สหายวัยเยาว์ของจอมยุทธ์อันดับหนึ่งในใต้หล้า - ༺ บทที่ 115 จักรพรรดิแห่งกระบี่ท้องนภา นัมกุงจิน (2) ༻
- Home
- สหายวัยเยาว์ของจอมยุทธ์อันดับหนึ่งในใต้หล้า
- ༺ บทที่ 115 จักรพรรดิแห่งกระบี่ท้องนภา นัมกุงจิน (2) ༻
ตอนที่เจ้าหายไป…เจ้าคงไม่มีวันรู้หรอกว่า ข้าเป็นอย่างไรบ้าง
และเจ้าก็จะไม่มีวันได้รู้ด้วย เพราะแม้ข้าจะตายไป ข้าก็จะไม่เอ่ยสิ่งใดกับเจ้าอีก
รู้หรือไม่—ข้าไม่ชอบดวงจันทร์เอาเสียเลย
การที่จันทร์ลอยขึ้นฟ้า ก็หมายความว่ากลางคืนได้มาเยือนแล้ว
…และข้านั้น เกลียดความมืดยิ่งกว่าอะไรทั้งหมด
ต่างจากเจ้า…เมื่อจันทร์ขึ้น เจ้าก็มักจะยืนอยู่นิ่งๆ แล้วเงยหน้ามองท้องฟ้าเสมอ
ในตอนนั้น ข้าก็ยังสงสัยอยู่เสมอว่า เจ้ากำลังมองหาอะไรอยู่
เสียงที่ข้าร้องเรียกให้เจ้ากลับเข้ามา เจ้ากลับไม่แม้แต่จะหันมอง ข้าเคยไม่เข้าใจ…แต่ตอนนี้ กลับเริ่มสงสัยขึ้นมานิดหน่อย
เจ้ามองจันทร์นั้น แล้วฝันถึงสิ่งใดกันนะ?
ชีวิตของเจ้ากับข้า มันก็ไม่ได้ต่างกันนักหรอก ไม่ต่างไปจากการคลานอยู่ในโคลนตมของสุนัขข้างถนน
แต่แม้จะอยู่ในชีวิตอันต่ำต้อย…เจ้ากลับยังมีบางสิ่งให้เฝ้ามอง
…ต่างจากข้า
ในตอนนั้นข้าเคยถามว่า เจ้าชอบจันทร์ถึงเพียงนั้นเลยหรือ?
และเจ้าก็เพียงหลับตาลงโดยไม่ตอบอะไร
น่าขันนัก…เพียงแต่ว่าตอนนี้เจ้าไม่อยู่แล้ว ข้ากลับรู้สึกไม่สบายใจขึ้นมานิดหน่อย
เพียงเล็กน้อยเท่านั้น น้อยเสียจนไม่มีใครมองออก
…เจ้าทำแบบนั้นไปทำไมกันแน่ ข้ายังไม่เข้าใจเลยแม้แต่น้อย
เมื่อตายแล้ว เจ้าจะไม่มีวันได้เห็นจันทร์ที่เจ้าชอบอีก จะไม่มีวันได้จับดาบที่เจ้ารักอีก แม้แต่การล้างแค้นตื้นเขินที่เจ้าคิดฝันไว้…เจ้าก็ไม่มีวันทำได้อีกต่อไป
ทั้งที่รู้อยู่แก่ใจแท้ๆ …แล้วทำไมเจ้าถึงยังเลือกแบบนั้น?
…แต่ถึงเราจะได้พบกันอีก เจ้าก็คงไม่ยอมตอบข้าอยู่ดี
นิสัยเฮงซวยนั่น ข้าไม่ต้องมองก็รู้
ในช่วงวินาทีสุดท้าย…เจ้าถามข้าว่า
“จันทร์…ยังอยู่หรือไม่?”
ตอนนี้ จันทร์ไม่ได้อยู่แล้ว
เพราะตั้งแต่วินาทีนั้น มันก็ลับฟ้าไปเรียบร้อย
ซ่า…
ซ่า…
ข้ารินสุราลงบนคมกระบี่
สุรานี้…คือสิ่งเดียวกับที่เจ้ามักจิบเป็นครั้งคราว
แค่นี้คงพอแล้วกระมัง
[…แต่ข้าจะไม่บอกเจ้าหรอกนะ ว่าจะทำตามที่เจ้าหวัง]
เพราะข้าไม่เคยได้ยินจากปากเจ้าว่า เจ้าฝันถึงสิ่งใด หรืออยากไปให้ถึงที่ใด
ข้าจึงไม่อาจทำในสิ่งที่เจ้าคาดหวังได้
แม้แต่คำพูดง่ายๆอย่าง ข้าจะไม่ตาย เพราะนี่คือชีวิตที่เจ้าช่วยไว้
เจ้าก็ยังไม่เอ่ยออกมา
เพราะเจ้ารู้ดีอยู่แล้วว่า…ไม่มีทางทำได้
ข้ากระดกสุราที่เหลือในไหรวดเดียวหมด แล้วเก็บมันไป
ความรู้สึกไร้สาระในอก…ควรพอได้แล้ว
รอบกายของข้า เต็มไปด้วยศพของจอมยุทธ์จากสหพันธ์ยุทธภพ
ร่างพวกเขาไหม้เกรียม บางส่วนแหลกเละจนแทบดูไม่ออกว่าเคยเป็นมนุษย์
ข้าเงยหน้ามองขึ้นไปบนฟ้า
[…จันทร์นั่น ยังลอยอยู่เหมือนเดิม]
แสงจันทร์เต็มดวงยังคงสาดส่องจากเบื้องบน …แต่ไม่ใช่จันทร์ที่ข้าอยากมองอีกต่อไป
สิ่งแรกที่ข้ารู้สึกได้ หลังจากทะลวงถึงขอบเขตจุดสูงสุด… คือความรู้สึกแปลกแยกที่ไม่เคยมีมาก่อน ก็เพราะนี่คือจุดเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนที่สุดตามระดับพลัง
ขอบเขตจุดสูงสุด คือจุดที่ร่างกายและปราณภายในค่อยๆ หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว
พูดให้เข้าใจง่ายก็คือ…พลังปราณภายในเริ่มซึมลึกเข้าสู่ร่างกายโดยสมบูรณ์
แม้จะไม่ได้ใช้ปราณ พลังของร่างกายก็ยังแข็งแกร่งขึ้นอย่างชัดเจน และการรับรู้ผ่านสัมผัสพลังที่เคยต้องใช้สมาธิแยกออกจากกัน… บัดนี้กลับมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า
บางคนเรียกจุดนี้ว่า “เหนือมนุษย์”
บางคนก็ว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการ “ก้าวข้ามความเป็นคน”
…จะเรียกอย่างไรก็ช่าง
สำหรับข้า ทุกสิ่งที่เผชิญล้วนเป็นเพียง “หนึ่งในเส้นทาง” เท่านั้น
ฟึ่บ!
เปลวไฟรอบตัวข้าไม่ได้แผ่กว้างออกมา เพราะข้าเก็บมันไว้ภายในอย่างสมบูรณ์
สายตาของข้าในตอนนี้กว้างไกลและชัดเจนยิ่งกว่าเดิม และเพียงแค่สัมผัส…ข้าก็รู้โดยสัญชาตญาณว่า ชายผู้นั้น…แข็งแกร่งกว่าข้า
‘แล้วไง?’
ข้าพยายามใช้เหตุผลไตร่ตรองดูอีกครั้ง ว่าจะฝ่าเข้าไปแบบนี้ดีหรือไม่
หากเขากล้าทำกับนัมกุงบีอาซึ่งเป็นสายเลือดตรงของตระกูลนัมกุงได้ถึงเพียงนี้ ก็คงไม่ใช่คนที่มีตำแหน่งต่ำต้อยนัก
แล้วข้าล่ะ? มีเหตุผลพอจะเข้าปะทะกับเขาหรือไม่?
สถานะว่าที่คู่หมั้น…ฟังดูไร้ความหมายเกินไปจะใช้เป็นข้ออ้างเสียด้วยซ้ำ
ตึบ…
ปลายเท้าข้างหนึ่งกดลึกลงกับพื้นแน่นด้วยพลัง แม้หัวใจจะตะโกนให้ใช้เหตุผล แต่ร่างกายของข้ากลับตอบสนองไปก่อนแล้ว
‘ถ้าจะต้องการเหตุผลละก็…’
เลือดนั่น เลือดที่ไหลอาบแก้มขาว และรอยแดงที่ปูดบวมอย่างเห็นได้ชัด…
…พอแล้ว นั่นแหละคือเหตุผลของข้า
ข้าไม่รู้ด้วยซ้ำว่าโกรธไปทำไม ไม่รู้ว่าเหตุใดสิ่งเล็กน้อยนี้ถึงได้สั่นคลอนอารมณ์ของข้าได้ขนาดนี้
‘แต่ตอนนี้จะมาไล่หาคำตอบ…ก็สายไปแล้ว’
ตึง!
ความร้อนพลุ่งพล่านพุ่งขึ้นไปยังจุดตันเถียนกลาง พายุในร่างที่แปรปรวนรุนแรง…กลับสะท้อนอารมณ์ของข้าอย่างแม่นยำ
แต่ในยามนี้ ข้าสามารถควบคุมมันไว้ได้แล้ว
หากจะบอกว่าทำไมข้าถึงโกรธ—คำตอบมันก็ง่ายแสนง่าย
เพราะในใจที่ข้าคิดว่าไม่มีใครเข้าไปแตะต้องได้อีก กลับมีใครบางคนสร้าง “พื้นที่ว่าง” เอาไว้ แล้วแทรกตัวเข้ามาอย่างแน่นหนา
ร่างกายของข้าในตอนนี้…ตอบสนองรวดเร็วยิ่งกว่าสายลม
เมื่อข้าเคลื่อนตัวไปถึงด้านหลังของชายผู้นั้น เขาก็เพิ่งรู้ตัวและเริ่มขยับ
…แต่ก็สายเกินไปแล้ว
ข้าพ่นเปลวไฟออกมากั้นการมองเห็นของเขา และในเสี้ยววินาทีนั้น กำปั้นของข้าก็พุ่งเข้าใส่เพื่อหวังบดขยี้
ไม่มีเวลาคิดด้วยซ้ำว่าจะโจมตีตรงไหน แม้ท่วงท่าจะไม่สมบูรณ์เพราะรีบร้อนเกินไป แต่พลังที่ใช้…มากพอจะสยบได้
ควั่บ—!
กำปั้นที่เต็มไปด้วยพลังระเบิดออกพร้อมกับเสียงดังสนั่นก้อง ความร้อนที่แผ่ออกมารุนแรงเสียจนข้าต้องกัดฟันทน
‘ไม่เข้าเป้า…’
ขาดไปแค่คืบเดียว หมัดของข้าถูกมือของชายผู้นั้นจับไว้แน่น—ในระยะประชิด
ฟุ่บ!
พลังปราณภายในของเขากระแทกออกมาจากทั่วร่าง เปลวไฟที่ข้าปล่อยออกไปจึงถูกสลายหายไปในพริบตา แม้แต่ผิวหน้าของข้า ยังรู้สึกชาไปด้วยแรงกระแทก
ในสายลมที่แฝงอยู่ในพลังปราณภายในของเขา—กลับมีร่องรอยของปราณอสนีเจือปนอยู่ด้วย
“เจ้าคือใคร”
เสียงทุ้มหนักดังขึ้นจากชายผู้นั้น ท่วงท่าการคว้าหมัดข้าเมื่อครู่… เร็วอย่างน่าเหลือเชื่อ หากเป็นการต่อสู้จริง คงเร็วยิ่งกว่านี้อีกเท่าตัว
แข็งแกร่ง…แข็งแกร่งจนไม่อาจประเมินได้ด้วยสามัญสำนึก
บุรุษตรงหน้า คือยอดฝีมือที่ลึกล้ำเกินกว่าข้าจะกะเกณฑ์
แต่ถึงอย่างนั้น ข้าก็แน่ใจอยู่อย่างหนึ่ง
…อย่างน้อย ข้าคงต่อยเข้าได้สักหมัด
ความรู้สึกในตอนนี้…เป็นเช่นนั้นจริงๆ
“เฮ้อ!”
ข้ารวบรวมพลังปราณภายในขึ้นมาอีกครั้ง ชายผู้นั้นกลับแค่นลมหายใจอย่างเหนื่อยหน่าย ราวกับกำลังประเมินบางสิ่ง
“พลังกล้าแข็งไม่น้อย ถือว่าน่าชมเชยทีเดียว แต่…”
จู่ๆ ก็มีพลังบางอย่างกดทับลงมาบนตัวข้า
เป็นพลังที่มีรูปเป็นร่างชัดเจน…และหนักหน่วงเสียจนรู้สึกได้ทันที
ข้ารู้จักมันดี—นี่คือหนึ่งใน “เคล็ดวิชาประจำตระกูลนัมกุง”
พลังเดียวกับที่เคยสัมผัสจากนัมกุงบีอาในชาติที่แล้ว เพียงแต่ระดับความลึกซึ้งของมัน…ต่างกันคนละชั้น
“ดูท่าเจ้าคงต้องฝึกสายตาให้เฉียบคมกว่านี้เสียหน่อย”
ชายตรงหน้าขยับมือ และเพียงเห็นปลายนิ้ว ข้าก็รับรู้ได้ทันทีว่าในนั้นเต็มไปด้วยปราณอสนีอันเกรี้ยวกราด แค่เพียงมอง ก็รับรู้ถึงชั้นเชิงของพลังที่เขาสั่งสมไว้ได้โดยไม่ต้องสงสัย
เมื่อปลายนิ้วใกล้แตะถึงหน้าข้า—จู่ๆ การเคลื่อนไหวทั้งหมดก็หยุดลง
“เจ้ากำลังทำอะไรอยู่กันแน่?”
เสียงนั้นแฝงไปด้วยโทสะ—แต่ไม่ได้เอ่ยถามข้า
ข้าเบือนสายตาไปด้านข้าง แล้วก็เข้าใจทันที
นัมกุงบีอา…กำลังโอบเอวชายผู้นั้นจากทางด้านหลัง
“…พอเถอะค่ะ ท่านพ่อ”
“หนีออกจากบ้านยังไม่พอ คราวนี้ถึงขั้นกล้าขัดคำสั่งแล้วงั้นรึ?”
“…”
แม้ถ้อยคำของเขาจะดุกร้าวเพียงใด แขนของนัมกุงบีอาที่โอบรอบร่างของเขากลับยิ่งรัดแน่นขึ้น
เมื่อเห็นเช่นนั้น เขาก็จิ๊ปากออกมาเบาๆ ด้วยความหงุดหงิด
แล้วในที่สุด…สายตาเย็นเยียบของเขาก็หันกลับมาจ้องมายังข้า
“เจ้าชื่ออะไร”
แม้พลังที่เขาปล่อยออกมายังปกคลุมร่างข้าอยู่ แต่ก็ไม่ถึงกับทำให้ข้าทนไม่ไหว
…ข้าเคยสัมผัสพลังที่น่าหวาดหวั่นยิ่งกว่านี้มากนักในชาติที่แล้ว
ข้าจึงสบสายตากับเขาโดยไม่หลบเลี่ยง แล้วตอบกลับด้วยเสียงหนักแน่น
“ข้านามว่า กู่หยางชอน ขอรับ…ท่านผู้บัญชาการแห่งตระกูลนัมกุง”
ดวงตาของเขาฉายแววแปลกใจขึ้นเล็กน้อยเมื่อได้ยินชื่อข้า
“…อย่างนี้นี่เอง ข้าเคยได้ยินมาว่าเจ้าบรรลุขอบเขตสูงล้ำเกินวัย…ที่แท้เจ้าคือบุตรชายของผู้นำตระกูลกู่นี่เอง”
“ใช่ขอรับ”
“แล้วเจ้ารู้หรือไม่ว่า…ข้าเป็นใคร?”
ในแววตาที่จ้องกลับมา ปรากฏชัดถึงความเย่อหยิ่งเฉพาะตัวของตระกูลนัมกุง โครงหน้าคมเข้มเฉียบเย็น และพลังในถ้อยคำ ล้วนบ่งบอกสถานะได้อย่างชัดเจน
เขาคือ “ผู้นำตระกูลนัมกุง” คนปัจจุบัน
คือผู้สืบทอดตำแหน่งจักรพรรดิแห่งกระบี่ท้องนภาในยุคนี้
นัมกุงจิน
…คือบิดาของ “นัมกุงบีอา”
ต่อให้พยายามไม่รู้จัก ก็ย่อมรู้จักอยู่ดี เพราะไม่มีใครในยุทธภพที่จะเปล่งประกายพลังแบบนี้…ได้มากกว่าชายผู้นี้อีกแล้ว
ข้าไม่รู้หรอกว่าเหตุใดนัมกุงจิน ถึงได้ยอมละทิ้งมณฑลอันฮุย แล้วดั้นด้นมาถึงที่นี่ด้วยตนเอง …แต่ถึงอย่างนั้น ข้าก็ไม่มีทางก้มหน้าหลบสายตาโอหังของเขาแน่
“เจ้ากล้าจะยื่นมือทำร้ายผู้นำตระกูลนัมกุง เจ้ารู้หรือไม่ว่าเจ้ากำลังจะก่อเรื่องใหญ่เพียงใด?”
“แต่ข้าเห็นกับตาว่า ท่านตบหน้าคู่หมั้นของข้าตั้งแต่เช้า ข้าจะนิ่งเฉยได้อย่างไร?”
“…ว่าอย่างไรนะ?”
“ข้าเพิ่งรู้ว่าท่านคือผู้นำตระกูลนัมกุงก็เมื่อตอนที่ได้เห็นใบหน้าของท่าน
ก่อนหน้านั้นสำหรับข้า ท่านก็แค่ผู้บุกรุก ที่ทำร้ายแขกของตระกูลกู่เท่านั้นเอง”
ข้าสลายเปลวไฟที่ห่อหุ้มร่างอยู่ แล้วถอนพลังร้อนที่อัดแน่นภายในออกมาทั้งหมด
ลมร้อนที่ระเบิดออกมาจากร่างกายพัดกระจายออกไปเป็นวงกว้าง เส้นผมด้านหน้าของนัมกุงจินสะบัดไหวเล็กน้อยท่ามกลางแรงลมนั้น
นัมกุงจินขมวดคิ้วแน่น สายตาคมกริบมองตรงมาที่ข้า
“เจ้าช่างกล้าพูดจาเลอะเทอะเสียจริง”
“ข้าเพียงทำในฐานะหนึ่งในสายเลือดของตระกูลกู่เท่านั้น”
พูดก็พูดเถอะ ข้าเองก็รู้ดีว่านี่มันแถทั้งเพ แต่ถึงอย่างนั้น ข้าก็ไม่ได้หวังว่ามันจะได้ผลอะไรหรอก
อย่างไรเสีย ข้าก็ไม่อาจด่าทอผู้นำตระกูลนัมกุงด้วยคำหยาบได้ตรงๆ
ดังนั้น การยั่วอารมณ์ด้วยถ้อยคำเช่นนี้…ก็นับว่าเหมาะสมที่สุด
นัมกุงจินค่อยๆ ถอนพลังปราณภายในที่กดทับอยู่กลับคืน จอมยุทธ์ของตระกูลนัมกุงที่ก่อนหน้านี้ชักกระบี่ขึ้นเตรียมพร้อมก็ได้รับสัญญาณให้ลดอาวุธลงเช่นกัน
พอแรงกดดันทั้งหลายหายไป ลมหายใจที่ติดขัดของข้าก็พลันคลายลงเล็กน้อย
นัมกุงจินพูดกับข้าด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“ข้าไม่มีเวลาจะมาเถียงกับคำแถของเจ้าอีกต่อไป เรื่องนี้ข้าจะรายงานตรงต่อท่านผู้นำตระกูลกู่โดยตรง”
ถึงจะถูกข้าเล่นงานในฉับพลัน เขากลับไม่เอ่ยถ้อยคำตำหนิหรือดุด่าใดๆ เพิ่มเติม แม้สีหน้าไม่สบอารมณ์จะเห็นได้ชัดเจน แต่เขากลับไม่แสดงความไม่พอใจออกมาอย่างเปิดเผย
…ทำไมกัน?
ข้านึกว่าเขาจะโวยวายหรือแผลงฤทธิ์เสียยกใหญ่เสียอีก
‘หรือว่า…กำลังติดขัดอะไรบางอย่างอยู่?’
หากไม่ใช่เช่นนั้น ก็ไม่น่าปล่อยเรื่องนี้ผ่านไปง่ายๆ ขนาดนี้
สีหน้าของนัมกุงจินแม้จะติดจะขุ่นมัวบ้าง แต่ก็รีบเก็บกลืนไว้ แล้วพูดขึ้นใหม่อีกครั้ง
คราวนี้—เกี่ยวกับบุรุษผู้หนึ่งที่ข้าเคยพบมาก่อน
“ได้ยินมาว่าเจ้ามอบบทเรียนให้กับบุตรชายของข้า เจ้าหมอนั่นเอาแต่พึ่งพาพรสวรรค์จนเสียคน ข้าเลยคิดว่าเขาคงประมาทเจ้าเกินไป… แต่พอได้เห็นเจ้าตัวจริง ข้าก็เข้าใจว่ามันไม่ใช่แค่นั้น”
“บทเรียนหรือขอรับ… ข้าไม่กล้าถึงขั้นสั่งสอนท่านคุณชายมังกรอสนีหรอกขอรับท่านผู้นำ
พูดให้ถูกคือเขามาหาเรื่องก่อน แล้วข้าก็ตอบกลับไปฝ่ายเดียวต่างหาก”
กรอด…
ทันทีที่ข้าเอ่ยถ้อยคำเหน็บแนมแฝงเข้าไปเล็กน้อย นัมกุงจินก็ขมวดคิ้วจนแทบเป็นปม
…มังกรอสนี งั้นหรือ
ตอนนั้นข้ายังอ่อนด้อยทั้งด้านพลังและฝีมือ แต่ตอนนี้มันเปลี่ยนไปหมดแล้ว
หากนัมกุงชอนจุนแข็งแกร่งขึ้นมากกว่าก่อน ก็อีกเรื่อง
แต่ถ้าไม่—ก็คงไม่ใช่คู่มือของข้าอีกต่อไป
แน่นอนว่า…นัมกุงจินเองก็คงเข้าใจถึงความหมายที่ซ่อนอยู่ในคำพูดของข้า
“…แม้พรสวรรค์จะโดดเด่น แต่เจ้าก็ยังขาดความถ่อมตนเกินไปหน่อย
ในจุดนั้น…เจ้าเหมือนพ่อเจ้าราวกับแกะเลย”
“นั่นสิขอรับ ข้าเองก็สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายแบบนั้นจากท่านบุตรชายของท่านอยู่ไม่น้อยเหมือนกัน”
“เจ้า…!”
ในที่สุดนัมกุงจินก็เริ่มควบคุมโทสะไม่อยู่ ใบหน้าของเขาแดงก่ำอย่างชัดเจน แม้จะยังไม่ได้ชักกระบี่ แต่พลังปราณภายในที่เคยสงบนิ่งกลับปะทุขึ้นอีกครั้ง
แต่แล้ว…ยังไม่ทันที่พลังของเขาจะปะทุออกมาอย่างเต็มที่
ทั้งเขา ข้า และทุกคนที่อยู่ตรงนี้—ต่างก็รับรู้ได้ถึงแรงกดดันที่กำลังใกล้เข้ามาจากด้านหลัง
“ท่านผู้นำตระกูลกู่…”
นัมกุงจินปรับสีหน้าให้สงบนิ่งทันที แล้วกล่าวออกมาอย่างสำรวม
ผู้ที่กำลังก้าวเดินเข้ามาด้วยฝีเท้าเรียบสงบจากทางด้านหลัง
คือ กู่ชอลอึน—บิดาของข้า และผู้นำตระกูลกู่ในปัจจุบัน
ท่านพ่อไม่ได้สนใจจะทักทายนัมกุงจินแม้แต่น้อย เพียงปรายตามองนัมกุงบีอาแวบหนึ่ง แล้วหันมาสบตากับข้าโดยตรง
สายตานั้น…เย็นเยียบและคมกริบเสียจนข้ารู้สึกเย็นวาบไปทั้งร่างโดยไม่รู้ตัว
และทันทีที่ปล่อยลมหายใจเบาๆ ออกมา ท่านพ่อก็พูดกับข้าอย่างเรียบนิ่ง
“ข้าบอกให้เจ้าพัก แล้วมาพบข้าในคืนนี้มิใช่หรือ แต่เช้ายังไม่ทันแดดส่อง เจ้าก็หาวิธีสร้างเรื่องให้ได้เสียแล้วนะ”
“…”
น้ำเสียงนั้นหนักแน่นและเฉียบคมจนข้าไม่กล้าสบตา
ยิ่งไปกว่านั้น…ก็ใช่ ข้าก่อเรื่องจริงๆ นั่นแหละ
ท่านพ่อเดินตรงไปยังนัมกุงจิน ก่อนจะโน้มตัวลงคำนับอย่างนอบน้อม
“ดูเหมือนบุตรชายข้าจะสร้างความเดือดร้อนให้กับท่านแล้ว”
“…ท่านผู้นำตระกูลกู่”
“เด็กคนนี้ยังไร้เดียงสาอยู่มาก ข้าจะลงโทษเขาอย่างสาสมในภายหลัง ขอท่านโปรดระงับความโกรธไว้ก่อนเถิด”
“ต่อให้ยังเด็ก ก็ไม่อาจละเมิดธรรมเนียมของยุทธภพได้…”
“รีบขอโทษท่านเสียสิ”
“…ขออภัยขอรับ”
ข้าโน้มศีรษะลงทันทีโดยไม่อิดออด แม้จะยังพูดไม่จบ แต่ก็ต้องยอมตัดบทลงตรงนั้นและกล่าวขอโทษก่อน
การกระทำนั้นทำให้สีหน้าของนัมกุงจินบึ้งตึงกว่าเดิมอีกหลายส่วน
“…ดูเหมือนตระกูลกู่จะไม่มีอะไรเปลี่ยนไปเลยนะ ท่านผู้นำ”
“ข้าก็โล่งใจเช่นกัน ที่เห็นท่านยังแข็งแรงดีเช่นเดิม”
“…พ่อลูกคู่นี้…เฮ้อ”
ดูเหมือนเขาจะหงุดหงิดจนถึงขีดสุดแล้ว แต่ก็ยังไม่ปริปากต่อว่าออกมาอีก
น่าแปลก นัมกุงจินไม่น่าจะใช่คนที่ยอมกลืนคำพูดเพื่ออดกลั้นได้ง่ายๆ หรือว่านี่จะเป็นเพราะเขามีจุดอ่อนบางอย่างอยู่จริงๆ กันแน่?
“…ข้าหวังว่า ท่านจะจัดการเรื่องนี้อย่างเหมาะสม”
“แน่นอน”
ดวงตาของท่านพ่อหันไปยังนัมกุงบีอาอีกครั้ง แม้จะเห็นรอยบวมแดงบนแก้มและเลือดที่มุมปากของนาง ท่านพ่อกลับไม่มีปฏิกิริยาใดเป็นพิเศษ
กลับเป็นนัมกุงจินเสียเอง ที่เอ่ยถามอย่างเคืองใจ
“แม้แต่เรื่องการอบรมสั่งสอนบุตรของข้า…ท่านก็จะก้าวก่ายด้วยหรือ?”
“ไม่ได้มีความตั้งใจเช่นนั้น เพียงแต่คิดว่า…ควรรักษาแผลเสียแต่เนิ่นๆ จะดีกว่า ไหนเลยจะลืมไปได้ว่า—เรายังมีภารกิจสำคัญรออยู่ข้างหน้า”
“…ข้าจะจัดการเอง”
“เชิญตามสะดวก”
สายตาของท่านพ่อหันกลับมามองข้าอีกครั้ง …หรือว่าจะตั้งใจดุเสียที?
แต่สายตาคู่นั้น กลับไม่เหมือนสายตาของผู้กำลังจะโกรธเลยแม้แต่น้อยตรงกันข้าม มันให้ความรู้สึกประหลาด…คล้ายทั้งเยือกเย็นและแฝงความรู้สึกบางอย่างเอาไว้
“ตามข้ามา”
น้ำเสียงหนักแน่นที่ฟังดูขุ่นเคือง ขัดแย้งกับใบหน้าสงบนิ่งของท่านพ่ออย่างสิ้นเชิง
ข้าหยุดฝีเท้าอยู่กับที่ ก่อนจะหันกลับไปมองนัมกุงบีอาอีกครั้ง
ท่านพ่อเหมือนจะรู้ทันความคิดนั้น จึงพูดต่อ
“นางจะไม่เป็นไร ไม่ต้องห่วง ข้าได้ส่งคนไปแจ้งไว้ก่อนแล้ว
ไปเถอะ รีบตามข้ามา”
“…รับทราบขอรับ”
…ตั้งแต่เมื่อไรกัน?
ท่านพ่อมาถึงแทบจะทันทีแท้ๆ แล้วส่งข่าวไว้แต่แรกได้อย่างไร?
หรือว่า…ท่านคาดการณ์ไว้แล้วว่าเรื่องจะบานปลายถึงขั้นนี้?
ไม่นานนัก สมาชิกตระกูลกู่พร้อมหมอยาจากภายนอกก็รีบรุดเข้ามา
เสียงจิ๊ปากอย่างหงุดหงิดของนัมกุงจินดังตามมาเบาๆ จากด้านหลัง
หลังเห็นเช่นนั้น ข้าจึงเริ่มก้าวตามท่านพ่อไป
‘เหมือนพ่อเปี๊ยบเลยนะ ไอ้หนูนั่น’
นัมกุงจินคิดในใจอย่างขุ่นเคือง ไม่ใช่แค่รูปลักษณ์…แม้แต่นิสัยชวนขัดใจ กับน้ำเสียงที่พูดยั่วโมโหคนได้โดยไม่กระพริบตา …ก็ถอดแบบมาจากกู่ชอลอึนราวกับพิมพ์เดียวกัน
แถมพรสวรรค์ยังล้นเหลือเกินพอดีอีกต่างหาก
‘เจ้า “กระบี่หงส์” นั่นก็เหมือนกัน…จะมีโชคเรื่องลูกมากเกินไปหน่อยแล้วกระมัง’
นัมกุงจินยกภาพของกู่หยางชอนขึ้นมาในหัวอีกครั้ง
ถึงจะเป็นการโจมตีแบบฉับพลัน…แต่เจ้าเด็กนั่นกลับเข้ามาถึงด้านหลังเขาได้โดยไม่ให้รู้ตัวเลยแม้แต่น้อย
เป็นเพราะกู่หยางชอนว่องไว? แน่นอนว่าเร็ว แต่ยังไม่ถึงขั้นที่จะเทียบกับตระกูลนัมกุงในเรื่องความเร็วได้
เขายกมือข้างที่ใช้รับหมัดของกู่หยางชอนขึ้นมาดู
กลางฝ่ามือนั้น แม้จะมองเผินๆแทบไม่เห็น แต่ในความเป็นจริง—มันแดงช้ำเล็กน้อยและยามนี้ยังคงสั่นเบาๆ อยู่
แม้แต่นัมกุงชอนจุนบุตรของเขาและว่าที่ผู้นำคนต่อไป ยังไม่อาจแตะปลายชายเสื้อของเขาได้ด้วยซ้ำ
ต่อให้เป็นการเล่นพิเรนทร์ด้วยพิษในวงข้าว ยังถือว่าไร้ความหมายด้วยซ้ำ
แล้วทำไม…เด็กคนนั้นถึงทำได้?
แม้จะถูกจับหมัดไว้ ทั้งร่างก็รับพลังของเขาเต็มๆ แต่เจ้าหนุ่มนั่นกลับยังคงเร่งพลังสู้อย่างไม่หวั่นไหว
เป็นเพราะยังเยาว์วัยจนไม่รู้จักโลกงั้นหรือ? หรือว่า…นิสัยดุเดือดร้อนแรงอย่างบิดา ทำให้มองไม่เห็นผลลัพธ์ที่จะตามมา?
หากถามนัมกุงจินในตอนนี้ เขาจะตอบว่า—ไม่ใช่ทั้งสองอย่าง
เพราะดวงตาของกู่หยางชอนกำลังบอกเขาอย่างชัดเจนว่า…
‘ข้าสู้เจ้าได้’
ถึงจะยังเด็ก ถึงจะเป็นแค่ “ยอดฝีมือขอบเขตชั้นยอดขั้นปลาย”
แต่เจ้าหนุ่มนั่น…กลับมองเขาอย่างทัดเทียม
‘แค่ชั้นยอดขั้นปลาย…แต่กล้ามองข้าอย่างเท่าเทียมงั้นรึ แถมยังเป็น…ลูกชายของกู่ชอลอึนอีกด้วย’
กรอด…
ถึงเขาจะไม่เก็บความแค้นเรื่องที่ลูกชายตัวเองถูกสั่งสอนก็เถอะ เพราะอย่างไรเสีย ผู้แพ้ก็สมควรเป็นฝ่ายเจ็บปวด
นัมกุงจินเข้าใจธรรมชาติของยุทธภพดีกว่าใคร
…แต่คราวนี้ มันไม่เหมือนทุกที
ถ้าเป็นคนอื่น เขาคงจะลากลงโคลนจนเละไปแล้ว
แต่ครั้งนี้—เขากลับเลือกที่จะกัดฟันแล้วปล่อยผ่านไป
ทั้งหมดนี้…ก็เพราะว่า
‘…เพราะมันเป็นคนของตระกูลกู่’
หากไม่ใช่เพราะแผ่นดินต้องสาปแห่งนี้ล่ะก็… ข้าคงลงมือไปแล้ว
นัมกุงจินคิดถึงกู่ชอลอึนผู้ที่เพิ่งเผชิญหน้าไปหมาดๆ
แม้จะดูเหมือนว่าอีกฝ่ายให้เกียรติด้วยกิริยาสุภาพ แต่สายตาของเขานั้น ไม่เคยแสดงความเคารพเลยสักนิด
แต่ก่อนก็เป็นเช่นนี้
นับตั้งแต่วันที่เขาก้าวขึ้นเป็นผู้นำตระกูล และได้รับฟังเรื่องราวของตระกูลกู่จากปู่ของตน… เขาก็พอเข้าใจอยู่บ้าง
แต่ก็ใช่ว่าจะรู้สึกยินดี
สายตาที่กู่ชอลอึนใช้มองเขานั้น มันไม่ใช่สายตาของผู้ที่มองขึ้น แต่มันคือสายตาของคนที่มองลงจากด้านบนต่างหาก
นัมกุงจินยังคงมองตรงไปข้างหน้า และเอ่ยขึ้นอย่างเย็นชา
“ข้าจะถือว่าเรื่องที่เจ้าก่อวันนี้ จบลงเพียงเท่านี้”
“…”
ถ้อยคำเฉียบคมที่เปล่งออกมาทำให้นัมกุงบีอาก้มศีรษะลงอย่างสงบ
“เดิมที ข้าคิดจะพานางกลับไปที่ตระกูลแล้วลงโทษเสียให้เข็ด
แต่…ช่วงเวลานี้มันไม่เหมาะนัก”
“…เจ้าค่ะ”
“เมื่อการรักษาเสร็จสิ้น จงพานางกลับไป แล้วแต่งตัวให้เรียบร้อย
…ยิ่งดูงดงามได้เท่าไร ยิ่งดีเท่านั้น”
ทันทีที่สิ้นคำรับสั่ง บรรดาคนรับใช้ที่รออยู่โดยรอบต่างก็ขานรับพร้อมเพรียง
‘ช่างน่ารำคาญเสียจริง’
คิ้วของนัมกุงจินที่ขมวดอยู่ตั้งแต่ต้น ไม่เคยคลายออกแม้แต่น้อย เพราะทั้งหมดนี้ ไม่มีสิ่งใดเลยที่เขารู้สึกพึงใจ
วันนี้ควรจะเป็นวันนัดหมายเรื่องหมั้นหมายระหว่างสองตระกูล แต่นั่นยิ่งทำให้เขารู้สึกขัดเคืองมากกว่าเดิม
ไม่ว่าจะเป็น…การที่ผู้นำตระกูลนัมกุงอย่างเขาต้องเป็นฝ่ายมาเยือนตระกูลกู่ด้วยตัวเอง
หรือแม้กระทั่งการที่บุตรสาวผู้มีค่าควร กลับกล้าทิ้งบ้านตามผู้ชายออกมา และยิ่งกว่านั้น แม้แต่เรื่องการหมั้นหมายที่อาวุโสและปู่ของเขาเป็นผู้ตัดสินใจให้เอง
รวมไปถึงเจ้าลูกชายของกู่ชอลอึน…ผู้ที่ดูแล้วจะกลายเป็น “มังกรศักดิ์สิทธิ์แห่งยุค” ในอนาคต
‘อยากจะกำจัดให้หมดไปเสียจริง’
โดยเฉพาะในเรื่องสุดท้ายนั้น เขารู้สึกถึงความคิดฆ่าที่แล่นขึ้นมาวูบหนึ่งแต่สุดท้าย…ก็เลือกจะกลืนมันลงไป
เขาทำเช่นนั้น…เพราะรู้ดีว่า
“ยังไม่ถึงเวลา”
◇◆
ค่ำวันนั้น ข้าได้เดินเข้าสู่ห้องของผู้นำตระกูลอีกครั้ง ห้องที่ใช้เรียกตัวข้าไปอบรมทุกครั้งที่ก่อเรื่องขึ้น
บรรยากาศโดยรอบ…ตึงเครียดอย่างยิ่ง
[แม้แต่กะจะเล่นงานผู้นำตระกูลนัมกุงงั้นรึ… เจ้านี่มันบ้าไปแล้วจริงๆ !]
‘ตอนข้าลงมือ ท่านก็ยังนั่งดูเพลินอยู่นี่ แล้วทำไมพอเรื่องสงบถึงได้มาว่าข้าเอาเสียตอนนี้ล่ะ?’
[…ก็เจ้ามันพุ่งใส่ไปก่อน ข้าจะห้ามทันได้อย่างไร]
โกหกสิ้นดี
ตอนที่ข้าเริ่มปล่อยพลังไปทั่วร่างก็ยังใช้เวลาอยู่ ตอนที่เจ้าเห็นเหตุการณ์ตั้งแต่แรกก็มีเวลาพออยู่แล้ว
…แต่ตาแก่ชินกลับไม่พูดอะไรเลย
แถมข้ายังรู้สึกได้ชัดเจน—ว่าเขากำลังเพลิดเพลินกับเรื่องทั้งหมดด้วยซ้ำ
[…ค่อกแค่ก]
นั่นไง เห็นไหมล่ะว่าเขากำลังแกล้งกระแอมกลบเกลื่อนอยู่
[ถึงยังไงก็เถอะ เจ้าอย่างน้อยก็ควรดูคนก่อนจะลงมือสิ]
แม้ข้าจะไม่รู้ว่าเขาเป็นผู้นำตระกูลนัมกุงตอนแรก แต่แค่เห็น ก็รู้แล้วว่าอีกฝ่ายแข็งแกร่งกว่าข้ามาก
ถ้าถามว่าเป็นความผิดข้าหรือไม่…ก็คงใช่ล่ะนะ
ท่านพ่อยังคงนั่งนิ่งอยู่หลังโต๊ะ ดวงตาหลับพริ้ม
ข้ารู้สึกประหม่าเป็นบ้า คิดวนไปมาหลายร้อยรูปแบบว่าจะโดนลงโทษอะไร
ในชาติก่อนก็เคยมีเหตุการณ์คล้ายกัน ตอนนั้นถูกกู่ฮุยบีไสหัวออกจากจวน แล้วโดนลากไปฝึกกับนางอยู่ครึ่งปีเต็ม
แค่คิดย้อนกลับไป…เหงื่อเย็นก็เริ่มซึมออกมาแล้ว
ถ้าให้เลือกจริงๆล่ะก็ ข้ายอมปิดด่านฝึกตนเป็นเวลา 6 เดือนยังจะดีกว่า!
ในที่สุด ท่านพ่อก็ลืมตาขึ้นแล้วมองมาที่ข้า ข้ากลืนน้ำลายลงคอเงียบๆ เพราะไม่รู้ว่าประโยคแรกที่เขาจะพูดคืออะไร
แล้ว—ราวกับเตรียมคำพูดนั้นไว้แล้วล่วงหน้า
ท่านพ่อก็เอ่ยขึ้น
“ทำได้ดี”
[…หืม?]
“…ขอรับ?”
ข้าเผลอขมวดคิ้วโดยไม่รู้ตัว
…เพราะคำพูดนั้นมัน “เกินคาด” เกินไปจริงๆ