สหายวัยเยาว์ของจอมยุทธ์อันดับหนึ่งในใต้หล้า - ༺ บทที่ 119 ของลวงตา (1) ༻
ก่อนที่ข้าจะบุกมาถึงเรือนรองโดยไม่บอกกล่าวเช่นนี้ แผนเดิมของข้า…ไม่ใช่แบบนี้เลย
แผนที่ข้าวางไว้ตอนแรกน่ะ จริงๆแล้วมันสุภาพกว่านี้มาก อย่างน้อยก็ไม่ใช่การบุกเข้ามาอย่างใช้กำลังแบบนี้
แต่แรกนั้น ข้าคิดจะใช้การแลกเปลี่ยน
เพราะโชคดีที่ข้าถือสิ่งหนึ่งอยู่ในมือ ซึ่งมีคุณค่ามากพอจะทำให้นัมกุงบีอาไม่ต้องกลับไปยังตระกูลนัมกุง
มันคือข้อมูลเกี่ยวกับกระบี่ที่นัมกุงบีอาเคยใช้
พูดให้ชัดกว่านั้น มันคือเรื่องราวของกระบี่ที่ราชินีกระบี่มารเคยใช้เมื่อชาติก่อน
จำได้หรือไม่…ของวิเศษที่ตระกูลหรือสำนักต่างๆ ถือครองไว้ ไม่เพียงมีคุณสมบัติพิเศษเท่านั้น หากยังเป็นสัญลักษณ์แทนตัวพวกเขา
กระบี่ที่นางเคยใช้นั้นก็เป็นเช่นนั้น มันคือกระบี่วิเศษที่ ‘หนึ่งกระบี่อัสนี นัมกุงมยอง’ ฮีโร่ผู้เคยขวางทางมารโลหิต และเป็นจ้าวผู้ยิ่งใหญ่แห่งตระกูลนัมกุงเคยค้นพบ
เป็นหนึ่งในห้าสุดยอดกระบี่แห่งยุทธภพ
กระบี่อสนี เน่-อา(อัสนีภูตพราย)
ปัจจุบัน หากดูจากตำแหน่ง มันควรเป็นกระบี่ที่ตกอยู่ในมือของปราชญ์สวรรค์แน่นอน
แต่ข้ารู้ดีว่าตอนนี้ กระบี่เล่มนั้นไม่ได้อยู่กับเขา
เพราะตอนนี้…เน่-อา ตกอยู่ในมือของสำนักบู๊ตึ๊ง
ผู้ถือครองคือเซียนประหลาดแห่งบู๊ตึ๊งหนึ่งในยอดฝีมือผู้เป็นหน้าเป็นตาของสำนักบู๊ตึ๊ง
ข้าไม่รู้ว่าเรื่องมันเป็นมาอย่างไร แต่เรื่องนี้ข้าได้ยินมาจากปากราชินีกระบี่มารเมื่อชาติก่อนกับตัวเอง
จะให้ข้าเชื่อว่าราชินีกระบี่มารซึ่งไม่ใช่จูกัดฮยอก จะโกหกข้าเรื่องเช่นนี้งั้นหรือ?
ข้าว่าคงไม่
เพราะนี่คือข้อมูลเกี่ยวกับสัญลักษณ์ที่หายไปของตระกูล
หากเป็นหัวหน้าตระกูลนัมกุง นัมกุงจินผู้ยังไร้อำนาจเพียงพอในฐานะผู้นำ เขาจะยอมปล่อยผ่านเรื่องนี้ไปได้หรือ?
ข้าไม่คิดว่าเขาจะทำเช่นนั้น
[แล้วเจ้าจะอธิบายอย่างไรดี ว่าเจ้าได้ข้อมูลนี้มาจากไหน…]
‘ก็ยังมีป้ายที่หมอเทวดาให้มาอยู่นี่นา’
ป้ายที่เกี่ยวข้องกับพรรคยาจก อาจใช้เป็นหลักฐานให้เรื่องนี้น่าเชื่อถือมากขึ้น
แม้ข้าไม่รู้ว่าป้ายนี้มีประโยชน์อะไรแน่ชัด แต่เมื่อนึกถึงตอนที่ราชินีกระบี่เห็นมันระหว่างพักแรมแล้วถึงกับตกใจ ข้าก็แน่ใจว่ามันต้องไม่ใช่ของไร้ค่าเป็นแน่
ด้วยการผสมความจริงเข้ากับคำลวงนิดหน่อย แล้วอ้างชื่อพรรคยาจกเสริมเข้าไป ข้าก็สามารถถ่ายทอดเรื่องราวนี้ได้โดยไม่ยากเย็น
[แต่ถ้าเจ้าบ้านั่นเกิดเดินทางไปพรรคยาจกแล้วถามขึ้นมาล่ะ…?]
เรื่องนี้…ข้าก็เคยคิดเผื่อไว้แล้วสองทาง แต่ในตอนนี้ก็คงไม่มีความหมายอีกต่อไป
◇◆
“…เมื่อครู่ท่านว่าอะไรนะ?”
ข้าเอ่ยถามผู้อาวุโสสองในช่วงเวลาที่พระอาทิตย์ใกล้จะลับฟ้า สีหน้าของเขาเคร่งขรึมกว่าปกติ ราวกับรู้ว่าสิ่งที่เอ่ยออกมานั้นไม่ใช่เรื่องธรรมดา
“หัวหน้าตระกูลนัมกุงกับอาวุโสหนึ่ง…กำลังสนทนากันอยู่ตามลำพังน่ะสิ”
ข้ากระเดาะลิ้นเบาๆ หลังได้ยินคำพูดของผู้อาวุโสสอง มันเป็นถ้อยคำที่แค่ฟังก็ชวนให้รู้สึกไม่สบายใจนัก
ตอนนั้นข้าอยู่ที่เรือนส่วนตัว กำลังพูดคุยกับวีซอลอาตามปกติ บรรยากาศก็ไม่ได้ต่างจากทุกวัน
ก่อนหน้านั้น ข้าได้สั่งให้สาวใช้ไปแจ้งที่เรือนรอง ซึ่งนัมกุงบีอาพักอยู่ไว้เรียบร้อยแล้ว
เป็นช่วงเวลาหลังอาหารที่ยังพอมีเวลาเหลืออยู่พอดี
ข้านั่งอยู่หน้าเรือน วีซอลอานั่งอยู่ตรงหน้า นางกำลังเคี้ยวขนมยักกวาไป ยิ้มระรื่นไป ขณะเดียวกัน ข้าก็เอื้อมมือไปเล่นผมของนางอย่างเคยชิน
“วันนี้ถักเปียสองข้างเหรอ?”
“พี่สาวทำให้เจ้าค่ะ ข้าชอบมากเลย มันสวยดี”
ทรงผมของวีซอลอามักจะเปลี่ยนไปทุกวัน ขึ้นอยู่กับอารมณ์ของสาวใช้ในแต่ละวันว่าจะจัดทรงแบบใดให้นาง
ดูเหมือนว่าวันนี้…จะเป็นวันของเปียสองข้าง
เส้นผมที่ถูกรวบไว้อย่างเรียบลื่นถูกข้าลูบไล้อย่างเพลิดเพลิน ระหว่างนั้นร่างของวีซอลอาก็เอนตัวเข้ามาแนบอกข้าอย่างเป็นธรรมชาติ
ข้าก็เลยลูบแก้มนางเบาๆ ซึ่งนางเองก็ไม่ได้ขัดขืนหรือขยับตัวหนีแต่อย่างใด
“หือ?”
แต่ระหว่างที่ข้ากำลังลูบผิวนวลนุ่มของแก้มนางอยู่นั้น ความรู้สึกที่ส่งผ่านปลายนิ้วกลับแตกต่างจากเดิมอย่างเห็นได้ชัด
“เจ้าน้ำหนักลดเหรอ?”
“หืม?”
ถึงเมื่อก่อนแก้มนางจะไม่ได้เต็มไม้เต็มมือมากนักก็จริง แต่ก็ไม่เคยให้ความรู้สึกบางเบาแบบนี้ ทว่าตอนนี้…แก้มของวีซอลอากลับดูผอมลงอย่างชัดเจนเมื่อเทียบกับแต่ก่อน
‘ว่าแล้วเชียว…’
ข้าจับแขนของนางขึ้นมาสำรวจด้วยมือ และก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ
ร่างของวีซอลอาผอมลงกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด ทั้งที่เมื่อไม่กี่เดือนก่อนยังดูมีแก้มมีเนื้อดูน่ารักน่าเอ็นดูอยู่แท้ๆ ตอนนี้กลับเริ่มมีแนวกรอบหน้าปรากฏขึ้นมาแล้ว
“…อะไรกันเนี่ย”
หรือว่าช่วงนี้นางกินน้อยลง? แต่เท่าที่ข้าสังเกต วันนี้นางก็กินครบสามมื้อ แถมยังตักข้าวใส่ชามเต็มตลอด
ยิ่งตอนนี้ก็ยังเคี้ยวยักกวาที่ข้ายื่นให้อย่างเอร็ดอร่อยอยู่เลย
วีซอลอาเงยหน้าขึ้นถามข้าอย่างสงสัย เมื่อเห็นว่าข้ามีปฏิกิริยาแปลกไป
“ท่านทำหน้าแปลกๆ นะเจ้าคะ เกิดอะไรขึ้นเหรอ?”
“อ๋อ…เปล่า ไม่มีอะไรหรอก”
…แต่นี่มันผอมไปหน่อยไหม? หรือว่านางจะแอบออกกำลังกายเอง?
ข้าไม่ไว้ใจนัก จึงแผ่พลังรับรู้ออกตรวจสอบทั่วร่างวีซอลอา แต่ทว่า…
ไม่มีอะไรเลย
ร่างกายของนางยังคงว่างเปล่าเหมือนเดิม ไม่มีพลังใดแฝงอยู่ทั้งสิ้น
ดังนั้นเรื่องฝึกวรยุทธ์จึงตัดออกไปได้เลย แล้วจะเป็นเพราะออกกำลังกายเฉยๆ งั้นหรือ?
หรือว่า…เป็นเพราะกำลังเข้าสู่วัยเจริญเติบโต เลยทำให้ร่างกายเริ่มเปลี่ยนแปลง? เหมือนจะสูงขึ้นเล็กน้อยด้วย
ตัวข้าเองก็สูงขึ้นมากในปีนี้…ถ้าเทียบกับปีก่อนละก็นะ
‘…แม้จะไม่ได้คาดหวังอะไรหรอกก็เถอะ’
ถึงแม้ข้าเคยสูงกว่านี้ในชาติก่อน ข้าก็ไม่ได้คาดหวังว่าตอนนี้ร่างกายจะสูงขึ้นมากอะไรนักหรอก
สำหรับวีซอลอา แม้นางจะดูงามขึ้นเพราะน้ำหนักลดลง แต่พอแก้มนวลที่เคยมีหายไป ก็เหมือนความน่ารักเฉพาะตัวของนางจะหายไปด้วยเล็กน้อย
“ต้องให้เจ้ากินข้าวเพิ่มอีกหน่อยแล้วล่ะ”
“หืม…?”
“อ้อ เปล่า ไม่มีอะไร”
ผอมลงก็แค่ต้องป้อนเพิ่มเท่านั้น ข้าคิดได้ดังนั้นก็ตั้งใจไว้ในใจ
ระหว่างนั้น สาวใช้คนหนึ่งก็เดินเข้ามาหาข้า
“คุณชายเจ้าคะ ผู้อาวุโสสองมาพบเจ้าค่ะ”
“ผู้อาวุโสสองงั้นหรือ?”
ยังไม่ทันที่ข้าจะตอบรับ ร่างใหญ่ของอีกฝ่ายก็เดินตรงเข้ามาหา สีหน้าเขานิ่งขรึม ดูไม่สบายใจอยู่ไม่น้อย
[เจ้าร่างยักษ์นั่น…ข้าดูเท่าไหร่ก็ยังไม่ชินเสียที]
‘ท่านลืมไปหรือว่าท่านมาจากสำนักฮวาซาน ท่าทางแบบนั้นไม่ใช่เรื่องแปลกเสียหน่อยนี่นา?’
[สำนักฮวาซานน่ะเป็นสำนักเต๋านะ แล้วจะเกี่ยวอะไรกับกล้ามเป็นมัดๆ แบบนั้นเล่า…]
…
เขาไม่รู้จริงๆ หรือแกล้งไม่รู้กันแน่นะ? ข้ารู้สึกปวดหัวขึ้นมาเล็กน้อย เลยตัดบทความคิดทิ้งไปซะ
จากนั้นข้าก็หันไปถามผู้อาวุโสสองตรงๆ
“มีเรื่องอะไรหรือเปล่าขอรับ ท่านอาวุโส?”
สีหน้าของเขายังดูไม่ดีขึ้นเลยสักนิด ทั้งที่ปกติเขามักจะหัวเราะเสียงดังเฮฮาตลอดเวลา
“หยางชอน”
“ขอรับ?”
“ดูท่า…จะเกิดปัญหาขึ้นเล็กน้อยเสียแล้ว”
“ปัญหาหรือขอรับ?”
ข้าขยับท่าทางให้ตรงขึ้นเล็กน้อยทันทีที่ได้ยินคำว่าปัญหา เพราะถ้าผู้อาวุโสสองถึงกับพูดเช่นนี้ แสดงว่าต้องมีเรื่องไม่ธรรมดาแน่
เมื่อแววตาของข้าเปลี่ยนไป เขาก็ถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะเอ่ยขึ้น
“หัวหน้าตระกูลนัมกุง…กำลังคุยกับอาวุโสหนึ่งอยู่ตามลำพัง”
“…ท่านว่าอะไรนะขอรับ?”
ข้าถามกลับไปทันควัน มันเป็นคำพูดที่ดูไร้บริบทสิ้นดี
หัวหน้าตระกูลนัมกุงกับอาวุโสหนึ่ง?
คู่นั้นมัน…ข้าไม่เคยได้ยินหรือเห็นอะไรแบบนี้มาก่อนเลยด้วยซ้ำ
“ท่านไปได้ยินเรื่องนี้มาจากไหนกันขอรับ?”
“โถ่เอ๊ย ข้านี่ก็ยังมีตากับหูอยู่นะโว้ย!”
“คนเราก็มีตากับหูกันทุกคนอยู่แล้วไม่ใช่หรือขอรับ… โอ๊ยๆ ข้าแค่ล้อเล่นน่ะ ท่านอย่าชูกำปั้นสิ!”
พอเห็นเขากำลังจะง้างหมัดขึ้นมาเคาะหัว ข้าก็รีบพูดแก้ตัวทันที
“…เจ้ารู้หรือเปล่าว่าเรื่องนี้มันแย่แค่ไหนกัน?”
“ก็ไม่ดีแหละขอรับ แต่จะไม่ดีสักแค่ไหนกันเชียว…”
ข้าหัวเราะแผ่วเบา ไม่ได้คิดมากอะไรนัก
แม้ว่าท่าทีของผู้อาวุโสสองจะดูร้อนรนผิดปกติ… แต่มันก็ไม่ได้แปลว่าต้องเกิดเรื่องใหญ่ทุกครั้งไปหรอกกระมัง
หากนึกถึงสิ่งที่อาวุโสหนึ่งต้องการแล้ว ข้าก็ไม่คิดเลยว่าเขาจะสามารถเดินไปถึงจุดจบที่ตัวเองปรารถนาได้
‘เขาอยากครอบครองตระกูลกู่…ถึงเพียงนั้นเชียวหรือ?’
สำหรับข้า มันเป็นเรื่องน่าประหลาดใจเสียมากกว่า
ก็แค่ตำแหน่งจอมปลอมตำแหน่งหนึ่ง…มีอะไรให้น่าหลงใหลนัก
ที่นั่งนั้น ตอนนี้พ่อของข้านั่งอยู่ และต่อไปก็จะเป็นของข้า มันดูยิ่งใหญ่นักหรืออย่างไร?
อาวุโสหนึ่งคงไม่รู้กระมัง ว่าสถานที่แห่งนั้นไม่ใช่บัลลังก์ทองคำ
เขาคิดหรือว่าบิดาของข้ายึดมั่นในตำแหน่งนั้นจนไม่ยอมปล่อยมือ?
แต่จากมุมมองของข้า…พ่ออยากจะสละตำแหน่งนั้นใจจะขาด แต่ก็ทำไม่ได้ต่างหาก
นี่แหละคือปัญหาของอาวุโสหนึ่ง เขาหลงในตำแหน่งและความทะเยอทะยานจนมองไม่เห็นแม้แต่เรื่องเล็กๆ ที่อยู่ตรงหน้า
ถ้าผู้อาวุโสสองอย่างเขายังจับได้ถึงเรื่องแบบนี้ แล้วพ่อของข้าจะไม่รู้หรือ?
แน่นอนว่าท่านรู้
เพียงแต่เลือกจะไม่พูดอะไร และไม่ขัดขวางการกระทำของอาวุโสหนึ่งต่างหาก
เหตุใดถึงปล่อยไว้เช่นนั้น อาวุโสหนึ่งเองก็คงไม่เคยหยั่งคิดถึงเหตุผลนี้ด้วยซ้ำ
‘…ให้ตายเถอะ คนแบบนั้นก็ช่างร้อนรนเสียเหลือเกิน’
แม้ข้าจะเคารพในความทุ่มเทของอาวุโสหนึ่งที่อุทิศชีวิตให้ตระกูลกู่ แต่เป้าหมายที่เขาปรารถนา กับความหมายที่เขาคาดหวังกลับบิดเบี้ยวไปหมดแล้ว
ในเมื่อข้ารู้ดีว่าอดีตชาติอาวุโสหนึ่งจบลงอย่างไร สิ่งที่เขาทำตอนนี้ก็ไม่ต่างอะไรจากการดิ้นรนอย่างไร้ความหมาย
‘งูเฒ่าตัวนั้น…’
บทสนทนาระหว่างสองคนนั้นงั้นหรือ
เมื่อได้ยินข้อมูลจากผู้อาวุโสสอง ข้าก็เข้าใจในสิ่งที่คลุมเครืออยู่ก่อนหน้านี้ได้ชัดเจนขึ้น
เหตุผลที่นัมกุงจินถึงกับยอมเดินทางมาถึงตระกูลกู่ เพื่อพูดคุยส่วนตัว และพยายามพานัมกุงบีอากลับไปด้วยตนเอง…
ก็เพราะอาวุโสหนึ่งเข้าไปพัวพันกับแผนการนั้นด้วยนั่นเอง
‘ว่าละเชียว…ว่าทำไมช่วงนี้ถึงได้เงียบผิดปกติ’
หลังจากที่ข้าตบกู่จอลยอบไปครั้งก่อน พวกเขาก็ไม่แสดงท่าทีใดๆ อีก ข้าเลยไม่ได้ใส่ใจนัก
แต่ปรากฏว่าพวกเขาไม่ได้อยู่นิ่งอย่างที่คิด
“ให้ความรู้สึกเหมือนถูกฟาดเข้าที่ท้ายทอยเลยแฮะ…”
“เกิดอะไรขึ้นหรือขอรับ?”
“กว่าจะเจรจากับเหล่าอาวุโสจากตระกูลนัมกุงจนลากมาถึงขั้นหมั้นหมายได้แทบเป็นแทบตาย แล้วดูสิ หัวหน้าตระกูลนั่นกลับไม่คิดแบบเดียวกัน จะไม่ให้ปวดหัวได้ยังไงกันล่ะ?”
“…ข้าเองก็อยากถามอยู่เหมือนกัน ว่าท่านไปทำอะไรไว้กันแน่?”
“เจ้าหมายถึงเรื่องอะไร?”
“ก็เรื่องหมั้นหมายนั่นแหละขอรับ”
ก็เป็นถึงตระกูลนัมกุง ไม่ใช่ตระกูลธรรมดา
ไม่ใช่ใครก็สามารถเกี่ยวดองด้วยได้ง่ายๆ
และที่สำคัญ…ไม่ใช่เพียงแค่สาขาย่อย แต่เป็นสายตรงของหัวหน้าตระกูลเสียด้วย ทั้งที่ข้าเองมีประวัติถูกถอนหมั้นมาแล้ว แถมยังมีข่าวลือแย่ๆ สะพัดไปทั่วยุทธภพ
ตระกูลสูงส่งอย่างตระกูลนัมกุงไม่น่าจะยอมรับเรื่องนี้ได้ง่ายๆ
เมื่อข้าถามออกไป อาวุโสสองก็ชะงักเล็กน้อย ใบหน้าแสดงแววครุ่นคิดครู่หนึ่ง ก่อนจะเริ่มตอบข้า…
“รู้แล้วจะเจ็บตัวเอานะ”
ผู้อาวุโสสองยิ้มเจ้าเล่ห์อย่างเห็นได้ชัด สีหน้านั่น…มันชัดเจนว่ากำลังล้อข้าอยู่ แต่ถึงจะอยากถามต่อ ข้าก็รู้สึกไม่กล้าขึ้นมาดื้อๆ เพราะยังไงเสีย วิธีที่เขาใช้ต้องไม่ใช่หนทางธรรมดาแน่ๆ
“ยังไงก็เถอะ…ในเมื่อเป็นแบบนี้ คงต้องหาทางลงมือบ้างแล้วล่ะ”
“หา…จะหาทางอะไรอีกล่ะขอรับ…”
“เจ้าหาว่ามันเป็นเรื่องเล็กหรือไง! คิดดูให้ดีสิ ว่ามันอาจจะจบไม่สวยก็ได้!”
“ไม่ใช่นะขอรับ… ข้าหมายความว่า ท่านก็ไม่ได้จะไปคุยอะไรกับหัวหน้าตระกูลนัมกุงใช่ไหม? หรือว่าจะไปเปิดศึกกับเหล่าอาวุโสของเขาอีก?”
“…หืม?”
‘หา? แล้วจะตกใจทำไมเล่า!?’
ความรู้สึกไม่สู้ดีที่ก่อตัวในอกของข้านั้นดูจะไม่ผิดนัก เพราะไม่ทันไร ผู้อาวุโสสองก็ลุกพรวดขึ้นยืนทันที
“หยางชอนเอ๋ย เจ้านี่ก็มีหัวคิดอยู่เหมือนกันนี่นา ข้าจะไปเดี๋ยวนี้แหละ!”
“หา?! จะไปไหนกันขอรับ! เดี๋ยวก่อน! ใจเย็นก่อนเถอะท่าน! ดึกดื่นป่านนี้จะออกไปที่ไหน! เราลองนั่งคุยกันก่อนแบบใจเย็น—นี่! ห้ามไปนะ!”
ข้าพยายามคว้าเขาไว้สุดแรง แต่สิ่งที่เหลืออยู่กลับเป็นเพียงไอพลังที่สลายตัวทิ้งไว้เบื้องหลัง
ข้ารวบรวมพลังปราณภายในเตรียมจะใช้ตัวตนสกัดไว้ แต่มันก็สายเกินไป—เขาหายตัวไปแล้ว
“ให้ตายสิ…ตาแก่บ้านี่!”
ทั้งที่ข้าขยับขอบเขตพลังมาถึงระดับนี้แล้ว แต่ก็ยังจับตัวเขาไว้ไม่ได้แม้แต่คนเดียว
“…อย่าบอกนะว่าไปตระกูลนัมกุงจริงๆ น่ะ?”
ไม่น่าเป็นไปได้หรอกกระมัง เขาคงไม่บ้าระห่ำขนาดนั้น…
แต่ถ้าเขาไปจริงล่ะ? แล้วจะไปทำอะไรได้?
‘…ถึงจะคิดอย่างนั้น แต่ข้าก็ยังเหงื่อแตกอยู่ดี น่าหงุดหงิดจริงๆ ’
เพราะตาแก่บ้านั่น…เป็นคนที่บ้าจริงๆได้ทุกเมื่อ
ถึงกับอดคิดไม่ได้ว่าเบื้องหลังเขานี่มันหนุนแน่นแค่ไหน ถึงได้กล้าโผล่หน้าออกมาทำอะไรตามใจแบบนั้นตลอด
…เฮ้อ
ข้าถอนหายใจยาวก่อนจะลุกขึ้นยืน ถึงเวลาด้วยแล้ว และข้าก็รู้ว่าตัวเองอยู่เฉยต่อไปไม่ได้
พอข้าขยับตัว วีซอลอาที่เคยนอนเอนซบอยู่ก็ลืมตาขึ้นมาพลางขยี้ตาเบาๆ
“ท่านจะออกไปข้างนอกหรือเจ้าคะ?”
“คงต้องไปน่ะสิ”
“ให้ข้าไปด้วยไหม?”
“เจ้าจะไปไหนก็ไม่รู้แบบนี้ แล้วจะไปด้วยกันทำไม?”
“ไม่รู้หรอก…แต่จะไปไหนก็ได้ทั้งนั้นนี่นา”
วีซอลอาพูดพลางกลั้นหาว ข้าเลยเอื้อมมือไปขยี้หัวนางเบาๆ ด้วยรอยยิ้มจางๆ
“ไปนอนที่ไหนก็ได้ก่อนที่ฮงวาจะมาเจอแล้วลากเจ้าไปน่ะ ข้าจะรีบกลับมา”
“อือ…”
นางตอบสั้นๆ ในห้วงนิทรา ก่อนจะทรุดตัวฟุบลงบนชานเรือนนั่นอย่างหมดแรง
ข้าว่าท่าแบบนี้โดนฮงวาจับลากไปแน่ ข้าส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ ก่อนจะฝืนความขี้เกียจแล้วออกเดิน
ระหว่างนั้น…เสียงของตาแก่ชินก็ดังขึ้นอย่างไม่สนใจใคร
[…ตั้งแต่มานี่ ข้าไม่เคยเจอคนที่ปกติในตระกูลกู่เลยแม้แต่คนเดียว]
‘ข้าก็ว่างั้นล่ะขอรับ ยกเว้นข้าคนเดียวแล้วก็ไม่มีใคร…’
[…พอเถอะ เลิกพูดไร้สาระแล้วรีบไปได้แล้ว]
‘…’
ข้าได้แต่เม้มปากเงียบอย่างเสียไม่ได้