สหายวัยเยาว์ของจอมยุทธ์อันดับหนึ่งในใต้หล้า - ༺ บทที่ 117 เดิมพันกันสักหน่อยไหมขอรับ (2) ༻
- Home
- สหายวัยเยาว์ของจอมยุทธ์อันดับหนึ่งในใต้หล้า
- ༺ บทที่ 117 เดิมพันกันสักหน่อยไหมขอรับ (2) ༻
หลังจากกล่าวเรื่องที่อยากพูดกับถังโซยอลจนหมดแล้ว ข้าก็ขอตัวแยกมาหาหมอเทวดา
แม้นางจะชวนข้ากินมื้อเที่ยงด้วยกัน แต่เพราะมีเรื่องตามกำหนดการที่บิดาบอกไว้ก่อนแล้ว จึงจำต้องปฏิเสธด้วยเหตุผลด้านเวลา
จริงอยู่ว่ามีความรู้สึกอึดอัดใจอยู่บ้าง
สีหน้าเศร้าหมองของถังโซยอลหลังได้ยินคำปฏิเสธของข้า ยังติดตาอยู่ไม่คลาย ทว่าข้าก็ไม่อาจทำสิ่งใดได้มากไปกว่านั้น
ข้ามุ่งหน้าไปยังเรือนรับรองเล็กๆ หลังหนึ่งในจวน
ที่พักของหมอเทวดาอยู่ไม่ไกลจากเรือนหมอยาเท่าใดนัก ขนาดก็ไม่ได้ใหญ่โตนักเมื่อเทียบกับเรือนรับรองสำหรับแขกคนอื่นๆ
แต่เดิมเคยเตรียมเรือนใหญ่ที่สุดไว้ให้แล้ว ทว่าเจ้าตัวเพียงเห็นตัวเรือนก็ส่ายหน้าไม่เอาอย่างหัวเสีย บ่นว่าอยู่เรือนแบบนั้นนอนไม่หลับ
‘นั่นแหละนะ…’
เพราะเดินทางร่วมกันจากฮวาซานมาถึงซานซีเป็นเดือน ข้าจึงค่อยๆ เข้าใจนิสัยของหมอเทวดาได้มากขึ้นทีละน้อย
แม้จะดูเป็นตาแก่ปากจัด อารมณ์บูด และเต็มไปด้วยคำบ่น แต่ก็เป็นคนที่อ่อนโยน และไม่เคยเพิกเฉยต่อผู้เจ็บป่วยแม้แต่คนเดียว
คืนหนึ่งระหว่างเดินทาง มีคนใช้คนหนึ่งเผลอทำงานจนโดนหนามตำเข้าไปเต็มมือจนเริ่มเน่าเปื่อย
เจ้าคนใช้นั้นทำท่าไม่ใส่ใจ บอกว่าไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร แต่กลับกลายเป็นว่าหมอเทวดาเป็นฝ่ายโวยวายขึ้นมาแทน
บางทีก็หายามาให้ บางครั้งก็หาผ้าพันแผลมาเฝ้าเอาใจใส่ แค่มีแผลอยู่ก็ดูจะขัดตาไปหมด
ถึงปากจะร้ายบ่นกระปอดกระแปดไปเรื่อย แต่ก็วนเวียนมาจ้ำจี้จ้ำไชไม่หยุดจนกว่าแผลจะหายสนิท
คนที่เป็นถึงหมออันดับหนึ่งแห่งยุทธภพ กลับลงมาสนใจแผลเล็กๆ ของคนใช้ถึงเพียงนี้… คิดแล้วก็น่าอึดอัดแทนคนเจ็บยิ่งนัก
ภายหลังข้าได้ยินว่าเจ้าตัวอ้างว่าก็อุตส่าห์ขอติดรถม้ามาด้วยทั้งที จะไม่ช่วยอะไรเลยก็ใช่ที่
บางทีเพราะเหตุการณ์ลักษณะนั้นที่เกิดซ้ำๆ หลายครั้ง ท้ายที่สุดตอนใกล้จบการเดินทางกลับมีคนในคณะเริ่มรู้สึกชื่นชมหมอเทวดาในฐานะ มนุษย์ขึ้นมาจริงๆ
ถึงเจ้าตัวจะบ่นว่ารำคาญและห้ามไม่ให้ใครมาทำตัวติดหนึบอยู่ข้างๆ ก็เถอะ แต่ดูเหมือนคนส่วนมากจะชอบนิสัยแบบนั้นมากกว่าที่คิดเสียอีก
แม้นิสัยหัวดื้อของเขาจะไม่เคยจางหายไปก็ตาม
เมื่อข้ามาถึงเรือนรับรอง หมอเทวดากำลังตากสมุนไพรอยู่ด้านนอกพอดี
ดูเหมือนเขาจะรู้สึกตัวว่าข้ามา จึงเอ่ยถามขึ้น
“มีเรื่องอันใดหรือ?”
“ข้าแค่อยากแวะมาดูท่านสักหน่อยน่ะ”
“เจ้าเด็กประหลาดนี่ เจ้าไม่ยุ่งหรืออย่างไร?”
“ในจวนจะให้ข้ายุ่งเรื่องอะไรเล่า ก็แค่กินกับปลดทุกข์เท่านั้นแหละ”
“งั้นเจ้าที่ไม่ทำอะไรนอกจากกินกับปลดทุกข์ ก็มาหาข้าทำไมกัน?”
แค่บทสนทนาสั้นๆ ก็สัมผัสได้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างเราสองคนใกล้ชิดมากขึ้นแล้วจริงๆ ปกติคงไม่มีทางพูดจากันแบบนี้ได้ง่ายๆ
หมอเทวดาจ้องหน้าข้าอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะขมวดคิ้วพลางบ่นว่า
“เมื่อคืนแอบยัดอะไรเข้าท้องอีกล่ะสิ”
“…ท่านรู้ได้อย่างไร?”
“จะไม่รู้ได้ยังไงเล่า? กลิ่นพลังในตัวเจ้ามันเปลี่ยนไปขนาดนั้น”
…ปกติคนธรรมดาไม่มีทางดูออกนะ?
แค่การแยกแยะพลังของผู้อื่นก็เป็นสิ่งที่ทำได้ยากอยู่แล้วหากระดับวรยุทธ์ไม่สูงมาก แต่หมอเทวดากลับเป็นคนที่ทำได้โดยไม่ต้องพึ่งสัมผัสใดๆ ด้วยซ้ำ
แน่นอนว่าข้าไม่อาจรู้ได้ว่าเขารับรู้ถึงพลังได้ลึกเพียงใด แต่หากว่าข้าทะลวงพลังไปถึงระดับสูงกว่านี้แล้วล่ะก็ เกรงว่าคงไม่ใช่เรื่องง่ายนักสำหรับหมอเทวดาที่จะตามทัน
‘ดูเหมือนจะไม่รู้เรื่องมารพลังสินะ’
แม้เจ้าตัวจะดูออกว่าพลังของข้าเพิ่มขึ้นหลังกลืนกลีบดอกนั้นเข้าไป ทว่ากลับยังไม่สามารถสัมผัสถึงพลังมารได้แม้แต่น้อย
“…จะให้ข้าตรวจร่างกายให้สักหน่อยไหม?”
น้ำเสียงของหมอเทวดาที่ถามอย่างคนมีน้ำใจก็จริง แต่ข้าก็อดหลุดหัวเราะออกมาเบาๆ ไม่ได้
“ท่านทำเพราะอยากให้ข้ารึ หรือทำเพราะอยากให้ตัวเองกันแน่ขอรับ?”
“อะไรของเจ้า? ข้าก็ทำเพราะอยากให้เจ้าสิ จะให้ข้าทำเพื่อตัวเองหรือไง?”
“งั้นก็ช่วยลบความอยากรู้อยากเห็นจากแววตาท่านก่อนเถอะขอรับ…”
“…แฮ่ม”
ตั้งแต่รู้ว่าข้ายังไม่ตายทั้งที่มีพลังหลากชนิดอัดแน่นอยู่ในร่าง หมอเทวดาก็ชอบมองข้าอย่างกับเจอสัตว์ประหลาดหายากอะไรสักอย่าง พอมีโอกาสก็จะเข้ามาตรวจเช็กร่างกายอยู่เรื่อย
ตอนแรกข้าเองก็ไม่คิดอะไรมาก เพราะอย่างไรคนที่ตรวจให้ก็เป็นถึงหมอเทวดา ต่อให้ต้องโดนคลำไปทั่วก็ถือว่าเป็นโชคดี
แต่พอเริ่มมากเกินไปจนเหมือนพยายามจับข้าไปทดลอง ข้าก็ชักจะรู้สึกไม่ไหว ต้องห่างๆ ตัวไว้บ้าง
“ทำไมทำท่าเบี่ยงบ่ายกันเล่า ยังไงเจ้าก็มาหาข้าเพราะอยากให้ข้าตรวจให้ไม่ใช่หรือ?”
“โห ปิดท่านไม่ได้จริงๆสินะขอรับ …”
“เลิกพูดจาไร้สาระแล้วรีบมานั่งนี่”
“ขอรับ”
ข้าค่อยๆ ทรุดตัวนั่งลงข้างชานเรือนตามคำสั่งของเขา ก่อนจะยื่นแขนออกไปให้ตรวจชีพจร
หมอเทวดาแตะปลายนิ้วตามเส้นชีพจร ไล่ตามจุดลมปราณไปเรื่อยๆ การตรวจใช้เวลาไม่นานนัก
“ดูทุกครั้งก็ยังรู้สึกประหลาดใจ ร่างแบบนี้มันไม่ควรจะมีอยู่จริงแท้ๆ …”
ทุกครั้งหลังตรวจจบ หมอเทวดามักจะนิ่งไปสักพักเหมือนตกอยู่ในห้วงความคิด
สำหรับเขา คงประหลาดใจไม่น้อยที่พลังปราณของตระกูลกู่ที่ดุดันรุนแรง กับพลังปราณที่เปี่ยมด้วยความนิ่งสงบของฮวาซาน กลับสามารถมาอยู่ร่วมกันได้ในร่างเดียวโดยไม่ขัดแย้งกันเลย
‘ถ้ารู้ว่าข้ายังมีพลังมารอีกกระแสหนึ่งด้วย เขาจะว่าอย่างไรนะ…’
หากวันหนึ่งเขารู้เข้าจริงๆ ก็คงจะยิ่งตาโตด้วยความอยากรู้อยากเห็น และพยายามจะถลกหนังข้ามาศึกษาให้ได้แน่
นี่เป็นเพราะความใฝ่รู้ในฐานะหมอ… หรือว่าเพราะเหตุผลอื่นอีกกันแน่นะ
“แล้วเป็นอย่างไรบ้างขอรับ?”
“พลังที่เจ้ามีนั้นเพิ่มขึ้นมากทีเดียว ความไม่มั่นคงที่เคยเห็นครั้งแรกก็ดูจะจางไปแล้ว ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง”
“โล่งใจไปทีขอรับ ข้าก็กลัวว่าจะโดนวินิจฉัยว่าเหลืออายุอีกไม่นานเหมือนเดิมน่ะสิ”
“กินอะไรเข้าไปอีกเล่า ถึงได้กลายเป็นแบบนี้ เจ้าหมอนั่นที่ฮวาซานให้อะไรเจ้ามางั้นรึ?”
“…ก็…คล้ายๆ อย่างนั้นล่ะขอรับ”
ถึงจะไม่ได้ตรงเสียทีเดียว แต่อย่างไรสิ่งที่ได้มาก็อยู่แถวๆ ยอดเขาเยียนฮวา จึงไม่ถือว่าผิดนัก
แม้ทุกครั้งหมอเทวดาจะตรวจดูสภาพร่างกายของข้า และจับชีพจรเพื่อตรวจพลัง แต่สุดท้ายคนที่มองเห็นภาพรวมละเอียดที่สุดก็คงมีเพียงเขาคนนี้คนเดียวเท่านั้น
โชคดีที่คนที่อยู่ใกล้ตัวข้าที่สุดในตอนนี้ ก็คือหมอเทวดาอันดับหนึ่งของยุทธภพ และดูเหมือนเขาเองก็ยังสนใจสภาพร่างกายของข้าอยู่บ้าง จึงถือว่าเป็นการแลกเปลี่ยนที่ดีไม่น้อย
หลังจากจบการตรวจร่างกาย ข้าก็เอ่ยถามเขาเบาๆ
“ที่พำนักอยู่ตอนนี้ สะดวกดีหรือไม่ขอรับ?”
“จะลำบากอะไรอีกล่ะ หากเทียบกับกระท่อมเก่าๆ ที่มีแต่แมลงแล้วล่ะก็ ที่นี่ถือว่าฟ้ากับเหวเลยล่ะ”
“ถ้าอย่างนั้น เหตุใดถึงไปขอเปลี่ยนเรือนล่ะขอรับ?”
“ข้าไม่ได้ทำการงานอะไร พอคิดว่าเราสองคนต้องไปยึดบ้านหลังใหญ่ไว้มันก็ดูไม่เหมาะสมสักเท่าไรหรอก”
“แต่ได้ยินว่า ท่านแอบแวะไปช่วยพวกหมอในเรือนหมอบ่อยๆ จนตอนนี้กลายเป็นข่าวลือไปทั่วแล้วนะขอรับ”
“…เจ้าคนปากโป้งที่ไหนกันนะ…”
ข้าฝืนกลั้นหัวเราะไว้เมื่อเห็นสีหน้าของหมอเทวดาที่เริ่มบูดบึ้งขึ้นมาทันที เอาเถอะ ถึงจะดูเอาแต่ใจและบ่นเก่งเหมือนคนแก่ขี้หงุดหงิด แต่เขาคือคนที่มีจิตใจดีไม่แพ้ใคร
บางครั้งข้าเองก็อดสงสัยไม่ได้ ว่าทำไมบุรุษเช่นเขาถึงได้หันหลังให้กับวงการแพทย์
ราวกับจะตอบข้อสงสัยนั้น แว่วเสียงของตาแก่ชินขึ้นมาในหัว
[สำหรับเขาแล้ว ศักดิ์ศรีไม่สำคัญเท่ากับความเชื่อมั่นของตัวเองหรอก]
‘ฟังดูเป็นคำพูดที่ลึกซึ้งไม่น้อยเลยนะขอรับ’
[ก็นั่นน่ะสิ สำหรับคนที่เป็นทั้งหมอและจอมยุทธ์ บางทีความเชื่อในใจอาจจะเป็นสิ่งสำคัญที่สุดก็ได้]
ก็จริงอย่างที่เขาว่า แม้ความคิดนั้นอาจฟังดูสวนกระแสกับยุคสมัยไปบ้างก็ตาม
ในยุทธภพ ผู้คนเรียนรู้วิชาเพื่อชื่อเสียง ยิ่งฝึกพลังจนแข็งแกร่ง ก็ยิ่งมีชื่อเสียงตามมา
ในทางกลับกัน บางคนกลับฝึกฝนวิชาเพียงเพื่อจะได้ตามทันชื่อเสียงนั้น
“ยังไงก็แล้วแต่ ช่วยดูแลตัวเองด้วยเถิดนะขอรับ ท่านก็อายุมากแล้ว”
“หา? นี่เจ้ากำลังห่วงสุขภาพหมออยู่รึไง? คนที่ดูแลตัวเองดีที่สุดในเรือนนี้คือข้าเลยนะเจ้าหนู อย่ามาพูดจาไร้สาระ”
“แล้วที่ข้าเห็นท่านข้ามมื้ออาหารบ่อยๆ นี่ เรียกว่าดูแลดีแล้วหรือขอรับ?”
“เจ้าหนูนี่…เมื่อก่อนก็เห็นกินแต่เกี๊ยวซ้ำๆ ทุกมื้อ ข้าควรจะเอาเรื่องนั้นมาสอนสั่งเจ้าบ้างดีไหม?”
“…ไม่ดีกว่าขอรับ”
“ชิ… เอาเถอะ ไหนๆ ก็ตรวจเสร็จแล้ว เจ้าช่วยแวะไปดูไอ้เจ้าหนูนั่นสักหน่อยเถอะ”
ได้ยินดังนั้น ข้าก็ทำหน้าไม่เข้าใจ
หมอเทวดาจึงพูดพลางจัดขวดยาเข้าที่
“ตั้งแต่เจ้ากลับมาที่จวน มันก็แทบไม่ได้เจอหน้าเจ้า เห็นทีจะรู้สึกเหงาอยู่หน่อยๆ น่ะสิ”
“เขาน่ะหรือจะรู้สึกเหงา?”
ถ้าเป็นเรื่องของจูกัดฮยอก ข้าว่ามันก็แปลกไม่น้อย คนที่ข้าเริ่มมีความเข้าใจใหม่ในชาตินี้มากที่สุดก็คือเขาคนนั้น เพราะข้าคือฝ่ายที่พยายามยื่นมือเข้าไปหาอีกฝ่ายอยู่หลายครั้ง
ในชาติก่อน จูกัดฮยอกเป็นคนที่ต่างออกไปโดยสิ้นเชิง ทั้งแผลไฟไหม้ใหญ่บนใบหน้า ทั้งท่าทางที่พูดมากจนน่ารำคาญ พร้อมสีหน้าหลากหลายเต็มไปหมด
แต่ตอนนี้… จูกัดฮยอกกลับกลายเป็นคนละคน
เขาแทบไม่แสดงสีหน้าใดๆ ให้เห็นเลย ไม่ต่างจากนัมกุงบีอา และพูดไม่ได้ ต้องใช้การเขียนบนพื้นหรือทำสัญญาณมือสั้นๆ ในการสื่อสาร ซึ่งแม้แต่สิ่งนั้นก็แทบจะไม่ทำเกินความจำเป็นด้วยซ้ำ
ข้าทำตามคำของหมอเทวดา ออกเดินจากเรือนพัก มุ่งหน้าไปหาจูกัดฮยอก
การตามหาเขาไม่ใช่เรื่องยากนัก เพราะเจ้าตัวเคยบอกไว้แล้วว่า การทำอาหารคือทั้งงานอดิเรกและความฝันของตน ขอแค่เดินหาบริเวณที่เกี่ยวกับอาหาร ก็มีโอกาสพบเขาได้ไม่ยาก
และก็เป็นอย่างที่คิด ข้าพบจูกัดฮยอกกำลังหั่นผักอยู่ที่มุมหนึ่งของเรือนพัก
“ทำอะไรอยู่ตรงนี้?”
ทันทีที่ได้ยินเสียงของข้า จูกัดฮยอกก็หันขวับมาทันที เขาวางมีดลง แล้วใช้มือทำท่าทางตอบกลับมา
ข้าเห็นบ่อยจนเดาได้คร่าวๆ ว่า ท่านั้นน่าจะหมายถึง “สวัสดีขอรับ พี่ชาย”
“ก็บอกให้มาเป็นแขกแท้ๆ แต่ดูเจ้านี่สิ พอเดินเข้ามาก็เริ่มลงมือทำอะไรบางอย่างเลย”
ที่จูกัดฮยอกเคยพูดว่าตัวเองชอบทำอาหาร ดูเหมือนจะไม่ใช่แค่คำพูดเปล่า เพราะแม้แต่ระหว่างตั้งค่ายพักแรม เขายังตามติดพวกคนครัวไปช่วยทำอะไรอยู่บ่อยครั้ง
ที่สำคัญคือฝีมือยังดีไม่น้อยด้วย
เห็นข้าทัก เขาก็ขยับมือส่งสัญญาณอยู่ครู่หนึ่ง แต่ดูจะอธิบายได้ไม่สะดวก จึงคว้าไม้ยาวๆ มาหนึ่งอัน
แม้พื้นดินตรงนี้จะไม่ได้เหมาะกับการเขียนนัก แต่ถ้าตั้งใจมองก็ยังพอเดาออกว่าเขาต้องการจะสื่ออะไร
—สนุกขอรับ
“…ก็น่าจะเป็นอย่างนั้น แล้วนี่เจ้ากำลังทำอะไรอยู่ล่ะ?”
—ไม่รู้ขอรับ แต่รสชาติก็อร่อยนะขอรับ
“อาหารที่คิดขึ้นเองอีกแล้วหรือ?”
—ขอรับ
จูกัดฮยอกมักจะปรุงอาหารโดยไม่อิงสูตรอะไรเลย ใช้เพียงแค่ความคิดของตัวเอง ผลลัพธ์ก็มีทั้งดีและพังพินาศปะปนกันไป
แต่เมื่อนึกถึงอาหารที่เขาเคยทำจากปลาระหว่างเดินทาง ข้าก็อดพูดขึ้นมาไม่ได้
“ตอนที่เจ้าทอดปลาคราวนั้น รสชาติก็ดีอยู่นะ”
—หมายถึงทอด หรือว่าต้ม?
“ทอด”
—จะให้ทำให้ตอนนี้เลยมั้ยขอรับ?
“ไม่ต้องหรอก ข้าแค่จะชมว่ารสชาติดีเท่านั้น อีกเดี๋ยวข้าต้องไปทำธุระตอนเที่ยง”
—งั้นไว้ทีหลังผมทำให้นะขอรับ
“…อ่า เอาเถอะ ข้าจะมาใหม่ทีหลังแล้วกัน”
ปกติข้ามักจะปฏิเสธคำชวนทำนองนี้ แต่จูกัดฮยอกเป็นคนประเภทที่มีความสุขกับการได้ทำอะไรให้ผู้อื่น เห็นท่าทางเขาอยากทำให้จริงๆ ข้าจึงไม่ได้ปฏิเสธ
[ตอนนี้เจ้าเริ่มเชื่อใจเขาแล้วสินะ]
เสียงของตาแก่ชินดังขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย คงเป็นเพราะเขารู้ว่าข้ามีความทรงจำจากชาติที่แล้ว จึงลองหยั่งเชิงเกี่ยวกับจูกัดฮยอก
ข้าจึงตอบอย่างไม่ลังเล
‘ไม่ขอรับ’
ไม่สิ ข้าสามารถพูดได้เต็มปากเลยว่า “ยังไม่ได้เชื่อใจเขาอย่างแท้จริง”
แต่ก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า เริ่มมีบางส่วนที่เชื่อใจขึ้นมาบ้างแล้ว
อย่างน้อย ข้าก็อดคาดหวังไม่ได้ว่า หากเขาอยากใช้ชีวิตต่างไปจากเดิมจริงๆ บางที…เขาอาจจะเปลี่ยนแปลงตัวเองได้ก็เป็นได้
ข้าจึงยังไม่ลงมือกับเขา
และในใจ…ก็ยังคงหวังว่าจะไม่จำเป็นต้องลงมือในอนาคตด้วย
ข้าหันไปพูดกับจูกัดฮยอก
“ข้าว่า…ตอนหลังเจ้าเตรียมอาหารให้ข้ากับหลิงฮวากินด้วยกันหน่อยสิ”
จู่ๆ จูกัดฮยอกที่กำลังจะเขียนอะไรบางอย่างก็หยุดมือไปเฉยๆ ข้าเห็นชัดเลย—ทันทีที่ข้าพูดชื่อหลิงฮวา ร่างของเขาก็กระตุกเล็กน้อย
“เฮ้ย…เจ้าบ้า…หูแดงหมดแล้วนั่น?”
ข้ายิ้มเจ้าเล่ห์พลางแซว และเจ้าตัวก็รีบยกมือขึ้นปิดหูราวกับจะป้องกันอะไรบางอย่างไว้ สีหน้าก็ดูร้อนรน ลูกตายังกลอกไปมาไม่หยุด
‘แสดงเก่งไม่เบา…คงแกล้งทำอีกตามเคย’
จูกัดฮยอกค่อยๆ โน้มตัวลง เขียนบางอย่างลงกับพื้นด้วยท่าทีระมัดระวัง
—เมื่อไหร่เหรอขอรับ?
“…”
ข้าถึงกับนิ่งไปชั่วขณะ
…บางที ข้าอาจเข้าใจผิดก็ได้ เจ้านี่…ก็ยังคงเป็นคนอันตรายไม่เปลี่ยน
หลังจากหยอกเจ้านั่นอีกนิดหน่อย ข้าก็กลับไปกล่าวลาหมอเทวดา ก่อนจะมุ่งหน้าไปยังส่วนกลางของจวนตระกูลกู่
เพราะเป็นการสนทนาสำคัญ ก็คงจัดไว้ที่นั่นเป็นแน่
และก็เป็นอย่างที่คิด—ยิ่งเดินเข้าใกล้ ก็ยิ่งเห็นผู้คนหน้าตาไม่คุ้นตาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
น่าจะเป็นคนของตระกูลนัมกุง
พอมาถึงหน้าทางเข้า คนของตระกูลกู่ต่างพากันก้มหัวให้ข้า ก่อนจะหลีกทางให้อย่างนอบน้อม
ระหว่างทาง ข้ายังโดนศิษย์ในจวนลากไปเปลี่ยนเสื้อผ้าแบบกึ่งบังคับอีกด้วย
เดิมทีข้ากะจะใส่ชุดสบายๆ ไป แต่ดูเหมือนจะไม่เหมาะกับงานนัก
‘ยังดี…ข้าไม่ใช่คนมาช้าสุด’
ดูเหมือนทั้งท่านพ่อกับนัมกุงจินจะยังไม่มาถึง มีเพียงนัมกุงบีอาที่นั่งอยู่ด้านในเพียงลำพัง
ข้าคิดว่าแบบนี้ก็ดีเหมือนกัน จึงผลักประตูเข้าไปอย่างสบายใจ
“เจ้ามาตั้งแต่เมื่อ…”
ข้าพูดยังไม่ทันจบ ก็หยุดชะงักไปเหมือนเครื่องจักรที่พังในทันที
สิ่งที่ปรากฏตรงหน้านั้นงดงามจนแทบไม่อาจละสายตา เป็นดอกไม้สีขาวบริสุทธิ์ ที่กำลังเบ่งบานอยู่ในห้องนั้น
ดูเหมือนข้าจะไม่ใช่คนเดียวที่อึ้งตะลึง เพราะแม้แต่ตาแก่ชินยังเปรยเสียงเบาๆ ออกมาอย่างตื่นตะลึง
[…รูปร่างหน้าตาระดับนี้ ถ้าใครจะเรียกว่ายั่วยวนด้วยคาถาก็ไม่น่าจะเกินเลยนัก]
ถึงจะพูดแบบนั้น ข้าก็ยังสงสัยว่าความยั่วยวน ที่ว่ามันจะมีผลกับเพศชายได้ถึงเพียงนั้นเลยหรือ
ถึงแม้ก่อนหน้านี้นางจะดูอิดโรยเพราะพึ่งตื่นนอน แต่หากแค่ใช้ผ้าคลุมหน้าก็ยังพอรับได้ ทว่านัมกุงบีอาในตอนนี้กลับถูกแต่งองค์ทรงเครื่องอย่างสมบูรณ์แบบ และนั่นก็ทำให้พลังทำลายล้างของนางทะลุขีดจำกัดไปอีกขั้น
ข้าเคยเห็นใบหน้าของนางมาหลายครั้งจนชินชา แต่เมื่อเห็นภาพตรงหน้า ข้าก็ยังอดกลืนน้ำลายเงียบๆ ไม่ได้
ข้ายืนมองตะลึงอยู่สักพัก ก่อนที่นัมกุงบีอาจะหันมาสบตากับข้า
“มา…แล้วเหรอ?”
“…มาแล้ว”
ถึงข้าจะยังมองด้วยความตกตะลึง แต่สายตาของข้าก็เผลอเลื่อนไปที่ริมฝีปากของนาง
ตรงจุดที่โดนตบเข้าไปเมื่อวาน
ข้าอดรู้สึกเป็นห่วงไม่ได้ แต่ดูเหมือนอาการจะไม่หนักหนาอะไร ตอนนี้แผลตรงนั้นก็ดูจะหายดีแล้ว
ในขณะที่ข้ากำลังพิจารณาใบหน้าของนางอยู่นั้น นัมกุงบีอาก็พูดขึ้นมาอย่างเรียบเฉย…
“ซอลอาตามหาท่านอยู่นะ”
“อา…จริงสิ ข้าลืมบอกก่อนออกมาเลย”
ตอนที่ข้าออกจากตำหนักช่วงกลางวัน ข้าดันลืมฝากคนบอกไว้ ไม่แปลกที่วีซอลอาจะออกตามหา เพราะหลังจากออกจากตำหนัก ข้าก็ไปหาถังโซยอล ไปหาหมอเทวดา แล้วก็มาที่นี่
‘เดี๋ยวต้องแวะไปหานางหน่อยแล้วสิ’
ข้าคิดเช่นนั้นพลางนั่งลงตรงข้ามนัมกุงบีอา…แต่ก็ไม่กล้ามองหน้านางตรงๆ เอาแต่ก้มหน้าจ้องถ้วยชาที่วางอยู่ตรงหน้าอย่างเขินๆ
‘บ้าชะมัด’
นี่ข้ากำลังทำอะไรอยู่เนี่ย? แค่เพราะนางสวยถึงขนาดมองหน้าไม่ได้เนี่ยนะ? ถึงจะด่าตัวเองในใจ แต่ก็ยังยกหน้าขึ้นไม่ได้อยู่ดี
ดูเหมือนนัมกุงบีอาจะสังเกตได้ จึงถามขึ้นเบาๆ
“…ข้าแปลกหรือ?”
“หือ?”
“…ข้า…ดูแปลกงั้นหรือ?”
น้ำเสียงนั้นแฝงไปด้วยความน้อยใจ ข้าจึงเงยหน้าขึ้นอย่างระมัดระวัง และสบตากับนัมกุงบีอา แววตานางดูไม่มั่นคงนัก เหมือนกำลังหวั่นไหวเพราะเรื่องเล็กๆ แค่ว่าข้าไม่ยอมสบตาด้วย
ข้าไม่เข้าใจนักว่าทำไมถึงต้องเป็นแบบนั้น แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า…แค่เรื่องเล็กน้อยเช่นนี้กลับทำให้รู้สึกวูบวาบอยู่ข้างในอย่างประหลาด
“…ไม่แปลกหรอก”
“แล้ว?”
แววตานางฉายชัดถึงความคาดหวังเล็กๆ ขึ้นมาทันที ข้าไม่ต้องถามก็พอรู้ว่านางต้องการได้ยินอะไร
เดิมทีก็เหมือนจะไม่รู้ตัวว่าตนเองดูดีเพียงใด แต่พักหลังมานี้…ดูเหมือนนางจะเริ่มตระหนักถึงเสน่ห์ของตัวเองขึ้นมาบ้างแล้ว
ว่าไปก็…หน้าตาแบบนั้น ถ้ายังไม่รู้ตัวอีกก็คงจะน่าแปลกยิ่งกว่า
สุดท้าย ข้าก็ถอนหายใจหนึ่งเฮือก แล้วยอมแพ้ต่อสายตาอันแน่วแน่นั้น
“…สวยดี ดูดีมาก”
ทันใดนั้น ตาแก่ชินก็อดแขวะขึ้นมาไม่ได้
[จำเป็นต้องต่อท้ายประโยคให้มันกระจอกแบบนั้นด้วยหรือ?]
‘…นั่นสิขอรับ ข้าก็ว่า’
[ว่ากันว่าเจ้าใช้พลังโจมตีตอนต่อสู้ได้โหดร้ายราวไฟบรรลัยกัลป์ แล้วนี่อะไร? ตอนชมสาวกลับละมุนละม่อมราวลูกแมว!?]
‘…อย่าซ้ำเติมสิ ข้าก็เจ็บเป็นนะ’
หลังจากพูดจบ ข้าก็เหลือบมองนัมกุงบีอาแบบอายๆ เพราะแม้แต่ตัวข้าเองก็ยังรู้สึกว่าประโยคเมื่อครู่มันช่างน่าอับอายเหลือเกิน
แต่…ข้าเดาผิดอีกแล้ว
นัมกุงบีอากลับยิ้มออกมา…ยิ้มอย่างมีความสุข
“ข้าแค่อยากได้ยินแค่นั้นเอง”
นางพูดเช่นนั้นพลางยิ้มสดใสอย่างเป็นธรรมชาติ
ตอนนี้…รอยยิ้มของนางไม่ดูฝืนฝืนเหมือนเมื่อก่อนอีกแล้ว
และก็ช่างน่าขันนัก
ความรู้สึกห่วยแตกทั้งหลายที่เคยตกตะกอนอยู่ในความทรงจำของข้า…ตอนนี้กลับถูกลบเลือนไปทีละน้อย ด้วยการกระทำเรียบง่ายเช่นนี้เอง
แน่นอนว่าความรู้สึกพวกนั้น…ยังลบเลือนไปไม่หมด
อดีตของเจ้า—ข้าย่อมไม่อาจลืมได้ทั้งหมด
…
แล้วก็เผลอคิดขึ้นมาอย่างไร้เหตุผล คำพูดที่ข้าเคยพูดกับเจ้าในอดีต
—”เจ้าช่างคล้ายดวงจันทร์นัก”
ตอนนั้นข้าไม่ได้ใส่ความหมายอะไรลึกซึ้งลงไปเลย
แค่ในตอนนั้น ผิวพรรณของราชินีกระบี่ขาวสะอาดนัก และแสงจันทร์ก็ส่องกระทบเส้นผมสีเงินของนางยามค่ำคืน
ข้าจึงพูดออกไปแค่นั้นเอง มันเป็นเพียงความรู้สึกชั่วขณะ
ข้ายังจำได้…ว่านางยืนนิ่งอยู่พักใหญ่หลังจากได้ยินคำนั้น
นางกำลังคิดอะไรอยู่นะ?
ข้าอยากถาม…ในตอนนี้ ข้าอยากรู้เหลือเกินว่า ณ เวลานั้นนางคิดอะไรอยู่
มีคำถามมากมายที่อยากเอ่ยปากถาม แต่ตอนนี้…ข้ากลับไม่มีโอกาสจะถามอะไรได้อีกแล้ว
ข้าเคยตั้งใจไว้ว่า ชาตินี้จะไม่ข้องเกี่ยวกับนางอีก แต่ไม่รู้เพราะเหตุใดเรื่องราวกลับพันกันยุ่งเหยิงยิ่งกว่าเดิม
“ทั้งหมดนี่มันก็เพราะเจ้านั่นแหละ”
“หืม…?”
ข้ากล่าวโทษอย่างหน้าตาย เล่นไม่ยุติธรรมเสียจนอีกฝ่ายทำหน้าเหรอหราไม่เข้าใจอะไรสักอย่าง
เห็นสีหน้าทึ่มๆ แบบนั้นแล้ว ข้าก็เผลอหลุดหัวเราะออกมาเบาๆ
เรานั่งคุยกันอยู่อย่างนั้นครู่หนึ่ง ไม่นานนักก็มีศิษย์ของตระกูลเข้ามาแจ้งว่าท่านพ่อกับนัมกุงจินมาถึงแล้ว
ข้าจึงปรับท่านั่งให้เรียบร้อย
ถึงจะไม่อยากยอมรับนัก แต่มันก็เป็นงานที่สำคัญอยู่เหมือนกัน
‘…ทั้งที่ตั้งใจว่าจะหนีแท้ๆ ’
พอมาถึงตอนนี้ ข้ากลับไม่รู้สึกต่อต้านเท่าเดิมอีกต่อไปแล้ว
บางที…ข้าอาจจะยอมรับมันไปกว่าครึ่งแล้วก็ได้
[ก็แค่เห็นว่าสวยดีเลยยอมรับน่ะสิ ยังจะพูดให้มันดูเท่อีก]
‘…’
ข้าทำได้แค่เงียบอย่างจนคำจะเอ่ยปฏิเสธ
และในที่สุด การเจรจาระหว่างตระกูลนัมกุงกับตระกูลกู่ก็เริ่มต้นขึ้น
และข้า…ก็ได้ตระหนักถึงสิ่งหนึ่งตั้งแต่ช่วงแรกของการสนทนา
สิ่งที่ข้าเคยเดาไว้ก่อนหน้านี้
แม้ตอนถาม ท่านพ่อจะไม่พูดอะไรออกมาเลยสักคำ…
แต่ตอนนี้ ข้ากลับแน่ใจได้แล้ว
ท่านพ่อกับนัมกุงจิน ทั้งสองคนนั้น…ไม่ถูกกันอย่างรุนแรงชนิดที่เรียกว่า“ส่อเค้าจะมีเลือดตกยางออก”ก็คงไม่เกินจริงเลยแม้แต่น้อย.