สหายวัยเยาว์ของจอมยุทธ์อันดับหนึ่งในใต้หล้า - ༺ บทที่ 118 เดิมพันกันสักหน่อยไหมขอรับ (3) ༻
- Home
- สหายวัยเยาว์ของจอมยุทธ์อันดับหนึ่งในใต้หล้า
- ༺ บทที่ 118 เดิมพันกันสักหน่อยไหมขอรับ (3) ༻
พอการเจรจาเริ่มต้นขึ้นได้ไม่นาน ข้ากับนัมกุงบีอาก็ต้องนั่งกินข้าวคลุกความอึดอัดไปตามระเบียบ
โดยปกติ…การเจรจาแบบนี้ควรจะเปิดด้วยบรรยากาศที่ให้เกียรติ และพูดคุยกันอย่างกลมเกลียว
แต่ตอนนี้มันไม่ต่างอะไรกับสนามรบดีๆ นี่เอง บรรยากาศตึงเครียดเสียจนแทบจะมีเสียงลมพัดวูบ!
“ท่านอยู่สบายดีหรือไม่”
“ข้ารึ? ก็…อยู่ได้ตามมีตามเกิดนั่นล่ะ”
บทสนทนาเริ่มด้วยคำถามง่ายๆ ทั่วไป ฟังดูไม่มีพิษภัย
จนกระทั่ง…
“นับว่าโชคดีนัก ข้ามองสีหน้าท่านแล้ว ยังนึกว่าอาจมีปัญหาอะไรบางอย่างเสียอีก…ที่แท้ข้าคงคิดไปเองกระมัง”
ข้าได้แต่นั่งกลืนน้ำลาย
ฟังเผินๆ มันก็ไม่เห็นมีอะไรใช่ไหม?
แต่สีหน้าและน้ำเสียงของท่านพ่อ ไม่สิ…ผู้นำตระกูลกู่นั้น ไม่ได้สื่อถึงความห่วงใยเลยแม้แต่น้อย
เรียกให้ตรงก็คือ…เล่นเหน็บอย่างโจ่งแจ้งนั่นแหละ
และแน่นอนว่านัมกุงจินเองก็ไม่ใช่คนที่จะยอมให้ใครแขวะอยู่ฝ่ายเดียว
“หึ ข้าเองก็เพิ่งนึกได้ว่าท่านกู่ซอลอึนก็ดูอิดโรยไม่น้อย ตอนแรกนึกว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น แต่พอทบทวนอีกที…ก็เป็นแค่นิสัยเดิมของท่านเท่านั้นเอง สบายใจแล้วล่ะ”
หนามเสียบกันไปเสียบกันมาไม่มีใครยั้งมือเลยสักคน
แม้จะอยู่ในสถานการณ์ที่ควรจะประนีประนอมกันมากที่สุด ทั้งคู่กลับแทบไม่คิดจะซ่อนมีดที่ซุกไว้ใต้ลิ้น
โดยเฉพาะท่านพ่อ…ข้าไม่เคยเห็นท่านเปิดฉากตอกกลับใครแบบนี้มาก่อน
ท่านเคยเป็นคนสุขุม สุภาพ เยือกเย็นกับทุกคนแท้ ๆ
แต่นัมกุงจินยังไม่ยอมจบ ดูเหมือนเจ้าหมอนี่จะเจตนาขุดอีกสักแผลอยู่แล้ว
“ถ้าหากไม่ใช่นิสัยเดิมของท่าน แล้วหรือว่ามีปัญหาภายในบ้าน? ลูกชายลูกสาวมีเรื่องปวดหัวให้กังวลหรือเปล่า?”
‘…หมอนี่!’
ไอ้หมอนี่มันเล่นเอาข้ามาโยงแบบหน้าตาเฉยเลยนะ!
พูดเหมือนกับว่าท่านพ่อมีสีหน้าเครียดเพราะข้าเป็นตัวสร้างปัญหา
ก็จริงอยู่ที่ในตระกูลกู่ คนที่ก่อเรื่องเป็นว่าเล่นมีอยู่ไม่กี่คน และแน่นอน…ข้าเป็นหนึ่งในนั้น
ส่วนพี่หญิงใหญ่กู่ฮุยบีน่ะ ถึงจะมีนิสัยบ้าบอแค่ไหน แต่เพราะมีฝีมือและพรสวรรค์รองรับอยู่ จึงถูกมองว่าเป็นอัจฉริยะที่ควรค่าแก่การยกย่อง
แต่ข้า…ไม่เหมือนกัน
ทั้งชื่อเสียงและระดับพลัง ข้ายังไม่ได้เปิดเผยต่อสาธารณะอย่างจริงจัง
ทั้งหมดนี่ ข้าตั้งใจปิดไว้เองก็จริง แต่การโดนนำมาเป็นเครื่องมือแขวะกันแบบนี้ มันก็อดรู้สึกเคืองไม่ได้อยู่ดี
ท่านพ่อเพียงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย แล้วจิบชาเงียบๆ หนึ่งคำ
เพราะคอแห้งงั้นหรือ?
‘…ไม่น่าใช่’
ริมฝีปากของท่านพ่อที่กำลังจิบชาอยู่แม้จะถูกถ้วยบังไว้จากมุมมองด้านหน้าแต่ข้านั่งอยู่ในตำแหน่งที่มองเห็นได้พอดี
ริมฝีปากนั้น…ยกขึ้นเล็กน้อย
ไม่ใช่รอยยิ้มของผู้พ่ายแพ้อย่างแน่นอน
เมื่อกลืนชาจนหมด ท่านพ่อจึงกล่าวขึ้นเสียงเรียบ
“ถ้าจะนับว่าเป็นปัญหา ก็อาจจะใช่ก็ได้”
นัมกุงจินทำท่าจะยิ้มบางๆ ตอบกลับ แต่ประโยคถัดไปของท่านพ่อกลับทำให้สีหน้าของเขาเปลี่ยนไปทันควัน
“บุตรชายข้าเป็นเด็กที่ยังเยาว์นัก อีกทั้งไม่รู้จักความยับยั้ง จึงได้ล่วงเกินคุณชายมังกรอัสนีไปอย่างไม่เหมาะสม…ข้าขอเอ่ยคำขอโทษแทนบุตรข้าด้วยเถิด”
‘โห…’
ข้าหลุดเสียงอุทานในใจท่านพ่อนี่แสบไม่เบาเลยนี่
แปลความให้ชัดก็คือ บุตรข้าอายุน้อยกว่าเจ้าตั้งเยอะ แต่ยังซัดลูกเจ้าไม่ไว้หน้าได้เลย เจ้ายังจะมีหน้าอวดอะไรอีก?
ยังไม่พอ
“ได้ยินว่าคุณชายมังกรอัสนีนั้นเฉลียวฉลาดนัก ยิ่งถอดแบบมาจากท่านนัมกุงก็ดูน่าชื่นชม…หวังว่าเหตุการณ์นี้จะไม่ทำให้เขาบาดเจ็บทางใจจนเกินไป”
เอาอีกแล้ว…
นี่มันชัดเลยว่าลูกเจ้าก็อวดเก่งเกินไปจนโดนซัดกลับเองนั่นแหละ เจ็บไม่พอก็โทษใครไม่ได้
แกร็ก!
เสียงแตกของโต๊ะไม้ที่นัมกุงจินวางมืออยู่ดังขึ้นเบาๆ แต่ชัดเจน
แน่นอนว่า…เรื่องค่าเสียหายคงต้องเป็นหน้าที่ของบ่าวไพร่ในบ้านไปตามระเบียบ
“เฮ่ออ…ท่านกู่ยังคงเป็นเช่นเดิมจริง ๆ”
“ขอบคุณสำหรับคำชมนั้น ข้าก็รู้สึกสบายใจเช่นกันที่เห็นว่าท่านนัมกุงก็หาได้เปลี่ยนแปลงไปเลย”
…
ดูเหมือนจะไม่มีเปลวเพลิงออกจากปาก แต่แรงปะทะในอากาศระหว่างสองคนนี้ก็ราวกับมีอัสนีแลบแปลบปลาบอยู่กลางวง
[ทีข้ายังสงสัยอยู่ว่าคำพูดไม่รู้จักยั้งของเจ้าไปได้จากไหน ที่แท้ก็ได้สายเลือดมาเต็มๆ นี่เอง]
‘…’
ข้าเถียงอะไรไม่ออกเลยจริง ๆ
ทั้งที่ชีวิตนี้ไม่ได้โตมาอย่างอบอุ่น หรือได้รับการอบรมอะไรจากท่านพ่อสักเท่าไรด้วยซ้ำ
แม้หน้าตาจะถูกทักว่าเหมือนท่านพ่ออยู่บ้าง แต่ถ้าพูดถึงนิสัย ข้าไม่เคยได้ยินใครชมว่าข้าเหมือนท่านพ่อเลย
ตรงกันข้ามเสียมากกว่า…
ที่ได้ยินบ่อยที่สุดก็แค่ “เจ้าควรจะได้สักครึ่งของบิดาเจ้า” เท่านั้น
และนั่นก็เป็นหนึ่งในต้นตอที่ทำให้ข้าบิดเบี้ยวไปในชาติก่อน
‘แต่ถึงอย่างนั้น มันก็เป็นแค่ข้ออ้างเท่านั้นเอง’
ท้ายที่สุด ทุกสิ่งที่เกิดขึ้น…ข้าเป็นคนเลือกเองทั้งสิ้น
และแน่นอน…ความรับผิดชอบก็เป็นของข้าโดยตรงเช่นกัน
ข้าไม่เคยคิดจะโยนความผิดให้ใคร ไม่ว่าจะเป็นอดีตหรือปัจจุบัน
แต่ในเวลานี้ดูท่าทั้งท่านพ่อและนัมกุงจิน จะไม่มีใครยอมถอยกันเลยสักคน
การชิงไหวชิงพริบที่ไม่มีใครร้องขอ จึงยังคงดำเนินต่อไปอย่างดุเดือดกลางวงชาแห่งนี้.
บรรยากาศที่ตึงเครียดเริ่มร้อนแรงขึ้นเรื่อยๆ ข้าจึงตัดสินใจแทรกขึ้นเบา ๆเพราะหากปล่อยไว้แบบนี้ เห็นทีคงไม่มีวันจบเป็นแน่
“เอ่อ…ท่านทั้งสองไม่คิดจะเริ่มพูดเรื่องหมั้นกันสักทีหรือขอรับ?”
ทันทีที่สิ้นคำพูดของข้า บรรยากาศระหว่างสองผู้นำก็ตกอยู่ในความเงียบอยู่ชั่วขณะ
ก่อนที่นัมกุงจินจะเป็นฝ่ายกระแอมเบาๆ แล้วเปลี่ยนเรื่องพูดอย่างแนบเนียน
“…แล้วท่านเห็นว่าเหมาะจะจัดพิธีเมื่อใดเล่าขอรับ?”
“ท่านมีช่วงเวลาที่อยากจัดเป็นพิเศษหรือไม่ขอรับ?”
ราวกับว่าการต่อปากต่อคำเมื่อครู่เป็นเพียงละครฉากหนึ่ง ทั้งสองเริ่มพูดคุยกันอย่างสงบด้วยน้ำเสียงราบเรียบและสุภาพจนน่าประหลาดใจ
‘เขาเรียกว่าแยกแยะเรื่องส่วนตัวกับเรื่องงานอย่างนั้นหรือ?’
[ว่าแต่เจ้าว่าพวกเขาแยกแยะได้จริงๆ น่ะหรือ? ข้าว่ามันเลยเถิดไปนานแล้วนะ…]
‘…ก็จริงของท่าน’
แต่ก็ดูเหมือนว่าตอนนี้จะเข้าสู่หัวข้อหลักกันเสียที
อย่างน้อยในฐานะผู้นำตระกูล คงไม่ทำอะไรน่าอายไปมากกว่านี้แล้วกระมัง
“เรื่องพิธีหมั้น…จะจัดเมื่อใดก็ได้ตามสะดวก ส่วนพิธีแต่งงาน หากไม่ล่าช้าเกินไปก็ถือว่าไม่เป็นปัญหา”
คำพูดเกี่ยวกับพิธีแต่งงานที่โพล่งออกมานั้น ทำเอาข้าเกือบสะดุด
แม้นัมกุงบีอาจะถือว่าเข้าสู่วัยแต่งงานแล้วในฐานะสตรีจากตระกูลสูงศักดิ์ แต่ในแง่ของจอมยุทธ์แล้วอายุของนางยังถือว่าอยู่ในช่วงกลางๆ เท่านั้น
โดยเฉพาะกับยอดฝีมือในระดับของนัมกุงบีอา ที่มีความสามารถโดดเด่นเกินหญิงใด ร่างกายของนางย่อมไม่ร่วงโรยง่ายดาย และไม่จำเป็นต้องเร่งจัดพิธีอะไรทั้งสิ้น
‘เขาย่อมรู้ดีอยู่แล้ว’
นัมกุงจินย่อมต้องรู้ถึงพรสวรรค์ของบุตรีตนเองดี
แต่กระนั้น…น้ำเสียงของเขากลับเร่งเร้าราวกับมีเหตุผลบางอย่างที่ทำให้ต้องรีบเร่งจัดพิธี
‘หรือว่ามีปัญหาภายในตระกูลนัมกุง?’
ในตอนนั้นเอง ท่านพ่อหันมามองข้าแล้วเอ่ยถามผ่านกระแสจิต
– เจ้าต้องการหรือไม่
ข้าแทบหลุดอาการตกใจ แต่ก็ฝืนเก็บสีหน้าไว้ได้ทัน
ส่งกระแสจิตมาโดยไม่เตือนกันก่อนเลยเรอะ…แล้วทำไมท่านถึงมั่นใจนักว่าข้าจะตอบกลับได้เล่า?
แม้จะลังเลอยู่เล็กน้อย แต่เมื่อคิดว่าคงไม่สามารถปิดบังได้อยู่ดี ข้าจึงตอบกลับไปเช่นกัน
– ข้าว่ายังเร็วเกินไปขอรับ
– อย่างนั้นรึ
ที่ทำให้รู้สึกแปลกใจกว่าการส่งกระแสจิต…คือการที่ท่านพ่อถามความเห็นของข้าอย่างจริงจังต่างหาก
เรื่องเช่นนี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และถึงจะเป็นเช่นนั้น ข้าก็ยังแปลกใจอยู่ดีที่ตนเองสามารถตอบกลับไปอย่างแน่วแน่ได้
“จะให้ดีหากเป็นไปได้ ข้าคิดว่าควรจัดพิธีแต่งงานหลังจากเด็กคนนี้ได้รับตำแหน่งว่าที่หัวหน้าตระกูลอย่างเป็นทางการ”
“…พูดเช่นนี้แปลว่าจะมอบตำแหน่งนั้นให้แน่นอนแล้วอย่างนั้นหรือ?”
“ใช่แล้ว”
ท่านพ่อตอบกลับคำถามของนัมกุงจินอย่างไม่ลังเลแม้แต่น้อย
ซึ่งนั่นยิ่งน่าประหลาดใจเข้าไปใหญ่ เพราะตำแหน่งว่าที่หัวหน้าตระกูลนั้นก็คือผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งให้สืบทอดตำแหน่งผู้นำในอนาคตอย่างแน่นอนแล้วนั่นเอง.
คำพูดที่เพิ่งกล่าวออกไปนั้น ปกติแล้วไม่ควรเอ่ยขึ้นมาลอยๆ หากข้ายังไม่ได้รับตำแหน่งอย่างเป็นทางการ แต่ท่านพ่อกลับกล่าวออกมาอย่างไม่ใส่ใจนัก
หากจะมีอะไรที่เป็นความแตกต่างระหว่างตระกูลกู่กับสามตระกูลใหญ่ที่เหลืออยู่ละก็…คงเป็นท่าทีเช่นนี้กระมัง
“แล้วมันจะเป็นเมื่อใดกันแน่ล่ะ?”
“อย่างน้อยก็คงต้องหลังจากที่เขาบรรลุนิติภาวะกระมังขอรับ”
“แบบนั้น…ก็หมายความว่าอีกนานสินะ!”
นัมกุงจินทำท่าเหมือนจะค้านอะไรออกมา แต่สุดท้ายกลับเงียบปากลง คงรู้ดีว่าการเร่งรัดไปก็ไม่ได้ประโยชน์อะไรนัก
แม้จะมีเหตุผลของตนเอง แต่เขาก็ไม่ถึงกับฝืนดันทุรัง บางทีอาจเป็นเพราะตระกูลนัมกุงเองก็พอจะจับทางได้ว่าตำแหน่งที่ข้าจะได้รับนั้นคืออะไร
นัมกุงจินถอนหายใจลึก ก่อนจะเอ่ยขึ้น
“เฮ้อ…เข้าใจแล้ว เช่นนั้นจะจัดพิธีหมั้นเมื่อใดดีเล่า?”
“ในเมื่อท่านไม่ได้ระบุช่วงเวลา ข้าคิดว่าช่วงฤดูใบไม้ผลิปีหน้าก็น่าจะเหมาะดีขอรับ”
“รับทราบ เดี๋ยวข้าจะหารือกับฝ่ายผู้อาวุโส แล้วจัดส่งหนังสือยืนยันไปอีกครั้ง”
“…ขอให้ทุกอย่างราบรื่นเถิด”
ตอนที่ทั้งสองเปิดศึกสงครามวาจากันนั้น ไม่มีใครยอมใครแม้แต่น้อย แต่พอเป็นเรื่องธุระจริงจังกลับตกลงกันได้รวดเร็วเสียจนข้าอดรู้สึกตะหงิดไม่ได้
อาหารถูกยกมาเสิร์ฟแล้ว ทั้งเหล้าสำหรับผู้นำตระกูลก็เช่นกัน
แต่มีเพียงนัมกุงบีอาที่ลงมือทาน ส่วนข้านั้นไม่ใช่เพราะกลัวหรืออะไร เพียงแต่บรรยากาศไม่เหมาะจะกินสักเท่าไร
ท่านพ่อเองก็แค่จิบชาไปเงียบๆ ไม่แตะต้องสิ่งอื่น
ส่วนนัมกุงจินนั้นถึงกับพูดเองเลยว่า “ข้าไม่ได้มีรสนิยมร่วมโต๊ะกับผู้คนที่ไม่ถูกชะตา” แล้วก็ไม่แตะอาหารใดอีกเลย
สรุปแล้วก็มีเพียงนัมกุงบีอาคนเดียวที่ตักอาหารกินไปเงียบๆ อย่างตั้งใจ
‘…เจ้ายังมีอารมณ์กินข้าวในสถานการณ์แบบนี้ได้ด้วยเรอะ’
หรือเพราะนิสัยที่ไม่ค่อยใส่ใจคนรอบข้างของนางกันนะ
แม้จะดูสงบกว่าปกติสักสิบเท่า แต่ในสถานการณ์เช่นนี้ ยังสามารถนั่งทานอาหารได้อย่างสงบใจ…ก็นับว่าน่าทึ่ง
‘คงเพราะคุ้นกับการไปไหนมาไหนกับวีซอลอากระมัง?’
นึกไปนึกมาก็อาจเป็นไปได้
“ถ้าเช่นนั้นในเมื่อเรื่องทุกอย่างเรียบร้อย ข้าจะพาบุตรีกลับแล้ว”
สิ้นคำนั้น ตะเกียบในมือของนัมกุงบีอาก็ชะงักกลางอากาศ
ดูเหมือนนัมกุงจินจะสังเกตเห็นจังหวะนั้นพอดี จึงหันไปจ้องนางด้วยสายตาเย็นชา
“ข้าไม่มีความคิดจะปล่อยให้เจ้าทำตามอำเภอใจอีกต่อไปแล้ว แต่เดิมควรลงโทษเจ้าอย่างหนักด้วยซ้ำ เพียงเพราะสถานการณ์ยังไม่เหมาะสม ข้าจึงยอมอะลุ่มอล่วยให้ นี่เจ้าเองก็คงรู้ตัวดีอยู่แล้วใช่หรือไม่?”
“…เจ้าค่ะ”
นัมกุงบีอาที่กำลังกินอาหารอย่างตั้งอกตั้งใจ กลับหยุดเคี้ยวไปเสียเฉย ๆดูท่าว่าความอยากอาหารของนางจะหายวับไปพร้อมคำพูดของบิดา
ก็แน่นอนเพราะการเดินทางมาที่นี่กับข้า มองอย่างไรเสียก็ไม่ต่างจาก ‘การแอบหนีออกจากตระกูลโดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้เป็นกุมนโยบาย’
ผลลัพธ์เช่นนี้จึงถือว่าสมเหตุสมผลแล้ว แต่พอเห็นสีหน้าหม่นหมองของนาง ข้าก็อดรู้สึกหวิวในใจไม่ได้เช่นกัน
[หดหู่เหรอ? ข้าดูยังไงก็เหมือนเดิมนี่นา จะหดหู่อะไรได้อีก?]
เสียงของตาแก่ชินดูไม่เข้าใจนัก แต่ข้ากลับรู้สึกได้ชัดเจนว่าสีหน้าของนัมกุงบีอาเปลี่ยนไป
ไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงชัดเจนแบบคนทั่วไปมองเห็น แต่หางตา ริมฝีปาก หรือมุมเล็กๆ น้อยๆ ของสีหน้าเหล่านั้นมันแปรเปลี่ยนไปอย่างที่เคยไม่เป็น
นึกถึงตอนก่อนหน้านี้ ที่นางพูดว่าอยากจะไปงานสมัชชามังกรหงส์กับข้าด้วย…แต่มาถึงตอนนี้ กลับไม่มีทางเลือกใดให้ทำได้อีกแล้วหรือ?
ในขณะที่ข้ากำลังจ้องมองนัมกุงบีอาอยู่นั้น เสียงของตาแก่ชินก็ดังขึ้นอีก
[เจ้าคิดจะทำอะไรล่ะ?]
‘อะไรนะ?’
ข้าทำเป็นไม่เข้าใจ แต่ตาแก่ชินแค่นหัวเราะในลำคออย่างรู้ทัน
[อย่ามาแกล้งไม่รู้เรื่องกับข้าเลย เจ้าคิดอะไรไว้ในหัวแล้วใช่หรือไม่? ข้าดูออกแต่ไกลแล้ว]
ก็จริง
ข้านึกอะไรขึ้นมาได้บ้างแล้วจริง ๆ
ถึงจะไม่ใช่แผนการยิ่งใหญ่ที่วางไว้ล่วงหน้า แต่หากดูจากเหตุการณ์ที่ผ่านมา ก็พอจะรู้ได้ว่า…ข้าพอจะก่อเรื่องเล็กๆ ได้ โดยไม่ถูกท่านพ่อเล่นงาน
[แล้วเรื่องที่เจ้าคิดจะก่อ มันเรื่องอะไรล่ะ?]
‘ก็ไม่ใช่อะไรใหญ่โตหรอก’
แค่…ลองทำในสิ่งที่ข้าถนัดที่สุดเท่านั้นเอง
‘…ไปหาเรื่องนิดหน่อยน่ะ’
ด้วยเหตุนี้ การสนทนาในวันนี้จึงถือว่าจบลงแล้ว
ส่วนเรื่องตารางเวลา ก็ไม่มีอะไรซับซ้อน
พิธีหมั้นจะจัดขึ้นในช่วงฤดูใบไม้ผลิ ส่วนพิธีสมรสนั้น…ค่อยว่ากันทีหลัง
เหตุที่ยังไม่กำหนดวันแน่นอนก็เพราะฝั่งนัมกุงยังต้องหารือกับผู้อาวุโสของตระกูลเพิ่มเติมเสียก่อน
จากตรงนี้ ข้าก็สามารถสรุปได้อย่างหนึ่ง
‘ดูเหมือนอำนาจของหัวหน้าตระกูลนัมกุง…จะไม่แข็งแกร่งอย่างที่คิดแฮะ’
อำนาจของนัมกุงจินในตระกูลนัมกุงนั้นไม่ได้กว้างขวางนัก
นึกถึงฉายา “จักรพรรดิแห่งกระบี่ท้องนภา” ขึ้นมาแล้วก็รู้สึกว่าน่าเสียดายอยู่ไม่น้อย
โดยเฉพาะเรื่องของนัมกุงบีอา ทั้งเรื่องหมั้นหมายและเรื่องอื่นๆ ดูเหมือนเขาจะไม่ได้ตัดสินใจอะไรง่ายๆ ได้ด้วยตัวเองเลย
‘…หรือจะเป็นเพราะปราชญ์สวรรค์กันแน่’
หนึ่งในสามจอมปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งยุทธภพ และเป็นผู้ถือสกุลนัมกุงที่แข็งแกร่งที่สุดในยุคนี้
ชายชราผู้เคยพ่ายแพ้ต่อมารสวรรค์จนไม่อาจปกป้องตระกูลของตนไว้ได้ในภายหลัง…
แต่ช่างเถอะ ยังไม่ถึงเวลาคิดไกลขนาดนั้น
หลังจากรับประทานอาหารกันเสร็จเรียบร้อยแล้ว นัมกุงบีอาก็ลุกขึ้นเพื่อเตรียมตัวกลับไปพร้อมบิดา
แต่ก่อนจะก้าวตามไปนั้น สายตาของนางกลับหันมาที่ข้า ดวงตาคู่นั้นเต็มไปด้วยความเสียดาย
…หรือบางทีอาจจะเป็นความรู้สึกผิด?
หากรู้สึกผิด นางจะรู้สึกผิดเรื่องอะไร?
ที่ไม่อาจร่วมทางไปด้วยกันอย่างที่เคยตั้งใจไว้?
หรือเพราะนางจำต้องทิ้งข้าไว้เบื้องหลัง…แล้วเดินจากไปอีกครั้ง?
แต่จะว่าทิ้งข้าไว้แล้วจากไปก็ไม่ใช่เสียทีเดียว… ระยะเวลาที่ข้ากับนัมกุงบีอาใช้ร่วมกันในตอนนี้ ยังไม่ได้ยาวนานมากนัก
ความรู้สึกของนาง…อาจจะเป็นแค่ความเสียดายที่ยังไม่ทันได้ทำอะไรให้มากพอ
ข้าไม่อาจรู้ได้ว่านั่นเป็นเพราะความรู้สึกผูกพันต่อข้าหรือเพราะอิสรภาพที่เพิ่งไขว่คว้ามาได้จึงอยากถนอมเอาไว้ให้มากกว่านี้
แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ…สายตาคู่นั้นนัมกุงบีอากำลังส่งมันมาให้ข้า
ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม นั่นก็มากพอแล้ว
ขออภัยด้วยก็แล้วกัน เพราะข้า…ไม่มีความตั้งใจจะปล่อยนางกลับไปง่ายๆ อีกแล้ว
ตาแก่ชินที่แอบยิ้มอย่างรู้ทันพลางเอ่ยถามขึ้นว่า
[ก่อนหน้านี้ใครกันนะ…ที่คิดจะผลักนางออกไป?]
‘นั่นสิขอรับ’
ไม่น่าเชื่อว่าเรื่องจะกลายเป็นแบบนี้
ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึก…จิตใจของคนเรานี่มันช่างแปรปรวน
ครั้งหนึ่ง ข้าเคยไม่อยากไขว่คว้าไว้เพราะกลัวจะสูญเสีย แต่พอมีอยู่ในมือแล้ว…ข้ากลับไม่อยากปล่อยให้หลุดลอยไปอีก
โอหังเจ้าเล่ห์ใจแคบ…ก็ใช่ทั้งนั้น
‘แต่ข้าก็รู้ตัวน่ะขอรับ’
พอถึงเวลาที่บิดาข้าลุกขึ้นจากที่นั่ง ข้าก็ยื่นตะเกียบไปคีบเกี๊ยวหนึ่งลูกเข้าปาก
นี่เป็นอาหารมื้อแรกของวัน ข้ากลืนมันลงไปพร้อมคำพูดที่เปี่ยมด้วยความตั้งใจ
“คราวนี้…ข้าจะลองโลภดูสักหน่อย”
ตาแก่ชินไม่ได้พูดอะไรตอบกลับมา
แต่จากท่าทางเงียบๆ นั้น ข้าก็เดาได้ไม่ยาก
คงคิดว่า ‘จะทำอะไรก็เชิญเถอะ’ สินะ
เวลาผ่านไปจนถึงค่ำคืนหลังจากงานสนทนาสิ้นสุดลง
ระหว่างที่ทุกอย่างกำลังเข้าสู่ความสงบ ชายคนหนึ่งก็ก้าวเท้าออกจากเรือนของตนด้วยสีหน้าแฝงไปด้วยความขุ่นเคือง
นั่นคือ นัมกุงจิน
เขาเพิ่งได้รับรายงานบางอย่างจากผู้ใต้บังคับบัญชา ท่าทางไม่สบอารมณ์ของเขาแสดงออกทางใบหน้าอย่างเด่นชัด
ไอสังหารแผ่พุ่งออกมาทั่วร่าง ราวกับจะสะท้อนสภาวะจิตใจของเจ้าตัวที่ปั่นป่วนด้วยพลังอัสนีของตระกูลนัมกุง*
‘…เจ้าหนูนั่น น้ำนมยังไม่ทันแห้งก็กล้าดีนัก’
เสียงขบกรามดังกรอด!
เพียงเพราะรู้ดีว่าใครเป็นเจ้าของพื้นที่แห่งนี้ เขาจึงอดทนเขาอดกลั้นต่อการยั่วยุสารพัดที่ควรถือเป็นภัยต่อศักดิ์ศรีตระกูล
แม้แต่ตอนที่เจ้าลูกเจี๊ยบของตระกูลกู่สำแดงอาการพยศออกมา
แม้แต่นัมกุงจิน…ผู้โอหังและดื้อรั้นอย่างที่สุด…ก็ยังอดรู้สึกสำนึกอยู่ลึกๆ ต่อภาระอันหนักอึ้งที่ตระกูลกู่แบกรับเอาไว้
แต่ถึงกระนั้นแม้จะมีเหตุผลนับร้อยข้อให้ยอมทน
สิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้…ก็ยังถือว่าเกินเลย
โครม!
ประตูไม้ของเรือนรับรองเบื้องหน้าถูกกระชากเปิดออกอย่างรุนแรง
นัมกุงจินเดินก้าวเข้ามา
“…!”
เขายังไม่ทันย่างเท้าเข้าไปใกล้ตัวเรือนดีนัก
แต่แล้วกลิ่นบางอย่างก็ลอยมาตามสายลม…แตะปลายจมูกของเขา
เป็นไอพลังที่เจือความร้อนราวเปลวเพลิง
นัมกุงจินชะงักไปในพริบตา
ดวงตาเขาเบิกกว้างโดยไม่อาจหักห้ามได้
ทั่วทั้งเรือนรับรองเหล่าผู้ฝึกยุทธจากตระกูลนัมกุงนอนแน่นิ่งเกลื่อนพื้น บางคนหมดสติไปแล้ว ขณะที่บางคนที่ยังมีสติอยู่ก็ได้แต่ทรุดตัวอาเจียนอยู่กับพื้น ร่างกายสั่นเทาอย่างควบคุมไม่อยู่
“เจ้า…!”
นัมกุงจินที่กำลังจะระเบิดเสียงคำรามอันเกรี้ยวกราด กลับต้องชะงักเมื่อสายตาไปปะทะเข้ากับใครบางคน
ท่ามกลางเปลวเพลิงที่โหมลุกลามอยู่ทั่วบริเวณนั้น ผู้ที่ยืนตระหง่านอยู่ใจกลางเปลวเพลิงเหล่านั้น คือเจ้าของพลังร้อนระอุซึ่งปกคลุมทั้งเรือน
ภายในวงแหวนเพลิงที่หมุนวนอย่างน่าเกรงขามเด็กหนุ่มผู้หนึ่งยืนอยู่กลางเปลวไฟ พร้อมดวงตาสีแดงเข้มที่จ้องตรงมายังเขาอย่างแน่วแน่
แค่รับรู้ถึงจิตสังหารและแรงกดดันจากสายตาคู่นั้น ร่างของนัมกุงจินก็พลันสะท้านขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว
‘…กู่ชอลอึนหรือ?’
ไม่สิไม่ใช่กู่ชอลอึนในปัจจุบัน
แต่เป็นภาพเงาซ้อนทับเด็กคนนี้กับอัคคีอสุราแห่งวันวาน ผู้ที่เคยถูกเรียกว่า ‘อสูรเพลิง’ ในยุทธภพ
ภาพตรงหน้าเหมือนกับย้อนเวลากลับไปสมัยที่กู่ชอลอึนยังคงมีเขี้ยวเล็บ…ยังมีสายตาแหลมคม และเปลวเพลิงที่พร้อมเผาผลาญทุกสิ่ง
เจ้าของเปลวเพลิงยกมือขึ้นประสานคำนับเล็กน้อย พลางเอ่ยเสียงเรียบ
“มาถึงแล้วหรือขอรับ ท่านผู้นำตระกูลนัมกุง”
เสียงนั้นบางเบา ไม่ต่างจากเสียงของเด็กหนุ่มที่ยังไม่ผ่านวัยแปรเปลี่ยน
นัมกุงจินรู้อยู่แล้วว่าเด็กคนนี้คือใครเขาได้รับรายงานมาแล้ว
แต่ในใจลึกๆ ก็ยังอยากปฏิเสธความจริงอยู่ดี
เด็กเช่นนี้…จะมีพลังอันวิปลาสถึงเพียงนี้เชียวหรือ?
เด็กเช่นนี้…เกิดมาเป็นสายเลือดของตระกูลกู่ได้อย่างไร?
เด็กหนุ่มพูดต่อด้วยท่าทางที่แทบไม่ต่างจากการหยอกล้อ
“สถานการณ์มันดูจะวุ่นวายอยู่สักหน่อย…จะพูดเรื่องนี้ตอนนี้ก็ดูไม่เหมาะเท่าไหร่”
แล้วเปลวเพลิงก็เริ่มจางลง
‘…ไม่สิ มันไม่ได้ดับหรอก’
ไม่ใช่การสลายไป แต่เป็นการหดกลับเข้าสู่ร่างของเด็กหนุ่มทีละนิด
ไม่ว่าจะเป็นความร้อนรอบตัว หรือเปลวเพลิงที่ปะทุอยู่ทุกทิศทางตอนนี้ทั้งหมดค่อยๆ ไหลย้อนคืนกลับเข้าไปยังจุดศูนย์กลาง
เมื่อเปลวเพลิงทั้งหมดหายไป เหลือไว้เพียงเด็กหนุ่มผู้เดียวที่ยืนอยู่กลางลานว่าง
เส้นผมสีดำที่เห็นในยามกลางวันได้กลายเป็นสีแดงเข้มที่ร้อนแรงยิ่งกว่าเพลิง
ดวงตาสีเลือดที่แทบจะแยกไม่ออกจากของกู่ชอลอึนเมื่อครั้งยังหนุ่ม จ้องตรงไปยังเขาด้วยแววตาเจิดจ้า
จากนั้นริมฝีปากเด็กหนุ่มก็ยกยิ้ม
“ท่านสนใจจะเล่นเกมเดิมพันกับข้าสักหน่อยไหม?”
กู่หยางชอน…กำลังยิ้มพลางเอ่ยท้าใส่นัมกุงจิน.