สหายวัยเยาว์ของจอมยุทธ์อันดับหนึ่งในใต้หล้า - ༺ บทที่ 116 เดิมพันกันสักหน่อยไหมขอรับ (1) ༻
- Home
- สหายวัยเยาว์ของจอมยุทธ์อันดับหนึ่งในใต้หล้า
- ༺ บทที่ 116 เดิมพันกันสักหน่อยไหมขอรับ (1) ༻
…ข้าหูฝาดไปหรือเปล่า?
ยังไงก็ดูไม่ใช่สถานการณ์ที่ควรได้ยินคำพูดแบบนี้เลยสักนิด
ข้ายังคงมองท่านพ่ออย่างตกตะลึง แต่พอสิ้นคำพูดนั้น ท่านพ่อก็เบือนสายตาออกไปทันที
“ท่านผู้นำตระกูล”
“ข้าฟังอยู่ ว่ามา”
“ท่าน…มีปัญหาอะไรกับผู้นำตระกูลนัมกุงหรือไม่ขอรับ?”
คำถามของข้าทำให้ท่านพ่อมีปฏิกิริยาขึ้นมาอีกครั้ง สายตาที่ทอดมาบนซองเอกสารซึ่งวางซ้อนกันเป็นชั้นๆ บนโต๊ะ เริ่มวกกลับมาที่ข้า
“ทำไมเจ้าถึงคิดเช่นนั้น”
“ข้าแค่…รู้สึกแปลกๆ น่ะขอรับ”
ทั้งสีหน้าของนัมกุงจิน และท่าทีของท่านพ่อที่มีต่อเขา มันทำให้รู้สึกเหมือนว่ามีเรื่องบางอย่างระหว่างสองคนนั้น
‘หรือว่ามีอะไรเกิดขึ้นมาก่อนหน้านี้กันแน่’
แต่ท่านพ่อไม่ตอบอะไร ทำเพียงมองข้านิ่งๆ แล้วเบือนสายตาออกอีกครั้ง
…ไม่ได้ยืนยัน แต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธเช่นกัน
“เดิมทีข้าตั้งใจจะพูดเรื่องนี้คืนนี้ แต่ไหนๆก็เป็นแบบนี้แล้ว พูดตอนนี้ก็คงไม่เป็นไร”
‘…จะเมินคำถามข้าไปเลยใช่ไหมนั่น’
แม้จะไม่ได้คำตอบ แต่สัญชาตญาณก็บอกข้าได้ทันทีว่า ท่านพ่อไม่มีทางพูดเรื่องนั้นออกมาแน่นอน และถ้ายังฝืนถามต่อไป…ก็ใช่ว่าจะได้อะไรดีขึ้นมา
ท่านพ่อจึงเปลี่ยนเรื่องทันที
“ก่อนอื่น มาพูดเรื่องโอสถไท่เซียนที่ตกลงกันไว้ก่อน”
“ขอรับ”
ว่าแล้วเชียว ข้าลืมเรื่องนี้ไปเสียสนิทเลย
ก่อนหน้านั้นมีข้อตกลงว่า หากข้าไปพากู่หลิงฮวากลับมาจากสำนักฮวาซานได้ ก็จะได้รับโอสถไท่เซียนเป็นรางวัลตอบแทน
‘…แต่ช่วงหลังข้ากินของแปลกเข้าไปเยอะจนลืมไปแล้วจริงๆ ’
ตั้งแต่สมบัติวิเศษของสำนักฮวาซาน ยันปราณมารของราชินีกระบี่ หรือแม้แต่ดอกไม้เมื่อวานที่เพิ่งกลืนไป
ในช่วงเวลาไม่ถึงครึ่งปี ข้าได้รับวาสนานับไม่ถ้วน จนถึงขั้นที่ตอนนี้…ร่างกายแทบจะพลังล้นอยู่แล้วด้วยซ้ำ
แถมเมื่อไม่นาน ข้ายังเพิ่งได้โอสถอีกเม็ดจากเซียนดอกเหมยมาอีกด้วย
“สำหรับเจ้าตอนนี้ มันคงกลายเป็นพิษเสียมากกว่า”
ดูเหมือนท่านพ่อเองก็รู้เรื่องนั้นดีเช่นกัน
เมื่อคืนข้าเพิ่งกลืนพลังของดอกไม้นั่นเข้าไป ทำให้ปริมาณปราณในร่างข้าพุ่งสูงขึ้นอีกขั้น
ผลคือ…แม้แต่ตอนนี้ ข้ายังจัดระเบียบพลังในร่างไม่เรียบร้อยดีด้วยซ้ำ
ดังนั้น หากจะกินโอสถเข้าไปเพิ่มตอนนี้…มันก็คงกลายเป็นภาระมากกว่าพร
ระหว่างที่ข้ากำลังครุ่นคิดว่าจะเอาอย่างไรต่อดี ท่านพ่อก็เอ่ยปากถามขึ้นมาทันที
“เจ้าทะลวงผ่านขอบเขตได้แล้วหรือ”
ข้าสะดุ้งเล็กน้อย ก่อนจะรีบยืดตัวตรง แม้ท่านพ่อจะไม่ได้จ้องมองมาทางนี้โดยตรง แต่ข้าก็สัมผัสได้ทันที
ในชั่วขณะนั้น สายตาของเขากวาดผ่านร่างข้าไปหมดแล้ว
…จะโกหกก็ไม่ทันแล้ว ดูจากแววตา เขาน่าจะจับได้ตั้งแต่ต้น
จริงอยู่ที่เรื่องนี้ไม่ใช่สิ่งที่ต้องปิดบัง แต่เพราะเขาถามขึ้นมากะทันหัน เลยทำให้ข้าเผลอลังเลไปครู่หนึ่ง
จนในที่สุด ข้าก็เอ่ยตอบออกไป
“…ข้าไม่อาจปฏิเสธได้ ข้าทะลวงผ่านแล้วขอรับ”
“อืม”
ท่านพ่อพยักหน้าเบาๆ พลางมุมปากยกขึ้นเพียงเล็กน้อย
ข้าเองถึงกับชะงักไปในทันที เพราะนี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ข้าเห็นเขายิ้มแบบนั้น
‘…นั่นคือท่าทางดีใจงั้นหรือ?’
แต่ถ้าใช่จริงๆ ก็เป็นสีหน้าดีใจที่น่ากลัวเกินไปหน่อย
“แม้จะถือเป็นขอบเขตที่เหนือกว่าผู้อื่นมากเมื่อเทียบกับวัย แต่ก็อย่าหลงระเริงไปนัก จงมุ่งมั่นฝึกฝนต่อไปให้มั่นคง”
“ขอรับ ข้าจะจำไว้”
“หากเจ้าต้องการ ข้าก็สามารถให้โอสถไท่เซียนตามที่ตกลงไว้ได้ แต่หากเจ้าอยากได้สิ่งอื่นแทน ก็ว่ามาเถอะ”
ท่านพ่อดูจะเปิดโอกาสให้ข้าตัดสินใจ
ก็สมเหตุสมผลอยู่หรอก เพราะตอนนี้พลังในร่างข้ามันเกินล้น ถ้าได้รับพลังเพิ่มอีกจากโอสถ อาจกลายเป็นภาระมากกว่าเป็นคุณ
ถ้าจะเปลี่ยนเป็นอย่างอื่น หรือเก็บไว้ใช้ทีหลังก็ไม่เลว
“ข้า…ขอใช้เวลาคิดสักเล็กน้อยขอรับ”
ท่านพ่อพยักหน้าอีกครั้ง คงหมายความว่าอนุญาตให้คิดก่อนก็ได้
แต่หลังจากนั้น ท่านพ่อกลับไม่พูดอะไรอีก
ข้าคิดว่าเขาคงกำลังจัดเรียบเรียงคำพูดใหม่ในใจ เลยเงียบรอฟังอย่างใจเย็น…แต่จนแล้วจนรอด ก็ไม่มีคำพูดใดตามมา
‘…เดี๋ยวนะ?’
ไม่น่าจะหมดเรื่องที่ควรพูดแล้วสิ
ทำไมถึงไม่เอ่ยถึงเรื่องอื่นบ้างเลย
ทั้งเรื่องที่ข้าไปถึงสำนักฮวาซานแล้วต่อสู้กับยาฮยอลจ็อก หรือการรักษาราชินีกระบี่จนรอดตายมาได้
มองในแง่หนึ่ง เรื่องเหล่านั้นยังสำคัญกว่าแค่การทะลวงขอบเขตเสียด้วยซ้ำ
ยิ่งกว่านั้น ข้ายังเขียนบอกไว้ในจดหมายแล้วด้วย แถมยังเตรียมคำอธิบายเผื่อถูกซักถามไว้ล่วงหน้าอีกต่างหาก
แต่ท่านพ่อกลับไม่ถามอะไรเลย
กลับกัน—เขากลับมองข้าเหมือนกำลังพูดว่า
‘…จะอยู่ต่อทำไม ยังมีอะไรจะพูดอีกหรือ’
…ข้ายังพูดไม่หมดต่างหากล่ะขอรับ ท่านพ่อ!
“…ข้ามีเรื่องอยากพูดอยู่พอดี ทำไมท่านถึงไม่ถามอะไรสักคำล่ะขอรับ?”
“เรื่องอะไร”
“ข้าเขียนไว้ในจดหมายส่งไปแล้วไม่ใช่หรือขอรับ”
เรื่องนี้ ข้ากับตาแก่ชินถึงขั้นนั่งคุยกันสามวันสามคืน คิดแล้วคิดอีกว่าจะอธิบายยังไงดีถึงจะฟังดูไม่เป็นปัญหา
แต่ตอนนี้พอเห็นท่าทีของท่านพ่อแล้ว กลับเหมือนเขาไม่ได้สนใจอะไรเลยด้วยซ้ำ
เพื่อยืนยันสิ่งที่ข้าคิด เขาจึงพูดออกมาอย่างไม่ใส่ใจว่า
“ก็เจ้าเขียนไว้ในจดหมายหมดแล้วนี่ จะให้มีปัญหาอะไรอีก”
“…แค่นั้นพอแล้วจริงๆ หรือขอรับ?”
“พูดอะไรไร้สาระอีกล่ะ เห็นทีเรื่องสำคัญคงหมดแล้ว ออกไปได้แล้วล่ะ”
ไม่เพียงแต่ไม่ถาม ขนาดข้ายังพูดไม่ทันจบก็ถูกตัดบทแล้วไล่ออกมาซะงั้น…
…นี่เขาไม่คิดจะถามจริงๆ เหรอเนี่ย?
แน่นอนว่ามันน่าจะดี เพราะอย่างน้อยข้าก็ไม่ต้องมานั่งพูดคำแก้ตัวที่เตรียมไว้เป็นพรวน แต่พอเป็นแบบนี้แล้วกลับรู้สึก…แปลกๆ ยังไงก็ไม่รู้
“ไม่คิดจะถามอะไรเลยจริงๆ งั้นเหรอ?”
ถึงข้าจะรู้นิสัยของท่านพ่ออยู่แล้วว่ามีน้ำเสียงนิ่งเย็นขนาดไหน แต่คราวนี้มันดูจะเกินไปหน่อย
ออกจะ…เฉยเมยเกินเหตุ
แต่ยังไม่ทันที่ข้าจะได้ถามอะไรมากกว่านั้น ก็มีเรื่องหนึ่งผุดขึ้นมาในหัว จึงรีบหันกลับไปพูดกับท่านพ่อก่อนจะเดินออกจากห้อง
“ท่านเจ้าสำนัก ท่านจำงานสมัชชามังกรหงส์ได้ใช่ไหมขอรับ?”
ไม่มีคำตอบจากอีกฝ่าย แต่ข้าก็พูดต่อไปโดยไม่รอ
เพราะข้าพึ่งนึกถึงคำขอของถังโซยอลที่บอกว่าอยากไปงานนั้นด้วย
พูดตามตรง ตอนแรกข้าคิดว่าคงถูกปฏิเสธแน่ๆ
แต่ไหนๆ ก็ลองดูสักครั้ง…
“คุณหนูถังเคยเอ่ยว่าอยากไปงานนั้นด้วยกันขอรับ ท่านว่า…นางไปได้หรือไม่?”
“หมายถึงบุตรีแห่งตระกูลถังสินะ”
“ใช่ขอรับ”
แม้ในปีนี้ข้าจะออกนอกจวนไปแล้วถึงสองครั้ง แต่ถ้าย้อนกลับไปคิดถึงช่วงชีวิตก่อนหน้า ก่อนที่ข้าจะขึ้นเป็นว่าที่ผู้นำตระกูล ข้านั้นแทบจะถูกผูกติดไว้กับจวนเหมือนหมาที่ใส่ปลอกคอ
ยิ่งกับงานใหญ่ที่มีผู้คนจากทั่วแผ่นดินเข้าร่วมอย่างสมัชชามังกรหงส์ด้วยแล้ว โอกาสที่จะพาใครติดตามไปด้วยยิ่งเป็นไปไม่ได้เลย
“ให้ไปด้วยก็แล้วกัน”
“…ข้าก็ว่าอยู่แล้วว่าคงจะไม่ได้ ท่านจะให้ข้าไปบอกปฏิเสธ—…ว่าอะไรนะขอรับ?”
“บัตรเชิญของงานส่งมาถึงแล้ว เดี๋ยวข้าจะให้ส่งไปผ่านหัวหน้าฝ่ายกิจการ”
“…ทำไมล่ะขอรับ?”
ข้าถามย้อนด้วยความไม่เข้าใจ ท่านพ่อจึงตอบกลับมาด้วยสีหน้าแปลกประหลาดเล็กน้อย
เดี๋ยวนะ…ทำไมท่านถึงทำหน้าท่าทางแบบนั้นกันล่ะ?
“แล้วเหตุใดถึงยอมให้ไปได้ขอรับ?”
“ก็แปลกประหลาดอะไรนักหนา เจ้าขอให้ส่งไป ข้าก็อนุญาตให้ไปเท่านั้น”
“นั่นแหละขอรับถึงได้แปลก ท่านไม่สนใจเลยงั้นหรือว่าข้าจะออกนอกจวนอีก?”
“หากนั่นเป็นสิ่งที่เจ้าต้องการ ก็ไปเถิด”
“…อะไรกันเนี่ย”
มันชักจะไปกันใหญ่แล้วสิ เรื่องนี้ไม่น่าจะลงเอยแบบนี้ได้ไม่ใช่หรือ?
ทำไมท่านถึงยอมง่ายๆ กันล่ะ?
…ท่าทีของท่านในชาตินี้ มันต่างจากอดีตเกินไป
จนตอนนี้ ข้ากลับรู้สึกสับสนยิ่งกว่าเดิมเสียอีก
‘มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?’
แค่ข้าบรรลุขอบเขตจุดสูงสุด แล้วจะเปลี่ยนแปลงได้ขนาดนี้เลยเหรอ? คงไม่ใช่แค่เรื่องเล็กน้อยอย่างนั้นแน่ แต่ไม่ว่าข้าจะมองแค่ไหน สีหน้าและท่าทีของท่านพ่อก็ยังคงเรียบนิ่งเช่นเดิม
มีบางอย่างเปลี่ยนไปก็จริง แต่ข้ากลับไม่อาจจับได้ว่า…มันคืออะไร
“มีอะไรอีกหรือไม่?”
“…ไม่มีแล้วขอรับ”
“ถ้าเช่นนั้นก็ออกไปได้แล้ว”
ด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งเฉียบขาด ข้าจึงลุกขึ้นจากที่นั่งอย่างจนใจ
ระหว่างนั้นเอง ตาแก่ชินก็พูดขึ้นมาเบาๆ
[…ไม่คิดจะบอกว่าข้าไม่ไปหรอกหรือ]
‘หมายถึง…งานสมัชชามังกรหงส์น่ะหรือขอรับ?’
[ใช่ เจ้าน่ะเคยบอกว่าไม่อยากเดินทางไกลอีกไม่ใช่หรือ]
ก็จริงอย่างที่ตาแก่ชินว่า ข้าไม่ได้อยากออกนอกจวนบ่อยๆ แล้วยิ่งเป็นการเดินทางไกลแบบนี้…ยิ่งไม่อยากไปใหญ่
แต่ครั้งนี้ต่างออกไป
เพราะสมัชชามังกรหงส์จัดขึ้นที่เหอหนาน
นอกจากจะไม่ได้ไกลจนเกินไป ข้ายังมีคนที่ต้องไปพบให้ได้ในที่แห่งนั้นด้วย
ก่อนหน้านี้ข้ายังไม่มีข้ออ้างเหมาะๆ ที่จะยื่นเรื่องขอเดินทาง
แต่ครั้งนี้ ถือเป็นข้ออ้างชั้นยอด
แม้ว่าตามลำดับเวลาแล้ว เหตุการณ์ที่ข้ารอคอยยังควรอยู่ห่างออกไปอีกหลายปี แต่หากจะให้ดีกว่า…ข้าเองก็อยากจะเร่งให้เร็วกว่านั้น
…ถึงแม้จะต้องไปกับถังโซยอลก็ตาม
ตอนนั้นเอง ตาแก่ชินก็ถามขึ้นอีกครั้ง
[เหอหนานงั้นหรือ…วัดเส้าหลินยังอยู่ที่นั่นหรือไม่?]
‘วัดเส้าหลินหรือขอรับ? แน่นอนว่ายังอยู่ที่เหอหนานสิ’
วัดเส้าหลินแห่งเหอหนาน—
หนึ่งในเก้าสำนักใหญ่แห่งยุทธภพ และยังเป็นสำนักฝ่ายธรรมะที่มีอิทธิพลสูงสุด
ยิ่งเมื่อคิดว่าสหพันธ์ยุทธภพ ตั้งอยู่ในเหอหนานเช่นกัน ก็ยิ่งยืนยันได้ว่าศูนย์กลางของยุทธภพอยู่ตรงนั้นอย่างแท้จริง
ยิ่งไปกว่านั้น ถึงตอนนี้วัดเส้าหลินจะยังไม่มีผู้สืบทอดในขอบเขตจุดสูงสุดที่เหมาะสม
แต่ในอนาคตอีกไม่กี่ปีข้างหน้า…หลังจากยุคของเผิงอูจินผ่านไป
วัดเส้าหลินจะเป็นผู้ผลักดันผู้สืบทอดรุ่นใหม่ ให้ขึ้นครองตำแหน่ง “มังกรศักดิ์สิทธิ์” แห่งยุทธภพ
เขา—คือหนึ่งในบุคคลที่ข้ามีสายสัมพันธ์ลึกซึ้งด้วยในชาติที่แล้ว
[…หากเจ้าไปถึงเหอหนาน ขอแวะไปที่วัดเส้าหลินสักครั้งได้หรือไม่]
‘วัดเส้าหลินหรือขอรับ? ทำไมถึงอยากไปล่ะ?’
[ข้าอยากรู้บางอย่างน่ะ แค่ไปดูเฉยๆก็พอ ไม่ต้องทำอะไรเป็นพิเศษ ช่วยข้าหน่อยเถอะนะ]
‘ท่านแค่ให้ข้าไปยืนดูเฉยๆ แล้วกลับ ไม่ต้องพูดหรือเข้าไปยุ่งอะไรใช่ไหมขอรับ?’
[ใช่ แค่นั้นพอแล้ว เจ้าไม่ต้องกังวลหรอก]
ระยะทางระหว่างสหพันธ์ยุทธภพกับวัดเส้าหลินก็ไม่ได้ไกลกันนัก
และนี่ก็เป็นครั้งแรกที่ตาแก่ชินร้องขออะไรกับข้าแบบนี้
ถ้าแค่ไปยืนดูเฉยๆ ตามที่ว่า ก็คงไม่ใช่เรื่องใหญ่
ข้าคิดทบทบอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหมุนตัวเพื่อออกจากจวนผู้นำตระกูล
แต่ในจังหวะนั้นเอง ท่านพ่อก็เอ่ยเรียกขึ้นจากด้านหลัง
“เดี๋ยวก่อน”
ข้าหันกลับไปมองตามเสียงของท่านพ่อ
“อีกหนึ่งชั่วยามจะมีนัด พบกันตามเวลาที่กำหนด เตรียมตัวให้เรียบร้อย ข้าจะส่งตำแหน่งให้ภายหลัง”
“อยู่ๆ ก็มีนัดอย่างนั้นหรือขอรับ?”
มีอะไรอีกล่ะ?ข้าเองก็ตั้งใจจะไปหาถังโซยอลอยู่พอดีเชียว…
ระหว่างที่ยังสับสนกับคำพูดของท่านพ่อก็มีคำอธิบายตามมา และทันทีที่ได้ยิน—สีหน้าของข้าก็เปลี่ยนทันใด
“เป็นการหารือเกี่ยวกับเรื่องพิธีหมั้นหมายของเจ้า อย่ามาช้าเป็นอันขาด”
‘อึก…’
แค่ได้ยินก็ปวดหัวแล้ว นี่มันงานที่ทั้งน่าเบื่อและชวนให้เหนื่อยใจที่สุดเลยไม่ใช่หรือ
เมื่อเดินออกจากจวนผู้นำตระกูล ข้าก็ตรงไปยังเรือนพักของถังโซยอล
รอบๆ มีผู้ติดตามที่ดูเป็นคนของตระกูลถังยืนประจำตำแหน่งอยู่พอสมควร
แต่เมื่อเห็นข้า พวกเขาก็เพียงแค่โค้งศีรษะให้อย่างสุภาพ ไม่ได้ขัดขวางอะไร
แม้ข้าจะเป็นสายเลือดแท้ของตระกูลกู่ แต่ปกติก็คงไม่สามารถเดินเข้าออกอิสระได้ถึงเพียงนี้ ดูท่าถังโซยอลจะบอกกล่าวกับคนของตนไว้ก่อนแล้ว
เมื่อเดินเข้าไปใกล้ตัวเรือน ก็มีร่างหนึ่งวิ่งปราดออกมาหา
“คุณชายกู่!”
“สวัสดี”
ข้ายังไม่ได้เดินเข้าไปถึงเรือนดีด้วยซ้ำ แต่ถังโซยอลกลับวิ่งออกมาต้อนรับด้วยเท้าเปล่า
“คุณหนูเจ้าขา! อย่างน้อยก็ช่วยใส่อะไรสักอย่างก่อนเถิดเจ้าค่ะ!”
“อ๊ะ…จริงด้วย!”
เสียงของสาวใช้อีกคนดังตามออกมาอย่างร้อนรน ถังโซยอลเพิ่งรู้ตัวว่าเธอวิ่งออกมาโดยไม่ได้ใส่รองเท้า ใบหน้าที่แดงซ่านด้วยความเขินอาย รีบหมุนตัวกลับเข้าไปข้างในทันที
ครู่ต่อมา ถังโซยอลกลับออกมาใหม่ในชุดเรียบร้อยกว่าก่อนหน้านี้มาก
ท่าทางก็ดูสงบนิ่งเป็นคนละคนกับเมื่อครู่
แต่ในเมื่อตะกี้เพิ่งเห็นนางวิ่งออกมาอย่างตกตะลึงแทบสะดุดตีนตัวเอง
ข้าก็ไม่รู้จะปั้นสีหน้าแบบไหนตอบกลับไปดีเหมือนกัน…
[…แค่ปล่อยผ่านไปก็พอ แบบนั้นจะสบายใจกว่านะเจ้า]
ข้ายิ้มแห้งๆ รับตามที่ตาแก่ชินแนะไว้
“ขอบคุณที่มาเยี่ยมนะเจ้าค่ะ”
“ไม่ใช่หรอก พอดีข้ามีเรื่องจะมาบอกน่ะ”
“เรื่องที่จะบอก… อะไรกันหรือ?”
เมื่อข้าบอกว่าจะตอบรับคำชวนเรื่องสมัชชามังกรหงส์ที่นางเคยพูดไว้ก่อนหน้านี้ ถังโซยอลก็ถึงกับตกใจสุดขีด แล้วเริ่มกระโดดโลดเต้นอยู่กับที่
“มะ…หมายความว่า…! จริงเหรอคะ? จริงแน่นะคะ?”
“เอ่อ…ขอรับ…ท่านพ่อบอกว่าไปได้”
…นางดีใจขนาดนั้นเลยหรือ?เห็นบุคคลจากตระกูลใหญ่ทำท่าทางแบบนี้ก็เป็นภาพที่หาดูได้ยากทีเดียว
‘จำได้ลางๆ ว่าฝั่งนางก็บอกว่าจะไปเหมือนกัน…’
นัมกุงบีดาเคยพูดว่าถ้าข้าไป นางก็จะไปด้วยแน่นอน แต่ตอนนี้เมื่อนึกถึงเรื่องที่นัมกุงจินถึงกับรีบมาถึงตระกูลกู่ ข้าก็ไม่แน่ใจว่านางยังจะได้ไปจริงหรือไม่
“เราควรออกเดินทางเมื่อไรดีคะ แล้ว…ข้าควรใส่อะไรไปดีนะ ใส่อะไรถึงจะเหมาะ…ควรเตรียมอะไรไปบ้างนะ?”
“คุณหนูถัง ใจเย็นก่อนเถอะขอรับ…”
“ข้ารู้ว่าตอนออกมานี่ข้ามาค่อนข้างกระทันหัน เลยยังเตรียมอะไรได้ไม่มากเลยค่ะ ท่านมี…ยาพิษรสโปรดไหมคะ…อ๊ะ ท่านเคยบอกว่าไม่มีสินะ”
รอยยิ้มที่พยายามรักษาไว้แทบจะหลุดออกจากใบหน้า
แม่นาง…โดยทั่วไปแล้ว คนธรรมดาเขาไม่ชอบยาพิษหรอกนะ…
คนของตระกูลถังเขาพกยาพิษกินเล่นด้วยหรือยังไง? หรือว่ายาพิษมันมีรสให้เลือกด้วย?
ข้าเคยพบกับยอดฝีมือจากตระกูลถังที่กลายเป็นมารในชาติที่แล้ว แต่ก็ไม่เคยเห็นใครพกยาพิษไว้กินเป็นของว่างแบบนี้มาก่อนเลย
ข้าเองก็แค่มีร่างกายที่ทนพิษได้ดีกว่าคนทั่วไปเท่านั้น
หรือว่านางจะไปถึงขั้นภูมิคุ้มกันต่อพิษทั้งปวงได้เพราะความหมกมุ่นระดับนั้นกันแน่…
เมื่อเห็นถังโซยอลยืนยิ้มเคลิ้มๆ พร้อมกับเอาสองมือตบแก้มแดงเรื่อของตัวเองไปมา ข้าก็ได้แต่นึกในใจอย่างเหนื่อยใจ
‘…ดูท่าจะชอบข้าจริงๆ แหละนะ’
ในเมื่อแสดงออกชัดเจนขนาดนี้ ถ้าไม่รู้สึกเลยก็เห็นทีจะยากเกินไปแล้วล่ะ…
[…จริงอย่างว่า ต้องให้แสดงออกกันโจ่งแจ้งขนาดนั้นเจ้าถึงจะดูออกสินะ…]
‘…’
ตาแก่ชินที่ยังไม่วายจะประชดประชัน ยังคงน่าหมั่นไส้ไม่เปลี่ยน
‘แต่ข้าเองก็สงสัยเหมือนกัน ว่าทำไมนางถึงชอบข้าได้ล่ะ?’
คิดเท่าไรก็ไม่เข้าใจ
ในชาตินี้ข้ากับถังโซยอลแทบไม่มีปฏิสัมพันธ์กันเลย จะมีก็แค่ตอนงานประลองที่เมืองถัง ซึ่งก็เพียงไม่กี่วัน ไม่เคยคุยกันเป็นเรื่องเป็นราว หรือพบกันสองต่อสองเลยสักครั้ง
ไม่มีจุดไหนเลยที่ควรจะเป็นชนวนให้เกิดความรู้สึกแบบนั้นขึ้นได้
ข้าหันไปมองถังโซยอลแล้วเปิดปากพูด
“แม่นางถัง”
“เจ้าคะ? คะ?”
“แม่นาง…ทราบเรื่องที่ข้ามีคู่หมั้นอยู่แล้วใช่ไหมขอรับ?”
“…อา”
[…ไอ้เด็กเวร…! เจ้านี่ก็พูดอะไรออกไปโต้งๆ แบบนั้นได้ยังไงกัน!]
ตาแก่ชินถึงกับระเบิดอารมณ์ใส่ทันที แต่ข้าก็ไม่มีทางเลือกอื่น ไม่รู้จะพูดอ้อมอย่างไร
เรื่องหมั้นหมายกับนัมกุงเซกานั้นเป็นเรื่องที่รู้กันทั่วอยู่แล้ว ยิ่งกว่านั้นข้าเองก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ามีใจบางส่วนให้ทั้งวีซอลอาและนัมกุงบีอา หากยังแกล้งทำไม่รู้ไม่ชี้ ก็เท่ากับโกหกตัวเอง
แม้คำชวนของถังโซยอลจะเป็นข้ออ้างดีในการไปร่วมสมัชชามังกรหงส์แต่หากนางมีใจให้ข้าจริงๆ การปล่อยไว้เช่นนี้ก็อาจจะไม่เหมาะนัก
[…ไอ้เจ้านี่ จะมาคิดเป็นผู้เป็นคนเอาเฉพาะตอนแบบนี้มันน่าเจ็บใจยิ่งนัก…]
‘ท่านชิน…ท่านไม่ได้แค่ไม่ชอบข้าใช่ไหมนั่น…?’
[…ไอ้ความหัวไวของเจ้านี่ ก็เลือกเปิดใช้งานได้ตรงเวลาจริงๆ นะ…เฮอะ!]
มันเป็นคำพูดที่อาจทำให้ถังโซยอลรู้สึกแย่ ถ้านางไม่ได้คิดอะไรกับข้า ก็คงรู้สึกไม่ดีที่ถูกเข้าใจผิด แต่ถ้านางมีใจจริง คำพูดแบบนี้ก็ไม่ต่างจากเอามีดมากรีดต่อหน้ากัน
อย่างไรก็ตาม ข้าไม่อยากพูดอ้อมค้อม จึงเลือกจะบอกตรงๆ
ถังโซยอลจ้องเข้ามาในดวงตาข้า ดวงตาคู่นั้นดูเศร้าอย่างประหลาด…หรือบางทีอาจจะดูเสียดาย
นางเม้มริมฝีปากน้อยๆ อย่างลังเล ก่อนจะพูดออกมาในที่สุด
“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ”
“เอ๋…?”
ยังไม่ทันจะถามว่า ‘ไม่เป็นไร’ เรื่องอะไร ถังโซยอลก็พูดขึ้นอีกประโยค
“ข้าทำได้ค่ะ”
“…อะไรนะ? ทำ…อะไรนะขอรับ?”
นางกำหมัดแน่นอย่างมุ่งมั่น พลางกล่าวเสียงหนักแน่นราวกับตัดสินใจอะไรบางอย่างไว้แล้ว
…แต่ปัญหาคือ นางไม่ได้บอกเลยว่าสรุปแล้ว ‘ทำได้’ อะไร
และในขณะเดียวกัน…
[…ให้ตายสิ…โลกใบนี้มันอยากจะสื่ออะไรกับข้ากันแน่…]
หนึ่งในนักพรตจากเบื้องหลังที่ยืนฟังอยู่เงียบๆ ได้แต่ทอดถอนใจให้กับความบิดเบี้ยวของโชคชะตาในโลกที่เขาเฝ้ามอง