สหายวัยเยาว์ของจอมยุทธ์อันดับหนึ่งในใต้หล้า - ༺ บทที่ 112 ข้าก็จะไปด้วย (1) ༻
หลังจากกู่หยางชอนเดินออกจากห้องไป
ภายในห้องที่ตอนนี้เหลือเพียงสองสตรี—ถังโซยอลกับนัมกุงบีอา
บรรยากาศก็พลันเงียบงันราวกับมีม่านบางๆ ของความอึดอัดลอยคลุ้งอยู่ทั่วห้อง
หากกู่หยางชอนยังอยู่ตรงนั้นแม้เพียงครู่เดียว เขาคงหายใจแทบไม่ออกเพราะความเย็นเยียบของบรรยากาศนี้แน่
นัมกุงบีอา ที่เงียบมองถังโซยอลอยู่พักหนึ่ง ก็ค่อยๆเดินไปนั่งลงยังฝั่งตรงข้ามของโต๊ะน้ำชา
ถังโซยอลยื่นถ้วยชาใหม่ให้โดยไม่ต้องมีคำพูดใด มืออีกข้างค่อยๆ รินชาร้อนลงถ้วยให้เงียบๆ
เสียงชาไหลเบาๆ ดัง จ๊อกกกก…ในความเงียบที่ไม่มีคำพูดใดสอดแทรก
แม้เวลาจะผ่านไปเพียงไม่กี่อึดใจ แต่กลับรู้สึกราวกับเวลาถูกยืดออกอย่างน่าประหลาด
และสุดท้าย…ผู้ที่เอ่ยปากพูดก่อน ก็คือถังโซยอล
“นานแล้วนะ…พี่สาว”
“…อืม นานแล้ว”
แม้จะเริ่มต้นบทสนทนาแล้ว แต่สายตาของทั้งสองกลับยังไม่เคยมองสบกันแม้เพียงครั้งเดียว
นัมกุงบีอายังคงจดจ่ออยู่กับการนับรอยลายไม้บนโต๊ะน้ำชา ส่วนถังโซยอลก็มองใบชาที่ลอยเอื่อยอยู่เหนือผิวน้ำในถ้วยของตน
“เดาว่า…คงจะได้เจอพี่อีกทีก็ปีหน้าแล้ว แต่กลายเป็นว่าเร็วกว่าที่คิด…ใช่ไหมล่ะ”
“…อืม”
“พี่บีอา”
“หืม?”
“ทำไมถึงมาอยู่ที่นี่?”
คำถามของถังโซยอลมาอย่างตรงไปตรงมา จนอีกฝ่ายถึงกับชะงักไปชั่วขณะ ไม่รู้ว่าควรตอบเช่นไร
…จะตอบแบบเคยชินว่า “เพราะเราเป็นคู่หมั้นกัน” ได้หรือ?
แต่บัดนี้ นัมกุงบีอารู้ดีว่าคำล้อเล่นแบบนั้น ไม่ควรถูกใช้ในสถานการณ์เช่นนี้
เมื่อไม่เห็นคำตอบ ถังโซยอลจึงยกชาขึ้นจิบเล็กน้อย เพราะรู้สึกว่าลำคอของตนแห้งผากจนพูดไม่ออก
นางนึกในใจเบาๆ
—ทั้งที่วันนี้…ข้าไม่ได้ตั้งใจจะพูดเรื่องแบบนี้แท้ๆ
บทสนทนาที่เริ่มต้นอย่างผิดจังหวะ ทำให้ถังโซยอลถอนหายใจเบาๆ
ก่อนจะเปลี่ยนหัวข้ออย่างระมัดระวัง
“…ข้าได้ยินมา ว่าพี่กับคุณชายกู่อาจจะหมั้นหมายกัน”
…อาจจะ
แม้จะรู้ดีว่าเรื่องระหว่างสองตระกูลนั้นตกลงกันไว้เรียบร้อยแล้ว แต่ถังโซยอลก็ยังเลือกจะพูดคำว่าอาจจะ เพราะไม่อยากยอมรับความจริงนั้นเต็มปาก
เป็นความดื้อดึงเล็กๆ จากหัวใจที่อ่อนแอและภาคภูมิใจเกินจำเป็น
นัมกุงบีอาไม่ได้เอ่ยโต้แย้งอะไร เพียงพยักหน้าเบาๆ ด้วยสีหน้าเรียบเฉย
“เรื่องนั้น…เป็นสิ่งที่พี่ต้องการด้วยหรือเปล่า?”
ถังโซยอลเอ่ยถาม
ถังโซยอลถามขึ้น เพราะอยากรู้ว่า…ในเรื่องการหมั้นหมายนั้น มีความต้องการของนัมกุงบีอาอยู่ด้วยหรือไม่
และในตอนนั้นเอง ความทรงจำบางอย่างก็แล่นวาบขึ้นมาในหัวของนาง
—คำตอบของนัมกุงบีอาในวันที่นางเอ่ยปากถามว่า “ท่านชอบคุณชายกู่หรือไม่?”
‘ข้าไม่ชอบเขา’
นั่นคือคำตอบในวันนั้น นัมกุงบีอาเคยบอกไว้อย่างชัดเจน ว่าไม่ใช่ความรักและไม่ใช่ความรู้สึกพิเศษในฐานะบุรุษ
แต่ในตอนนี้…เมื่อนางได้มองนัมกุงบีอาอีกครั้ง ถังโซยอลกลับไม่แน่ใจอีกต่อไปว่าใจของนางยังคงเหมือนเดิมหรือไม่
ไม่ใช่เพียงเพราะเวลาผ่านไป แต่เพราะนัมกุงบีอา…เปลี่ยนไปมากเหลือเกิน
ดวงตาสีฟ้าครามอันเคยหม่นเศร้า ตอนนี้กลับเปล่งประกาย ผิวขาวซีดที่ดูราวกับจะหายไปกับสายลม ก็มีสีเลือดฝาดระเรื่อขึ้นอย่างชัดเจน
…ดอกไม้ผลิบานแล้วสินะ
สิ่งที่เคยเป็นเพียงกลีบตูมงามละไม บัดนี้กำลังเบ่งบานอย่างงดงาม จนไม่อาจละสายตาได้
…นางช่างงดงามยิ่งนัก
ในฐานะสตรีด้วยกัน—ถังโซยอลก็ต้องยอมรับ
ว่านัมกุงบีอาในยามนี้…งดงามเกินกว่าจะเปรียบเทียบได้
‘…เกินไปแล้วจริงๆ ’
ใต้ผ้าคลุมกระโปรง นางเผลอกำมือแน่นอยู่บนตักโดยไม่รู้ตัว
แม้ถังโซยอลจะเป็นคนที่มีความมั่นใจในรูปลักษณ์ของตนเอง
นางชื่นชอบการแต่งตัว และรู้ว่าตนเองดูดีในสายตาของผู้อื่น
…แต่เมื่ออยู่ต่อหน้านัมกุงบีอาในตอนนี้ ทุกอย่างกลับดูเล็กน้อยจนแทบไม่มีความหมาย
เพราะ ‘นางผู้นั้น’ กำลังเปล่งประกายอย่างแท้จริง
หรืออาจจะเป็นเพราะตนเองกำลัง “อิจฉา” โดยไม่รู้ตัว?
เพียงเพราะมี “กู่หยางชอน” อยู่เป็นศูนย์กลาง?
‘…ไม่ใช่เรื่องนั้นหรอก’
สายตาของถังโซยอลเหลือบไปเห็นปิ่นประดับผมที่รวบผมนัมกุงบีอาไว้หลวมๆ
ผู้หญิงที่เคยพูดว่า “แม้แต่เส้นผมยังเป็นภาระในการฝึกยุทธ์”
คนที่เคยลังเลจะตัดผมทิ้งเพราะมันเกะกะ…
กลับสวมเครื่องประดับไว้บนศีรษะ?
“พี่บีอา…”
ถังโซยอลเรียกอีกครั้งด้วยน้ำเสียงอ่อนลง และคราวนี้นัมกุงบีอาก็พยักหน้าเบาๆ อย่างช้าๆ
…นางไม่ได้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจเรื่องหมั้นหมายนั้นเลย
“…แต่ถึงอย่างนั้น ข้าก็คิดว่า…มันอาจจะเป็นเรื่องดี”
“…”
คำตอบนั้น ทำให้ถังโซยอลก้มหน้าลง
แม้คำพูดนั้นจะอ่อนโยน แต่สำหรับถังโซยอลแล้ว—มันกลับเจ็บลึกยิ่งกว่าอะไรทั้งหมด
คำพูดนั้น…ราวกับเป็นคำตอบของทุกคำถามที่ค้างอยู่
‘…พี่สาวที่เคยดูใสซื่อคนเดิม ทำไมถึงกลายเป็นแบบนี้ไปได้นะ’
ความรู้สึกของนาง…ตอนนี้มันชัดเจนจนไม่อาจปฏิเสธได้
แม้จะไม่พูดออกมา แต่ในแววตาที่แอบมองใครบางคนอยู่เสมอ ก็สื่อความหมายได้เพียงหนึ่งเดียว
แม้บรรยากาศรอบตัวจะยังเย็นเฉียบ ก็ยังรู้สึกได้ถึงไออุ่นบางอย่างที่แทรกเข้ามาเงียบๆ
และถังโซยอลรู้ดี—ว่าความอบอุ่นเช่นนี้ ย่อมเกิดขึ้นได้ก็เพราะมีใครบางคนอยู่ในหัวใจของนัมกุงบีอา
หากในตอนนั้นนัมกุงบีอาไม่พอใจเรื่องหมั้นหมายขึ้นมาจริงๆ ถังโซยอลก็ตั้งใจจะยื่นมือช่วยเหลือโดยไม่ลังเล
ตรงกันข้าม นางกลับแอบหวังด้วยซ้ำ…ว่าจะเป็นเช่นนั้น
เพราะนั่นจะกลายเป็นข้ออ้าง ที่นางสามารถใช้เพื่อแทรกแซงได้โดยไม่รู้สึกผิด
“พี่บีอา…พี่เคยบอกเองไม่ใช่เหรอ ว่าไม่ได้ชอบคุณชายกู่”
“อืม”
“แล้วตอนนี้ล่ะ…ยังเหมือนเดิมหรือเปล่า?”
คำถามของถังโซยอลมาด้วยเสียงเบาราวกับกลัวคำตอบ และคำตอบที่ได้ ก็มาหลังจากนั้นเพียงครู่เดียว
“…ไม่เหมือนเดิมแล้ว”
นัมกุงบีอาตอบ
ครั้งหนึ่ง…นางเคยบอกถังโซยอลว่าตนไม่ชอบกู่หยางชอน
แต่นั่นคือคำตอบของคนในอดีต
ตอนนี้ คำตอบนั้นเปลี่ยนไปแล้ว
แม้จะพูดออกมาเช่นนั้น
แต่นัมกุงบีอากลับครุ่นคิดในใจ
—นี่คือความรักหรือเปล่านะ?
นางไม่อาจแน่ใจ เพราะนัมกุงบีอาไม่เคยรู้จักคำว่ารักมาก่อน
นางไม่เข้าใจด้วยซ้ำว่าความรู้สึกนั้นมันเป็นเช่นไร เพียงแค่รู้ว่า—นางชอบสายตาเวลาที่เขามองนาง
ชอบสัมผัสจากฝ่ามืออบอุ่นของเขาที่ลูบผมนางก่อนนอน
แม้คำพูดของเขาจะคมคายและฟังดูเย็นชา
แต่กลับแฝงด้วยความเอาใจใส่ในทุกคำ
แม้จะชอบทำท่าทีหงุดหงิดใส่นาง
แต่ก็ยังถามว่า ‘เจ้ากินข้าวหรือยัง’
หากนางอารมณ์ไม่ดี หรือรู้สึกเหนื่อย
เขาก็จะเป็นคนแรกที่มองออกเสมอ
เมื่อเขาไม่อยู่ นางจะรู้สึกไม่สบายใจ
แต่หากเขาอยู่ตรงนั้น นางก็อยากเดินไปหา
แม้เขาจะทำเป็นไม่สนใจ
แต่นางรู้ดีว่าเขาไม่เคยเดินหนีไปไหน
และนาง…ก็เลือกจะอยู่ข้างเขา
—นี่หรือคือความรัก?
นัมกุงบีอายังตอบคำถามนั้นให้ตัวเองไม่ได้
แต่หากยังไม่รู้…ก็ไม่เป็นไร
ตราบใดที่นางยังได้อยู่เคียงข้างเขา
ซักวันหนึ่ง…นางก็จะเข้าใจเอง
ถึงจะไม่รู้เรื่องอื่น แต่เรื่องนี้…นางมั่นใจ
คำตอบที่ชัดเจนและมั่นคงของนัมกุงบีอา
ทำให้ถังโซยอลวางถ้วยชาลงอย่างระมัดระวัง
‘…พี่สาวคนนี้ไม่รู้เรื่องอะไรเลยจริงๆ ’
‘สุดท้ายแล้วก็แค่เข้าใจผิดไปเองเท่านั้น’
‘แต่งไปก็ไม่มีความสุขหรอก…’
‘ในโลกนี้ยังมีบุรุษที่ดีอีกตั้งมากมายแท้ๆ ทำไมถึงต้องเป็นเขาด้วย’
คำพูดมากมายผุดขึ้นในหัวอย่างไม่รู้ตัว
แต่ถังโซยอลก็เลือกจะกลืนทุกประโยคนั้นไว้ในใจ
คำพูดมากมายที่ผุดขึ้นในหัว แม้แต่ตนเองยังรู้สึกว่ามันทั้งเล็กน้อยและโง่เขลาเหลือเกิน
ถังโซยอลไม่ได้อยากเป็นคนแบบนั้น
นางไม่ได้อยากคิดอะไรที่ดูเล็กน้อยเช่นนี้เลยจริงๆ
ถึงอย่างไรสำหรับนางแล้ว นัมกุงบีอาก็ยังคงสำคัญยิ่งกว่ากู่หยางชอนเพราะเช่นนั้น นางจึงไม่สามารถพูดอะไรต่อได้แม้แต่คำเดียว
นอกจาก…
‘ทำไมต้องเป็นเขาด้วยนะ…’
ทำไม “เจ้าคนนั้น” ถึงต้องเป็นคู่หมั้นของนัมกุงบีอาด้วย
แม้จะรู้ดีว่าตัวเองก็เป็นฝ่ายตกหลุมรักเพียงเพราะรูปลักษณ์ภายนอก
แต่นั่นก็ไม่ได้ช่วยให้นางรู้สึกยุติธรรมขึ้นเลย
…ความรู้สึกบางอย่างมันยังค้างคาอยู่ในอก
บางที…นางควรจะอ้อนวอนบิดาให้ลองเสนอตัวหมั้นหมายกับตระกูลกู่บ้างก็ได้
‘ถึงยังไงท่านพ่อก็คงไม่ยอมอยู่ดี’
แม้แต่เรื่องหมั้นกับนัมกุงชอนจุนในตอนนั้น ก็ยังพยายามอย่างสุดกำลังจะหลีกเลี่ยง ทั้งน้ำตาทั้งคำอ้อนวอน
และยังจำได้ดี ว่าขณะที่ท่านพ่อพยายามห้ามไม่ให้ดื้อด้านมากเกินไป สีหน้าท่านก็ยังแฝงรอยยิ้มเอ็นดูอยู่ไม่น้อย
สุดท้าย ถังโซยอลก็ถอนหายใจออกมาเบาๆ ลมหายใจที่เปล่งออกมาเผยให้เห็นความวุ่นวายในใจอย่างชัดเจน
ก็แค่มองรูปลักษณ์แล้วเผลอใจเท่านั้นเอง แล้วทำไมถึงปล่อยวางไม่ได้สักที…
นางคลายมือที่กำไว้อย่างแน่นบนตักออก แต่แล้ว เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นขัดจังหวะความคิดของนาง
“…ขอโทษนะ”
คำขอโทษนั้น ทำให้ถังโซยอลเบิกตากว้างทันที
“อยู่ดีๆ มาขอโทษทำไมล่ะ?”
“คือ…ข้าแค่รู้สึกว่า…โซยอล…”
“ไม่เป็นไรหรอก พี่ไม่ต้องขอโทษอะไรทั้งนั้น”
นัมกุงบีอาอาจจะใช้เวลาแค่ไม่กี่เดือน แต่นางกลับได้เรียนรู้อะไรหลายอย่าง
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เรื่องของหัวใจและความรู้สึกของผู้คน
แม้อาจยังเข้าใจไม่ลึกซึ้งนัก หากเทียบกับคนทั่วไป
แต่นางก็เข้าใจได้มากกว่าตัวเองในอดีตมากนัก
และนั่นทำให้…นางสามารถรับรู้ความรู้สึกของถังโซยอลได้ในตอนนี้
แม้เจ้าตัวจะไม่ได้พูดอะไรออกมาตรงๆ เลยก็ตาม
ถังโซยอลแย้มรอยยิ้มออกมาเล็กน้อย ทว่าภายใต้รอยยิ้มสดใสนั้น กลับเต็มไปด้วยความเสียดาย
“…ถึงจะบอกว่าเรื่องหมั้นไม่ใช่พี่เป็นคนเลือกก็เถอะ แต่เขาหล่อขนาดนั้น พี่จะเผลอชอบเขาบ้างก็ไม่แปลกหรอก…”
“…อะไรนะ?”
คำพูดแรกของถังโซยอลทำให้นัมกุงบีอารู้สึกเหมือนหูฝาด นางขยับมือปัดผมที่ปรกหูออกพลางเลิกคิ้วขึ้นอย่างไม่เข้าใจ
“มีอะไรเหรอ?”
“…เปล่า ไม่มีอะไรหรอก”
สถานการณ์แบบนี้คงไม่เหมาะจะพูดปฏิเสธอะไรให้ยุ่งยาก นัมกุงบีอาจึงเลือกจะปล่อยผ่าน
ถังโซยอลเป็นฝ่ายพูดต่อ
“จริงๆ ต้องเป็นข้าต่างหากที่ควรจะขอโทษพี่…”
พลางพูดจบ นางก็ค่อยๆ เก็บจดหมายเชิญที่หยิบออกมาก่อนหน้านี้ กลับเข้าไปในอกเสื้อเงียบๆ
“ขอโทษนะ…แต่เรื่องที่ข้าเชิญคุณชายกู่ไปร่วมงานสมัชชามังกรหงส์ ข้ายังไม่คิดจะถอนคำพูดนั้น”
เรื่องการเดินทางไปงานสมัชชามังกรหงส์…แม้ถังโซยอลจะไม่รู้ว่ากู่หยางชอนจะตอบว่าอย่างไร แต่ถึงอย่างนั้นนางก็ไม่คิดจะยอมแพ้ แม้จะเดินมาถึงจุดนี้แล้วก็ตาม
มิใช่ว่านางคิดจะแย่งกู่หยางชอนมาจากนัมกุงบีอา
แม้จะได้ยินทั้งคำพูด และได้เห็นความเปลี่ยนแปลงของพี่สาวกับตาตัวเองแล้ว แต่ก็ยังปล่อยมือไม่ได้…ไม่อาจทำใจละทิ้งได้ลง
ขอแค่อยู่ข้างๆ อีกสักพัก…แค่นั้นก็ยังดี
คิดถึงตรงนี้—ในหัวก็มีแต่คำว่า
จบเห่แล้ว…
‘เขาถึงว่ากันไง ว่าคนหน้าตาดีอยู่ใกล้ๆ ไม่ควรเข้าใกล้เกินไป เพราะจะโดนดึงดูดจนถอนตัวไม่ขึ้น’
บางทีถ้าอยู่ไปนานๆ แล้วนิสัยมันแย่มาก อาจจะทำให้เลิกชอบได้เองก็ได้นะ?
นางแอบคิดในใจอย่างขมขื่น แต่แค่ใบหน้าแบบนั้น…ต่อให้อยู่ด้วยกันไปจนตายก็ไม่น่าจะเบื่อได้เลยด้วยซ้ำ
“…ถึงคุณชายกู่จะปฏิเสธ แต่หากเขาตัดสินใจจะไปร่วมงานสมัชชามังกรหงส์แล้วล่ะก็—”
“…ไม่เป็นไรหรอก”
“หือ?”
คำตอบของนัมกุงบีอาที่ดูเฉยชาจนเกินไป ทำให้ถังโซยอลชะงัก
นางแสดงสีหน้าเรียบเฉย เหมือนไม่ได้รู้สึกอะไรเลย สายตาแบบนั้น…เหมือนจะบอกว่า “เรื่องแค่นี้สำคัญตรงไหนกันล่ะ”
โดยปกติ…เวลาเป็นเรื่องของคนที่ตัวเองชอบ ผู้หญิงไม่ควรจะแสดงท่าทีแบบนี้ไม่ใช่หรือ?
แต่กลับกัน—นัมกุงบีอาพูดออกมาอย่างมั่นใจ
“เพราะข้า…ก็จะไปเหมือนกัน”
“…อะ เอ๋? พี่พูดว่าอะไรนะ?”
นัมกุงบีอา ไม่ใช่คนที่เคยเข้าร่วมสมัชชามังกรหงส์มาก่อนเลย นางแทบจะไม่ค่อยออกจากตระกูล ส่วนเรื่องที่มีความเกี่ยวพันกับถังโซยอลก็เกิดขึ้นจากความบังเอิญเสียมากกว่า
ยิ่งไปกว่านั้น—นัมกุงบีอาไม่ชอบอยู่ในที่ๆมีคนมาก ไม่ชอบให้ใครมาเกาะแกะหรือพัวพันกับตัวเอง
“พี่รู้ใช่ไหมว่างานสมัชชามังกรหงส์มันเป็นยังไง…”
ไม่ต้องเดาก็พอจะรู้ได้
มันคืองานที่เหล่าผู้ฝึกยุทธระดับ “หลังจุดสูงสุด” จากทั่วทุกมณฑลจะมารวมตัวกัน ก่อนจะได้วัดฝีมือกันจริงจังในสนามประลอง
แต่ก่อนหน้านั้น…ก็มีเหล่าหนุ่มสาวจากตระกูลดังและพรรคใหญ่มากมายมารวมตัวกันก่อนแล้ว
ถังโซยอลไปทุกปี—ยังเจอแต่สายตาโยนหอกขอรักตลอดเวลา
แล้วถ้าเป็นนัมกุงบีอาเล่า…?
แค่จินตนาการก็รู้สึกปวดหัวแล้ว
ยิ่งเป็นคนไม่ชอบให้ใครยุ่งด้วยอยู่แล้ว แต่กลับพูดว่า “ไม่เป็นไร” อย่างเรียบเฉย แบบนั้นจะไม่แปลกไปหน่อยหรือไง?
นัมกุงบีอายืนยันอีกครั้ง
“ข้าไม่เป็นไรจริงๆ ”
สีหน้าเรียบนิ่งนั้น ไม่มีร่องรอยของความลังเลแม้แต่น้อย
จากนั้น…นางก็พูดออกมา
“ก็เขาจะไปนี่นา”
เขา…หมายถึงกู่หยางชอน?
ถ้าเขาจะไป—ข้าก็จะไปด้วย
แค่นั้น…ก็พอแล้ว
สำหรับนัมกุงบีอา เหตุผลเล็กน้อยแค่นี้…ก็เพียงพอที่จะทำให้นางตัดสินใจได้แล้ว
หลังจากนั้น…บทสนทนาก็ยังคงดำเนินต่อไปด้วยความรู้สึกที่แฝงด้วยความกระอักกระอ่วนอยู่เล็กน้อย
แม้ทั้งสองจะมีเรื่องที่อยากพูดกับอีกฝ่ายอยู่มาก… แต่สุดท้ายก็ไม่มีใครเอ่ยสิ่งเหล่านั้นออกมา
นัมกุงบีอาเดินออกจากห้องหลังบทสนทนาจบลง
ด้านนอก กู่หยางชอนยืนรออยู่เงียบๆ ท่าทางเหมือนกำลังชั่งใจบางอย่าง
ดูจากสายตาเขาคงกำลังแอบเหลือบมองเพื่อดูสถานการณ์อยู่เงียบๆ
สายตาที่คมกริบมักจะมีแต่ความเด็ดขาด ตอนนี้กลับทำท่าทางล่อกแล่กดูน่าขันชอบกล
นัมกุงบีอาอดนึกถึงคำพูดของถังโซยอลไม่ได้
‘บอกว่าหล่อมาก…’
หรือว่านางตาฝาดกันแน่นะ? เพราะฟังแล้วก็ไม่ได้เห็นด้วยเสียทีเดียว
ขณะที่นางเอาแต่มองหน้าของกู่หยางชอน พลันสายตาของเขาก็เหลือบมาพบนางเข้า คิ้วขมวดเล็กน้อยเหมือนสงสัยว่าในห้องนั้นคุยอะไรกันแน่
สีหน้านั้นมัน…แปลกประหลาดจนนางหลุดหัวเราะออกมาโดยไม่รู้ตัว
“อะไรของเจ้า? มองหน้าข้าแล้วยังจะหัวเราะอีกหรือไง?”
“…เปล่าหรอก”
นางรีบเก็บสีหน้ากลับมานิ่งเฉยดังเดิม ก็อย่างที่รู้กัน นี่คือสิ่งที่นัมกุงบีอาถนัดที่สุด
“แล้ว…ถังโซยอลล่ะ?”
“นางบอกว่าจะกลับมาใหม่ ไว้คุยกันทีหลัง”
“แล้วตอนนี้หมายความว่าให้ข้ากลับไปก่อน?”
“อืม”
ความจริงถังโซยอลไม่ได้พูดแบบนั้น นัมกุงบีอาเพิ่งพูดออกมาเอง เพียงเพราะเห็นกู่หยางชอนจะเดินกลับเข้าไปในห้อง
‘ทำไมข้าถึงโกหกกันนะ’
ตัวนางเองก็ไม่รู้เหมือนกัน
แค่…ไม่อยากให้เขากลับเข้าไปแค่นั้น
กู่หยางชอนทำหน้างงๆ อยู่บ้าง แต่ยังไม่ทันถามอะไรเพิ่ม นัมกุงบีอาก็คว้าชายแขนเสื้อเขาไว้แล้วดึงไปข้างหน้า
“ข้าหิว”
“หา? อะไรของเจ้า อยู่ๆก็มาพูดแบบนี้? เมื่อกี้ยังแบ่งหมั่นโถวกันกินอยู่เลยนะ”
“…”
ถูกแล้ว
เมื่อครู่ในรถม้า พวกเขาเพิ่งกินหมั่นโถวกันไปจริงๆ เพราะแบบนั้นนางจึงไม่ได้รู้สึกหิวเลยแม้แต่น้อย
แต่ในจังหวะนั้นนางนึกอะไรไม่ออกแล้ว นอกจากจะพูดเรื่องอาหารออกไปแบบนั้น
“หิว…”
“…เออ เข้าใจแล้วๆ ถ้าหิวก็ไปกินสิ จะอะไรนักหนา ว่าแต่…เจ้าแน่ใจนะว่าไม่ต้องกลับไปแล้ว?”
“อืม”
กู่หยางชอนไม่รู้ความนัยในใจนัมกุงบีอา จึงพยักหน้าเชื่อโดยไม่ติดใจสงสัย
อย่างน้อย…หากนางบอกว่าหิว เขาก็จะพาไปกินเสมอ เพราะเขาเคยพูดไว้ว่า
—อย่างอื่นข้าไม่ว่า แต่ความหิวมันน่าหงุดหงิดที่สุดแล้ว
กู่หยางชอนไม่ใช่คนที่จะปล่อยให้ตัวเองอดอาหารง่ายๆ แต่นัมกุงบีอาก็ไม่รู้หรอกว่า เขาผ่านอะไรมาถึงได้พูดแบบนั้น
ขณะมองแผ่นหลังของกู่หยางชอนที่เดินไปเงียบๆ นัมกุงบีอาก็ก้าวเร็วขึ้นเพื่อไปเดินเคียงข้างเขา
“จะกินอะไรดีนะ… กินอะไรดีล่ะ?”
“…อะไรก็ได้…?”
“เจ้ารู้มั้ยว่าคำตอบแบบนั้นน่าหงุดหงิดที่สุดเลยน่ะ?”
ทั้งสองเดินเคียงกัน พูดคุยเรื่องจิปาถะไปเรื่อย เป็นเรื่องเล็กน้อยที่แสนน่าธรรมดา แต่สำหรับนัมกุงบีอา นี่คือช่วงเวลาอันมีค่าที่นางเฝ้าปรารถนา
ด้านในห้องรับรองของตระกูลกู่
กู่ชอลอึนกำลังพบกับราชินีกระบี่
“วันนี้ท่านคงเหนื่อยไม่น้อย ข้าบอกให้พักผ่อนก็ได้ เหตุใดถึงมาเยือนถึงที่นี่เล่า?”
ราชินีกระบี่แจ้งความประสงค์—จะพักอยู่ในที่พักของกู่หลิงฮวาด้วย
เมื่อพิจารณาความสัมพันธ์ระหว่างสองคนนี้แล้ว กู่ชอลอึนจึงไม่ได้ขัดข้องและยอมรับคำขอนั้น
“มีเรื่องมากมายที่ข้าอยากรู้ จึงอยู่เฉยๆ ไม่ได้น่ะสิ”
“เรื่องที่อยากรู้นั้น…หมายถึงข้าหรือ?”
“ใช่”
กู่ชอลอึนกวาดตามองราชินีกระบี่ด้วยแววตาคมดุ บรรยากาศตอนนี้แตกต่างจากเมื่อครั้งพบกันเมื่อหลายปีก่อนโดยสิ้นเชิง
‘ดูท่า…การรักษาจะสำเร็จสินะ’
กู่ชอลอึนจำได้ดี ในตอนนั้นร่างกายของราชินีกระบี่กำลังเสื่อมสลายลงอย่างช้าๆ และเมื่อเห็นเขาตอนนี้ กู่ชอลอึนก็เอ่ยขึ้น
“ดูเหมือนเจ้าจะฟื้นตัวแล้ว…นับว่าเป็นโชคดี”
“ผู้บัญชาการ”
ราชินีกระบี่พูดแทรกขึ้นมาทันที ทำให้คิ้วของกู่ชอลอึนขมวดเข้าหากัน
นี่เป็นถ้อยคำที่เขาไม่ได้ยินมานานนับสิบปี และเขาก็ตอบกลับด้วยน้ำเสียงต่ำคล้ายคำราม
“ราชินีกระบี่ เจ้า…นี่มันเรื่องบ้าอะไรอีก?”
“ข้ามีเรื่องอยากถามท่าน ผู้บัญชาการ”
“ช่วยเรียกให้ถูกต้องด้วยเถอะ เจ้าจะคิดถึงอดีตขึ้นมาทำไมเอาป่านนี้?”
“แล้วข้ามีเหตุผลอะไรที่ไม่ควรคิดล่ะเจ้าคะ”
“ทุกอย่างมันผ่านไปหมดแล้ว ล้วนเป็นอดีตที่ควรลืมเสีย”
แต่แม้คำพูดของกู่ชอลอึนจะแข็งกร้าวเพียงใด ราชินีกระบี่ก็เพียงแค่มุมปากยกยิ้มบางๆ อย่างเย้ยหยัน
“ข้าไม่คิดว่าท่านจะลืมได้จริงๆหรอกนะเจ้าคะ ขนาดท่านยังยอมให้ผู้อาวุโสเซียนกระบี่ประจำอยู่ในจวน…นั่นไม่ใช่หลักฐานหรือ?”
กู่ชอลอึนเงียบไป
ราชินีกระบี่ดูออกตั้งแต่แรกว่าจักรพรรดิกระบี่สวรรค์อยู่ที่นี่ และเขาย่อมรู้ว่าราชินีกระบี่เองก็คงมองออก
แต่ไม่มีใครพูดเรื่องนี้ออกมา เพราะทั้งสองต่างก็เข้าใจว่าจักรพรรดิกระบี่สวรรค์คงปรารถนาเช่นนั้น
ราชินีกระบี่พูดต่อขณะมองตากู่ชอลอึน
“ท่านฝากดูแลหลิงฮวาไว้ แต่มีข้อแม้ว่าต้องไม่ถามถึงเรื่องชอนฮี ข้าก็เคารพคำขอนั้นดีอยู่แล้ว”
“แล้วนี่เจ้าจะทำอะไรอีก?”
“หากอย่างนั้น…ท่านจะว่าอย่างไรถ้าเป็นเรื่องเกี่ยวกับแดนมารลี้ลับล่ะ?”
“ราชินีกระบี่!”
เสียงตวาดลั่นของกู่ชอลอึนดังขึ้น แต่ราชินีกระบี่หาได้ขมวดคิ้วหรือหวั่นไหวไม่ กลับยิ่งเยือกเย็นลง ราวกับอากาศรอบตัวลดต่ำลงในพริบตา
“นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ข้าต้องมาหาท่านด้วยตัวเอง”
เขาสบตากับกู่ชอลอึนอย่างแน่วแน่ และถามออกไป
“ผู้บัญชาการ…ไม่สิ ท่านน่ะ ตอนอยู่ในแดนมารลี้ลับนั้น…เจออะไรมากันแน่?”
และเมื่อคำถามนั้นหลุดจากปาก—
เปลวเพลิงพลันพวยพุ่งขึ้นจากร่างของกู่ชอลอึนในทันที