าพูดแล้ว ข้าก็รู้เลยว่า…คงไม่มีทางเป็นอย่างที่เจ้าว่านั่นล่ะ]
‘…’
ข้าพยายามไม่ใส่ใจกับคำพูดอันชวนไม่สบายใจนั้น
เวลาผ่านไปเรื่อยๆ จนในที่สุด รถม้าก็เดินทางกลับถึงตระกูลกู่
และนั่นเอง…ที่ข้าต้องเผชิญหน้ากับสิ่งที่ไม่คาดคิด
“…คุณหนู มาอยู่ที่นี่ได้อย่างไรหรือ?”
ข้าถามขึ้นด้วยน้ำเสียงงุนงงอย่างไม่อาจปิดบังได้ เด็กสาวตรงหน้าก็หน้าแดงขึ้นทันใด ก่อนจะตอบด้วยเสียงเบา
“อะ…เอ่อ…สวัสดีเจ้าค่ะ!”
นางเป็นเด็กสาวผู้มีเส้นผมสีเขียวเข้มเรียบลื่น ดวงตาสีเขียวมรกตที่เปล่งประกายชัดเจนราวอัญมณี
…และนางก็คือพญาหงส์พิษ แห่งสำนักถังประจำเสฉวน ถังโซยอล